arnon.worldเข้าสู่ระบบ

อนาถปิณฑิกวรรค

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๕๑–๒๗๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๓ ในเทวปุตตสังยุตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ปฐมํ จนฺทิมสสุตฺตํ

อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒

จันทิมสสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรค จันทิมสสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

สาวตฺถิยํ อาราเม ... อถ โข จนฺทิมโส เทวปุตฺโต อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺโณ เกวลกปฺปํ เชตวนํ โอภาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น จันทิมสเทวบุตร เมื่อปฐมยามสิ้นไปแล้ว มีวรรณงามยิ่งนัก

ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วก็ถวาย

บังคมพระผู้มีพระภาค แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เอกมนฺตํ ฐิโต โข จนฺทิมโส เทวปุตฺโต ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ

เต หิ โสตฺถึ คมิสฺสนฺติ กจฺเฉวามกเส มคา

ฌานานิ อุปสมฺปชฺช เอโกทินิปกา สตาติ ฯ

ฉบับหลวง

จันทิมสเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ กล่าวคาถานี้ ใน

สำนักพระผู้มีพระภาคว่า

ก็ชนเหล่าใด เข้าถึงฌาน มีจิตเป็นสมาธิ มีปัญญา มีสติชนเหล่านั้น จักถึงความสวัสดี ประดุจเนื้อในชวากเขา ไร้ริ้นยุง ฉะนั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เต หิ ปารํ คมิสฺสนฺติ เฉตฺวา ชาลญฺจ ๑ อมฺพุโช

ฌานานิ อุปสมฺปชฺช อปฺปมตฺตา รณญฺชหาติ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ก็ชนเหล่าใด เข้าถึงฌาน ไม่ประมาท ละกิเลสได้ ชนเหล่านั้น จักถึงฝั่งประดุจปลา ทำลายข่ายได้แล้ว ฉะนั้น ฯ

ทุติยํ เวณฺฑุสุตฺตํ

เวณฑุสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรค เวณฑุสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกมนฺตํ ฐิโต โข เวณฺฑุ เทวปุตฺโต ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ

สุขิตา วต เต มนุชา สุคตํ ปยิรุปาสิย

ยุญฺช ๒ โคตมสาสเน อปฺปมตฺตานุสิกฺขเรติ ฯ

๑ โป. ม. ยุ. ชาลํว ฯ ๒ สี. ยชฺช ฯ ม. ยุญฺชํ ฯ

ฉบับหลวง

เวณฑุเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าว คาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า

ชนเหล่าใด นั่งใกล้พระสุคต ประกอบตนในศาสนาของพระโคดม ไม่ประมาทแล้ว ศึกษาตามอยู่ ชนเหล่านั้นถึงความสุขแล้วหนอ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เย เม วุตฺเต สตฺถิปเท [เวณฺฑูติ ภควา] อนุสิกฺขนฺติ ฌายิโน

กาเล เต อปฺปมชฺชนฺตา น มจฺจุวสคา ๑ สิยุนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ชนเหล่าใด เป็นผู้เพ่งพินิจ ศึกษาตามในข้อสั่งสอน อันเรากล่าวไว้แล้ว ชนเหล่านั้น ไม่ประมาทอยู่ในกาล ไม่พึงไปสู่อำนาจแห่งมัจจุ ฯ

ตติยํ ทีฆลฏฺฐิสุตฺตํ

ทีฆลัฏฐิสูตรที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรค ทีฆลัฏฐิสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ อถ โข ทีฆลฏฺฐิ เทวปุตฺโต อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺโณ เกวลกปฺปํ เวฬุวนํ โอภาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ

ฉบับหลวง

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่ ให้เหยื่อแก่กระแตเขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ทีฆลัฏฐิเทวบุตร เมื่อ ราตรีปฐมยามสิ้นไปแล้ว มีวรรณอันงามยิ่งนัก ยังพระวิหารเวฬุวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว

ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เอกมนฺตํ ฐิโต โข ทีฆลฏฺฐิ เทวปุตฺโต ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ ๒

ภิกฺขุ สิยา ฌายิ วิมุตฺตจิตฺโต

อากงฺเข เว ๓ หทยสฺสานุปตฺตึ

โลกสฺส ญตฺวา อุทยพฺพยญฺจ

สุเจตโส อนิสฺสิโต ตทานิสํโสติ ฯ

ฉบับหลวง

ทีฆลัฏฐิเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าว คาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า

