arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ · มหาวรรค

๑. โสณสูตร เล่ม ๒๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๒๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรค โสณสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๒ หน้า ๕๓๐–๕๓๖

หน้า ๕๓๐

๒. ทุติยปัณณาสก์

(๖) ๑. มหาวรรค

๑. โสณสูตร

ว่าด้วยพิณ ๓ สาย

[๕๕] ข้าพเจ้าสดับมาแล้วอย่างนี้

{๓๒๖} สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้ พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้น ท่านพระโสณะ อยู่ที่ป่าชื่อสีตวัน ใกล้ พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น เมื่อท่านพระโสณะปลีกตัวออกเร้นอยู่ในที่ลับ ได้ เกิดปริวิตกแห่งใจอย่างนี้ว่า“สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่เป็นผู้ปรารภ ความเพียรอยู่บรรดามี เราก็เป็นผู้หนึ่งในจำนวนสาวกเหล่านั้น ก็แต่ว่าจิต ของเรายังไม่หลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่นได้ ก็โภคสมบัติในตระกูลของ เราก็มีอยู่พร้อมมูล เราอาจที่จะใช้สอยโภคสมบัติและทำบุญได้ อย่ากระนั้นเลย เราพึงลาสิกขาสิกออกไปเป็นคฤหัสถ์ใช้สอยโภคสมบัติและทำบุญเถิด”ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบปริวิตกแห่งใจของท่านพระ โสณะด้วยพระทัยแล้ว ทรงหายจากภูเขาคิชฌกูฏไปปรากฏพระองค์ตรงหน้า ท่านพระโสณะที่ป่าสีตวัน เปรียบเหมือนคนที่แข็งแรงเหยียดแขนที่คู้ออก หรือ คู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้น ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้แล้ว แม้ท่านพระ โสณะก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง

ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามท่านพระโสณะว่า “ดูก่อนโสณะ เมื่อเธอปลีกตัวออกเร้นอยู่ในที่ลับ ได้เกิดปริวิตกแห่งใจอย่างนี้มิใช่หรือว่า

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ท่านพระโสณะ รูปนี้คือท่านพระโสณเถระผู้สุขุมาลชาติ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๓๕) เป็นบุตรเศรษฐี โกฬิวิสโคตร {ดูประวัติโดยพิสดารในจัมมขันธกะ วิ.มหา. (แปล) ๕/๑-๓/๑-๑๔}
หน้า ๕๓๑

‘สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่เป็นผู้ปรารภความเพียรอยู่บรรดามี เราก็เป็น ผู้หนี่งในจานวนสาวกเหล่านั้น ก็แต่ว่าจิตของเรายังไม่หลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ถือมั่นได้ ก็โภคสมบัติในตระกูลของเราก็มีอยู่พร้อมมูล เราอาจที่จะ ใช้สอยโภคสมบัติและทำบุญได้ อย่ากระนั้นเลยเราพึงลาสิกขาสิกออกไป เป็นคฤหัสถ์ใช้สอยโภคสมบัติและทำบุญเถิด”ท่านพระโสณะกราบทูลว่า “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนโสณะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอเป็นคฤหัสถ์ในอดีตเป็นผู้ฉลาดในการดีดพิณมิใช่หรือ”

“อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนโสณะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ก็สมัยใด สายพิณ ของเธอตึงเกินไป สมัยนั้น พิณของเธอย่อมมีเสียงไพเราะหรือย่อมควรแก่ การใช้หรือหนอ”“ไม่เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนโสณะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน สมัยใด สายพิณของ เธอหย่อนเกินไป สมัยนั้น พิณของเธอย่อมมีเสียงไพเราะหรือย่อมควรแก่ การใช้หรือหนอ”“ไม่เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนโสณะ ก็สมัยใด สายพิณของเธอไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป ตั้งอยู่ในขนาดกลาง สมัยนั้น พิณของเธอย่อมมีเสียงไพเราะหรือย่อมควรแก่ การใช้หรือหนอ”“อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนโสณะ ฉันนั้นเหมือนกันแล ความเพียรที่ปรารภมากเกินไปย่อม เป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่านความเพียรที่หย่อนเกินไปย่อมเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน

