arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน · นันทวรรค

๘. ปิณฑปาตสูตร เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๐ ในนันทวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรค ปิณฑปาตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๒๐๒–๒๐๔

หน้า ๒๐๒

๓. นันทวรรค ๘. ปิณฑปาตสูตร

๘. ปิณฑปาตสูตร

ว่าด้วยภิกษุสนทนากันเรื่องบิณฑบาต

{๘๒} [๒๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล เมื่อภิกษุจำนวนมากกลับจากบิณฑบาตหลังฉันภัตตาหารแล้ว นั่งชุมนุมกันอยู่ในศาลาใกล้ต้นกุ่ม มีเรื่องพูดเกิดขึ้นในระหว่างดังนี้ว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร เมื่อเที่ยวบิณฑบาตไป ย่อมได้เห็นรูป ได้ฟังเสียง ได้ดมกลิ่น ได้ลิ้มรส ได้ถูกต้องสัมผัสที่น่าพอใจตามกาลเวลา ภิกษุผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรเป็นผู้ที่มหาชน สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรงเที่ยวบิณฑบาต เอาเถอะ แม้พวกเราก็จงพากันถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรเถิด ถึงพวกเราก็จะได้เห็นรูป ได้ทั้งเสียง ได้ดมกลิ่น ได้ลิ้มรส ได้ถูกต้องสัมผัสที่น่าพอใจตามกาลเวลา พวกเราก็จักเป็นผู้ที่มหาชนสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรงเที่ยวบิณฑบาตเช่นเดียวกัน” ภิกษุเหล่านั้นสนทนากันค้างไว้เท่านี้ครั้นถึงเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่หลีกเร้น เสด็จเข้าไปยังศาลาใต้ต้นกุ่ม ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ครั้นแล้วได้ตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขณะนี้พวกเธอนั่งชุมนุม สนทนาเรื่องอะไรกัน พวกเธอสนทนากันเรื่องอะไรค้างไว้

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เมื่อข้าพระองค์ทั้งหลายกลับจากบิณฑบาตหลังจากฉันภัตตาหาร แล้วนั่งชุมนุมกันอยู่ในศาลาใกล้ต้นกุ่ม มีเรื่องพูดเกิดขึ้นในระหว่างดังนี้ว่า

หน้า ๒๐๓

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

‘ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรเมื่อเที่ยวบิณฑบาตไป ย่อมได้เห็นรูป ได้ฟังเลียง ได้ดมกลิ่น ได้ลิ้มรส ได้ถูกต้อง สัมผัสที่น่าพอใจตามกาลเวลา ภิกษุผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรเป็นผู้ที่มหาชนสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรงเที่ยวบิณฑบาต เอาเถอะ แม้พวกเราก็จงพากันถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรเถิด ถึงพวกเราก็จะได้ เห็นรูป ได้ฟังเสียง ได้ดมกลิ่น ได้ลิ้มรส ได้ถูกต้องสัมผัสที่น่าพอใจตาม กาลเวลา พวกเราก็จักเป็นผู้ที่มหาชนสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง เที่ยวบิณฑบาตเช่นเดียวกัน’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ สนทนากันค้างไว้อย่างนี้ ก็พอดีพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาถึง”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่พวกเธอมา สนทนาเรื่องอย่างนี้กันเป็นการไม่สมควรเลยแก่พวกเธอผู้เป็นกุลบุตรออก จากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตกันด้วยศรัทธา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ ชุมนุมกันแล้วควรทำกิจเพียง ๒ อย่าง คือ การสนทนาธรรมหรือไม่ก็การ นิ่งอย่างพระอริยะ”

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรง เปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

ถ้าภิกษุไม่ใส่ใจเสียงสรรเสริญเสียแล้ว แม้ทวยเทพ ก็ปรารถนาภิกษุผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ผู้เลี้ยง

