arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ · ธรรมิกวรรค

๑๒. ธรรมิกสูตร เล่ม ๒๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๒๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๒/๑๒ ในธรรมิกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ธรรมิกวรรค ธรรมิกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๒ หน้า ๕๒๒–๕๓๐

หน้า ๕๒๒

พราหมณ์ได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของ พระองค์แจ่มแจ้งนัก ... ขอท่านพระโคดมได้โปรดจำข้าพระองค์ว่าเป็น อุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป”

๑๒. ธัมมิกสูตร

ว่าด้วยธรรมของสมณะและศาสดาทั้งหก

{๓๒๕} [๕๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้ พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้น ท่านพระธัมมิกะเป็นเจ้าอาวาสอยู่ในอาวาส ๗ แห่งที่มีอยู่ในชาติภูมิชนบททั้งหมด นัยว่าท่านพระธัมมิกะย่อมด่า บริภาษ เบียดเบียน ทิ่มแทง เสียดสีพวกภิกษุอาคันตุกะที่จรมาด้วยวาจา และพวก ภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้นถูกท่านพระธัมมิกะด่า บริภาษ เบียดเบียน ทิ่มแทง เสียดสีด้วยวาจาอยู่ จึงหลบหลีก ไม่ยอมอยู่ ละทิ้งอาวาสไป

ครั้งนั้น พวกอุบาสกชาวชาติภูมิชนบทคิดกันว่า “พวกเราได้บำรุงภิกษุ สงฆ์ด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ก็แต่ว่า พวกภิกษุอาคันตุกะพากันหลบหลีก ไม่ยอมอยู่ ละทิ้งอาวาสไป อะไรหนอ เป็น เหตุเป็นปัจจัยให้พวกภิกษุอาคันตุกะพากันหลบหลีก ไม่ยอมอยู่ ละทิ้งอาวาสไป” ครั้งนั้น พวกอุบาสกชาวชาติภูมิชนบทเข้าใจกันว่า “ท่านพระธัมมิกะ นี้แลย่อมด่า บริภาษ เบียดเบียน ทิ่มแทง เสียดสีพวกภิกษุอาคันตุกะที่จรมาด้วยวาจา พวกภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้นถูกท่านพระธัมมิกะด่า บริภาษ เบียดเบียน ทิ่มแทง เสียดสีด้วยวาจาอยู่ จึงหลบหลีก ไม่ยอมอยู่ ละทิ้ง อาวาสไป อย่ากระนั้นเลย พวกเราพึงขับไล่ท่านพระธัมมิกะไปเสีย”ครั้งนั้น พวกอุบาสกชาวชาติภูมิชนบทได้เข้าไปหาท่านพระธัมมิกะถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระธัมมิกะว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่าน พระธัมมิกะจงหลีกไปจากอาวาสนี้ ท่านไม่ควรอยู่ในอาวาสนี้ต่อไป”

หน้า ๕๒๓

ครั้งนั้น ท่านพระธัมมิกะได้จากอาวาสนั้นไปยังอาวาสอื่น ทราบว่า แม้ในอาวาสนั้น ท่านพระธัมมิกะก็ด่า บริภาษ ... ครั้งนั้น พวกอุบาสก ชาวชาติภูมิชนบทได้เข้าไปหาท่านพระธัมมิกะถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะ ท่านพระธัมมิกะว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านพระธัมมิกะจงหลีกไปจากอาวาสนี้ ท่านไม่ควรอยู่ในอาวาสนี้ต่อไป”

ครั้งนั้น ท่านพระธัมมิกะได้จากอาวาสนั้นไปยังอาวาสอื่น ทราบว่า แม้ในอาวาสนั้น ท่านพระธัมมิกะก็ด่า บริภาษ ...