หน้า ๕๓๒

ดูก่อนโสณะ เพราะเหตุนั้นแล เธอจงตั้งความเพียรให้สม่ำเสมอ จงตั้ง อินทรีย์ให้สม่ำเสมอ และจงถือนิมิต ในความสม่ำเสมอนั้น” ท่านพระโสณะ ทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนท่านพระโสณะด้วยพระโอวาทนี้ แล้วทรงหายจากป่าสีตวัน เสด็จไปปรากฏที่เขาคิชฌกูฏ เปรียบเหมือนคนที่ แข็งแรงเหยียดแขนที่คู้ออกหรือคู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้น

ครั้นสมัยต่อมา ท่านพระโสณะได้ตั้งความเพียรให้สม่ำเสมอ ได้ตั้งอินทรีย์ให้สม่ำเสมอ และได้ถือนิมิตในความสม่ำเสมอนั้น ต่อมาท่านพระ โสณะได้ปลีกตัวออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่ง พระนิพพานอยู่ ไม่นานนักก็ได้ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการกันใน ปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ทราบชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก” ดังนี้ ก็แล ท่านพระโสณะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลายครั้งนั้น ท่านพระโสณะบรรลุพระอรหัตแล้วได้มีความคิดอย่างนี้ว่า “ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับครั้นแล้วพึงพยากรณ์

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า อินทรีย์ ในที่นี้หมายถึงอินทรียธรรม ๕ คือ สัทธา ความเชื่อ วิริยะ ความเพียร สติ ความระลึกได้ สมาธิ ความตั้งจิตมั่น และปัญญา ความรู้ทั่ว ตั้งอินทรีย์ให้สม่ำเสมอ หมายถึงการ ประกอบอินทรียธรรมที่เป็นคู่ปรับกันให้ทำหน้าที่สม่ำเสมอกันไม่ให้ยิ่งหรือหย่อนกว่ากันโดยปรับ สัทธาให้เสมอกับปัญญาและในขณะเดียวกันก็ปรับปัญญาให้เสมอกับสัทธา ปรับวิริยะให้เสมอกับ สมาธิและพร้อมกันนั้นก็ปรับสมาธิให้เสมอกับวิริยะ ส่วนสตินั้นเป็นสภาพคอยกำกับให้สม่ำเสมอ กัน ยิ่งมีมากเท่าไรยิ่งดี เพราะสติจำต้องปรารถนาในทุกขั้นตอน (นัย วิ.อ. ๓/๑๖๔, ม.ม.อ. ๑๓๙, องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๓๖)
  2. ๒คำว่า นิมิต ในที่นี้หมายถึงเครื่องหมายสำหรับให้จิตกำหนดในการประกอบความเพียร ได้แก่ สมถนิมิต วิปัสสนานิมิต มัคคนิมิต และผลนิมิต ถือนิมิตก็คือการทำนิมิตต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น (นัย วิ.อ. ๓/๑๖๔, องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๓๖)
หน้า ๕๓๓

พระอรหัตตผลในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด” ลำดับนั้น ท่านพระโสณะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระ ภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุผู้เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ มีกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพหมดสิ้นแล้ว หลุดพ้น แล้วเพราะรู้โดยชอบ ภิกษุนั้นย่อมเป็นผู้น้อมไปยังเหตุ ๖ ประการ คือ(๑) เป็นผู้น้อมไปยังเนกขัมมะ

(๒) เป็นผู้น้อมไปยังความสงัด

(๓) เป็นผู้น้อมไปยังความไม่เบียดเบียน

(๔) เป็นผู้น้อมไปยังความสิ้นตัณหา

(๕) เป็นผู้น้อมไปยังความสิ้นอุปาทาน

(๖) เป็นผู้น้อมไปยังความไม่หลงใหล

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ท่านผู้มีอายุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้พึงมีความ คิดเห็นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้มีอายุรูปนี้อาศัยคุณเพียงศรัทธาอย่างเดียวเป็นแน่ จึงเป็นผู้น้อมไปยังเนกขัมมะ แต่ข้อนั้นไม่พึงเห็นอย่างนี้ เพราะว่าภิกษุผู้ขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ได้ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่พิจารณาเห็นกิจที่ตน

