พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มารสังยุต · ทุติยวรรค
๙. กัสสกสูตร เล่ม ๑๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๗๐–๔๗๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๐ ในทุติยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรค กัสสกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๕ หน้า ๑๙๗–๑๙๙
{๔๖๙} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
มารมาขัดขวางตถาคต ได้ประสพสิ่งมิใช่บุญเสียแล้ว ดูก่อนมารผู้มีใจบาป ท่านมาเข้าใจว่าบาปจะไม่ไห้ผลแก่ตนกระนั้นหรือ
พวกเราไม่มีความกังวล จึงอยู่อย่างสุขสบาย พวกเราจักมีปีติเป็นภักษาดุจอาภัสสรเทพฉะนั้น
ครั้งนั้นแล มารผู้มีใจบาปรู้ว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา” จึงเป็นทุกข์ เสียใจ ได้อันตรธานไปในที่นั้นนั่นเอง
๙. กัสสกสูตร
ว่าด้วยมารจำแลงเพศเป็นชาวนา
{๔๗๐} [๑๕๕] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาเกี่ยวด้วยพระนิพพานอยู่ ทั้งภิกษุเหล่านั้นต่างก็ใส่ใจให้สำเร็จประโยชน์ น้อมนึกมาด้วยใจ เงี่ยโสตลงสดับธรรมอยู่ขณะนั้นแล มารผู้มีใจบาปได้มีความคิดดังนี้ว่า “พระสมณโคดมนี้ทรงยังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาเกี่ยวด้วยพระนิพพานอยู่ อย่ากระนั้นเลย เราพึงเข้าไปหาพระสมณโคดมถึงที่ประทับเพื่อทำให้ปัญญาพุทธบริษัทมืดมนดีกว่า”{๔๗๑} ครั้งนั้นแล มารผู้มีใจบาปจึงจำแลงเพศเป็นชาวนาแบกไถขนาดใหญ่ ถือปฏักมีด้ามยาว มีผมเผ้ารุงรัง นุ่งผ้าป่าน เท้าทั้งสองเปื้อนโคลน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ทูลว่า “ดูก่อนสมณะ ท่านเห็นวัวบ้างไหม”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “แน่ะมารผู้มีใจบาป ท่านจะต้องการ อะไรด้วยวัวเล่า”
มารตอบว่า “ดูก่อนสมณะ จักษุก็เป็นของเรา รูปก็เป็นของเรา อายตนะ คือวิญญาณอันเกิดแต่จักษุสัมผัสก็เป็นของเรา ท่านจะหนีเราไปไหนพ้นดูก่อนสมณะ โสตะก็เป็นของเรา เสียงก็เป็นของเรา อายตนะคือ วิญญาณอันเกิดแต่โสตสัมผัสก็เป็นของเรา ท่านจะหนีเราไปไหนพ้นดูก่อนสมณะ ฆานะก็เป็นของเรา กลิ่นก็เป็นของเรา อายตนะคือ วิญญาณอันเกิดแต่ฆานสัมผัสก็เป็นของเรา ท่านจะหนีเราไปไหนพ้นดูก่อนสมณะ ชิวหาก็เป็นของเรา รสก็เป็นของเรา อายตนะคือ วิญญาณอันเกิดแต่ชิวหาสัมผัสก็เป็นของเรา ท่านจะหนีเราไปไหนพ้นดูก่อนสมณะ กายก็เป็นของเรา โผฏฐัพพะก็เป็นของเรา อายตนะคือ วิญญาณอันเกิดแต่กายสัมผัสก็เป็นของเรา
ท่านจะหนีเราไปไหนพ้นดูก่อนสมณะ มโนก็เป็นของเรา ธรรมารมณ์ก็เป็นของเรา อายตนะ คือวิญญาณอันเกิดแต่มโนสัมผัสก็เป็นของเรา ท่านจะหนีเราไปไหนพ้น”{๔๗๒} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนมารผู้มีใจบาป จักษุเป็นของท่าน รูปเป็นของท่าน อายตนะคือวิญญาณอันเกิดแต่จักษุสัมผัสก็เป็นของท่านโดยแท้ แต่ในที่ใดไม่มีจักษุ ไม่มีรูป ไม่มีอายตนะคือวิญญาณอันเกิดแต่จักษุสัมผัสในที่นั้น ไม่มีทางดำเนินไปของท่านดูก่อนมารผู้มีใจบาป โสตะเป็นของท่าน เสียงเป็นของท่าน ...
ดูก่อนมารผู้มีใจบาป ฆานะเป็นของท่าน กลิ่นเป็นของท่าน ...
ดูก่อนมารผู้มีใจบาป ชิวหาเป็นของท่าน รสเป็นของท่าน ...
ดูก่อนมารผู้มีใจบาป กายเป็นของท่าน โผฏฐัพพะเป็นของท่าน ....
ดูก่อนมารผู้มีใจบาป มโนเป็นของท่าน ธรรมารมณ์เป็นของท่าน อายตนะคือวิญญาณอันเกิดแต่มโนสัมผัสก็เป็นของท่าน แต่ในที่ใดไม่มีมโนไม่มีธรรมารมณ์ ไม่มีอายตนะคือวิญญาณอันเกิดแต่มโนสัมผัส ในที่นั้น ไม่มีทางดำเนินไปของท่าน”
{๔๗๓} มารทูลว่า
คนทั้งหลายกล่าวถึงสิ่งใดว่า ‘นี้เป็นของเรา’ และคนเหล่าใดกล่าวว่า ‘นี้เป็นเรา’ ถ้าใจของท่านยังฝังอยู่ในสิ่งและคนเหล่านั้น ท่านก็พ้นมือเราไปไม่ได้หรอก สมณะ
{๔๗๔} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
คนทั้งหลายกล่าวถึงสิ่งใด สิ่งนั้นไม่มีแก่เรา คนเหล่าใดกล่าว คนเหล่านั้นก็ไม่ใช่เรา แน่ะมารผู้มีใจบาป ท่านจงรู้อย่างนี้ แม้ทางดำเนินของเรา ท่านก็จักไม่เห็น
ครั้งนั้นแล มารผู้มีใจบาปรู้ว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา” จึงเป็นทุกข์เสียใจ ได้อันตรธานไปในที่นั้นนั่นเอง
๑๐. รัชชสูตร
ว่าด้วยมารอัญเชิญพระพุทธเจ้าเสวยราชสมบัติ
{๔๗๕} [๑๕๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กระท่อมกลางป่า ข้างภูเขาหิมพานต์ แคว้นโกศล ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับหลีกเร้นอยู่ในที่รโหฐาน ได้ทรงมีพระปริวิตกแห่งพระทัยเกิดขึ้นว่า “เราสามารถไหมหนอที่จะเสวยราชสมบัติโดยธรรม โดยที่ไม่เบียดเบียนเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ไม่ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเอง ไม่ใช้ผู้อื่นทำให้เขาเสื่อม ไม่เศร้าโศกเอง ไม่ใช้ผู้อื่นท่าให้เขาเศร้าโศก”
จบ ๙. กัสสกสูตร