ตน มิใช่เลี้ยงคนอื่น มีใจมั่นคง

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ไม่ใส่ใจเสียงสรรเสริญ หมายถึงเป็นผู้ไม่ยึดติดที่จะฟังเสียงกล่าวสรรเสริญยกย่องจากคนอื่น ๆ ทั้งต่อหน้าและลับหลังในทำนองว่า ‘พระคุณเจ้ารูปนี้ช่างมักน้อย สันโดษ ประพฤติเคร่งครัด เสียเหลีอเกิน” ดังนี้เป็นต้น ด้วยตัณหา (ขุ.อุ.อ. ๒๑๕)
หน้า ๒๐๔

๓.นันทวรรค ๙. สิปปสูตร

๙. สิปปสูตร

ว่าด้วยภิกษุสนทนากันเรื่องวิชา

{๘๓} [๒๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล เมื่อภิกษุมาก รูปด้วยกันกลับจากบิณฑบาตหลังฉันภัตตาหารแล้วนั่งชุมนุมกันอยู่ในศาลา มีเรื่องพูดเกิดขึ้นในระหว่างดังนี้ว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ใครกันหนอ ที่รู้วิชา ใครควรศึกษาวิชาอะไร วิชาอย่างไหนเป็นยอดกว่าวิชาทั้งหลาย”

บรรดาภิกษุเหล่านั้น บางพวกกล่าวว่าวิชาฝึกช้างเป็นยอด บางพวกกล่าวว่าวิชาฝึกม้าเป็นยอด บางพวกกล่าวว่าวิชาขับรถเป็นยอด บางพวกกล่าวว่าวิชายิงธนูเป็นยอด บางพวกกล่าวว่าวิชาใช้อาวุธเป็นยอด บางพวกกล่าวว่าวิชานับนิ้วมือเป็นยอด บางพวกกล่าวว่าวิชาคำนวณเป็นยอด บางพวกกล่าวว่าวิชาสถิติเป็นยอด บางพวกกล่าวว่าวิชาขีดเขียนเป็นยอด บางพวกกล่าวว่าวิชากวีเป็นยอด บางพวกกล่าวว่าวิชาโลกายัตเป็นยอด บางพวกกล่าวว่าวิชานิติศาสตร์เป็นยอด ภิกษุเหล่านั้นสนทนากันค้างไว้เท่านี้

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑วิชาโลกยัค (หรือโลกายตศาสตร์) ได้แก่ วิตัณฑวาทศาสตร์ (ที.สี.อ. ๒๒๓, ม.ม.อ. ๒๖๒, องฺ.ติก.อ. ๑๖๓) หมายถึงศิลปะแห่งการเอาชนะผู้อื่นในเชิงวาทศิลป์ (วิตัณฑะ แปลว่า การโต้เถียงอย่างล่อหลอกหรือมีเลศนัย การพูดเล่นสนุก ๆ หรือการพูดล่อหลอก) โดยใช้เหตุผลข้าง ๆ คู ๆ เช่นพูดว่า ‘กาขาวก็เพราะกระดูกทั้งหลายของมันขาว นกกระเรียนแดงก็เพราะเลือดของมันแดงนะซิ’ เป็นศาสตร์ทีปฏิเสธโลกหน้าและนิพพาน (ขุ.อุ.อ. ๒๑๖) ศาสตร์ที่มีลักษณะเน้นไปในทางกาม สุขัลลิกา นุโยคหรือวัตถุนิยม ซึ่งถือว่าโลกนี้เกิดจากการรวมตัวกันของวัตถุธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม คนเราเกิดมาชาติเดียว ตายแล้วสูญ ไม่มีโลกหน้า จึงควรแสวงหากามสุขเสียแต่วันนี้ พรุ่งนี้เราอาจตาย เป็นต้น ในคัมภีร์ฏีกากล่าวว่า หากคนเรายึดถือศาสตร์นี้ ก็จะไม่มีจิตใจ ประกอบการบุญกุศล (ที.สี.ฏี. ๓๕๗)

จบ ๘. ปิณฑปาตสูตร