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑-๑ดูความหมายที่เชิงอรรถข้อ ๔๙ (เขมสูตร ธัมมิกวรรค ปฐมปัณณาสก์ ฉักกนิบาต) หน้า ๕๑๒- ๕๑๓ ในเล่มนี้
  2. ๒<*> ย่อมน้อมใจไปยังเหตุ ๖ ประการ คำว่า ย่อมน้อมใจไป หมายถึงเป็นผู้รู้แจ้งแทงตลอดอย่าง ประจักษ์ชัด คำว่า เหตุ ๖ ประการ ทั้งหมดเป็นชื่อของอรหัตตผล กล่าวคือ อรหัตตผลชื่อว่า เนกขัมมะเพราะเป็นธรรมออกไปจากสรรพกิเลส ชื่อว่าความสงัด (ปวิเวก) เพราะสงัดจากสรรพกิเลสเหล่านั้น ชื่อว่าความไม่เบียดเบียนเพราะเป็นธรรมปราศจากความเบียดเบียน ชื่อว่าความ สิ้นตัณหาเพราะเกิดขึ้นในที่สุดแห่งภาวะสิ้นความทะยานอยาก ชื่อว่าความสิ้นอุปาทานเพราะ เกิดขึ้นในที่สุดแห่งภาวะสิ้นความยึดมั่นและชื่อว่าความไม่หลงใหลเพราะไม่มีความลุ่มหลงในสภาพ (วิ.อ. ๓/๑๖๔, องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๓๗)
  3. <๒> - ผู้รวบรวม
หน้า ๕๓๔

จะต้องทำหรือไม่พิจารณาเห็นการเพิ่มพูนกิจที่ทำแล้วอยู่ ย่อมเป็นผู้น้อมไป ยังเนกขัมมะเพราะสิ้นราคะ เพราะเป็นผู้ปราศจากราคะ เพราะสิ้นโทสะ เพราะเป็นผู้ปราศจากโทสะ เพราะสิ้นโมหะ เพราะเป็นผู้ปราศจากโมหะ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ท่านผู้มีอายุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้พึงมีความ คิดเห็นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้มีอายุรูปนี้มุ่งหวังลาภสักการะและการสรรเสริญเป็นแน่ จึงเป็นผู้น้อมไปยังความสงัด’ แต่ข้อนั้นไม่พึงเห็นอย่างนี้ เพราะว่าภิกษุผู้ขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ได้ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่พิจารณาเห็น กิจที่ตนจะต้องทำหรือไม่พิจารณาเห็นการเพิ่มพูนกิจที่ทำแล้วอยู่ ย่อมเป็นผู้น้อม ไปยังความสงัดเพราะสิ้นราคะ เพราะเป็นผู้ปราศจากราคะ เพราะสิ้นโทสะ เพราะเป็นผู้ปราศจากโทสะ เพราะสิ้นโมหะ เพราะเป็นผู้ปราศจากโมหะข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ท่านผู้มีอายุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้พึงมี ความคิดเห็นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้มีอายุรูปนี้เข้าใจถึงสีลัพพตปรามาส โดยความ เป็นแก่นสารเป็นแน่ จึงเป็นผู้น้อมไปยังความไม่เบียดเบียน’ แต่ข้อนั้นไม่พึง เห็นอย่างนี้เพราะว่าภิกษุผู้ขีณาสพ ... ย่อมเป็นผู้น้อมไปยังความไม่ เบียดเบียนเพราะสิ้นโมหะ เพราะเป็นผู้ปราศจากโมหะ ... ย่อมเป็นผู้น้อม ไปยังความสิ้นตัณหา เพราะสิ้นโมหะ เพราะเป็นผู้ปราศจากโมหะ ... ย่อมเป็น ผู้น้อมไปยังความสิ้นอุปาทานเพราะสิ้นโมหะ เพราะเป็นผู้ปราศจากโมหะ ...

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ท่านผู้มีอายุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้พึงมี ความคิดเห็นอย่างนี้ว่า “ท่านผู้มีอายุรูปนี้เข้าใจถึงสีลัพพตปรามาสโดยความ เป็นแก่นสารเป็นแน่ จึงเป็นผู้น้อมไปยังความไม่หลงใหล’แต่ข้อนั้นไม่พึง เห็นอย่างนี้ เพราะว่าภิกษุผู้ขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ได้ทำกิจที่ควรทำ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต (ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕/๓๑๒) หมายถึงภาวะจิตที่ยึดถือ ว่าบุคคลบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ด้วยอาศัยเพียงศีลและวัตร จึงสักว่าปฏิบัติหรือทำตาม ๆ กันไปตาม แบบอย่างที่ตนยึดถืออย่างงมงาย (นัย วิ.อ. ๓/๑๖๕, องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๓๗)
หน้า ๕๓๕

