arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ตติยปัณณาสก์ · ปัจโจโรหณิวรรค

สคารวสูตร เล่ม ๒๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในปัจโจโรหณิวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ปัจโจโรหณิวรรค สคารวสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๔)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๔ หน้า ๒๒๔–๒๒๕

หน้า ๒๒๔

ด้วยวาทะที่เป็นธรรม บริษัทที่ไม่ประกอบด้วยธรรมนั้นย่อมส่งเสียงเอ็ดอึง เซ็งแซ่เพราะวาทะอันเป็นธรรมนั้นว่า ‘เจ้าข้าเอ๋ย ท่านผู้นี้เป็นบัณฑิตหนอ ท่านผู้นี้เป็นบัณฑิตหนอ’

อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมข่มขี่บีบคั้นวาทะที่เป็น ธรรมได้ด้วยวาทะที่เป็นธรรม และทำให้บริษัทผู้ประกอบด้วยธรรมยินดีได้ ด้วยวาทะที่เป็นธรรม บริษัทผู้ประกอบด้วยธรรมนั้นย่อมส่งเสียงเอ็ดอึงเซ็งแซ่ เพราะวาทะอันเป็นธรรมนั้นว่า ‘เจ้าข้าเอ๋ย ท่านผู้นี้เป็นบัณฑิตหนอ ท่านผู้ นี้เป็นบัณฑิตหนอ’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่ไม่เป็นธรรมและสิ่งที่เป็นธรรมบุคคลควรทราบ สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์และสิ่งที่เป็นประโยชน์บุคคลก็ควรทราบ ครั้นทราบสิ่งที่ไม่เป็นธรรมและสิ่งที่เป็นธรรม ทั้งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์และสิ่งที่เป็นประโยชน์แล้วพึงปฏิบัติตามสิ่งที่เป็นธรรมและสิ่งที่เป็นประโยชน์ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่ไม่เป็นธรรมเป็นไฉน สิ่งที่เป็นธรรมเป็นไฉน สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เป็นไฉน และสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นไฉน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาทิฏฐิเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม สัมมาทิฏฐิเป็นสิ่ง ที่เป็นธรรมอกุศลธรรมอันเลวทรามไม่น้อยซึ่งมีมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัยเกิดขึ้น นี้เป็นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ และกุศลธรรมไม่น้อยซึ่งมีสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัยถึง ความเจริญบริบูรณ์ นี้เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาสังกัปปะเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม สัมมาสังกัปปะเป็นสิ่งที่เป็นธรรม ...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาวาจาเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม สัมมาวาจาเป็นสิ่งที่เป็นธรรม ...

--------------------------------------

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉากัมมันตะเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม สัมมากัมมันตะเป็นสิ่งที่เป็นธรรม ...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาอาชีวะเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม สัมมาอาชีวะเป็นสิ่งที่เป็นธรรม ...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาวายามะเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม สัมมาวายามะเป็นสิ่งที่เป็นธรรม ...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาสติเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม สัมมาสติเป็นสิ่งที่เป็นธรรม ...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาสมาธิเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ความตั้งใจชอบเป็นสิ่งที่เป็นธรรม ...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาญาณะเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม สัมมาญาณะเป็นสิ่งที่เป็นธรรม ...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาวิมุตติเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม สัมมาวิมุตติเป็นสิ่งที่เป็นธรรม อกุศลธรรมอันเลวทรามไม่น้อยซึ่งมีมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัย เกิดขึ้น นี้เป็นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ และกุศลธรรมไม่น้อยซึ่งมีสัมมาวิมุตติ เป็นปัจจัยถึงความเจริญบริบูรณ์ นี้เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่ไม่เป็นธรรมและสิ่งที่เป็นธรรมบุคคลควรทราบ สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์และสิ่งที่เป็นประโยชน์บุคคลก็ควรทราบ ครั้นทราบสิ่งที่ไม่เป็นธรรมและสิ่งที่เป็นธรรม ทั้งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์และสิ่งที่เป็นประโยชน์ แล้วพึงปฏิบัติตามสิ่งที่เป็นธรรมและสิ่งที่เป็นประโยชน์ คำที่ เรากล่าวดังนี้ เราอาศัยความข้อนี้กล่าวแล้ว”-------------------------------------------------