ภิกษุพึงเป็นผู้มีปกติเพ่งพินิจ มีจิตหลุดพ้นแล้ว พึงหวังความไม่เกิดขึ้นแห่งหทัย รู้ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งโลกแล้ว มีใจดี อันตัณหาและทิฐิไม่อิงอาศัยแล้ว มีคุณข้อนั้นเป็นอานิสงส์ ฯ

จตุตฺถํ นนฺทนสุตฺตํ

นันทนสูตรที่ ๔

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรค นันทนสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกมนฺตํ ฐิโต โข นนฺทโน เทวปุตฺโต ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ

ปุจฺฉามิ ตํ โคตม ภูริปญฺญ

อนาวฏํ ภควโต ญาณทสฺสนํ

กถํวิธํ สีลวนฺตํ วทนฺติ

กถํวิธํ ปญฺญวนฺตํ วทนฺติ

กถํวิโธ ๑ ทุกฺขมติจฺจ อิริยติ

กถํวิธํ เทวตา ปูชยนฺตีติ ฯ

๑ โป. ยุ. มจฺจุวสงฺคา ฯ ๒ สี. ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ ฯ ๓ ม. เจ. ฯ ยุ. จ. ฯ

ฉบับหลวง

นันทนเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

ข้าแต่พระโคดม ผู้มีพระปัญญากว้างขวาง ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ถึงญาณทัสสนะ อันไม่เวียนกลับแห่งพระผู้มีพระภาค บัณฑิตทั้งหลายเรียกบุคคลชนิดไรว่า เป็นผู้มีศีล เรียกบุคคลชนิดไรว่า เป็นผู้มีปัญญาบุคคลชนิดไรล่วงทุกข์อยู่ได้ เทวดาทั้งหลาย บูชาบุคคลชนิดไร ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

โย สีลวา ปญฺญวา ภาวิตตฺโต

สมาหิโต ฌานรโต ๒ สตีมา้

สพฺพสฺส โสกา วิคตา ปหีนา

ขีณาสโว อนฺติมเทหธารี

ตถาวิธํ สีลวนฺตํ วทนฺติ

ตถาวิธํ ปญฺญวนฺตํ วทนฺติ

ตถาวิโธ ทุกฺขมติจฺจ อิริยติ

ตถาวิธํ เทวตา ปูชยนฺตีติ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

บุคคลใด มีศีล มีปัญญา มีตนอบรมแล้ว มีจิตตั้งมั่นยินดีในฌานมีสติ เขาปราศจากความโศกทั้งหมด ละได้ขาดมีอาสวะสิ้นแล้ว ทรงไว้ซึ่งร่างกายมีในที่สุด บัณฑิตทั้งหลายเรียกบุคคลชนิดนั้นว่า เป็นผู้มีศีล เรียกบุคคลชนิดนั้นว่าเป็นผู้มีปัญญา บุคคลชนิดนั้นล่วงทุกข์อยู่ได้ เทวดาทั้งหลายบูชาบุคคลชนิดนั้น ฯ

ปญฺจมํ จนฺทนสุตฺตํ

จันทนสูตรที่ ๕

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรค จันทนสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกมนฺตํ ฐิโต โข จนฺทโน เทวปุตฺโต ภควนฺตํ คาถายฝ อชฺฌภาสิ

กถํสุ ๓ ตรติ โอฆํ รตฺตินฺทิวมตนฺทิโต

อปฺปติฏฺเฐ อนาลมฺเพ โก คมฺภีเร น สีทตีติ ฯ

ฉบับหลวง

จันทนเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

บุคคลผู้ไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืนและกลางวัน จะข้ามโอฆะได้อย่างไรสิใครจะไม่จมในห้วงน้ำลึก อันไม่มีที่พึ่งพิงไม่มีที่ยึดเหนี่ยว ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สพฺพทา สีลสมฺปนฺโน ปญฺญวา สุสมาหิโต

อารทฺธวิริโย ปหิตตฺโต โอฆํ ตรติ ทุตฺตรํ

วิรโต กามสญฺญาย รูปสญฺโญชนาติโต ๑

นนฺทิภวปริกฺขีโณ ๒ โส คมฺภีเร น สีทตีติ ฯ

๑ ยุ. กถํวิธํ ฯ ๒ สี. ฌานปติ ฯ ๓ สี. โกสูธ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ในกาลทุกเมื่อ มีปัญญา มีใจตั้งมั่นดีแล้วปรารภความเพียร มีตนส่งไปแล้ว ย่อมข้ามโอฆะที่ข้ามได้ยาก เข้าเว้นขาดแล้วจากกามสัญญา ล่วงรูปสัญโญชน์ได้ มีภพเป็นที่เพลิดเพลินสิ้นไปแล้ว ย่อมไม่จมในห้วงน้ำลึก ฯ

