arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ · กุสินารวรรค

ภรัณฑุสูตร เล่ม ๒๐

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๖๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๐ ในกุสินารวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ กุสินารวรรค ภรัณฑุสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๐)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๐ หน้า ๔๑๙–๔๒๒

หน้า ๔๑๙

๔. ภรัณฑุกาลามสูตร

ว่าด้วยศาสดา ๓ ประเภท

{๕๖๖} [๑๐๕๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปในแคว้นโกศล เสด็จถึงพระนครกบิลพัสดุ์ พระเจ้ามหานามศากยะได้ทรงสดับข่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงพระนครกบิลพัสดุ์โดยลำดับแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วประทับยืน ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะพระเจ้ามหานามศากยะว่า“ไปเถิด มหานามะ ท่านจงรู้สถานที่พักในพระนครกบิลพัสดุ์ซึ่งเป็นที่ที่พวกอาตมาควรพักอยู่สักคืนหนึ่งในวันนี้” พระเจ้ามหานามศากยะรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเข้าไปยังพระนครกบิลพัสดุ์ เสด็จเที่ยวไปจนทั่วก็มิได้ทรงเห็นสถานที่พักในพระนครกบิลพัสดุ์

ซึ่งเป็นที่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าควรจะประทับพักอยู่คืนหนึ่งวันนี้ลำดับนั้นแล พระเจ้ามหานามศากยะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในพระนครกบิลพัสดุ์ไม่มีสถานที่พักซึ่งเป็นที่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าควรจะประทับพักสักคืนหนึ่งวันนี้เลย ภรัณฑุดาบสกาลามโคตรนี้เป็นเพื่อนร่วมพรหมจรรย์เก่าแก่ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อาศรมของภรัณฑุดาบสกาลามโคตรนั้นสักคืนหนึ่งในวันนี้เถิด”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ไปเถิด มหานามะ ท่านจงปูลาดเครื่องลาดเถิด” พระเจ้ามหานามศากยะทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เสด็จเข้าไปยังอาศรมของภรัณฑุดาบสกาลามโคตร แล้วทรงปูลาดเครื่องลาด ทรงตั้งนํ้าไว้เพื่อจะล้างพระบาท แล้วเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ลาด

หน้า ๔๒๐

เครื่องลาดเสร็จแล้ว ได้ตั้งนํ้าไว้เพื่อชำระพระยุคลบาทแล้ว บัดนี้ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบกาลอันควรเถิด”

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระกาคเจ้าเสด็จเข้าไปยังอาศรมของภรัณฑุดาบสกาลามโคตร แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้แล้ว ครั้นแล้วทรงล้างพระบาททั้งสอง ครั้งนั้นแล พระเจ้ามหานามศากยะทรงดำริว่า “วันนี้ไม่ใช่เวลาที่จะนั่งเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเหน็ดเหนื่อย ต่อวันพรุ่งนี้เราจึงค่อยเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า” ดังนี้แล้วทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำประทักษิณแล้วเสด็จหลีกไป[๑๐๕๒] ครั้งนั้นแล พอล่วงราตรีนั้นไป พระเจ้ามหานามศากยะเสด็จ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ประทับนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาค เจ้าได้ตรัสถามว่า

“ดูก่อนมหานามะ ศาสดา ๓ ประเภทนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก ๓ ประเภทคืออะไรบ้าง คือ

(๑) ศาสดาพวกหนึ่งในโลกนี้บัญญัติการกำหนดรู้กาม ไม่บัญญัติการกำหนดรู้รูป ไม่บัญญัติการกำหนดรู้เวทนา๑

(๒) ศาสดาพวกหนึ่งในโลกนี้บัญญัติการกำหนดรู้กาม และบัญญัติการกำหนดรู้รูป แต่ไม่บัญญัติการกำหนดรู้เวทนา

(๓) ศาสดาพวกหนึ่งในโลกนี้บัญญัติการกำหนดรู้กามด้วย บัญญัติการกำหนดรู้รูปด้วย บัญญัติการกำหนดรู้เวทนาด้วย

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑การกำหนดรู้ (ปริญญา) ในที่นี้หมายถึงภาวะล่วงเลยหรือข้ามพ้น (สมติกกมะ) บัญญัติการกำหนดรู้กาม หมายถึงบัญญัติปฐมฌานอันล่วงเลยกามทั้งหลาย ไม่บัญญัติการกำหนดรู้รูป หมายถึงไม่บัญญัติอรูปาวจรสมาบัติหรืออรูปฌานอันล่วงเลยรูปทั้งหลาย ไม่บัญญัติการกำหนดรู้เวทนา หมายถึงไม่บัญญัติพระนิพพานอันเป็นภาวะล่วงเลยเวทนาทั้งหลาย (องฺ.ติก.อ. ๒๖๗)
หน้า ๔๒๑

