นตุมหากวรรค
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๑–๘๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๕ ในมูลปัณณาสก์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
นตุมหากวรรคที่ ๔
๑. นตุมหากสูตรที่ ๑
ว่าด้วยการละขันธ์ ๕ อันไม่ใช่ของใคร
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มูลปัณณาสก์ นตุมหากวรรค นตุมหากสูตร ที่ ๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)
สาวตฺถิยํ ฯ ตตฺร โข ฯ ยํ ภิกฺขเว น ตุมฺหากํ ตํ ปชหถ ตํ โว ปหีนํ หิตาย สุขาย ภวิสฺสติ ฯ กิญฺจ ภิกฺขเว น ตุมฺหากํ ฯ รูปํ ภิกฺขเว น ตุมฺหากํ ตํ ปชหถ ตํ โว ปหีนํ หิตาย สุขาย ภวิสฺสติ ฯ เวทนา น ตุมฺหากํ ตํ ปชหถ สา โว ปหีนา หิตาย สุขาย ภวิสฺสติ ฯ สญฺญา น ตุมฺหากํ ฯ สงฺขารา น ตุมฺหากํ เต ปชหถ เต โว ปหีนา หิตาย สุขาย ภวิสฺสนฺติ ฯ วิญฺญาณํ น ตุมฺหากํ ตํ ปชหถ ตํ โว ปหีนํ หิตาย สุขาย ภวิสฺสติ ฯ
พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสีย สิ่งนั้นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุข. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย. รูปไม่ใช่ของเธอทั้งหลายเธอทั้งหลายจงละรูปนั้นเสีย รูปนั้นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อสุข. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละวิญญาณนั้นเสีย วิญญาณนั้นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อสุข.
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ยํ อิมสฺมึ เชตวเน ติณกฏฺฐสาขาปลาสํ ตํ ชโน หเรยฺย วา ฑเหยฺย วา ยถาปจฺจยํ วา กเรยฺย อปิ นุ ตุมฺหากํ เอวมสฺส อเมฺห ชโน หรติ วา ฑหติ วา ยถาปจฺจยํ วา กโรตีติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ น หิ โน เอตํ ภนฺเต อตฺตา วา อตฺตนิยํ วาติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว รูปํ น ตุมฺหากํ ตํ ปชหถ ตํ โว ปหีนํ หิตาย สุขาย ภวิสฺสติ ฯ เวทนา น ตุมฺหากํ ตํ ปชหถ สา โว ปหีนา หิตาย สุขาย ภวิสฺสติ ฯ สญฺญา น ตุมฺหากํ ฯ สงฺขารา น ตุมฺหากํ ฯ วิญฺญาณํ น ตุมฺหากํ ตํ ปชหถ ตํ โว ปหีนํ หิตาย สุขาย ภวิสฺสตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนชนพึงนำไป พึงเผา หรือพึงกระทำตามปัจจัยซึ่งหญ้า ไม้ กิ่งไม้ และใบไม้ ในเชตวันวิหารนี้ ก็เธอทั้งหลาย พึงคิดอย่างนี้หรือว่า ชนย่อมนำไป ย่อมเผา หรือย่อมกระทำตามปัจจัยซึ่งเราทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลว่า ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร?
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะสิ่งนั้น ไม่ใช่ตน หรือสิ่งที่นับเนื่องในตนของข้าพระองค์ทั้งหลาย.
พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน รูปไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงละรูปนั้นเสีย รูปนั้นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุข.
เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงละวิญญาณนั้นเสีย วิญญาณนั้น อันเธอทั้งหลายละได้แล้วจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุข.
จบ สูตรที่ ๑.
๒. นตุมหากสูตรที่ ๒
ว่าด้วยการละขันธ์ ๕ อันไม่ใช่ของใคร
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มูลปัณณาสก์ นตุมหากวรรค นตุมหากสูตร ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)
สาวตฺถิยํ ฯ ตตฺร โข ฯ ยํ ภิกฺขเว น ตุมฺหากํ ตํ ปชหถ ตํ โว ปหีนํ หิตาย สุขาย ภวิสฺสติ ฯ กิญฺจ ภิกฺขเว น ตุมฺหากํ ฯ รูปํ ภิกฺขเว น ตุมฺหากํ ตํ ปชหถ ตํ โว ปหีนํ หิตาย สุขาย ภวิสฺสติ ฯ เวทนา น ตุมฺหากํ ฯ สญฺญา น ตุมฺหากํ ฯ สงฺขารา น ตุมฺหากํ ฯ วิญฺญาณํ น ตุมฺหากํ ตํ ปชหถ ตํ โว ปหีนํ หิตาย สุขาย ภวิสฺสติ ฯ ยํ ภิกฺขเว น ตุมฺหากํ ตํ ปชหถ ตํ โว ปหีนํ หิตาย สุขาย ภวิสฺสตีติ ฯ
พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงละสิ่งนั้นเสีย สิ่งนั้นอันเธอทั้งหลาย ละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุข. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลายรูปไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงละรูปนั้นเสีย รูปนั้นอันเธอทั้งหลาย ละได้แล้วจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุข. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงละวิญญาณนั้นเสีย วิญญาณนั้นอันเธอทั้งหลาย ละได้แล้วจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุข. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงละสิ่งนั้นเสีย สิ่งนั้นอันเธอทั้งหลายละได้ จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุข.
