arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · ธรรมบท

๕. พาลวรรค เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๒๖ ในธรรมบทมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท พาลวรรค (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๔๓–๔๘

หน้า ๔๓

๕. พาลวรรค ๓. เรื่องอานันทเศรษฐี

๕. พาลวรรค

หมวดว่าด้วยคนพาล

๑. เรื่องชายคนหนึ่ง

{๑๕} [๖๐] ราตรีหนึ่งย่อมยาวนานลำหรับคนที่ตื่นอยู่ ทางโยชน์หนึ่งย่อมยาวไกลสำหรับคนที่เมื่อยล้า สังสารวัฏย่อม ยาวไกลสำหรับคนพาลที่ไม่รู้แจ้งพระสัทธรรม

๒. เรื่องสัทธิวิหาริกของพระมหากัสสปเถระ

[๖๑] ถ้าบุคคลผู้จะท่องเที่ยวไปยังหาคนที่ดีกว่าตนหรือที่เสมอ กับตนเป็นเพื่อนไม่ได้ ก็พึงท่องเที่ยวไปคนเดียวดีกว่า เพราะในคนพาลย่อมไม่มีความเป็นสหาย

๓. เรื่องอานันทเศรษฐี

[๖๒] คนพาลย่อมเดือดร้อนอยู่ว่า ‘เรามีบุตร เรามีทรัพย์’ ที่แท้ ตัวของตัวเองยังไม่มี บุตรจักมีแต่ที่ไหน ทรัพย์จักมี แต่ที่ไหน

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สังสารวัฏ ลำดับสืบต่อที่เป็นไปไม่ขาดสายแห่งขันธ์ ธาตุ และอายตนะทั้งหลาย หมายถึงการ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพกำเนิดต่าง ๆ (ที.ม.อ. ๙๔, สํ.นิ.อ. ๑๑๐, ขุ.ธ.อ. ๓/๑๐๖)
หน้า ๔๔

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท

๔. เรื่องโจรทำลายปม

[๖๓] คนโง่ที่รู้ตัวว่าโง่ยังพอนับว่าเป็นบัณฑิตได้บ้าง ส่วนคน โง่แต่ถือตัวว่าเป็นบัณฑิต นี่ซิเรียกว่าคนโง่แท้

๕. เรื่องพระอุทายีเถระ

[๖๔] คนโง่แม้จะอยู่ใกล้ชิดกับบัณฑิตจนตลอดชีวิตก็หาได้รู้ถึงคุณธรรมไม่ ดุจทัพพีแม้จะเกลือกอยู่กับแกงก็หาได้รู้ รสแกงไม่

๖. เรื่องภิกษุชาวเมืองปาฐา

[๖๕] วิญญูชนอยู่ใกล้ชิดกับบัณฑิตแม้เพียงครู่เดียว ก็รู้ถึงคุณธรรมได้ฉับพลัน เหมือนลิ้นเพียงได้สัมผัสแกง ก็รู้ รสได้ทันที

๗. เรื่องนายสุปปพุทธกุฏฐิ

[๖๖] คนพาลผู้มีปัญญาทราม มีตนเป็นเหมือนศัตรู ย่อมเที่ยวทำบาปกรรมที่มีผลร้ายแรง

หน้า ๔๕

๕. พาลวรรค ๑๑. เรื่องชัมพุกาชีวก

๘. เรื่องอุบาสกชาวนา

[๖๗] บุคคลทำกรรมใดแล้วย่อมเดือดร้อนภายหลัง ซึ่งมีผล ทำให้ผู้ทำมีนํ้าตานองหน้า ร้องไห้เสวยผลอยู่ กรรมนั้น ทำแล้วไม่ดีเลย

๙. เรื่องนายสุมนมาลาการ

[๖๘] ส่วนบุคคลทำกรรมใดแล้วไม่เดือดร้อนภายหลัง ซึ่งมีผล ทำให้ผู้ทำเป็นผู้อิ่มเอิบ มีใจดีเสวยผลอยู่ กรรมนั้นทำ แล้วดี

๑๑. เรื่องพระอุบลวรรณาเถรี

[๖๙] คนพาลย่อมสำคัญถึงบาปกรรมว่าเหมือนดังนํ้าผึ้ง ตลอด เวลาที่บาปกรรมยังไม่ให้ผล เมื่อใด บาปกรรมนั้นให้ผล เมื่อนั้น คนพาลย่อมได้รับความทุกข์

๑๑. เรื่องชัมพุกาชีวก

[๗๐] คนพาลถึงจะบริโภคอาหารด้วยปลายหญ้าคาทุกเดือน ๆ ด้วยคิดว่าจะทำให้การบำ เพ็ญตบะบริบูรณ์เขาก็ยังไม่ ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของพระอริยบุคคลผู้รู้ธรรมแล้ว

หน้า ๔๖

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท

๑๒. เรื่องอหิเปรต

![๗๑] ก็บาปกรรมที่บุคคลทำแล้วจะยังไม่เผล็ดผลก่อน เหมือน นํ้านมที่รีดในวันนี้จะยังไม่แปรสภาพไป บาปกรรมนั้น ย่อมตามเผาคนพาลไป เหมือนไฟที่มีเถ้ากลบไว้ฉะนั้น

