arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มารสังยุต · ปฐมวรรค

๖. สัปปสูตร เล่ม ๑๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๓๑–๔๓๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในปฐมวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉฏฺฐํ สปฺปสุตฺตํ

สัปปสูตรที่ ๖

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรค สัปปสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ เตน โข ปน สมเยน ภควา รตฺตนฺธการติมิสายํ อชฺโฌกาเส ๔ นิสินฺโน โหติ ฯ เทโว จ เอกเมกํ ผุสายติ ฯ

๑ ยุ. อคเมตฺถ ฯ ๒ วินยโปตฺถเก เยน อุรุเวลา เยน เสนานิคโมติ อีทิโส ปาโฐ

ทิสฺสติ ฯ ๓ ม. ยุ. พทฺโธสิ ฯ ๔ ม. อพฺโภกาเส ฯ

ฉบับหลวง

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันอันเป็นสถาน ที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตกรุงราชคฤห์ ฯ

ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ประทับนั่งในที่กลางแจ้งในราตรีอันมืดทึบ และฝนกำลังตกประปรายอยู่ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข มาโร ปาปิมา ภควโต ภยํ ฉมฺภิตตฺตํ โลมหํสํ อุปฺปาเทตุกาโม มหนฺตํ สปฺปราชวณฺณํ อภินิมฺมินิตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ ฯ เสยฺยถาปิ นาม มหตี เอกรุกฺขิกา นาวา เอวมสฺส กาโย โหติ ฯ เสยฺยถาปิ นาม มหนฺตํ โสณฺฑิกา กิลญฺชํ ๑ เอวมสฺส ผโณ โหติ ฯ เสยฺยถาปิ นาม มหตี โกสลิกา กํสปาฏิ เอวมสฺส อกฺขีนิ ภวนฺติ ฯ เสยฺยถาปิ นาม เทเว คฬคฬายนฺเต วิชฺชุลฺลตา นิจฺฉรนฺติ เอวมสฺส มุขโต ชิวฺหา นิจฺฉรนฺติ ฯ เสยฺยถาปิ นาม กมฺมารคคฺคริยา ธมมานาย สทฺโท โหติ เอวมสฺส อสฺสาสปสฺสาสานํ สทฺโท โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปใคร่จะให้เกิดความกลัว ความครั่นคร้าม ขนลุกขน

พองแก่พระผู้มีพระภาค จึงนิรมิตเพศเป็นพระยางูใหญ่เข้าไปใกล้ พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ

กายของพระยางูนั้นเป็นเหมือนเรือลำใหญ่ที่ขุดด้วยซุง ทั้งต้น พังพานของมันเป็นเหมือนเสื่อ

ลำแพนผืนใหญ่ สำหรับปูตากแป้งของช่าง ทำสุรา นัยน์ตาของมันเป็นเหมือนถาดสำริดใบใหญ่ของพระเจ้าโกศล ลิ้นของมัน แลบออกจากปากเหมือนสายฟ้าแลบ ในขณะที่เมฆกำลังกระหึ่ม

ฉะนั้น เสียง หายใจเข้าออกของมัน เหมือนเสียงสูบช่างทองที่กำลังพ่นลมอยู่ก็ปานกัน ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข ภควา มาโร อยํ ปาปิมา อิติ วิทิตฺวา มารํ ปาปิมนฺตํ คาถาหิ อชฺฌภาสิ

โย สุญฺญเคหานิ เสวติ

เสยฺยา ๒ โส มุนิ อตฺตสญฺญโต

โวสฺสชฺช จเรยฺย ตตฺถ โส

ปฏิรูปญฺหิ ตถาวิธสฺส ตํ

จรกา พหู เภรวา พหู

อโถ ฑํสสิรึสปา พหู

โลมมฺปิ น ตตฺถ อิญฺชเย

สุญฺญาคารคโต มหา มุนิ

นภํ ผเลยฺย ปฐวี จเลยฺย

สพฺเพว ๑ ปาณา อุท สนฺตเสยฺยุํ

สลฺลมฺปิ เจ อุรสิ กมฺปเสยฺยุํ ๒

อุปธีสุ ตาณํ น กโรนฺติ พุทฺธาติ ฯ

อถ โข มาโร ปาปิมา ชานาติ มํ ภควา ชานาติ มํ สุคโตติ ทุกฺขี ทุมฺมโน ตตฺเถวนฺตรธายีติ ฯ

๑ ยุ. กิลญฺชา ฯ ๒ ยุ. เสยฺโย ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า นี่มารผู้มีบาป ดังนี้ จึงได้ตรัสกะมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาทั้งหลายว่า

มุนีเสพเรือนว่างเปล่าเพื่ออยู่อาศัย มุนีนั้นเป็นผู้มีตนอันสำรวมแล้ว เขาสละความอาลัยในอัตภาพนั้นเที่ยวไป เพราะการสละความอาลัยในอัตภาพแล้วเที่ยวไปนั้น เหมาะสมแก่ผู้เช่นนั้น ฯ

สัตว์ที่สัญจรไปมาก็มาก สิ่งที่น่ากลัวก็มาก อนึ่ง เหลือบและสัตว์เลื้อยคลานก็ชุกชุม (แต่) มหามุนีผู้อยู่ในเรือนว่างเปล่า ย่อมไม่ยังแม้แต่ขนให้ไหว้ ในเพราะสิ่งที่น่ากลัวเหล่านั้น ฯ

ถึงแม้ท้องฟ้าจะพึงแตก แผ่นดินจะพึงไหว สัตว์ทั้งหลาย พึงสะดุ้งกลัวกันหมดก็ตามที แม้ถึงว่าหอกหรือหลาวจะจ่ออยู่ที่อกก็ตามเถิด พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ทรงทำการป้องกันในเพราะอุปธิ (คือขันธ์)ทั้งหลาย ฯ

ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาป เป็นทุกข์ เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ

จบ ๖. สัปปสูตร