จบ สูตรที่ ๒.
๓. ภิกขุสูตรที่ ๑
ว่าด้วยเหตุได้ชื่อว่าเป็นผู้กำหนัดขัดเคือง
และลุ่มหลง
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มูลปัณณาสก์ นตุมหากวรรค ภิกขุสูตร ที่ ๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)
สาวตฺถิยํ ๑ ฯ อถ โข อญฺญตโร ภิกฺขุ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ สาธุ เม ภนฺเต ภควา สงฺขิตฺเตน ธมฺมํ เทเสตุ ยมหํ ภควโต ธมฺมํ สุตฺวา เอโก วูปกฏฺโฐ อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหเรยฺยนฺติ ฯ ยํ โข ภิกฺขุ ๒ อนุเสติ เตน สงฺขํ คจฺฉติ ยํ นานุเสติ น เตน สงฺขํ คจฺฉตีติ ฯ อญฺญาตํ ภควา อญฺญาตํ สุคตาติ ฯ ยถากถํ ปน ตฺวํ ภิกฺขุ มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานาสีติ ฯ รูปญฺเจ ภนฺเต อนุเสติ เตน สงฺขํ คจฺฉติ ฯ เวทนญฺเจ อนุเสติ ฯ สญฺญญฺเจ อนุเสติ ฯ สงฺขาเร เจ อนุเสติ ฯ วิญฺญาณญฺเจ อนุเสติ เตน สงฺขํ คจฺฉติ ฯ รูปญฺเจ ภนฺเต นานุเสติ น เตน สงฺขํ คจฺฉติ ฯ เวทนญฺเจ นานุเสติ น เตน สงฺขํ คจฺฉติ ฯ สญฺญญฺเจ ฯ สงฺขาเร เจ ฯ วิญฺญาณญฺเจ นานุเสติ น เตน สงฺขํ คจฺฉติ ฯ อิมสฺส ขฺวาหํ ภนฺเต ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามีติ ฯ
๑ โป. สาวตฺถิยํ อาราเม ฯ ยุ. สาวตฺถิอาราเม ฯ ๒ โป. ภิกฺขเว ฯ
พระนครสาวัตถี ฯลฯ ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ขอประทานวโรกาส พระเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาค ทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อ ที่ข้าพระองค์ฟังแล้ว พึงเป็นผู้ๆ เดียวหลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่เถิด.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ บุคคลย่อมครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมถึงการนับเพราะสิ่งนั้น บุคคลย่อมไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมไม่ถึงการนับเพราะสิ่งนั้น.
ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์เข้าใจแล้ว ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์เข้าใจแล้ว.
พ. ดูกรภิกษุ ก็เธอเข้าใจเนื้อความแห่งคำที่เรากล่าว โดยย่อได้โดยพิสดารอย่างไร?
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าบุคคลครุ่นคิดถึงรูป ย่อมถึงการนับเพราะรูปนั้น. ถ้าครุ่นคิดถึงเวทนา ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงสัญญา ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงสังขาร ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงวิญญาณ ย่อมถึงการนับเพราะวิญญาณนั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าบุคคลไม่ครุ่นคิดถึงรูป ก็ไม่ถึงการนับเพราะรูปนั้น ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงเวทนา ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงสัญญา ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงสังขาร ฯลฯ
ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงวิญญาณ ก็ไม่ถึงการนับเพราะวิญญาณนั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เข้าใจเนื้อความแห่งพระภาษิตที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อได้ โดยพิสดารอย่างนี้แล.
สาธุ สาธุ ภิกฺขุ สาธุ โข ตฺวํ ภิกฺขุ มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานาสิ ฯ รูปญฺเจ ภิกฺขุ อนุเสติ เตน สงฺขํ คจฺฉติ ฯ เวทนญฺเจ ฯ สญฺญญฺเจ ฯ สงฺขาเร เจ ฯ วิญฺญาณญฺเจ อนุเสติ เตน สงฺขํ คจฺฉติ ฯ รูปญฺเจ ภิกฺขุ นานุเสติ น เตน สงฺขํ คจฺฉติ ฯ เวทนญฺเจ ฯ สญฺญญฺเจ ฯ สงฺขาเร เจ ฯ วิญฺญาณญฺเจ นานุเสติ น เตน สงฺขํ คจฺฉติ ฯ อิมสฺส โข ภิกฺขุ มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ ฯ
พ. ถูกแล้ว ถูกแล้ว ภิกษุ เธอเข้าใจเนื้อความแห่งคำที่เรากล่าวโดยย่อได้โดยพิสดารดีนักแล. ดูกรภิกษุ ถ้าบุคคลครุ่นคิดถึงรูป ก็ย่อมถึงการนับเพราะรูปนั้น ถ้าบุคคลครุ่นคิดถึงเวทนา ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงสัญญา ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงสังขาร ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงวิญญาณ ก็ย่อมถึงการนับเพราะวิญญาณนั้น. ดูกรภิกษุ ถ้าบุคคลไม่ครุ่นคิดถึงรูป ก็ย่อมไม่ถึงการนับเพราะรูปนั้น ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงเวทนา ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงสัญญา ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงสังขาร ฯลฯ
ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงวิญญาณ ก็ย่อมไม่ถึงการนับเพราะวิญญาณนั้น. ดูกรภิกษุ เธอพึงเห็นเนื้อความแห่งคำที่เรากล่าวโดยย่อ โดยพิสดารอย่างนี้แล.