๑๓. เรื่องสัฎฐิกูฏเปรต

[๗๒] ความรู้ ย่อมเกิดแก่คนพาลเพียงเพื่อทำความฉิบหายให้เท่านั้น ความรู้นั้นย่อมทำให้ปัญญาของคนพาลนั้นตกไป ฆ่าส่วนที่เป็นกุศลธรรมของเขาเสีย

๑๔. เรื่องพระสุธัมมเถระ

[๗๓] ภิกษุพาลมักปรารถนาความสรรเสริญที่ไม่มีจริง ความ ห้อมล้อมในหมู่ภิกษุ ความเป็นใหญ่ในอาวาส และการ บูชาในตระกูลของคนเหล่าอื่น[๗๔] ภิกษุพาลย่อมมีความดำริว่า ‘คฤหัสถ์และบรรพชิต ทั้งสองฝ่ายจงเข้าใจว่างานที่ทำเสร็จแล้วเป็นเพราะ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ความรู้ ในที่นี้หมายรวมถึงทั้งศิลปะ ยศ และชื่อเลียง (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๕๖)
  2. ๒มักปรารถนาความสรรเสริญที่ไม่มีจริง หมายถึงเป็นผู้มีความต้องการให้คนยกย่องในทางตรงกันข้ามกับพฤติกรรมของตน เช่น เป็นผู้ไม่มีศรัทธา แต่ปรารถนาให้คนยกย่องว่ามีศรัทธา เป็นผู้ทุศีล แต่ปรารถนาให้คนยกย่องว่าเป็นผู้มีศีล เป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๕๙)
หน้า ๔๗

๕. พาลวรรค ๑๕. เรื่องสามเณรติสสะผู้อยู่ป่า

อาศัยเราผู้เดียว คฤหัสถ์และบรรพชิตเหล่านั้นจงอยู่ ในอำนาจของเราผู้เดียวในบรรดากิจน้อยใหญ่ทั้งหลาย ไม่ว่ากิจอะไร ๆ ก็ตาม’ ความอยากและความถือตัว (ของเธอ) ย่อมขยายตัวขึ้น

๑๕. เรื่องสามเณรติสสะผู้อยู่ป่า

[๗๕] ความจริง ปฏิปทาที่มีลาภเป็นเหตุปัจจัยเป็นอย่างหนึ่ง ปฏิปทาที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นอย่างหนึ่ง ภิกษุสาวก ของพระพุทธเจ้าทราบปฏิปทาดังนี้แล้วไม่พึงเพลิดเพลิน สักการะ พึงเพิ่มพูนวิเวกเนือง ๆ

จบ พาลวรรคที่ ๕

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สักการะ ในที่นี้หมายถึงปัจจัยเครื่องอาศัยสำหรับบรรพชิต ๔ คือ จีวร บิณฑบาต ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๘๑)
  2. ๒วิเวก หมายถึงความสงัด ๓ อย่าง คือ (๑) กายวิเวก ความสงัดทางกาย (๒) จิตตวิเวก ความสงัดทางจิต (๓) อุปธิวิเวก ความสงัดจากอุปธิ คือพระนิพพาน (องุ.ดิก.อ. ๒๔๙, ขุ.ธ.อ. ๓/๑๘๑)
หน้า ๔๘

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท

๖. ปัณฑิตวรรค

หมวดว่าด้วยบัณฑิต

๑. เรื่องพระราธเถระ

{๑๖} [๗๖] บุคคลพึงคบหาแต่บัณฑิตผู้ที่ตนเห็นว่าช่วยชี้ข้อผิดพลาด ให้ได้เหมือนคนที่บอกขุมทรัพย์ให้ ซึ่งเป็นผู้ที่ชอบกล่าวขู่ มีปัญญา เพราะเมื่อคบหาบัณฑิตเช่นนั้น ย่อมมีแต่ข้อดี ไม่มีข้อเสีย

๒. เรื่องพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ

[๗๗] บุคคลพึงว่ากล่าวกัน พึงสั่งสอนกัน และพึงห้ามกันจาก ธรรมของอสัตบุรุษ บุคคลที่ทำอย่างนี้ย่อมเป็นที่รักของ พวกคนดี แต่ไม่เป็นที่รักของพวกคนไม่ดี

๓. เรื่องพระฉันนเถระ

[๗๘] บุคคลไม่พึงคบหาเพื่อนชั่ว ไม่พึงคบหาคนต่ำช้า พึงคบหาแต่เพื่อนที่ดี พึงคบหาแต่คนที่สูงส่ง

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เพื่อนชั่ว ในที่นี้หมายถึงคนที่ยินดีประพฤติแต่อกุศลกรรม มีกายทุจริตเป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๔/๗)
  2. ๒คนต่ำช้า ในที่นี้หมายถึงคนที่ชักนำในสิ่งที่ไม่สมควร มีการตัดช่องย่องเบาเป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๔/๗)

จบ ๕. พาลวรรค