พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน · เมฆิยวรรค
๑. เมฆิยสูตร เล่ม ๒๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๕–๘๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในเมฆิยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรค เมฆิยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๒๑๐–๒๑๖
๔. เมฆิยวรรค ๑. เมฆิยสูตร
๔. เมฆิยวรรค
๑. เมฆิยสูตร
ว่าด้วยพระโอวาทที่ประทานแก่พระเมฆิยะ
{๘๕} [๓๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนี่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ จาลิกบรรพต ใกล้เมืองจาลิกา ก็สมัยนั้นแล ท่านพระเมฆิยะเป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งนั้นแล ท่านพระเมฆิยะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ปรารถนาจะเข้าไปบิณฑบาตในชันตุคาม”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนเมฆิยะ เธอจงสำคัญกาลที่ เหมาะที่ควรในบัดนี้เองเถิด”
ครั้งนั้นแลเป็นเวลาเช้า ท่านพระเมฆิยะครองอันตรวาสกแล้วถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังชันตุคาม ครั้นเที่ยวบิณฑบาตในชันตุคามแล้ว กลับจากบิณฑบาตหลังจากฉันแล้วได้ตรงไปยังฝั่งแม่น้ำกิมิกาฬา ท่านพระเมฆิยะเดินเที่ยวพักผ่อนอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำกิมิกาฬาอยู่ ได้เห็นป่ามะม่วงอันน่าเลื่อมใส น่ารื่นรมย์ ครั้นเห็นแล้วจึงได้มีความคิดดังนี้ว่า ‘ป่ามะม่วงแห่งนี้ ช่างน่าเลื่อมใส น่ารื่นรมย์จริงหนอ เหมาะสำหรับบำเพ็ญเพียรของกุลบุตร ผู้ต้องการบำเพ็ญเพียร ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงอนุญาตเรา เราก็จะมาบำเพ็ญเพียรยังป่ามะม่วงนี้”ครั้งนั้นแล ท่านพระเมฆิยะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เมื่อเช้านี้ข้าพระองค์ครองอันตรวาสกแล้วถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตในชันตุคาม ครั้นเที่ยวบิณฑบาตในชันตุคามแล้ว กลับจากบิณฑบาต หลังจากฉันแล้วได้ตรงไปยังฝั่งแม่นํ้ากิมิกาฬา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์เดินเที่ยวพักอยู่ที่ฝั่งแม่นํ้ากิมิกาฬาอยู่ ได้เห็นป่ามะม่วงอันน่าเลื่อมใส น่ารื่นรมย์ ครั้นเห็นแล้วข้าพระองค์ได้มีความคิดดังนี้ว่า ‘ป่ามะม่วงแห่งนี้ช่างน่าเลื่อมใส น่ารื่นรมย์จริงหนอ เหมาะสำหรับบำเพ็ญเพียรของกุลบุตรผู้ต้องการบำเพ็ญเพียร ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงอนุญาตเรา เราก็จะมาบำเพ็ญเพียรยังป่ามะม่วงนี้’ ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็จะไปบำเพ็ญเพียรยังป่า มะม่วงนั้น”
{๘๖} เมื่อท่านพระเมฆิยะกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส กะท่านพระเมฆิยะว่า “รออยู่ก่อนเถอะ เมฆิยะ เราอยู่คนเดียว เธอจงรออยู่จนกว่าภิกษุรูปอื่นจะมาแทน”
ท่านพระเมฆิยะได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงมีกิจอะไรที่ต้องทำให้ยิ่งขึ้นไป ไม่ทรงมีการบำเพ็ญอริยมรรคที่ทรงทำเสร็จแล้วอีก ส่วนข้าพระองค์ยังมีกิจ ที่จะต้องทำให้ยิ่งขึ้นไป ยังมีการบำเพ็ญอริยมรรคที่ต้องทำอีก ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็จะไปบำเพ็ญเพียรยังป่า มะม่วงนั้น”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “รออยู่ก่อนเถอะ เมฆิยะ เราอยู่คนเดียว เธอจงรออยู่จนกว่าภิกษุรูปอื่นจะมาแทน”