อถ โข โส ภิกฺขุ ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ อถ โข โส ภิกฺขุ เอโก วูปกฏฺโฐ อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต นจิรสฺเสว ยสฺสตฺถาย กุลปุตฺตา สมฺมเทว อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ ตทนุตฺตรํ พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหาสิ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ อพฺภญฺญาสิ ฯ อญฺญตโร จ ปน โส ภิกฺขุ อรหตํ อโหสีติ ฯ
ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปนั้น เพลิดเพลินอนุโมทนาพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคลุกจากอาสนะ ถวายบังคม กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป. ครั้งนั้นแล เธอได้เป็นผู้ๆ เดียวหลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่ ไม่นานเท่าไร ก็กระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลาย ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี. ก็ภิกษุนั้นได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.
จบ สูตรที่ ๓.
๔. ภิกขุสูตรที่ ๒
ว่าด้วยเหตุได้ชื่อว่าเป็นผู้กำหนัดขัดเคือง
และลุ่มหลง
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มูลปัณณาสก์ นตุมหากวรรค ภิกขุสูตร ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)
สาวตฺถิยํ ฯ อถ โข อญฺญตโร ภิกฺขุ เยน ภควา ฯเปฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ สาธุ เม ภนฺเต ภควา สงฺขิตฺเตน ธมฺมํ เทเสตุ ยมหํ ภควโต ธมฺมํ สุตฺวา เอโก วูปกฏฺโฐ อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหเรยฺยนฺติ ฯ ยํ โข ภิกฺขุ อนุเสติ ตํ อนุมิยฺยติ ๑ ยํ อนุมิยฺยติ เตน สงฺขํ คจฺฉติ ยํ นานุเสติ น ตํ อนุมิยฺยติ ยํ นานุมิยฺยติ น เตน สงฺขํ คจฺฉตีติ ฯ อญฺญาตํ ภควา อญฺญาตํ สุคตาติ ฯ ยถากถํ ปน ตฺวํ ภิกฺขุ มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานาสีติ ฯ รูปญฺเจ ภนฺเต อนุเสติ ตํ อนุมิยฺยติ ยํ อนุมิยฺยติ เตน สงฺขํ คจฺฉติ ฯ เวทนญฺเจ อนุเสติ ฯ สญฺญญฺเจ อนุเสติ ฯ สงฺขาเร เจ อนุเสติ ฯ วิญฺญาณญฺเจ อนุเสติ ตํ อนุมิยฺยติ ยํ อนุมิยฺยติ เตน สงฺขํ คจฺฉติ ฯ รูปญฺเจ ภนฺเต นานุเสติ น ตํ อนุมิยฺยติ ยํ นานุมิยฺยติ น เตน สงฺขํ คจฺฉติ ฯ เวทนญฺเจ นานุเสติ ฯ สญฺญญฺเจ นานุเสติ ฯ สงฺขาเร เจ นานุเสติ ฯ วิญฺญาณญฺเจ นานุเสติ น ตํ อนุมิยฺยติ ยํ นานุมิยฺยติ น เตน สงฺขํ คจฺฉติ ฯ อิมสฺส ขฺวาหํ ภนฺเต ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามีติ ฯ
พระนครสาวัตถี ฯลฯ ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ขอประทานวโรกาส พระเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาค ทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อ ที่ข้าพระองค์ฟังแล้วพึงเป็นผู้ๆ เดียว หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่เถิด.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ บุคคลครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมหมกมุ่นสิ่งนั้น หมกมุ่นสิ่งใด ย่อมถึงการนับเพราะสิ่งนั้น ไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมไม่หมกมุ่นสิ่งนั้น ไม่หมกมุ่นสิ่งใด ย่อมไม่ถึงการนับเพราะสิ่งนั้น.
ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์เข้าใจแล้ว ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์เข้าใจแล้ว.
พ. ดูกรภิกษุ ก็เธอเข้าใจเนื้อความแห่งคำที่เรากล่าวโดยย่อได้ โดยพิสดารอย่างไร?
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าบุคคลครุ่นคิดถึงรูป ย่อมหมกมุ่นรูปใด ย่อมถึงการนับเพราะรูปนั้น ถ้าครุ่นคิดถึงเวทนา ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงสัญญา ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงสังขาร ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงวิญญาณ ย่อมหมกมุ่นวิญญาณนั้น หมกมุ่นวิญญาณใด ย่อมถึงการนับเพราะวิญญาณนั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าบุคคลไม่ครุ่นคิดถึงรูป ย่อมไม่หมกมุ่นรูปนั้น ไม่หมกมุ่นรูปใด.
ย่อมไม่ถึงการนับเพราะรูปนั้น. ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงเวทนา ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงสัญญา ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงสังขาร ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงวิญญาณ ย่อมไม่หมกมุ่นวิญญาณนั้น ไม่หมกมุ่นวิญญาณใด ย่อมไม่ถึงการนับเพราะวิญญาณนั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เข้าใจเนื้อความแห่งพระภาษิต ที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อได้ โดยพิสดารอย่างนี้แล.