เสร็จแล้ว ไม่พิจารณาเห็นกิจที่ตนจะต้องทำหรือไม่พิจารณาเห็นการเพิ่มพูน กิจที่ทำแล้วอยู่ ย่อมเป็นผู้น้อมไปยังความไม่หลงใหลเพราะสิ้นราคะ เพราะ เป็นผู้ปราศจากราคะ เพราะสิ้นโทสะ เพราะเป็นผู้ปราศจากโทสะ เพราะสิ้นโมหะ เพราะเป็นผู้ปราศจากโมหะ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ถ้ารูปที่พึงเห็นแจ้งด้วยจักษุที่ดีเยี่ยมมาสู่ คลองจักษุของภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วโดยชอบอย่างนี้ไซร้ รูปนั้นย่อมครอบงำ จิตของท่านไม่ได้ จิตของท่านย่อมเป็นจิตไม่เจือด้วยกิเลส เป็นจิตตั้งมั่น ถึง ความไม่หวั่นไหว และท่านย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป แห่งจิตนั้นได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ถ้าเสียงที่พึงรู้แจ้งได้ด้วยโสตะ ... แม้ ถ้ากลิ่นที่พึงรู้แจ้งได้ด้วยฆานะ ... แม้ถ้ารสที่พึงรู้แจ้งได้ด้วยชิวหา ... แม้ ถ้าโผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งได้ด้วยกาย ... แม้ถ้าธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งได้ด้วยใจ ที่ดีเยี่ยมมาสู่คลองใจของภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วโดยชอบอย่างนี้ไซร้

ธรรมารมณ์ นั้นย่อมครอบงำจิตของท่านไม่ได้ จิตของท่านย่อมเป็นจิตไม่เจือด้วยกิเลส เป็น จิตตั้งมั่น ถึงความไม่หวั่นไหว และท่านย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและ ความเสื่อมไปแห่งจิตนั้นได้ เปรียบเหมือนภูเขาศิลาที่ไม่มีช่อง ไม่มีโพรง เป็นแท่งทึบ ถึงแม้ลมฝนอันแรงกล้าจะพัดมาจากทิศตะวันออกไซร้ ก็ทำ ภูเขาศิลานั้นให้หวั่นไหวไม่ได้ ให้สะเทือนสะท้านไม่ได้ ถึงแม้ลมฝนอันแรง กล้าจะพัดมาจากทิศตะวันตก ... จะพัดมาจากทิศเหนือ ... จะพัดมาจากทิศใต้ ก็ทำภูเขาศิลานั้นให้หวั่นไหวไม่ได้ ให้สะเทือนสะท้านไม่ได้ฉะนั้น”ท่านพระโสณะครั้นกล่าวดังนี้แล้ว จึงได้กล่าวคาถาประพันธ์อื่นต่อไปอีกว่า

จิตของภิกษุผู้น้อมไปยังเนกขัมมะ ผู้น้อมไปยังความ

สงัดแห่งใจ ผู้น้อมไปยังความไม่เบียดเบียน ผู้น้อมไปยัง

หน้า ๕๓๖

ความสิ้นตัณหา ผู้น้อมไปยังความสิ้นอุปาทาน และผู้น้อม

ไปยังความไม่หลงใหลแห่งใจ ย่อมหลุดพ้นโดยชอบ เพราะ

เห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งอายตนะทั้งหลาย

กิจที่ควรทำและการเพิ่มพูนกิจที่ทำแล้ว ย่อมไม่มี

แก่ภิกษุนั้น ผู้หลุดพ้นแล้วโดยชอบ มีจิตสงบ

ภูเขาศิลาเป็นแท่งทึบ ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยลม ฉันใด

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ทั้งสิ้น

ทั้งที่เป็นอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ ย่อมยังจิตอันตั้งมั่น

หลุดพ้นวิเศษแล้วของภิกษุผู้คงที่ให้หวั่นไหวไม่ได้ ฉันนั้น

และภิกษุนั้นย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อม

ไปแห่งจิตนั้น

๒. ผัคคุณสูตร

ว่าด้วยพระพุทธองค์เสด็จเยี่ยมพระผัคคุณะอาพาธ

{๓๒๗} [๕๖] ก็สมัยนั้นแล ท่านพระผัคคุณะอาพาธเป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนา ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลพระ ผู้มีพระภาคเจ้าว่า ‘‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระผัคคุณะอาพาธเป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มี พระภาคเจ้าได้โปรดอนุเคราะห์เสด็จเข้าไปเยี่ยมท่านพระผัคคุณะด้วยเถิด” พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับโดยดุษณีภาพ

จบ ๑. โสณสูตร