ฉฏฺฐํ วาสุทตฺตสุตฺตํ

วาสุทัตตสูตรที่ ๖

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรค วาสุทัตตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกมนฺตํ ฐิโต โข วาสุทตฺโต เทวปุตฺโต ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ

สตฺติยา วิย โอมฏฺโฐ ฑยฺหมาเนว ๓ มตฺถเก

กามราคปฺปหานาย สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเชติ ฯ

ฉบับหลวง

วาสุทัตตเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ กล่าวคาถานี้ใน

สำนักพระผู้มีพระภาคว่า

ภิกษุพึงมีสติเพื่อละกามราคะ งดเว้นเสีย ประดุจบุคคลถูกแทงด้วยหอกประดุจบุคคลถูกไฟไหม้ศีรษะอยู่ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สตฺติยา วิย โอมฏฺโฐ ฑยฺหมาเนว มตฺถเก

สกฺกายทิฏฺฐิปฺปหานาย สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเชติ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ภิกษุพึงมีสติเพื่อการละสักกายทิฏฐิ งดเว้นเสีย ประดุจบุคคลถูกแทงด้วยหอก ประดุจบุคคลถูกไฟไหม้ศีรษะอยู่ ฯ

สตฺตมํ สุพฺรหฺมสุตฺตํ

สุพรหมสูตรที่ ๗

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรค สุพรหมสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกมนฺตํ ฐิโต โข สุพฺรหฺมา เทวปุตฺโต ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ

นิจฺจมุตฺรสฺตมิทํ จิตฺตํ นิจฺจมุพฺพิคฺคมิทํ มโน

อนุปฺปนฺเนสุ กิจฺเจสุ อโถ อุปฺปตฺติเตสุ จ

สเจ อตฺถิ อนุตฺรสฺตํ ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโตติ ฯ

ฉบับหลวง

สุพรหมเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

จิตนี้สะดุ้งอยู่เป็นนิตย์ ใจนี้หวาดเสียวอยู่เป็นนิตย์ ถ้าเมื่อกิจทั้งหลายยังไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้วก็ตาม ถ้าความไม่สะดุ้งกลัวมีอยู่ ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอจงตรัสบอกข้อนั้นแก่ข้าพระองค์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

นาญฺญตฺร โพชฺฌงฺค ตปสา ๔ นาญฺญตฺร อินฺทฺริยสํวรา

นาญฺญตฺร สพฺพนิสฺสคฺคา โสตฺถึ ปสฺสามิ ปาณินนฺติ ฯ

อิทมโวจ ฯเปฯ ตตฺเถวนฺตรธายีติ ฯ

๑ รูปสญฺโญชนาติโคติ วา ปาโฐ ฯ ๒ โป. ม. นนฺทิราคปริกฺขีโณ ฯ

๓ ม. ฑยฺหมาโนว ฯ ๔ ม. โพชฺฌาตปสา ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

นอกจากปัญญาและความเพียร นอกจากความสำรวมอินทรีย์ นอกจากความสละวางโดยประการทั้งปวง เรายังไม่เห็นความสวัสดีแห่งสัตว์ทั้งหลาย ฯ

สุพรหมเทวบุตรได้กล่าวดังนี้แล้ว ฯลฯ ก็อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ

อฏฺฐมํ กกุธสุตฺตํ

กกุธสูตรที่ ๘

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรค กกุธสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาเกเต วิหรติ อญฺชนวเน มิคทาเย ฯ อถ โข กกุโธ เทวปุตฺโต อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺโณ เกวลกปฺปํ อญฺชนวนํ โอภาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ

ฉบับหลวง

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระอัญชนวัน สถานพระราชทานอภัยแก่เนื้อเขตเมืองสาเกต ครั้งนั้น กกุธเทวบุตร เมื่อราตรีปฐมยามสิ้นไปแล้ว มีวรรณงามยิ่งนักยังอัญชนวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้ ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เอกมนฺตํ ฐิโต โข กกุโธ เทวปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ นนฺทสิ สมณาติ ฯ กึ ลทฺธา อาวุโสติ ฯ เตน หิ สมณ โสจสีติ ฯ กึ ชียิตฺถ อาวุโสติ ฯ เตน หิ สมณ เนว นนฺทสิ เนว โสจสีติ ฯ เอวมาวุโสติ ฯ

