arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธสังยุต มูลปัณณาสก์ · ภารวรรค

๓. ปริชานสูตร เล่ม ๑๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๖–๕๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๑ ในภารวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มูลปัณณาสก์ ภารวรรค ปริชานสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๗ หน้า ๓๖–๓๗

หน้า ๓๖

๒. ปริญญาสูตร

ว่าด้วยธรรมที่ควรกำหนดรู้และความรอบรู้

{๕๔} [๒๓] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ควรกำหนดรู้และความรอบรู้ เธอทั้งหลายจงฟัง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน คือ รูปเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้เรียกว่าธรรมที่ควรกำหนดรู้

{๕๕} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความรอบรู้เป็นไฉน คือ ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าความรอบรู้”

๓. ปริชานสูตร

ว่าด้วยผู้ไม่ควรและผู้ควรสิ้นทุกข์

{๕๖} [๒๔] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อยังไม่รู้ยิ่ง ไม่กำหนดรู้ ไม่หน่าย ไม่ละซึ่งรูป ก็เป็นผู้ไม่สามารถที่จะสิ้นทุกข์ได้ บุคคลเมื่อยังไม่รู้ยิ่ง ไม่กำหนดรู้ ไม่หน่าย ไม่ละซึ่งเวทนา ...ซึ่งสัญญา ...ซึ่งสังขารทั้งหลาย ...ซึ่งวิญญาณ ก็เป็นผู้ไม่สามารถที่จะสิ้นทุกข์ได้

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ความสิ้นไปแห่งราคะ เป็นต้นนี้หมายถึงพระนิพพาน (สํ.ข.อ. ๒๙๐ )
หน้า ๓๗

{๕๗} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ เมื่อหน่าย เมื่อละ ซึ่งรูปได้ จึงเป็นผู้สามารถที่จะสิ้นทุกข์ได้ บุคคลเมื่อรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ เมื่อหน่าย เมื่อละได้ซึ่งเวทนา ...ซึ่งสัญญา ...ซึ่งสังขารทั้งหลาย ....ซึ่งวิญญาณ จึงเป็นผู้สามารถที่จะสิ้นทุกข์ได้”

๔. ฉันทราคสูตร

ว่าด้วยการละฉันทราคะในขันธ์ ๕

{๕๘} [๒๕] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละฉันทราคะในรูปเสีย ด้วยการละอย่างนี้ รูปนั้นก็จักเป็นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำไม่ให้มีในภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงละฉันทราคะในเวทนาเสีย ... เธอทั้งหลายจงละฉันทราคะในสัญญาเสีย ... เธอทั้งหลายจงละฉันทราคะในสังขารทั้งหลายเสีย ... เธอทั้งหลายจงละฉันทราคะในวิญญาณเสีย ด้วยการละอย่างนี้ วิญญาณนั้นจักเป็นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำไม่ให้มีในภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เมื่อรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ เมื่อหน่าย เมื่อละ ทั้ง ๔ บทนี้เป็นอันกล่าวถึงขั้นตอนของปริญญา ๓ (ปริญญา หมายถึงความรอบรู้ หรือการกำหนดรู้ด้วยการทำความเข้าใจตามขั้นตอนโดยครบถ้วน) กล่าวคือ เมื่อรู้ยิ่ง เป็นขั้นตอนของญาตปริญญา คือความรอบรู้ด้วยให้เป็นสิ่งอันรู้แล้ว หรือขั้นทำความรู้จัก เมื่อกำหนดรู้ เป็นขั้นตอนของตีรณปริญญา คือความรอบรู้ด้วยการพิจารณา หรือขั้นพิจารณาตีค่าหาความจริง เมื่อหน่าย เมื่อละ เป็นขั้นตอนของปหานปริญญา คือความรอบรู้ด้วยการละ หรือขั้นละเสียได้ (นัย สํ.ข.อ. ๒๙๑)

จบ ๓. ปริชานสูตร