ท่านพระเมฆิยะได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงมีกิจอะไรที่ต้องทำให้ยิ่งขึ้นไป
๔. เมฆิยวรรค ๑. เมฆิยสูตร
ไม่ทรงมีการบำเพ็ญอริยมรรคที่ทรงทำเสร็จแล้วอีก ส่วนข้าพระองค์ยังมีกิจ ที่จะต้องทำให้ยิ่งขึ้นไป ยังมีการบำเพ็ญอริยมรรคที่ต้องทำอีก ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็จะไปบำเพ็ญเพียรยัง ป่ามะม่วงนั้น”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนเมฆิยะ เมื่อเธอบอกว่าจะไป บำเพ็ญเพียร เราจะพูดอะไรได้เล่า เธอจงทราบกาลที่เหมาะที่ควรในบัดนี้เองเถิด”
{๘๗} ครั้งนั้นแล ท่านพระเมฆิยะลุกจากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วเข้าไปยังป่ามะม่วง อาศัยป่ามะม่วงนั้นนั่งพักกลางวันอยู่ ใต้ต้นมะม่วงต้นหนึ่ง ครั้งนั้นแล เมื่อท่านพระเมฆิยะพักอยู่ที่ป่ามะม่วงนั้น อกุศลวิตกที่ชั่วช้า ๓ อย่าง คือ กามวิตก (ความตรึกในทางกาม) พยาบาทวิตก (ความตรึกในทางพยาบาท) วิหิงสาวิตก (ความตรึกในทางเบียดเบียน) ก็ปรากฏขึ้นเรื่อย ๆลำดับนั้นแล ท่านพระเมฆิยะได้มีความคิดดังนี้ว่า “เจ้าข้าเอ๋ย น่าอัศจรรย์นัก น่าแปลกใจนัก เราออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธาแท้ ๆ ยังถูกอกุศลวิตกที่ชั่วข้า ๓ อย่าง คือ กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสา วิตกครอบงำเอาได้”
ต่อจากนั้น ท่านพระเมฆิยะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เมื่อข้าพระองค์อยู่ที่ป่ามะม่วงนั้น อกุศลวิตกที่ชั่วช้า ๓ อย่าง คือ กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก ปรากฏขึ้นเรื่อย ๆ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า ‘เจ้าข้าเอ๋ย น่าอัศจรรย์นัก น่าแปลกใจนัก เราออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธาแท้ ๆ ยังถูก
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
อกุศลวิตกที่ชั่วช้า ๓ อย่าง คือ กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก ครอบงำเอาได้”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนเมฆิยะ ธรรม ๕ ประการย่อม เป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้า ธรรม ๕ ประการ คืออะไรบ้าง คือ
ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนดี นี้เป็น ธรรมที่เป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้าประการที่ ๑
อีกประการหนึ่ง เมฆิยะ ภิกษุเป็นผู้มีศีล คือ สำรวมในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษผิดแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย นี้เป็นธรรมที่เป็นไปเพื่อความแก่ กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้าประการที่ ๒อีกประการหนึ่ง เมฆิยะ ภิกษุเป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบากซึ่งกถาอันเป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลส อำนวยความสะดวก
- ๑เจโตวิมุตติ ในที่นี้หมายถึงภาวะที่จิตหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลาย หรือวิมุตติทั้งที่เป็นโลกิยะและ โลกุตตระ กล่าวคือ ที่ยังไม่แก่กล้าได้แก่ ตทังควิมุตติ (ความหลุดพ้นชั่วคราว) และวิกขัมภนวิมุตติ (ความหลุดพ้นด้วยข่มไว้) ที่แก่กล้า ได้แก่ สมุจเฉทวิมุตติ (ความหลุดพ้นได้เด็ดขาด) และ ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ (ความหลุดพ้นด้วยสงบระงับได้เด็ดขาด) [นัย ขุ.อุ.อ. ๒๓๓]