ฉบับหลวง

กกุธเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระสมณะ พระองค์ทรงยินดีอยู่หรือ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรผู้มีอายุ เราได้อะไรจึงจะยินดี ฯ

กกุธเทวบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ ถ้าอย่างนั้นพระองค์ทรงเศร้าโศกอยู่หรือ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรผู้มีอายุ เราเสื่อมอะไรจึงจะเศร้าโศก ฯ

กกุธเทวบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ ถ้าอย่างนั้นพระองค์ไม่ทรงยินดีเลย ไม่ทรงเศร้าโศกเลยหรือ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นเช่นนั้นผู้มีอายุ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กจฺจิ ตฺวํ อนิโฆ ๑ ภิกฺขุ กจฺจิ นนฺทิ น วิชฺชติ

กจฺจิ ตเมกมาสีนํ อรตี ๒ นาภิกีรตีติ ฯ

ฉบับหลวง

กกุธเทวบุตร กราบทูลว่า

ข้าแต่ภิกษุ พระองค์ไม่มีทุกข์บ้างหรือ ความเพลิดเพลินไม่มีบ้างหรือความเบื่อหน่ายไม่ครอบงำพระองค์ผู้ประทับนั่งแต่พระองค์เดียวบ้างหรือ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนิโฆ เว อหํ ยกฺข อโถ นนฺทิ ๓ น วิชฺชติ

อโถ มเมกมาสีนํ อรตี นาภิกีรตีติ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรท่านผู้อันคนบูชา เราไม่มีทุกข์เลย และความเพลิดเพลินก็ไม่มีอนึ่ง ความเบื่อหน่าย ก็ไม่ครอบงำเราผู้นั่งแต่ผู้เดียว ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ตฺวํ อนิโฆ ภิกฺขุ กถํ นนฺทิ น วิชฺชติ

กถํ ตเมกมาสีนํ อรตี นาภิกีรตีติ ฯ

ฉบับหลวง

กกุธเทวบุตรกราบทูลว่า

ข้าแต่ภิกษุ ทำไมพระองค์จึงไม่มีทุกข์ ทำไมความเพลิดเพลินจึงไม่มีทำไมความเบื่อหน่าย จึงไม่ครอบงำพระองค์ผู้นั่งแต่ผู้เดียว ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อฆชาตสฺส เว นนฺทิ นนฺทิชาตสฺส เว อฆํ

อนนฺทิ อนิโฆ ภิกฺขุ เอวํ ชานาหิ อาวุโสติ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ผู้มีทุกข์นั่นแหละ จึงมีความเพลิดเพลิน ผู้มีความเพลิดเพลินนั่นแหละจึงมีทุกข์ ภิกษุย่อมเป็นผู้ไม่มีความเพลิดเพลินไม่มีทุกข์ ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด ผู้มีอายุ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จิรสฺสํ วต ปสฺสามิ พฺราหฺมณํ ปรินิพฺพุตํ

อนนฺทึ อนิฆํ ภิกฺขุํ ติณฺณํ โลเก วิสตฺติกนฺติ ฯ

๑ ม. อนโฆ ฯ ๒ โป. ม. ยุ. อรติ ฯ ๓ ม. ยุ. นนฺที ฯ

ฉบับหลวง

กกุธเทวบุตรกราบทูลว่า

นานหนอ ข้าพระองค์จึงพบเห็นภิกษุ ผู้เป็นพราหมณ์ดับรอบแล้วไม่มีความเพลิดเพลิน ไม่มีทุกข์ ข้ามพ้นเครื่องข้องในโลกแล้ว ฯ

นวมํ อุตฺตรสุตฺตํ

อุตตรสูตรที่ ๙

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรค อุตตรสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

ราชคหนิทานํ ฯ เอกมนฺตํ ฐิโต โข อุตฺตโร เทวปุตฺโต ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ

อุปนียติ ชีวิตมปฺปมายุํ

ชรูปนีตสฺส น สนฺติ ตาณา

เอตํ ภยํ มรเณ เปกฺขมาโน

ปุญฺญานิ กยิราถ สุขาวหานีติ ฯ

ฉบับหลวง

ราชคฤหนิทาน ฯ อุตตรเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้าง หนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า