ครั้งนั้น พวกอุบาสกชาวชาติภูมิชนบทเข้าใจกันว่า “ท่านพระธัมมิกะนี้แลย่อมด่า บริภาษ เบียดเบียน ทิ่มแทง เสียดสีพวกภิกษุอาคันตุกะที่จรมาด้วยวาจา พวกภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้นถูกท่านพระธัมมิกะด่า บริภาษ เบียดเบียน ทิ่มแทง เสียดสีด้วยวาจาอยู่ จึงหลบหลีก ไม่ยอมอยู่ ละทิ้งอาวาสไป อย่ากระนั้นเลย พวกเราพึงขับไล่ท่านพระธัมมิกะไปเสียจากอาวาส ทั้ง ๗ แห่ง”

ครั้งนั้น พวกอุบาสกชาวชาติภูมิชนบทได้เข้าไปหาท่านพระธัมมิกะถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระธัมมิกะว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่าน พระธัมมิกะจงหลีกไปจากอาวาสทั้ง ๗ แห่งในชาติภูมิชนบททั้งหมด”

ครั้งนั้น ท่านพระธัมมิกะได้มีความคิดว่า “เราถูกพวกอุบาสกชาวชาติ ภูมิชนบทขับไล่ออกจากอาวาสทั้ง ๗ แห่งในชาติภูมิชนบททั้งหมด บัดนี้เรา จะไปที่ไหนหนอ” ครั้งนั้น ท่านพระธัมมิกะได้มีความคิดว่า “อย่ากระนั้นเลย เราพึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ” ลำดับนั้น ท่านพระธัมมิกะ ถือบาตรจีวรหลีกไปทางพระนครราชคฤห์ ไปถึงพระนครราชคฤห์และภูเขา คิชฌกูฏโดยลำดับ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ ถวายบังคม นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง นั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสถามว่า “เออ เธอมาจากที่ไหนเล่า พราหมณ์ธัมมิกะ”

หน้า ๕๒๔

ท่านพระธัมมิกะกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ถูก พวกอุบาสกชาวชาติภูมิชนบทขับไล่ออกจากอาวาสทั้ง ๗ แห่งในชาติภูมิชนบท ทั้งหมด”

“ควรแล้ว พราหมณ์ธัมมิกะ จะมีประโยชน์อะไรแก่เธอด้วยการอยู่ใน ชาติภูมิชนบทนี้ เธอถูกขับไล่ให้ออกจากอาวาสนั้น ๆ แล้วมาในสำนักของเรา

ดูก่อนพราหมณ์ธัมมิกะ เรื่องเคยมีมาแล้ว พวกพ่อค้าทางทะเลจับนก ที่ค้นหาฝั่งแล้วนำเรือออกเดินทางไปในสมุทร เมื่อเรือแล่นไปไม่เห็นฝั่ง พ่อค้า เหล่านั้นย่อมปล่อยนกที่ค้นหาฝั่งไป มันบินไปทางทิศตะวันออก บินไปทาง ทิศตะวันตก บินไปทางทิศเหนือ บินไปทางทิศใต้ บินขึ้นสูง บินไปตามทิศน้อย ถ้ามันเห็นฝั่งอยู่ใกล้ ก็บินเข้าหาฝั่งไปเลยทีเดียว แต่ถ้ามันไม่เห็นฝั่งอยู่ใกล้ ก็กลับมาที่เรือนั้น ฉันใด ดูก่อนพราหมณ์ธัมมิกะ เธอถูกขับไล่ ให้ออกจาก อาวาสนั้น ๆ แล้วมาในสำนักของเรา ก็ฉันนั้นเหมือนกันดูก่อนพราหมณ์ธัมมิกะ เรื่องเคยมีมาแล้ว พระเจ้าโกรัพยะมีต้นไทร ใหญ่ชื่อสุปติฏฐะอยู่ต้นหนึ่ง

