arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธสังยุต มูลปัณณาสก์ · ภารวรรค

๔. ฉันทราคสูตร เล่ม ๑๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๑ ในภารวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มูลปัณณาสก์ ภารวรรค ฉันทราคสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๗ หน้า ๓๗–๓๘

หน้า ๓๗

{๕๗} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ เมื่อหน่าย เมื่อละ ซึ่งรูปได้ จึงเป็นผู้สามารถที่จะสิ้นทุกข์ได้ บุคคลเมื่อรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ เมื่อหน่าย เมื่อละได้ซึ่งเวทนา ...ซึ่งสัญญา ...ซึ่งสังขารทั้งหลาย ....ซึ่งวิญญาณ จึงเป็นผู้สามารถที่จะสิ้นทุกข์ได้”

๔. ฉันทราคสูตร

ว่าด้วยการละฉันทราคะในขันธ์ ๕

{๕๘} [๒๕] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละฉันทราคะในรูปเสีย ด้วยการละอย่างนี้ รูปนั้นก็จักเป็นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำไม่ให้มีในภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงละฉันทราคะในเวทนาเสีย ... เธอทั้งหลายจงละฉันทราคะในสัญญาเสีย ... เธอทั้งหลายจงละฉันทราคะในสังขารทั้งหลายเสีย ... เธอทั้งหลายจงละฉันทราคะในวิญญาณเสีย ด้วยการละอย่างนี้ วิญญาณนั้นจักเป็นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำไม่ให้มีในภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เมื่อรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ เมื่อหน่าย เมื่อละ ทั้ง ๔ บทนี้เป็นอันกล่าวถึงขั้นตอนของปริญญา ๓ (ปริญญา หมายถึงความรอบรู้ หรือการกำหนดรู้ด้วยการทำความเข้าใจตามขั้นตอนโดยครบถ้วน) กล่าวคือ เมื่อรู้ยิ่ง เป็นขั้นตอนของญาตปริญญา คือความรอบรู้ด้วยให้เป็นสิ่งอันรู้แล้ว หรือขั้นทำความรู้จัก เมื่อกำหนดรู้ เป็นขั้นตอนของตีรณปริญญา คือความรอบรู้ด้วยการพิจารณา หรือขั้นพิจารณาตีค่าหาความจริง เมื่อหน่าย เมื่อละ เป็นขั้นตอนของปหานปริญญา คือความรอบรู้ด้วยการละ หรือขั้นละเสียได้ (นัย สํ.ข.อ. ๒๙๑)
หน้า ๓๘

๕. อัสสาทสูตร

ว่าด้วยคุณเป็นต้นของขันธ์ ๕

{๕๙} [๒๖] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก่อนแต่ตรัสรู้ เมื่อเรายังเป็นพระโพธิสัตว์ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ได้มีความนึกคิดอย่างนี้ว่า ‘อะไรหนอเป็นคุณของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อะไรหนอเป็นโทษของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อะไรหนอเป็นการสลัดออกซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความตรึกต่อไปว่า ‘การที่สุขโสมนัสอาศัยรูปเกิดขึ้น นี้เป็นคุณของรูป การที่รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษของรูป การกำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะในรูปเสียได้ นี้เป็นการสลัดออกซึ่งรูปการที่สุขโสมนัสอาศัยเวทนาเกิดขึ้น นี้เป็นคุณของเวทนา การที่เวทนาไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษของเวทนา การกำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะในเวทนาเสียได้ นี้เป็นการสลัดออกซึ่งเวทนา

การที่สุขโสมนัสอาศัยสัญญาเกิดขึ้น นี้เป็นคุณของสัญญา การที่สัญญาไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษของสัญญา การกำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะในสัญญาเสียได้ นี้เป็นการสลัดออกซึ่งสัญญา

การที่สุขโสมนัสอาศัยสังขารทั้งหลายเกิดขึ้น นี้เป็นคุณของสังขารทั้งหลาย การที่สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษของสังขารทั้งหลาย การกำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะในสังขารทั้งหลายเสียได้ นี้เป็นการสลัดออกซึ่งสังขารทั้งหลาย

จบ ๔. ฉันทราคสูตร