- ๒กถา หมายถึงเรื่องที่ควรพูดหรือเรื่องที่ควรนำมาสนทนากันในหมู่ภิกษุ คือ (๑) อัปปิจฉกถา เรื่องความมักน้อย ถ้อยคำชักนำในเชิงว่าจงมักน้อย (๒) สันตุฏฐิกถา เรื่องความสันโดษ ถ้อยคำ ชักนำในเชิงว่าจงยินดีพอใจด้วยปัจจัย ๔ (๓) ปวิเวกกถา เรื่องความสงัด ถ้อยคำชักนำในเชิง ว่าจงสงัดด้วยความสงัดทั้ง ๓ (๔) อสังสัคคกถา เรื่องความไม่คลุกคลี ถ้อยคำชักนำในเชิงว่าอย่า คลุกคลีด้วยความคลุกคลี ๕ อย่าง (๕) วิริยารัมภกถา เรื่องการปรารภความเพียร ถ้อยคำชักนำในเชิงว่าจงริเริ่มระดมความเพียรทั้งทางกายและจิต (๖) สีลกถา เรื่องศีล ถ้อยคำชักนำให้ตั้งอยู่ในศีล (๗) สมาธิกถา เรื่องสมาธิ ถ้อยคำชักนำให้ทำจิตมั่น (๘) ปัญญากถา เรื่องปัญญา ถ้อยคำชักนำให้เกิดปัญญา (๙) วิมุตติกถา เรื่องวิมุตติ ถ้อยคำชักนำให้ทำใจให้หลุดพ้นจากกิเลส (๑๐) วิมุตติญาณทัสสนกถา เรื่องความรู้ความเห็นในวิมุตติ ถ้อยคำชักนำให้เกิดความรู้ความเห็นในปัจจเวกขณญาณ ๑๙ อย่าง (นัย องฺ.ปญฺจก.อ. ๔๓, ขุ.อุ.อ. ๒๔๑-๒๔๘)
๔.เมฆิยวรรค ๑. เมฆิยสูตร
ในการเปิดจิตคือ อัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา สีลกถา สมาธิกถา ปัญญากถา วิมุตติกถา วิมุตติญาณ ทัสสนกถา นี้เป็นธรรมที่เป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้าประการที่ ๓
อีกประการหนึ่ง เมฆิยะ ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อจะละอกุศลธรรม เพื่อจะยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม คือ เป็นผู้เข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่นี้เป็นธรรมที่เป็นไป เพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้าประการที่ ๔อีกประการหนึ่ง เมฆิยะ ภิกษุเป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วย ปัญญาที่ตามเห็นความเกิดและความดับ เป็นปัญญาประเสริฐ เป็นไปเพื่อ ความรู้แจ้งแทงตลอด เป็นหนทางที่จะให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้เป็น ธรรมที่เป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้าประการที่ ๕ดูก่อนเมฆิยะ ภิกษุผู้มีมีตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนดี พึงหวัง คุณข้อนี้ได้ คือ จักเป็นผู้มีศีล คือ สำรวมในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อม ด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษผิดแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
ดูก่อนเมฆิยะ ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนดี พึงหวังคุณข้อนี้ได้ คือ จักเป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก โดยไม่ ลำบากซี่งกถาอันเป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลส อำนวยความสะดวกในการเปิดจิต คือ อัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา สีลกถา สมาธิกถา ปัญญากถา วิมุตติกถา วิมุตติญาณทัสสนกถาดูก่อนเมฆิยะ ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนดี พึงหวังคุณข้อนี้ได้ คือ จักเป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อจะละอกุศลธรรม เพื่อจะ
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
ยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม คือ เป็นผู้เข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดทิ้งธุระ ในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่