มี ๕ กิ่ง ร่มเย็น น่ารื่นรมย์ใจ ก็ต้นไทรใหญ่ชื่อ สุปติฏฐะ มีปริมณฑลใหญ่ ๑๒ โยชน์ มีรากแผ่ไป ๕ โยชน์ มีผลใหญ่เหมือน กระทะหุงข้าวสารได้หนึ่งอาฬหก มีลูกอร่อยเหมือนรวงผึ้งเล็กซึ่งไม่มีโทษ ฉะนั้น ก็พระราชาทรงเสวยผลไทรชื่อสุปติฏฐะกิ่งหนึ่งกับพวกสนม เหล่า ทหารบริโภคกิ่งหนึ่ง ชาวนิคมชนบทบริโภคกิ่งหนึ่ง เหล่าสมณพราหมณ์ บริโภคกิ่งหนึ่ง เนื้อและนกกินกิ่งหนึ่ง ก็ใคร ๆ ไม่ต้องรักษาลูกต้นไทรใหญ่ ชื่อสุปติฏฐะ และใคร ๆ ก็ใม่ทำอันตรายลูกไทรของกันและกันครั้งนั้น บุรุษคนหนึ่งบริโภคลูกต้นไทรใหญ่ชื่อสุปติฏฐะพอแก่ความต้องการแล้วหักกิ่งหลีกไป ครั้งนั้น เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ที่ต้นไทรใหญ่ชื่อ สุปติฏฐะได้มีความคิดว่า ‘น่าอัศจรรย์จริงหนอ ท่านผู้เจริญ น่าแปลกจริงหนอ ท่านผู้เจริญ ที่มนุษย์ใจบาปคนนี้บริโภคลูกต้นไทรใหญ่ชื่อสุปติฏฐะ

หน้า ๕๒๕

พอแก่ความต้องการแล้วยังได้หักกิ่งหลีกไป ถ้ากระไร ต้นไทรใหญ่ชื่อสุปติฏฐะ จะพึงไม่ออกผลต่อไป’ หลังจากนั้น ต้นไทรใหญ่ชื่อสุปติฏฐะก็ไม่ออกผลต่อ ไปอีก

พระเจ้าโกรัพยะเสด็จเข้าไปเฝ้าท้าวสักกะจอมเทพถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ทูลถามว่า “ขอเดชะท่านผู้นิรทุกข์ พระองค์พึงทรงทราบเถิดว่า ‘ต้นไทรใหญ่ ชื่อสุปติฏฐะไม่ยอมออกลูก’ ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพทรงบันดาลอิทธาภิ สังขารให้มีลมฝนที่แรงกล้าพัดโค่นต้นไทรใหญ่ชื่อสุปติฏฐะล้มลง ทำให้มีราก อยู่ข้างบน เทวดาที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นไทรใหญ่ชื่อสุปติฏฐะมีทุกข์ เสียใจ มี นํ้าตานองหน้า ยืนร้องไห้อยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอม เทพได้เสด็จเข้าไปหาเทวดาผู้สิงสถิตอยู่ที่ต้นไทรใหญ่ชื่อสุปติฎฐะแล้วตรัสถามว่า ‘ดูก่อนเทวดา เหตุไรหนอ ท่านจึงมีทุกข์ เสียใจ มีนํ้าตานองหน้า ยืนร้องไห้อยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง’เทวดานั้นทูลว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ลมฝนที่แรงกล้าได้พัดโค่นที่ อยู่ของข้าพระองค์ล้มลง ทำให้มีรากอยู่ข้างบน ดังที่เห็นอยู่นี้ พระเจ้าข้า’

‘ดูก่อนเทวดา ก็เมื่อท่านดำรงอยู่ในรุกขธรรมแล้ว ลมฝนที่แรงกล้า ได้พัดมาโค่นที่อยู่ของท่านล้มลง ทำให้มีรากอยู่ข้างบนบ้างไหม’

‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ก็รุกขเทวดาย่อมเป็นผู้ดำรงอยู่ในรุกขธรรม อย่างไร’

‘ดูก่อนเทวดา พวกคนที่ต้องการรากย่อมนำรากต้นไม้ไป พวกที่ต้องการ เปลือกย่อมนำเปลือกไป พวกที่ต้องการใบย่อมนำใบไป พวกที่ต้องการดอก ย่อมนำดอกไป พวกที่ต้องการผลย่อมนำผลไป ก็แต่เทวดาไม่พึงทำความ เสียใจหรือความดีใจเพราะการทำนั้น ๆ ดูก่อนเทวดา รุกขเทวดา ย่อมเป็น ผู้ดำรงอยู่ในรุกขธรรมอย่างนี้แล’