ชีวิตมีอายุน้อย ถูกชราต้อนเข้าไป ชีวิตที่ถูกชราต้อนเข้าไปแล้ว ย่อมไม่มีที่ต้านทาน บุคคลเห็นภัยในมรณะนี้แล้วพึงทำบุญอันจะนำความสุขมาให้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อุปนียติ ชีวิตมปฺปมายุํ

ชรูปนีตสฺส น สนฺติ ตาณา

เอตํ ภยํ มรเณ เปกฺขมาโน

โลกามิสํ ปชเห สนฺติเปกฺโขติ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ชีวิตมีอายุน้อย ถูกชราต้อนเข้าไป ชีวิตที่ถูกชราต้อนเข้าไปแล้ว ย่อมไม่มีที่ต้านทาน ผู้เห็นภัยในความตายนี้ พึงละโลกามิสเสีย มุ่งต่อสันติ ฯ

ทสมํ อนาถปิณฺฑิกสุตฺตํ

อนาถปิณฑิกสูตรที่ ๑๐

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรค อนาถปิณฑิกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกมนฺตํ ฐิโต โข อนาถปิณฺฑิโก เทวปุตฺโต ภควโต สนฺติเก อิมา คาถาโย อภาสิ

อิทํ หิตํ เชตวนํ อิสิสงฺฆนิเสวิตํ

อาวุตฺถํ ธมฺมราเชน ปีติสญฺชนนํ มม

กมฺมํ วิชฺชา จ ธมฺโม จ สีลํ ชีวิตมุตฺตมํ

เอเตน มจฺจา สุชฺฌนฺติ น โคตฺเตน ธเนน วา

ตสฺมา หิ ปณฺฑิโต โปโส สมฺปสฺสํ อตฺถมตฺตโน ๑

โยนิโส วิจิเน ธมฺมํ เอวํ ตตฺถ วิสุชฺฌติ

สารีปุตฺโตว ปญฺญาย สีเลน อุปสเมน จ

โยปิ ปารคโต ภิกฺขุ เอตาวปรโม สิยาติ ฯ

อิทมโวจ อนาถปิณฺฑิโก เทวปุตฺโต อิทํ วตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ตตฺเถวนฺตรธายีติ ฯ

๑ อตฺตมตฺตโนติปิ ปาโฐ ฯ

ฉบับหลวง

อนาถบิณฑิกเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า

ก็พระเชตวันนี้นั้น อันหมู่แห่งท่านผู้แสวงคุณพำนักอยู่ พระธรรมราชาก็ประทับอยู่แล้ว เป็นที่ให้เกิดปีติแก่ข้าพระองค์ ฯ

สัตว์ทั้งหลาย ย่อมบริสุทธิ์ด้วยส่วน ๕ นี้ คือ กรรม วิชชา ธรรมศีล และชีวิตอันอุดม หาใช่บริสุทธิ์ด้วยโคตรหรือทรัพย์ไม่ ฯ

เพราะเหตุนั้นแหละ บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ของตนพึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคายอย่างนี้ จึงจะบริสุทธิ์ในธรรมนั้น พระสารีบุตรรูปเดียวเท่านั้น เป็นผู้ประเสริฐด้วยปัญญา ศีล และธรรมเครื่องสงบระงับ ภิกษุใดเป็นผู้ถึงซึ่งฝั่ง ภิกษุนั้นก็มีท่านพระสารีบุตรนั้นเป็นอย่างเยี่ยม ฯ

อนาถบิณฑิกเทวบุตร ครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข ภควา ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน ภิกฺขู อามนฺเตสิ อิทํ ๑ ภิกฺขเว รตฺตึ อญฺญตโร เทวปุตฺโต อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺโณ เกวลกปฺปํ เชตวนํ โอภาเสตฺวา เยนาหํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา มํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ เอกมนฺตํ ฐิโต โข โส เทวปุตฺโต มม สนฺติเก อิมา คาถาโย อภาสิ

อิทํ หิตํ เชตวนํ อิสิสงฺฆนิเสวิตํ

อาวุตฺถํ ธมฺมราเชน ปีติสญฺชนนํ มม

กมฺมํ วิชฺชา จ ธมฺโม จ สีลํ ชีวิตมุตฺตมํ

เอเตน มจฺจา สุชฺฌนฺติ น โคตฺเตน ธเนน วา

ตสฺมา หิ ปณฺฑิโต โปโส สมฺปสฺสํ อตฺถมตฺตโน

โยนิโส วิจิเน ธมฺมํ เอวํ ตตฺถ วิสุชฺฌติ

สารีปุตฺโตว ปญฺญาย สีเลน อุปสเมน จ

โยปิ ปารคโต ภิกฺขุ เอตาวปรโม สิยาติ ฯ

อิทมโวจ ภิกฺขเว โส เทวปุตฺโต อิทํ วตฺวา มํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ตตฺเถวนฺตรธายีติ ฯ