ดูก่อนมหานามะ ศาสดา ๓ ประเภทนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก ดูก่อนมหานามะ คติของศาสดา ๓ ประเภทนี้เป็นอย่างเดียวกัน หรือว่าเป็นต่าง ๆ กัน”

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ ภรัณฑุดาบสกาลามโคตรได้กล่าวกะพระเจ้ามหานามศากยะะว่า “ดูก่อนมหานามะ ท่านจงกราบทูลว่าเป็นอย่างเดียวกัน”

เมื่อภรัณฑุดาบสกาลามโคตรกล่าวอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะเจ้ามหานามศากยะว่า “ดูก่อนมหานามะ ท่านจงกล่าวว่าเป็นต่าง ๆ กัน”

ภรัณฑุดาบสกาลามโคตรได้กล่าวกะพระเจ้ามหานามศากยะเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ดูก่อนมหานามะ ท่านจงกราบทูลว่าเป็นอย่างเดียวกัน’

แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสกะพระเจ้ามหานามศากยะเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ดูก่อนมหานามะ ท่านจงกล่าวว่าเป็นต่าง ๆ กัน”

ภรัณฑุดาบสกาลามโคตรได้กล่าวกะพระเจ้ามหานามศากยะเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ดูก่อนมหานามะ ท่านจงกราบทูลว่าเป็นอย่างเดียวกัน’

แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสกะพระเจ้ามหานามศากยะเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ดูก่อนมหานามะ ท่านจงกล่าวว่าเป็นต่าง ๆ กัน”

ครั้งนั้นแล ภรัณฑุดาบสกาลามโคตรได้มีความคิดว่า “เราถูกพระสมณโคดมรุกรานเอาแล้วถึงสามครั้ง ต่อหน้าพระเจ้ามหานามศากยะผู้มีศักดิ์ใหญ่ อย่ากระนั้นเลย เราพึงหลีกไปเสียจากพระนครกบิลพัสดุ์” ลำดับนั้นแล ภรัณฑุดาบสกาลามโคตรได้หลีกไปแล้วจากพระนครกบิลพัสดุ์ เขาหลีกไปอย่างนั้นแล้วมิได้กลับมาอีกเลย

หน้า ๔๒๒

๕. หัตถกสูตร

ว่าด้วยหัตถกเทพบุตรไม่อิ่มธรรม ๓ อย่าง

{๕๖๗} [๑๐๕๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไป หัตถกเทพบุตรมีรัศมีงามยิ่งนัก ทำพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสวไปทั่ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วคิดว่าจะยืน แต่ก็ทรุดตัวนั่งตรงพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่สามารถที่จะยืนอยู่ได้ เปรียบเหมือนเนยใสหรือน้ำนมที่เขาเทลงไปที่ทรายย่อมจมหายลงไป ตั้งอยู่ไม่ได้ แม้ฉันใด หัตถกเทพบุตรก็ฉันนั้นเหมือนกัน คิดว่าจะยืน แต่ก็ทรุดตัวนั่งตรงพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่สามารถที่จะยืนอยู่ได้ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะหัตถกเทพบุตรว่า “ดูก่อนหัตถกะ ท่านจงเนรมิตอัตภาพที่หยาบสิ” หัตถกเทพบุตรทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเนรมิตอัตภาพที่หยาบ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ยืน ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามว่า

“ดูก่อนหัตถกะ ธรรมที่เป็นไปแก่ท่านครั้งเป็นมนุษย์แต่ก่อนนั้น บัดนี้ยังเป็นไปแก่ท่านอยู่บ้างหรือ”

หัตถกเทพบุตรกราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า ธรรมที่เป็นไปแก่ข้าพระองค์ ครั้งเป็นมนุษย์แต่ก่อนนั้น บัดนี้ก็ยังเป็นไปแก่ข้าพระองค์อยู่ และธรรมที่มิได้เป็นไปแก่ข้าพระองค์ครั้งเป็นมนุษย์แต่ก่อนนั้น บัดนี้ก็เป็นไปอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าคับคั่งไปด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา ราชมหาอำมาตย์ เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์อยู่ แม้ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น พระพุทธเจ้าข้า คับคั่งไปด้วยเทพบุตรอยู่ พวกเทพบุตรต่างมากันแม้จากที่ไกลก็ด้วยตั้งใจว่า ‘จักฟังธรรมในสำนักของหัตถกเทพบุตร’

จบ ภรัณฑุสูตร