arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มารสังยุต · ทุติยวรรค

๑๐. รัชชสูตร เล่ม ๑๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๗๕–๔๗๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในทุติยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรค รัชชสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๕ หน้า ๑๙๙–๒๐๒

หน้า ๑๙๙

ดูก่อนมารผู้มีใจบาป มโนเป็นของท่าน ธรรมารมณ์เป็นของท่าน อายตนะคือวิญญาณอันเกิดแต่มโนสัมผัสก็เป็นของท่าน แต่ในที่ใดไม่มีมโนไม่มีธรรมารมณ์ ไม่มีอายตนะคือวิญญาณอันเกิดแต่มโนสัมผัส ในที่นั้น ไม่มีทางดำเนินไปของท่าน”

{๔๗๓} มารทูลว่า

คนทั้งหลายกล่าวถึงสิ่งใดว่า ‘นี้เป็นของเรา’ และคนเหล่าใดกล่าวว่า ‘นี้เป็นเรา’ ถ้าใจของท่านยังฝังอยู่ในสิ่งและคนเหล่านั้น ท่านก็พ้นมือเราไปไม่ได้หรอก สมณะ

{๔๗๔} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

คนทั้งหลายกล่าวถึงสิ่งใด สิ่งนั้นไม่มีแก่เรา คนเหล่าใดกล่าว คนเหล่านั้นก็ไม่ใช่เรา แน่ะมารผู้มีใจบาป ท่านจงรู้อย่างนี้ แม้ทางดำเนินของเรา ท่านก็จักไม่เห็น

ครั้งนั้นแล มารผู้มีใจบาปรู้ว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา” จึงเป็นทุกข์เสียใจ ได้อันตรธานไปในที่นั้นนั่นเอง

๑๐. รัชชสูตร

ว่าด้วยมารอัญเชิญพระพุทธเจ้าเสวยราชสมบัติ

{๔๗๕} [๑๕๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กระท่อมกลางป่า ข้างภูเขาหิมพานต์ แคว้นโกศล ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับหลีกเร้นอยู่ในที่รโหฐาน ได้ทรงมีพระปริวิตกแห่งพระทัยเกิดขึ้นว่า “เราสามารถไหมหนอที่จะเสวยราชสมบัติโดยธรรม โดยที่ไม่เบียดเบียนเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ไม่ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเอง ไม่ใช้ผู้อื่นทำให้เขาเสื่อม ไม่เศร้าโศกเอง ไม่ใช้ผู้อื่นท่าให้เขาเศร้าโศก”

หน้า ๒๐๐

{๔๗๖} ขณะนั้นแล มารผู้มีใจบาปทราบความปริวิตกแห่งพระทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยจิตแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงเสวยราชสมบัติเถิด พระเจ้าข้า ขอพระสุคตจงเสวยราชสมบัติโดยธรรม โดยที่ไม่เบียดเบียนเอง ไม่ใช้ผู้อื่นให้เบียดเบียน ไม่ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเอง ไม่ใช้ผู้อื่นทำให้เขาเสื่อม ไม่เศร้าโศกเอง ไม่ใช้ผู้อื่นทำให้เขาเศร้าโศกเถิด”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนมารผู้มีใจบาป ท่านเห็นอะไรของเราเล่า จึงพูดกะเราอย่างนี้ว่า ‘ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงเสวยราชสมบัติเถิด พระเจ้าข้า ขอพระสุคตจงเสวยราชสมบัติโดยธรรม โดยที่ไม่เบียดเบียนเอง ไม่ใช้ผู้อื่นให้เบียดเบียน ไม่ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเอง ไม่ใช้ผู้อื่นทำให้เขาเสื่อม ไม่เศร้าโศกเอง ไม่ใช้ผู้อื่นทำเขาให้เศร้าโศกเถิด”มารทูลว่า “พระเจ้าข้า อิทธิบาท ๔ พระองค์ทรงบำเพ็ญให้เจริญ ทำให้มาก ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นวัตถุที่ตั้ง ทำไม่หยุด สั่งสม ปรารภด้วยดีแล้ว พระเจ้าข้า ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำนงอธิษฐานภูเขาหลวงชื่อหิมพานต์ให้เป็นทองคำล้วน ภูเขานั้นก็พึงเป็นทองคำล้วนได้จริง”