สาธุ สาธุ ภิกฺขุ สาธุ โข ตฺวํ ภิกฺขุ มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานาสิ ฯ รูปญฺเจ ภิกฺขุ อนุเสติ ตํ อนุมิยฺยติ ยํ อนุมิยฺยติ เตน สงฺขํ คจฺฉติ ฯ เวทนญฺเจ ฯ สญฺญญฺเจ ฯ สงฺขาเร เจ ฯ วิญฺญาณญฺเจ อนุเสติ ตํ อนุมิยฺยติ ยํ อนุมิยฺยติ เตน สงฺขํ คจฺฉติ ฯ รูปญฺเจ ภิกฺขุ นานุเสติ น ตํ อนุมิยฺยติ ยํ นานุมิยฺยติ น เตน สงฺขํ คจฺฉติ ฯ เวทนญฺเจ นานุเสติ ฯ สญฺญญฺเจ นานุเสติ ฯ สงฺขาเร เจ นานุเสติ ฯ วิญฺญาณญฺเจ นานุเสติ น ตํ อนุมิยฺยติ ยํ นานุมิยฺยติ น เตน สงฺขํ คจฺฉติ ฯ อิมสฺส โข ภิกฺขุ มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ ฯเปฯ อญฺญตโร จ ปน โส ภิกฺขุ อรหตํ อโหสีติ ฯ
๑ ม. ยุ. อนุมียติ ฯ สพฺพตฺถ อีทิสเมว ฯ
พ. ถูกแล้ว ถูกแล้ว ภิกษุ เธอเข้าใจเนื้อความแห่งคำที่เรากล่าว โดยย่อได้โดยพิสดารดีนักแล. ดูกรภิกษุ ถ้าบุคคลครุ่นคิดถึงรูป ย่อมหมกมุ่นรูปนั้น หมกมุ่นรูปใดย่อมถึงการนับเพราะรูปนั้น. ถ้าครุ่นคิดถึงเวทนา ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงสัญญา ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงสังขาร ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงวิญญาณ ย่อมหมกมุ่นวิญญาณนั้น หมกมุ่นวิญญาณใด ย่อมถึงการนับเพราะวิญญาณนั้น. ดูกรภิกษุ ถ้าบุคคลไม่ครุ่นคิดถึงรูป ย่อมไม่หมกมุ่นรูปนั้น ไม่หมกมุ่นรูปใด ย่อมไม่ถึงการนับเพราะรูปนั้น. ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงเวทนา ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงสัญญา ฯลฯ
ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงสังขาร ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงวิญญาณ ย่อมไม่หมกมุ่นวิญญาณนั้น ไม่หมกมุ่นวิญญาณใด ย่อมไม่ถึงการนับเพราะวิญญาณนั้น. ดูกรภิกษุ เธอพึงเข้าใจเนื้อความแห่งคำนี้ที่เรากล่าวแล้วโดยย่อ โดยพิสดารอย่างนี้ ฯลฯ ก็ภิกษุรูปนั้นได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.
จบ สูตรที่ ๔.
๕. อานันทสูตรที่ ๑
ว่าด้วยความเป็นอนิจจังแห่งขันธ์ ๕
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มูลปัณณาสก์ นตุมหากวรรค อานันทสูตร ที่ ๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)
สาวตฺถิยํ ฯ อถ โข อายสฺมา อานนฺโท สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ ภควา เอตทโวจ สเจ ตํ อานนฺท เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ กตเมสํ อาวุโส อานนฺท ธมฺมานํ อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตานํ อญฺญถตฺตํ ปญฺญายตีติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ ตฺวํ อานนฺท กินฺติ พฺยากเรยฺยาสีติ ฯ สเจ มํ ภนฺเต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ กตเมสํ อาวุโส อานนฺท ธมฺมานํ อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตานํ อญฺญถตฺตํ ปญฺญายตีติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยํ รูปสฺส โข อาวุโส อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ ฯ เวทนาย ฯ สญฺญาย ฯ สงฺขารานํ ฯ วิญฺญาณสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ ฯ อิเมสํ โข อาวุโส ธมฺมานํ อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตานํ อญฺญถตฺตํ ปญฺญายตีติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยนฺติ ฯ
พระนครสาวัตถี ฯลฯ ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ออกจากที่พักผ่อนในเวลาเย็นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ถ้าภิกษุทั้งหลายพึงถามเธออย่างนี้ว่า ท่านอานนท์ ความเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่าไหนย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่าไหน ย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมเหล่าไหนที่ตั้งอยู่แล้ว ย่อมปรากฏดังนี้ไซร้. เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว จะพึงพยากรณ์ว่าอย่างไร?
ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฯลฯ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ความบังเกิดขึ้นแห่งรูปแลย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งรูปย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งรูปที่ตั้งอยู่แล้วย่อมปรากฏ. ความบังเกิดขึ้นแห่งเวทนาสัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งวิญญาณย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งวิญญาณย่อมปรากฏ. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้แลย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่านี้แล ย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมที่ตั้งอยู่แล้วย่อมปรากฏ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้แล.