หน้า ๕๒๖

‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ข้าพระองค์ไม่ดำรงอยู่ในรุกขธรรมทีเดียว ลมฝนที่แรงกล้าจึงได้พัดมาโค่นที่อยู่ให้ล้มลง ทำให้มีรากอยู่ข้างบน’

‘ดูก่อนเทวดา ถ้าว่าท่านพึงดำรงอยู่ในรุกขธรรมไซร้ ที่อยู่ของท่านก็ พึงมีเหมือนเดิม’

‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ข้าพระองค์จะดำรงอยู่ในรุกขธรรม ขอให้ที่ อยู่ของข้าพระองค์พึงมีเหมือนเดิมเถิด’

ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพได้ทรงบันดาลอิทธาภิสังขารให้มีลมฝนที่ แรงกล้าพัดต้นไทรใหญ่ชื่อสุปติฏฐะให้กลับตั้งขึ้นดังเดิม ต้นไทรใหญ่ชื่อ สุปติฏฐะได้มีรากตั้งอยู่ดังเดิม ฉันใด ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พราหมณ์ธัมมิกะ พวกอุบาสกชาวชาติภูมิชนบทก็ขับไล่เธอผู้ดำรงอยู่ในสมณธรรมออกจากอาวาส ทั้ง ๗ แห่งในชาติภูมิชนบททั้งหมดหรือไรเล่า”ท่านพระธัมมิกะทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สมณะย่อมเป็นผู้ ดำรงอยู่ในสมณธรรมอย่างไร”

“ดูก่อนพราหมณ์ธัมมิกะ สมณะในธรรมวินัยนี้เมื่อเขาด่า ย่อมไม่ด่า ตอบ เมื่อเขาเสียดสี ย่อมไม่เสียดสีตอบ เมื่อเขาตบตี ย่อมไม่ตบตีตอบ ดูก่อนพราหมณ์ธัมมิกะ สมณะย่อมเป็นผู้ดำรงอยู่ในสมณธรรมอย่างนี้แล”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ดำรงอยู่ในสมณธรรมเลย พวก อุบาสกชาวชาติภูมิชนบทจึงได้ขับไล่ออกจากอาวาสทั้ง ๗ แห่งในชาติภูมิชนบท ทั้งหมด พระเจ้าพุทธข้า”

“ดูก่อนพราหมณ์ธัมมิกะ เรื่องเคยมีมาแล้ว มีศาสดาชื่อสุเนตตะเป็น เจ้าลัทธิผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม ก็สุเนตตศาสดานั้นมีสาวกอยู่หลาย ร้อยคน เธอแสดงธรรมให้สาวกฟังเพื่อความเป็นสหายแห่งเทพชั้นพรหมโลก ดูก่อนพราหมณ์ธัมมิกะ ก็เมื่อสุเนตตศาสดาแสดงธรรมเพื่อความเป็นสหาย แห่งเทพชั้นพรหมโลกอยู่ สาวกเหล่าใดทำจิตให้เลื่อมใสไม่ได้ สาวกเหล่านั้น

หน้า ๕๒๗

หลังจากตายไปก็เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสาวกเหล่าใดเมื่อ สุเนตตศาสดาแสดงธรรมเพื่อความเป็นสหายแห่งเทพชั้นพรหมโลกอยู่ ทำจิต ให้เลื่อมใสได้ สาวกเหล่านั้นหลังจากตายไปก็เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