{๔๗๗} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ภูเขาที่เป็นทองคำแท้ล้วนมีสีสุก ใหญ่เป็นสองเท่า ก็ยังไม่จุใจสำหรับบุคคลคนหนึ่ง บุคคลทราบดังนี้แล้วพึงประพฤติให้สมํ่าเสมอไว้

ผู้ใดได้เห็นทุกข์ซึ่งมีกามเป็นต้นเหตุแล้ว ไฉนผู้นั้นยังจะน้อมใจไปในกามอีกเล่า บุคคลทราบอุปธิ ว่าเป็นเครื่องข้องในโลกแล้ว พึงศึกษาเพื่อกำจัดอุปธินั้นเสีย

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อุปธิ ในที่นี้หมายถึงกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันน่าปรารถนา (สํ.ส.อ. ๑๗๓)
หน้า ๒๐๑

ครั้งนั้นแล มารผู้มีใจบาปรู้ว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา” จึงเป็นทุกข์ เสียใจ ได้อันตรธานไปในที่นั้นนั่นเอง

จบ วรรคที่ ๒

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. ปาสาณสูตร ๒. สีหสูตร

๓. สกลิกสูตร ๔. ปฏิรูปสูตร

๕. มานสสูตร ๖. ปัตตสูตร

๗. ฉผัสสายตนสูตร ๘. ปิณฑสูตร

๙. กัสสกสูตร ๑๐. รัชชสูตร

หน้า ๒๐๒

๓. ตติยวรรค

๑. สัมพหุลสูตร

ว่าด้วยมารชักชวนพระบริโภคกาม

{๔๗๘} [๑๕๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นครศิลาวดี แคว้นสักกะ ก็สมัยนั้นแล ภิกษุส่วนมากเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพาน อยู่ในที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า

{๔๗๙} ครั้งนั้นแล มารผู้มีใจบาปจำแลงเพศเป็นพราหมณ์ มุ่นชฎาขนาดใหญ่ นุ่งหนังเสือ เป็นคนแก่หลังโกง หายใจเสียงดังฟีดฟาด ถือไม้เท้าทำด้วยไม้มะเดื่อ เข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่า “ท่านผู้เจริญทั้งหลายเป็นนักบวชที่ยังหนุ่มยังแน่น มีผมดำสนิท ประกอบไปด้วยวัยแรกรุ่นอันจำเริญ แต่ไม่เพลิดเพลินในกามคุณทั้งหลายเสียแล้ว ขอท่านผู้เจริญทั้งหลายจงบริโภคกามอันเป็นของมนุษย์เถิด อย่าได้ละกามที่เห็นประจักษ์แล้ววิ่งไปหากามทิพย์ที่ประกอบด้วยกาลเลย”ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า “ดูก่อนพราหมณ์ พวกเรามิได้ละกามที่เห็นประจักษ์แล้ววิ่งไปหากามทิพย์ที่ประกอบด้วยกาลหรอก แต่ว่าพวกเราละกามทิพย์ที่ประกอบด้วยกาลแล้ววิ่งไปหาโลกุตตรธรรมที่เห็นประจักษ์ต่างหาก ดูก่อนพราหมณ์ กามทั้งหลายที่ประกอบด้วยกาลพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษยิ่งนัก ส่วนโลกุตตรธรรมนี้เป็นธรรมอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน”เมื่อภิกษุเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้ มารผู้มีใจบาปนั้นจึงสั่นศีรษะ แลบลิ้น ทำหน้าผากย่นเป็นรอยตีนกา ยันไม้เท้าหลีกไป

จบ ๑๐. รัชชสูตร