สาธุ สาธุ อานนฺท รูปสฺส โข อานนฺท อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ ฯ เวทนาย ฯ สญฺญาย ฯ สงฺขารานํ ฯ วิญฺญาณสฺส อุปฺปาโท อิเมสํ โข อานนฺท ธมฺมานํ อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตานํ อญฺญถตฺตํ ปญฺญายตีติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ ตฺวํ อานนฺท เอวํ พฺยากเรยฺยาสีติ ฯ
พ. ถูกแล้ว ถูกแล้ว อานนท์ ความบังเกิดขึ้นแห่งรูปแลย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งรูปแล ย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งรูปที่ตั้งอยู่แล้ว ย่อมปรากฏ ความบังเกิดขึ้นแห่ง เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งวิญญาณย่อมปรากฏ ความเป็นไปอย่างอื่นแห่งวิญญาณที่ตั้งอยู่แล้ว ย่อมปรากฏ. ดูกรอานนท์ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้แล ย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่านี้แล ย่อมปรากฏความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมเหล่านี้ที่ตั้งอยู่แล้ว ย่อมปรากฏ. ดูกรอานนท์ เธอถูกถามอย่างนี้แล้วพึงพยากรณ์อย่างนี้.
จบ สูตรที่ ๕.
๖. อานันทสูตรที่ ๒
ว่าด้วยความเป็นอนิจจังแห่งขันธ์ ๕
ในสามกาล
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มูลปัณณาสก์ นตุมหากวรรค อานันทสูตร ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)
สาวตฺถิยํ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ ภควา เอตทโวจ สเจ ตํ อานนฺท เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ กตเมสํ อาวุโส อานนฺท ธมฺมานํ อุปฺปาโท ปญฺญายิตฺถ วโย ปญฺญายิตฺถ ฐิตานํ ๑ อญฺญถตฺตํ ปญฺญายิตฺถ ฯ กตเมสํ ธมฺมานํ อุปฺปาโท ปญฺญายิสฺสติ วโย ปญฺญายิสฺสติ ฐิตานํ อญฺญถตฺตํ ปญฺญายิสฺสติ ฯ กตเมสํ ธมฺมานํ อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตานํ อญฺญถตฺตํ ปญฺญายตีติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ ตฺวํ อานนฺท กินฺติ พฺยากเรยฺยาสีติ ฯ สเจ มํ ภนฺเต เอวํ ปจฺเฉยฺยุํ กตเมสํ อาวุโส อานนฺท ธมฺมานํ อุปฺปาโท ปญฺญายิตฺถ วโย ปญฺญายิตฺถ ฐิตานํ อญฺญถตฺตํ ปญฺญายิตฺถ ฯ กตเมสํ ธมฺมานํ อุปฺปาโท ปญฺญายิสฺสติ วโย ปญฺญายิสฺสติ ฐิตานํ อญฺญถตฺตํ ปญฺญายิสฺสติ ฯ
กตเมสํ ธมฺมานํ อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตานํ อญฺญถตฺตํ ปญฺญายตีติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยํ ยํ โข อาวุโส รูปํ อตีตํ นิรุทฺธํ วิปริณตํ ตสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายิตฺถ วโย ปญฺญายิตฺถ ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายิตฺถ ฯ ยา เวทนา อตีตา นิรุทฺธา วิปริณตา ตสฺสา อุปฺปาโท ปญฺญายิตฺถ วโย ปญฺญายิตฺถ ฐิตาย อญฺญถตฺตํ ปญฺญายิตฺถ ฯ ยา สญฺญา ฯ เย สงฺขารา อตีตา นิรุทฺธา วิปริณตา เตสํ อุปฺปาโท ปญฺญายิตฺถ วโย ปญฺญายิตฺถ ฐิตานํ อญฺญถตฺตํ ปญฺญายิตฺถ ฯ ยํ วิญฺญาณํ อตีตํ นิรุทฺธํ วิปริณตํ ตสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายิตฺถ วโย ปญฺญายิตฺถ ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายิตฺถ ฯ อิเมสํ โข อาวุโส ธมฺมานํ อุปฺปาโท ปญฺญายิตฺถ วโย ปญฺญายิตฺถ ฐิตานํ อญฺญถตฺตํ ปญฺญายิตฺถ ฯ
ยํ โข อาวุโส รูปํ อชาตํ อปาตุภูตํ ตสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายิสฺสติ วโย ปญฺญายิสฺสติ ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายิสฺสติ ฯ ยา เวทนา อชาตา อปาตุภูตา ตสฺสา อุปฺปาโท ปญฺญายิสฺสติ วโย ปญฺญายิสฺสติ ฐิตาย อญฺญถตฺตํ ปญฺญายิสฺสติ ฯ ยา สญฺญา ฯ เย สงฺขารา อชาตา อปาตุภูตา เตสํ อุปฺปาโท ปญฺญายิสฺสติ วโย ปญฺญายิสฺสติ ฐิตานํ อญฺญถตฺตํ ปญฺญายิสฺสติ ฯ ยํ วิญฺญาณํ อชาตํ อปาตุภูตํ ตสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายิสฺสติ วโย ปญฺญายิสฺสติ ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายิสฺสติ ฯ อิเมสํ โข อาวุโส ธมฺมานํ อุปฺปาโท ปญฺญายิสฺสติ วโย ปญฺญายิสฺสติ ฐิตานํ อญฺญถตฺตํ ปญฺญายิสฺสติ ฯ ยํ โข อาวุโส รูปํ ชาตํ ปาตุภูตํ ตสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ ฯ ยา เวทนา ชาตา ปาตุภูตา ฯเปฯ ยา สญฺญา ฯ เย สงฺขารา ชาตา ปาตุภูตา เตสํ อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตานํ อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ ฯ ยํ วิญฺญาณํ ชาตํ ปาตุภูตํ ตสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ ฯ อิเมสํ โข อาวุโส ธมฺมานํ อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตานํ อญฺญถตฺตํ ปญฺญายตีติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยนฺติ ฯ
๑ ม. ฐิตสฺส ฯ สพฺพตฺถ อีทิสเมว ฯ
พระนครสาวัตถี ฯลฯ ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่าดูกรอานนท์ ถ้าภิกษุทั้งหลายพึงถามเธออย่างนี้ว่า ท่านอานนท์ ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่าไหนปรากฏแล้ว ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่าไหนปรากฏแล้ว ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมเหล่าไหนที่ตั้งอยู่ปรากฏแล้ว. ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่าไหนจักปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่าไหนจักปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมที่ตั้งอยู่แล้วเหล่าไหนจักปรากฏ. ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่าไหนย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่าไหนย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมที่ตั้งอยู่แล้วเหล่าไหนย่อมปรากฏ. ดูกรอานนท์เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างไร?
ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฯลฯ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้วพึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย รูปใดแลที่ล่วงไปแล้ว ดับแล้ว แปรไปแล้ว ความบังเกิดขึ้นแห่งรูปนั้นปรากฏแล้ว ความเสื่อมแห่งรูปนั้นปรากฏแล้ว ความเป็นอย่างอื่นแห่งรูปที่ตั้งอยู่แล้วนั้น ปรากฏแล้ว. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณใดที่ล่วงไปแล้ว ดับแล้ว แปรไปแล้ว ความบังเกิดขึ้นแห่งวิญญาณนั้นปรากฏแล้ว ความเสื่อมแห่งวิญญาณนั้นปรากฏแล้ว ความเป็นอย่างอื่นแห่งวิญญาณที่ตั้งอยู่แล้วนั้นปรากฏแล้ว. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้แลปรากฏแล้ว ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่านี้แลปรากฏแล้ว ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมที่ตั้งอยู่แล้วเหล่านี้แลปรากฏแล้ว. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย รูปใดแลยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏ ความบังเกิดขึ้นแห่งรูปนั้นจักปรากฏ ความเสื่อมแห่งรูปนั้นจักปรากฏความเป็นอย่างอื่นแห่งรูปที่ตั้งอยู่แล้วนั้นจักปรากฏ. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ
วิญญาณใดยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏ ความบังเกิดขึ้นแห่งวิญญาณนั้นจักปรากฏ ความเสื่อมแห่งวิญญาณนั้นจักปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งวิญญาณที่ตั้งอยู่แล้วนั้นจักปรากฏ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้แลจักปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่านี้แลจักปรากฏความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมเหล่านี้ที่ตั้งอยู่แล้วแลจักปรากฏ. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย รูปใดแลที่เกิดที่ปรากฏ ความบังเกิดขึ้นแห่งรูปนั้นย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งรูปนั้นย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งรูปที่ตั้งอยู่แล้วนั้นย่อมปรากฏ. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณใดที่เกิด ที่ปรากฏ ความบังเกิดขึ้นแห่งวิญญาณนั้นย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งวิญญาณนั้นย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งวิญญาณที่ตั้งอยู่แล้วนั้นย่อมปรากฏ. ดูกรอาวุโสทั้งหลายความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้แลย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่านี้แลย่อมปรากฏความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมที่ตั้งอยู่แล้วเหล่านี้แลย่อมปรากฏ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้วพึงพยากรณ์อย่างนี้แล.
สาธุ สาธุ อานนฺท ยํ โข อานนฺท รูปํ อตีตํ นิรุทฺธํ วิปริณตํ ตสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายิตฺถ วโย ปญฺญายิตฺถ ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายิตฺถ ฯ ยา เวทนา ฯ ยา สญฺญา ฯ เย สงฺขารา ฯ ยํ วิญฺญาณํ อตีตํ นิรุทฺธํ วิปริณตํ ตสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายิตฺถ วโย ปญฺญายิตฺถ ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายิตฺถ อิเมสํ โข อานนฺท ธมฺมานํ อุปฺปาโท ปญฺญายิตฺถ วโย ปญฺญายิตฺถ ฐิตานํ อญฺญถตฺตํ ปญฺญายิตฺถ ฯ ยํ โข อานนฺท รูปํ อชาตํ อปาตุภูตํ ตสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายิสฺสติ วโย ปญฺญายิสฺสติ ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายิสฺสติ ฯ ยา เวทนา ฯ ยา สญฺญา ฯ เย สงฺขารา ฯ ยํ วิญฺญาณํ อชาตํ อปาตุภูตํ ตสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายิสฺสติ วโย ปญฺญายิสฺสติ ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายิสฺสติ ฯ
อิเมสํ โข อานนฺท ธมฺมานํ อุปฺปาโท ปญฺญายิสฺสติ วโย ปญฺญายิสฺสติ ฐิตานํ อญฺญถตฺตํ ปญฺญายิสฺสติ ฯ ยํ โข อานนฺท รูปํ ชาตํ ปาตุภูตํ ตสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ ฯ ยา เวทนา ชาตา ปาตุภูตา ฯเปฯ ยา สญฺญา ฯ เย สงฺขารา ฯ ยํ วิญฺญาณํ ชาตํ ปาตุภูตํ ตสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ ฯ อิเมสํ โข อานนฺท ธมฺมานํ อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตานํ อญฺญถตฺตํ ปญฺญายตีติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ ตฺวํ อานนฺท เอวํ พฺยากเรยฺยาสีติ ฯ
พ. ถูกแล้ว ถูกแล้ว อานนท์ รูปใดที่ล่วงไปแล้ว ดับแล้ว แปรไปแล้ว
ความบังเกิดขึ้นแห่งรูปนั้นปรากฏแล้ว ฯลฯ ดูกรอานนท์ ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้แลย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่านี้แลย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมที่ตั้งอยู่เหล่านี้แลย่อมปรากฏ. ดูกรอานนท์ เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้.