ดูก่อนพราหมณ์ธัมมิกะ เรื่องเคยมีมาแล้ว มีศาสดาชื่อมูคปักขะ ... มี ศาสดาชื่ออรเนมิ ... มีศาสดาชื่อกุททาลกะ ... มีศาสดาชื่อหัตถปาละ... มีศาสดา ชื่อโชติปาละเป็นเจ้าลัทธิปราศจากความกำหนัดในกาม ก็โชติปาลศาสดานั้น มีสาวกอยู่หลายร้อยคน เธอแสดงธรรมให้สาวกฟังเพื่อความเป็นสหายแห่งเทพ ชั้นพรหมโลก ดูก่อนพราหมณ์ธัมมิกะ ก็เมื่อโชติปาลศาสดาแสดงธรรมเพื่อ ความเป็นสหายแห่งเทพชั้นพรหมโลกอยู่ สาวกเหล่าใดทำจิตให้เลื่อมใสไม่ได้ สาวกเหล่านั้นหลังจากตายไปก็เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสาวก เหล่าใดเมื่อโชติปาลศาสดาแสดงธรรมเพื่อความเป็นสหายแห่งเทพชั้นพรหมโลก อยู่ ทำจิตให้เลื่อมใสได้ สาวกเหล่านั้นหลังจากตายไปก็เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ดูก่อนพราหมณ์ธัมมิกะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ผู้ใดมีจิตประทุษร้าย พึงด่า พึงบริภาษศาสดาเจ้าลัทธิทั้งหกนี้ผู้ปราศจากความ กำหนัดในกาม มีบริวารหลายร้อยคน พร้อมด้วยหมู่สาวก ผู้นั้นจะพึง ประสพสิ่งที่ไม่เป็นบุญเป็นอันมากใช่ไหม”

“อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า' “ดูก่อนพราหมณ์ธัมมิกะ ผู้ใดมีจิตประทุษ ร้ายพึงด่าพึงบริภาษศาสดาเจ้าลัทธิทั้งหกนี้ผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม มีบริวารหลายร้อยคน พร้อมด้วยหมู่สาวก ผู้นั้นพึงประสพสิ่งที่ไม่เป็นบุญ เป็นอันมาก แต่ผู้ใดมีจิตประทุษร้าย ด่าบริภาษบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ คนเดียว ผู้นั้นย่อมประสพสิ่งที่ไม่เป็นบุญมากกว่านั้นอีก ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะว่าเราไม่กล่าวความอดทนเห็นปานนี้ภายนอกจากธรรมวินัยนี้ เหมือนดังในเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ทั้งหลาย

หน้า ๕๒๘

ดูก่อนพราหมณ์ธัมมิกะ เพราะเหตุนั้นแล เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า ‘จิตของเราจักไม่มีจิตประทุษร้ายในเพื่อนร่วมพรหมจรรย์เลย” ดูก่อนพราหมณ์ ธัมมิกะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล”ได้มีศาสดาชื่อสุเนตตะ ชื่อมูคปักขะ ชื่ออรเนมิ ชื่อ

กุททาลกะ ชื่อหัตถิปาละ และชื่อโชติปาละหรือโควินทะ

ผู้เป็นปุโรหิตของพระราชาถึง ๗ พระองค์ รวมเป็นศาสดา

๖ ท่าน ผู้มียศ ได้รับยกยองว่าเป็นเจ้าลัทธิในอดีต

ท่านเหล่านั้นได้เป็นผู้หมดกลิ่นสาบคือความโกรธ มุ่ง

มั่นในกรุณา ผ่านพ้นกามสังโยชน์ คลายกามราคะเสียได้

เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก

สาวกของท่านเหล่านั้นหลายร้อยคนได้เป็นผู้หมดกลิ่น

สาบคือความโกรธ มุ่งมั่นในกรุณา ผ่านพ้นกามสังโยชน์

คลายกามราคะเสียได้ ก็เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกเช่นกัน

