arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธสังยุต มูลปัณณาสก์ · อนิจจวรรค

๑๐. อานันทสูตร เล่ม ๑๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในอนิจจวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มูลปัณณาสก์ อนิจจวรรค อานันทสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๗ หน้า ๓๓–๓๔

หน้า ๓๓

รูปที่เกิดจากสิ่งที่เป็นอนัตตาจักเป็นอัตตาได้ที่ไหนเล่า เวทนาเป็นอนัตตา ... สัญญาเป็นอนัตตา ... สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา ... วิญญาณเป็นอนัตตา แม้เหตุแม้ปัจจัยที่ให้เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเกิดขึ้นก็เป็นอนัตตา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เกิดจากสิ่งที่เป็นอนัตตา จักเป็นอัตตาได้ที่ไหนเล่า อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ... ย่อมรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ ดังนี้”

๑๐ อานันทสูตร

ว่าด้วยความดับแห่งขันธ์ ๕

{๔๘} [๒๑] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความดับเรียกว่านิโรธ ความดับแห่งธรรมประเภทไหนแลจึงเรียกว่านิโรธ”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ รูปเป็นของไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา ความดับแห่งรูปนั้นเรียกว่านิโรธ เวทนาไม่เที่ยง ... สัญญาไม่เที่ยง ... สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ... วิญญาณไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา ความดับแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้นเรียกว่านิโรธ ดูก่อนอานนท์ ความดับแห่งธรรมเหล่านี้แล เรียกว่านิโรธ”

จบ อนิจจวรรคที่ ๒

หน้า ๓๔

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. อนิจจสูตร ๒. ทุกขสูตร

๓. อนัตตสูตร ๔. ยทนิจจสูตร

๕. ยังทุกขสูตร ๖. ยทอนัตตสูตร

๗. สเหตุอนิจจสูตร ๘. สเหตุทุกขสูตร

๙. สเหตุอนัตตสูตร ๑๐. อนันทสูตร

๓. ภารวรรค

๑. ภารสูตร

ว่าด้วยขันธ์ ๕ เป็นภาระ

{๔๙} [๒๒] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงภาระ การแบกภาระ การถือภาระ และการวางภาระแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระพุทธดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภาระเป็นไฉน พึงกล่าวได้ว่า อุปาทานขันธ์ ๕ คือภาระ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน คือ

(๑) รูปูปาทานขันธ์ อุปาทานขันธ์คือรูป

(๒) เวทนูปาทานขันธ์ อุปาทานขันธ์คือเวทนา

(๓) สัญญูปาทานขันธ์ อุปาทานขันธ์คือสัญญา

(๔) สังขารูปาทานขันธ์ อุปาทานขันธ์คือสังขาร

(๕) วิญญาณูปาทานขันธ์ อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ

จบ ๑๐. อานันทสูตร