จบ สูตรที่ ๖.
๗. อนุธัมมสูตรที่ ๑
ว่าด้วยความหน่ายในขันธ์ ๕
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มูลปัณณาสก์ นตุมหากวรรค อนุธัมมสูตร ที่ ๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)
สาวตฺถิยํ ฯ ตตฺร โข ฯ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺนสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อยมนุธมฺโม โหติ ยํ รูเป นิพฺพิทาพหุโล ๑ วิหเรยฺย เวทนาย นิพฺพิทาพหุโล วิหเรยฺย สญฺญาย นิพฺพิทาพหุโล วิหเรยฺย สงฺขาเรสุ นิพฺพิทาพหุโล วิหเรยฺย วิญฺญาเณ นิพฺพิทาพหุโล วิหเรยฺย ฯ โส รูเป นิพฺพิทาพหุโล วิหรนฺโต ฯ เวทนาย ฯ สญฺญาย ฯ สงฺขาเรสุ ฯ วิญฺญาเณ นิพฺพิทาพหุโล วิหรนฺโต รูปํ ปริชานาติ ฯ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ ปริชานาติ ฯ โส รูปํ ปริชานํ ฯ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ ปริชานํ ปริมุจฺจติ รูปมฺหา ปริมุจฺจติ เวทนาย ปริมุจฺจติ สญฺญาย ปริมุจฺจติ สงฺขาเรหิ ปริมุจฺจติ วิญฺญาณมฺหา ปริมุจฺจติ ชาติยา ชราย มรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ ปริมุจฺจติ ทุกฺขสฺมาติ วทามีติ ฯ
๑ ยุ. สพฺพตฺถ นิพฺพิทาพหุลนฺติ ทิสฺสติ ฯ
พระนครสาวัตถี ฯลฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ย่อมมีธรรมอันเหมาะสม คือ พึงเป็นผู้มากไปด้วยความหน่ายในรูปอยู่ พึงเป็นผู้มากไปด้วยความหน่ายในเวทนาอยู่ พึงเป็นผู้มากไปด้วยความหน่ายในสัญญาอยู่ พึงเป็นผู้มากไปด้วยความหน่ายในสังขารอยู่ พึงเป็นผู้มากไปด้วยความหน่ายในวิญญาณอยู่. ภิกษุนั้น เมื่อเป็นผู้มากไปด้วยความหน่ายในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณอยู่ ย่อมกำหนดรู้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. เมื่อกำหนดรู้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ.
ย่อมหลุดพ้นจากรูป ย่อมหลุดพ้นจากเวทนา ย่อมหลุดพ้นจากสัญญา ย่อมหลุดพ้นจากสังขารย่อมหลุดพ้นจากวิญญาณ ย่อมหลุดพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสอุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์.
จบ สูตรที่ ๗.
๘. อนุธัมมสูตรที่ ๒
ว่าด้วยการพิจารณาเห็นอนิจจังในขันธ์ ๕
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มูลปัณณาสก์ นตุมหากวรรค อนุธัมมสูตร ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)
สาวตฺถิยํ ฯ ตตฺร โข ฯ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺนสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อยมนุธมฺโม โหติ ยํ รูเป อนิจฺจานุปสฺสี วิหเรยฺย ฯ เวทนาย ฯ สญฺญาย ฯ สงฺขาเรสุ ฯ วิญฺญาเณ อนิจฺจานุปสฺสี วิหเรยฺย ฯ โส รูเป อนิจฺจานุปสฺสี วิหรนฺโต ฯ เวทนาย ฯ สญฺญาย ฯ สงฺขาเรสุ ฯ วิญฺญาเณ อนิจฺจานุปสฺสี วิหรนฺโต รูปํ ปริชานาติ ฯ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ ปริชานาติ ฯ โส รูปํ ปริชานํ ฯ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ ปริชานํ ปริมุจฺจติ รูปมฺหา ปริมุจฺจติ เวทนาย ปริมุจฺจติ สญฺญาย ปริมุจฺจติ สงฺขาเรหิ ปริมุจฺจติ วิญฺญาณมฺหา ปริมุจฺจติ ชาติยา ชราย มรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ ปริมุจฺจติ ทุกฺขสฺมาติ วทามีติ ฯ
พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมย่อมมีธรรมอันเหมาะสม คือ พึงเป็นผู้พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ในเวทนา ในสัญญาในสังขาร ในวิญญาณอยู่. เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณอยู่ ย่อมกำหนดรู้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. เมื่อเธอกำหนดรู้รูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อมหลุดพ้นจากรูป ย่อมหลุดพ้นจากเวทนา ย่อมหลุดพ้นจากสัญญา ย่อมหลุดพ้นจากสังขาร ย่อมหลุดพ้นจากวิญญาณ ย่อมหลุดพ้นจากชาติ ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์.
จบ สูตรที่ ๘.