ดูก่อนเมฆิยะ ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนดี พึงหวังคุณข้อนี้ได้ คือ จักเป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาที่ตาม เห็นความเกิดและความดับ เป็นปัญญาประเสริฐ เป็นไปเพื่อความรู้แจ้งแทงตลอด เป็นหนทางที่จะให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ{๘๘} ดูก่อนเมฆิยะ ก็แลภิกษุนั้นตั้งอยู่ในธรรม ๕ ประการนี้แล้วพึงเจริญธรรมอีก ๔ ประการให้ยิ่งขึ้นไป คือ
(๒) พึงเจริญเมตตาเพื่อละพยาบาท
- ๑อสุภะ ในที่นี้หมายถึงอสุภกัมมัฏฐาน คือการทำความเพียรฝึกอบรมจิตโดยใช้สภาพอันไม่งาม ของร่างกายหรือซากศพในสภาพต่าง ๆ เป็นอารมณ์พิจารณา (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๕๗,ขุ.อุ.อ. ๒๕๐)
- ๒เมตตา ในที่นี้หมายถึงเมตตากัมมัฏฐาน คือการทำความเพียรฝึกอบรมจิตโดยการแผ่เมตตาไปใน สรรพสัตว์ให้เป็นอารมณ์ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๕๗, ขุ.อุ.อ. ๒๕๑)
- ๓อานาปานสติ หมายถึงการใช้สติกำหนดลมหายใจเข้า-ออก ซึ่งมี ๑๖ ขั้นตอน (ขุ.อุ.อ. ๒๕๑) จัด เข้าในสติปัฏฐาน ๔ ข้อแรก คือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน {เทียบดู กายานุปัสสนา อานาปานบรรพ ในมหาสติปัฏฐานสูตร ที.ม. (แปล) ๑๐/๓๗๔/๓๔๓-๓๔๔}
- ๔อนิจจสัญญา หมายถึงความกำหนดหมายว่าไม่เที่ยงด้วยอำนาจแห่งการพิจารณาอนิจจลักษณะ (แห่งอุปาทานขันธ์ ๕) ที่เป็นไปว่า ‘สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง’ ดังนี้เป็นต้น โดยเป็นสภาพที่มีแล้ว กลับไม่มี โดยความเกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป โดยความสลายไป โดยความตั้งอยู่ชั่วครู่ และโดย ความรุดหน้าสู่สภาพไม่เที่ยง (ขุ.อุ.อ. ๒๕๑)
- ๕อัสมิมานะ หมายถึงการถือตัวว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่ในเบญจขันธ์ (นัย ที.ปา.อ. ๒๓๕) หรือการถึอตัว ๙ อย่างที่เกิดขึ้นว่า ‘เรามีเราเป็น’ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๓๓๙, ขุ.อุ.อ. ๒๕๐)
๔. เมฆิยวรรค ๒. อุทธตสูตร
{๘๙} ดูก่อนเมฆิยะ อนัตตสัญญาย่อมปรากฏแก่ภิกษุผู้ได้อนิจจสัญญา ผู้ที่ได้อนัตตสัญญาย่อมบรรลุนิพพานอันถอนเสียได้ซึ่งอัสมิมานะในปัจจุบันทีเดียว”ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรง เปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
อกุศลวิตกทั้งที่หยาบและละเอียดเป็นไปแล้ว ก็ทำใจ
ให้ฟุ้งซ่าน บุคคลผู้มีจิตหมุนไปแล้ว ไม่ทราบถึงวิตก
ในใจเหล่านี้ จึงต้องเวียนว่ายตายเกิดในภพน้อยภพใหญ่
ส่วนบุคคลผู้มีความเพียร ทราบถึงวิตกในใจเหล่านี้
มีสติปิดกั้นเสีย อริยสาวกผู้ตรัสรู้แล้วย่อมละอกุศลวิตก ที่เป็นไปแล้วทำใจให้ฟุ้งซุ่านนี้ได้เด็ดขาดไม่เหลือเลย
๒. อุทธตสูตร
ว่าด้วยผู้มีจิตฟุ้งซ่าน
{๙๐} [๓๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ สาลวัน อันเป็นสถานที่ เสด็จประพาสของเหล่ามัลลกษัตริย์ ใกล้พระนครกุสินารา ก็ครั้งนั้นแล ภิกษุจำนวนมากเป็นผู้ฟุ้งซ่าน เย่อหยิ่ง กลับกลอก ปากกล้า แก่คุย ลืม
- ๑อนัตตสัญญา หมายถึงความกำหนดหมายว่าเป็นอนัตตาด้วยอำนาจแห่งการพิจารณาอนัดต ลักษณะ (แห่งสภาวธรรม) ที่เป็นไปอย่างนี้ว่า ‘ธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง’ ดังนี้เป็นต้น โดยเป็นสภาพที่ หาแก่นสารมิได้ โดยไม่เป็นไปตามอำนาจ โดยความกลายเป็นอื่น โดยความเปล่า และโดยความว่าง (ขุ.อุ.อ. ๒๕๑)
- ๒กลับกลอก (จปลา) ในที่นี้หมายถึงเป็นผู้ประกอบหรือมัวยุ่งอยู่กับเรื่องที่เลอะเทอะไม่เหมาะแก่สมณะ เช่น การประดับตกแต่งบาตรจีวรให้ดูสวยงาม เป็นต้น (ขุ.อุ.อ. ๒๕๔)
จบ ๑. เมฆิยสูตร