พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มารสังยุต · ตติยวรรค
๑. สัมพหุลสูตร เล่ม ๑๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๗๘–๔๘๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๕ ในตติยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ตติยวรรค สัมพหุลสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๕ หน้า ๒๐๒–๒๐๔
๓. ตติยวรรค
๑. สัมพหุลสูตร
ว่าด้วยมารชักชวนพระบริโภคกาม
{๔๗๘} [๑๕๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นครศิลาวดี แคว้นสักกะ ก็สมัยนั้นแล ภิกษุส่วนมากเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพาน อยู่ในที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า
{๔๗๙} ครั้งนั้นแล มารผู้มีใจบาปจำแลงเพศเป็นพราหมณ์ มุ่นชฎาขนาดใหญ่ นุ่งหนังเสือ เป็นคนแก่หลังโกง หายใจเสียงดังฟีดฟาด ถือไม้เท้าทำด้วยไม้มะเดื่อ เข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่า “ท่านผู้เจริญทั้งหลายเป็นนักบวชที่ยังหนุ่มยังแน่น มีผมดำสนิท ประกอบไปด้วยวัยแรกรุ่นอันจำเริญ แต่ไม่เพลิดเพลินในกามคุณทั้งหลายเสียแล้ว ขอท่านผู้เจริญทั้งหลายจงบริโภคกามอันเป็นของมนุษย์เถิด อย่าได้ละกามที่เห็นประจักษ์แล้ววิ่งไปหากามทิพย์ที่ประกอบด้วยกาลเลย”ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า “ดูก่อนพราหมณ์ พวกเรามิได้ละกามที่เห็นประจักษ์แล้ววิ่งไปหากามทิพย์ที่ประกอบด้วยกาลหรอก แต่ว่าพวกเราละกามทิพย์ที่ประกอบด้วยกาลแล้ววิ่งไปหาโลกุตตรธรรมที่เห็นประจักษ์ต่างหาก ดูก่อนพราหมณ์ กามทั้งหลายที่ประกอบด้วยกาลพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษยิ่งนัก ส่วนโลกุตตรธรรมนี้เป็นธรรมอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน”เมื่อภิกษุเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้ มารผู้มีใจบาปนั้นจึงสั่นศีรษะ แลบลิ้น ทำหน้าผากย่นเป็นรอยตีนกา ยันไม้เท้าหลีกไป
{๔๘๐} ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส พวกข้าพระองค์เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพานอยู่ในที่ใกล้พระองค์ ขณะนั้น มีพราหมณ์คนหนึ่งมุ่นชฎาขนาดใหญ่ นุ่งหนังเสือ เป็นคนแก่หลังโกง หายใจเสียงดังฟีดฟาด ถือไม้เท้าทำด้วยไม้มะเดื่อ เข้าไปหาพวกข้าพระองค์ถึงที่อยู่
ครั้นแล้วได้กล่าวกะพวกข้าพระองค์ว่า ‘ท่านผู้เจริญทั้งหลายเป็นนักบวชที่ยังหนุ่มยังแน่น มีผมดำสนิท ประกอบไปด้วยวัยแรกรุ่นอันจำเริญ แต่ไม่เพลิดเพลินในกามคุณทั้งหลายเสียแล้ว ขอท่านผู้เจริญทั้งหลายจงบริโภคกามอันเป็นของมนุษย์เถิด อย่าได้ละกามที่เห็นประจักษ์แล้ววิ่งไปหากามทิพย์ที่ประกอบด้วยกาลเลย’ พระพุทธเจ้าข้า เมื่อพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว พวกข้าพระองค์ได้กล่าวว่า ‘ดูก่อนพราหมณ์ พวกเรามิได้ละกามที่เห็นประจักษ์แล้ววิ่งไปหากามทิพย์ที่ประกอบด้วยกาลหรอก แต่ว่าพวกเราละกามทิพย์ที่ประกอบด้วยกาลแล้ววิ่งไปหาโลกุตตรธรรมที่เห็นประจักษ์ต่างหาก ดูก่อนพราหมณ์ กามทั้งหลายที่ประกอบด้วยกาลพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่ามีทุกข์มาก
มีความดับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษยิ่งนัก ส่วนโลกุตตรธรรมนี้เป็นธรรมอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพวกข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้ พราหมณ์นั้นได้สั่นศีรษะ แลบลิ้น ทำหน้าผากย่นเป็นรอยตีนกา ยันไม้เท้าหลีกไป”{๔๘๑} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นั่นมิใช่พราหมณ์ นั่นเป็นมารผู้มีใจบาป มาเพื่อทำให้ปัญญาพวกเธอมืดมน”
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ในเวลานั้นว่า
ผู้ใดได้เห็นทุกข์ซึ่งมีกามเป็นต้นเหตุแล้ว ไฉนผู้นั้นยัง จะน้อมใจไปในกามอีกเล่า บุคคลทราบอุปธิว่าเป็นเครื่อง ข้องในโลกแล้ว พึงศึกษาเพื่อกำจัดอุปธินั้นเสีย
๒. สมิทธิสูตร
ว่าด้วยพระสมิทธิถูกมารขู่
{๔๘๒} [๑๕๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นครศิลาวดี แคว้นสักกะ ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสมิทธิเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพาน อยู่ในที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้งนั้นแล ท่านพระสมิทธิผู้หลีกเร้นในที่ลับ มีความปริวิตกแห่งใจเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “เป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ ที่เราได้พระอรหันต์ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบเป็นพระศาสดา เป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ ที่เราได้บวชในพระธรรมวินัยอันพระศาสดาตรัสดีแล้วอย่างนี้ เป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ ที่เราได้ท่านผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมเป็นเพื่อนร่วมพรหมจรรย์”{๔๘๓} ขณะนั้นแล มารผู้มีใจบาปทราบความปริวิตกแห่งใจของท่านพระสมิทธิด้วยจิตแล้วจึงเข้าไปหาท่านพระสมิทธิถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ร้องเสียงดังพิลึกน่าสะพึงกลัวประดุจแผ่นดินจะถล่มในที่ใกล้ท่านพระสมิทธิ
{๔๘๔} ลำดับนั้น ท่านพระสมิทธิเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส ข้าพระองค์ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพาน อยู่ในที่ใกล้พระองค์พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์หลีกเร้นอยู่ในที่ลับได้มีความปริวิตกแห่งใจเกิดขึ้น
จบ ๑. สัมพหุลสูตร