๙. อนุธัมมสูตรที่ ๓
ว่าด้วยการพิจารณาเห็นทุกข์ในขันธ์ ๕
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มูลปัณณาสก์ นตุมหากวรรค อนุธัมมสูตร ที่ ๓ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)
สาวตฺถิยํ ฯ ตตฺร โข ฯ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺนสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อยมนุธมฺโม โหติ ยํ รูเป ทุกฺขานุปสฺสี วิหเรยฺย ฯ เวทนาย ฯ สญฺญาย ฯ สงฺขาเรสุ ฯ วิญฺญาเณ ทุกฺขานุปสฺสี วิหเรยฺย ฯ โส รูเป ทุกฺขานุปสฺสี วิหรนฺโต ฯ เวทนาย ฯ สญฺญาย ฯ สงฺขาเรสุ ฯ วิญฺญาเณ ทุกฺขานุปสฺสี วิหรนฺโต รูปํ ปริชานาติ ฯ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ ปริชานาติ ฯ โส รูปํ ปริชานํ ฯ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ ปริชานํ ปริมุจฺจติ รูปมฺหา ปริมุจฺจติ เวทนาย ปริมุจฺจติ สญฺญาย ปริมุจฺจติ สงฺขาเรหิ ปริมุจฺจติ วิญฺญาณมฺหา ปริมุจฺจติ ชาติยา ชราย มรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ ปริมุจฺจติ ทุกฺขสฺมาติ วทามีติ ฯ
พระนครสาวัตถี ฯลฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ย่อมมีธรรมอันเหมาะสม คือ พึงเป็นผู้พิจารณาเห็นทุกข์ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณอยู่. เมื่อเธอพิจารณาเห็นทุกข์ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณอยู่ ย่อมกำหนดรู้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ.
เมื่อกำหนดรู้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. ย่อมหลุดพ้นจากรูป ย่อมหลุดพ้นจากเวทนาย่อมหลุดพ้นจากสัญญา ย่อมหลุดพ้นจากสังขาร ย่อมหลุดพ้นจากวิญญาณ ย่อมหลุดพ้นจากชาติชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์.
จบ สูตรที่ ๙.
๑๐. อนุธัมมสูตรที่ ๔
ว่าด้วยการพิจารณาเห็นอนัตตาในขันธ์ ๘
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มูลปัณณาสก์ นตุมหากวรรค อนุธัมมสูตร ที่ ๔ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)
สาวตฺถิยํ ฯ ตตฺร โข ฯ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺนสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อยมนุธมฺโม โหติ ยํ รูเป อนตฺตานุปสฺสี วิหเรยฺย ฯ เวทนาย ฯ สญฺญาย ฯ สงฺขาเรสุ ฯ วิญฺญาเณ อนตฺตานุปสฺสี วิหเรยฺย ฯ โส ๑ รูเป อนตฺตานุปสฺสี วิหรนฺโต ฯ เวทนาย ฯ สญฺญาย ฯ สงฺขาเรสุ ฯ วิญฺญาเณ อนตฺตานุปสฺสี วิหรนฺโต รูปํ ปริชานาติ ฯ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ ปริชานาติ ฯ โส รูปํ ปริชานํ ฯ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ ปริชานํ ปริมุจฺจติ รูปมฺหา ปริมุจฺจติ เวทนาย ปริมุจฺจติ สญฺญาย ปริมุจฺจติ สงฺขาเรหิ ปริมุจฺจติ วิญฺญาณมฺหา ปริมุจฺจติ ชาติยา ชราย มรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ ปริมุจฺจติ ทุกฺขสฺมาติ วทามีติ ฯ
นตุมฺหากวคฺโค จตุตฺโถ ฯ
ตสฺสุทฺทานํ
นตุมฺหาเกน เทฺว วุตฺตา ภิกฺขูหิ อปเร ทุเว
อานนฺเทน จ เทฺว วุตฺตา อนุธมฺเมหิ เทฺว ทุกาติ ฯ
_______________
ขนฺธสํยุตฺตสฺส มูลปณฺณาสเก อตฺตทีปวคฺโค ปญฺจโม
๑ ม. โย ฯ
พระนครสาวัตถี ฯลฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ย่อมมีธรรมอันเหมาะสม คือ พึงเป็นผู้พิจารณาเห็นอนัตตาในรูปในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณอยู่. เมื่อเธอพิจารณาเห็นอนัตตาในรูป ในเวทนาในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณอยู่ ย่อมกำหนดรู้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ.
เมื่อเธอกำหนดรู้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อมหลุดพ้นจากรูป ย่อมหลุดพ้นจากเวทนา ย่อมหลุดพ้นจากสัญญา ย่อมหลุดพ้นจากสังขาร ย่อมหลุดพ้นจากวิญญาณ ย่อมหลุดพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์.
จบ สูตรที่ ๑๐.
จบ นตุมหากวรรคที่ ๔.
---------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. นตุมหากสูตรที่ ๑ ๒. นตุมหากสูตรที่ ๒
๓. ภิกขุสูตรที่ ๑ ๔. ภิกขุสูตรที่ ๒
๕. อานันทสูตรที่ ๑ ๖. อานันทสูตรที่ ๒
๗. อนุธัมมสูตรที่ ๑ ๘. อนุธัมมสูตรที่ ๒
๙. อนุธัมมสูตรที่ ๓ ๑๐. อนุธัมมสูตรที่ ๔.
จบ นตุมหากวรรค