๕. สคารวสูตร

ว่าด้วยฝั่งนี้และฝั่งโน้น

{๑๑๗} [๑๑๗] ครั้งนั้นแล พราหมณ์ชื่อว่าสคารวะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแลเป็นฝั่งนี้ อะไรเป็นฝั่งโน้น ”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนพราหมณ์ มิจฉาทิฏฐิเป็นฝั่งนี้ สัมมาทิฏฐิเป็นฝั่งโน้น มิจฉาสังกัปปะเป็นฝั่งนี้ สัมมาสังกัปปะเป็นฝั่งโน้น มิจฉาวาจาเป็นฝั่งนี้ สัมมาวาจาเป็นฝั่งโน้น มิจฉากัมมันตะ เป็นฝั่งนี้ สัมมากัมมันตะเป็นฝั่งโน้น มิจฉาอาชีวะเป็นฝั่งนี้ สัมมาอาชีวะเป็นฝั่งโน้น มิจฉาวายามะเป็นฝั่งนี้ สัมมาวายามะเป็นฝั่งโน้น มิจฉาสติเป็นฝั่งนี้ สัมมาสติเป็นฝั่งโน้น มิจฉาสมาธิเป็นฝั่งนี้ สัมมาสมาธิเป็นฝั่งโน้น มิจฉาญาณะเป็นฝั่งนี้ สัมมาญาณะเป็นฝั่งโน้น มิจฉาวิมุตติเป็นฝั่งนี้ สัมมาวิมุตติเป็นฝั่งโน้น ดูก่อนพราหมณ์ นี้แลเป็นฝั่งนี้ นี้เป็นฝั่งโน้น”ในหมู่มนุษย์ ชนที่ไปถึงฝั่งนิพพานได้มีน้อย ส่วนหมู่สัตว์นอกนี้เลาะไปตามริมฝั่ง เท่านั้น

ก็เหล่าชนที่ประพฤติตามธรรมในธรรมที่พระสุคตเจ้าตรัสไว้แล้วโดยชอบ จักข้ามบ่วงมฤตยู ที่ข้ามได้ยากถึงฝั่งได้

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ------------------------------------------
  2. ------------------------------------------
  3. ๑ฝั่งนี้ หมายถึงโลกิยธรรม ฝั่งโน้น หมายถึงโลกุตตรธรรรม (องฺ.ทสก.อ. ๓๗๕)
  4. ๒เลาะไปตามริมฝั่ง หมายถึงแล่นอยู่ตามฝั่งคือสักกายทิฏฐิ (องฺ.ทสก.อ. ๓๗๕)
  5. ๓บ่วงมฤตยู หมายถึงวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ (องฺ.ทสก.อ. ๓๗๕)
หน้า ๒๒๕

บัณฑิตพึงละอกุศลธรรม ออกจากอาลัย อาศัยธรรม อันไม่มีอาลัย แล้วเจริญกุศลธรรม

บัณฑิตพึงปรารถนาความยินดียิ่งในวิเวกซึ่งเป็นที่ที่ยินดีได้ยาก ละกามทั้งหลายเสียแล้วเป็นผู้ไม่มีกิเลสเป็นเหตุให้กังวล พึงชำระตนให้ผ่องแผ้วจากเครื่องเศร้าหมองจิตเหล่าชนที่อบรมจิตด้วยดีโดยชอบในองค์ธรรมสามัคคี เครื่องตรัสรู้ และเหล่าชนที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น ยินดีแล้ว ในการสละคืนความยึดมั่นถือมั่น สิ้นอาสวะแล้ว มีความรุ่งเรือง เป็นผู้ปรินิพพานแล้วในโลก

๖. โอริมตีรสูตร

ว่าด้วยธรรมที่เป็นฝั่งนี้และฝั่งโน้น

{๑๑๘} [๑๑๘] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงฝั่งนี้และฝั่งโน้นแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฝั่งนี้เป็นไฉน และฝั่งโน้นเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาทิฏฐิเป็นฝั่งนี้ สัมมาทิฏฐิเป็นฝั่งโน้น ... มิจฉาวิมุตติเป็นฝั่งนี้ สัมมาวิมุตติเป็นฝั่งโน้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นฝั่งนี้ นี้เป็นฝั่งโน้น”ในหมู่มนษย์ ชนที่ไปถึงฝั่งนิพพานได้มีน้อย ส่วนหมู่สัตว์นอกนี้เลาะไปตามริมฝั่งเท่านั้น

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ออกจากอาลัย อาศัยธรรมอันไม่มีอาลัย หมายถึงออกจากวัฏฏะมาสู่วิวัฏฏะ คือภาวะปราศจาก วัฏฏะซึ่งได้แก่พระนิพพาน (องฺ.ทสก.อ. ๓๗๕)

จบ สคารวสูตร