๑ โป. ม. ยุ. อิมํ ฯ

ฉบับหลวง

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค เมื่อล่วงราตรีนั้นแล้ว จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้เทวบุตรองค์หนึ่ง เมื่อราตรี ปฐมยามสิ้นไปแล้ว มีวรรณงามยิ่งนัก ยังวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ก็อภิวาทเราแล้ว ได้

ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เทวบุตรนั้น ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าว

คาถาเหล่านี้ในสำนัก เราว่า

ก็พระเชตวันนี้นั้น อันหมู่แห่งท่านผู้แสวงคุณพำนักอยู่พระธรรมราชา

ก็ประทับอยู่แล้ว เป็นที่ให้เกิดปีติแก่ข้าพระองค์ ฯ

สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ด้วยส่วน ๕ นี้ คือ กรรม วิชชา ธรรม ศีลและชีวิตอันอุดม หาใช่บริสุทธิ์ด้วยโคตรหรือทรัพย์ไม่ ฯ

เพราะเหตุนั้นแหละ บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ของตน

พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคายอย่างนี้ จึงจะบริสุทธิ์ในธรรมนั้น พระสารีบุตรรูปเดียวเท่านั้น เป็นผู้ประเสริฐ ด้วยปัญญา ศีล และธรรมเครื่องสงบระงับ ภิกษุใดเป็นผู้ถึงซึ่งฝั่ง ภิกษุนั้นก็มีท่านพระสารีบุตร

นั้นเป็นอย่างเยี่ยม ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวบุตรนั้นครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว ก็อภิวาทเรา ทำประทักษิณแล้ว อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เอวํ วุตฺเต อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ โส หิ นูน ภนฺเต อนาถปิณฺฑิโก เทวปุตฺโต ภวิสฺสติ อนาถปิณฺฑิโก คหปติ อายสฺมนฺเต สารีปุตฺเต อภิปฺปสนฺโน อโหสีติ ฯ สาธุ สาธุ อานนฺท ยาวตกํ โข อานนฺท ตกฺกาย ปตฺตพฺพํ อนุปฺปตฺตํ [๑]- ตยา อนาถปิณฺฑิโก หิ โส อานนฺท เทวปุตฺโตติ ฯ

อนาถปิณฺฑิกวคฺโค ทุติโย ฯ

ตสฺสุทฺทานํ

จนฺทิมโส จ เวณฺฑุ จ ทีฆลฏฺฐิ จ นนฺทโน

จนฺทโน วาสุทตฺโต จ สุพฺรหฺมา กกุเธน จ

อุตฺตโร นวโม วุตฺโต ทสโม อนาถปิณฺฑิโกติ ฯ

__________

นานาติตฺถิยวคฺโค ตติโย

๑ ม. เอตฺถนฺตเร ตนฺติ อตฺถิ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เทวบุตรนั้นเห็นจะเป็นอนาถบิณฑิกเทวบุตรแน่ อนาถบิณฑิกคฤหบดีได้เลื่อมใสยิ่งนักในท่านพระสารีบุตร ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ถูกละๆ ดูกรอานนท์ ข้อที่จะพึง ถึงด้วยการนึกคิดมีประมาณเพียงใดนั้น เธอถึงแล้ว ดูกรอานนท์ ก็เทวบุตรนั้น คือ อนาถบิณฑิกเทวบุตร ฯ

จบ อนาถบิณฑิกวรรคที่ ๒

___________________________________

รวมพระสูตรในอนาถบิณฑิกวรรคที่ ๒ นี้มี ๑๐ สูตร คือ จันทิมสสูตรที่ ๑ เวณฑุสูตร

ที่ ๒ ทีฆลัฏฐิสูตรที่ ๓ นันทนสูตรที่ ๔ จันทนสูตรที่ ๕ วาสุทัตตสูตรที่ ๖ สุพรหมสูตรที่ ๗

กกุธสูตรที่ ๘ อุตตรสูตรที่ ๙ และ อนาถบิณฑิกสูตรที่ ๑๐ ฯ

จบ อนาถปิณฑิกวรรค