นรชนใดมีความดำริทางใจประทุษร้ายย่อมบริภาษ

ท่านเหล่านั้น ผู้เป็นฤๅษี ผู้เป็นนักบวชนอกศาสนา ปราศ

จากความกำหนัด มีจิตตั้งมั่น นรชนเช่นนั้นย่อมประสพ

บาปมิใช่บุญเป็นอันมากแล

ส่วนนรชนใดมีความดำริทางใจประทุษร้ายย่อม

บริภาษภิกษุผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้มีทิฏฐิสมบูรณ์

รูปเดียว นรชนผู้นี้ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก

กว่าผู้ด่าบริภาษศาสดาเหล่านั้น นรชนจึงไม่พึงเสียดสี

ท่านผู้มีความดี ผู้ละทิฏฐิได้

หน้า ๕๒๙

บุคคลใดมีอินทรีย์ ๕ คือ ศรัทธา สติ วิริยะ สมถะ

และวิปัสสนาอ่อน บุคคลนี้นั้นยังไม่ปราศจากความ

กำหนัดในกาม เราเรียกว่าเป็นบุคคลที่เจ็ดแห่งพระอริยสงฆ์

นรชนใดเบียดเบียนทำร้ายบุคคลเช่นนั้นผู้เป็นภิกษุ

ในกาลก่อน นรชนนั้นชื่อว่าทำร้ายตนเอง ย่อมบั่นรอน

อรหัตตผลในภายหลัง

ส่วนนรชนใดย่อมรักษาตน นรชนนั้นชื่อว่ารักษาตน

ที่เป็นส่วนภายนอกแล้ว เพราะเหตุนั้น บัณฑิตไม่พึงขุด

โค่นคุณความดีของตน พึงรักษาตนทุกเมื่อ

จบ ธัมมิกวรรคที่ ๕

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. นาคสูตร ๒. มิคสาลาสูตร

๓. อิณสูตร ๔. มหาจุนทสูตร

๕. ปฐมสันทิฏฐิกสูตร ๖. ทุติยสันทิฏฐิกสูตร

๗. เขมสูตร ๘. อินทริยสังวรสูตร

๙. อานันทสูตร ๑๐. ขัตติยสูตร

๑๑. อัปปมาทสูตร ๑๒. ธัมมิกสูตร

จบ ปฐมปัณณาสก์

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑บุคคลที่เจ็ดแห่งพระอริยสงฆ์ ในที่นี้หมายถึงท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล (หรือท่านผู้สำเร็จเป็นโสดาบันบุคคล) โดยนับจากท่านผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผลลงมา ซึ่งมีอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนเมื่อเทียบกับ สกทาคามีบุคคล (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๓๔)
หน้า ๕๓๐

๒. ทุติยปัณณาสก์

(๖) ๑. มหาวรรค

๑. โสณสูตร

ว่าด้วยพิณ ๓ สาย

[๕๕] ข้าพเจ้าสดับมาแล้วอย่างนี้

{๓๒๖} สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้ พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้น ท่านพระโสณะ อยู่ที่ป่าชื่อสีตวัน ใกล้ พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น เมื่อท่านพระโสณะปลีกตัวออกเร้นอยู่ในที่ลับ ได้ เกิดปริวิตกแห่งใจอย่างนี้ว่า“สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่เป็นผู้ปรารภ ความเพียรอยู่บรรดามี เราก็เป็นผู้หนึ่งในจำนวนสาวกเหล่านั้น ก็แต่ว่าจิต ของเรายังไม่หลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่นได้ ก็โภคสมบัติในตระกูลของ เราก็มีอยู่พร้อมมูล เราอาจที่จะใช้สอยโภคสมบัติและทำบุญได้ อย่ากระนั้นเลย เราพึงลาสิกขาสิกออกไปเป็นคฤหัสถ์ใช้สอยโภคสมบัติและทำบุญเถิด”ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบปริวิตกแห่งใจของท่านพระ โสณะด้วยพระทัยแล้ว ทรงหายจากภูเขาคิชฌกูฏไปปรากฏพระองค์ตรงหน้า ท่านพระโสณะที่ป่าสีตวัน เปรียบเหมือนคนที่แข็งแรงเหยียดแขนที่คู้ออก หรือ คู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้น ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้แล้ว แม้ท่านพระ โสณะก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง

ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามท่านพระโสณะว่า “ดูก่อนโสณะ เมื่อเธอปลีกตัวออกเร้นอยู่ในที่ลับ ได้เกิดปริวิตกแห่งใจอย่างนี้มิใช่หรือว่า

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ท่านพระโสณะ รูปนี้คือท่านพระโสณเถระผู้สุขุมาลชาติ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๓๕) เป็นบุตรเศรษฐี โกฬิวิสโคตร {ดูประวัติโดยพิสดารในจัมมขันธกะ วิ.มหา. (แปล) ๕/๑-๓/๑-๑๔}

จบ ๑๒. ธรรมิกสูตร