arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · ธรรมบท

๕. พาลวรรค เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๒๖ ในธรรมบทมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๕. พาลวรรค

หมวดว่าด้วยคนพาล

๑. อัญญตรปุริสวัตถุ

เรื่องชายคนใดคนหนึ่ง

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พระเจ้าปเสนทิโกศล และชายคนหนึ่ง ดังนี้)

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท พาลวรรค (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๒๕ หน้า ๔๕–๕๑

เรื่องนี้ไม่มีบาลีฉบับมหาจุฬาฯ ในข้อมูล e-tipitaka

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ราตรีหนึ่ง ยาวนานสำหรับคนผู้ตื่นอยู่

ระยะทางโยชน์หนึ่ง ยาวไกลสำหรับคนผู้เมื่อยล้า

สังสารวัฏ ยาวนานสำหรับคนพาลผู้ไม่รู้แจ้งสัทธรรม

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑คนพาล ในที่นี้หมายถึงคนโง่ ไม่มีปัญญา ไม่รู้จักประโยชน์ในโลกนี้ ประโยชน์ในโลกหน้า ไม่รู้จักพระ สัทธรรมมีโพธิปักขิยธรรม และอริยสัจ ๔ เป็นต้น จึงต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๐๖, ขุ.ธ.ฎีกา ๘๑)
  2. ๒สังสารวัฏ หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิด (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๐๖)
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๒. มหากัสสปสัทธิวิหาริกวัตถุ

เรื่องสัทธิวิหาริกของพระมหากัสสปเถระ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุผู้อยู่ในกรุงราชคฤห์ ดังนี้)

หากบุคคลเที่ยวหาคนดีกว่าตน หรือเสมอกับตนไม่ได้

ก็ควรถือการเที่ยวไปคนเดียวให้มั่นคง

เพราะจะหาความเป็นเพื่อน ในคนพาลไม่ได้เลย

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ความเป็นเพื่อน ในที่นี้หมายถึงคุณธรรมที่ได้จากความเป็นเพื่อนคือจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล กถาวัตถุ ๑๐ ธุดงคคุณ ๑๓ วิปัสสนา มรรค ๔ ผล ๔ วิชชา ๓ อภิญญา ๖ (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๑๕)
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๓. อานันทเสฏฐิวัตถุ

เรื่องอานันทเศรษฐี

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่เศรษฐีชื่อมูลสิริบุตรของอานันทเศรษฐี ดังนี้)คนพาลย่อมเดือดร้อนว่า “เรามีบุตร เรามีทรัพย์”

แท้จริง ตัวตนก็ไม่มี บุตรและทรัพย์จักมีแต่ที่ไหน

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๔. คัณฐิเภทกโจรวัตถุ

เรื่องโจรผู้ทำลายปม

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่โจรผู้ทำลายปมและชนทั้งหลาย ดังนี้)คนพาลที่รู้ตัวว่าเป็นคนพาล

ยังเป็นบัณฑิตได้บ้าง

แต่คนพาลที่สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต

นั่นแหละ เรียกว่า คนพาลแท้

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๕. อุทายิเถรวัตถุ

เรื่องพระอุทายีเถระ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

คนพาล แม้จะอยู่ใกล้บัณฑิตชั่วชีวิต

ก็ไม่รู้แจ้งธรรม เหมือนทัพพีไม่รู้รสแกง ฉะนั้น

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๖. ปาเฐยยกภิกขุวัตถุ

เรื่องภิกษุชาวเมืองปาฐา

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

วิญญูชน แม้จะอยู่ใกล้บัณฑิตเพียงชั่วครู่

ก็รู้แจ้งธรรมได้ฉับพลัน เหมือนลิ้นรู้รสแกง ฉะนั้น

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๗. สุปปพุทธกุฏฐิวัตถุ

เรื่องนายสุปปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อน

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

คนพาลผู้มีปัญญาทราม ทำตนให้เป็นดุจข้าศึก

เที่ยวทำบาปกรรมที่ให้ผลเผ็ดร้อน

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๘. กัสสกวัตถุ

เรื่องชาวนา

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ชาวนาคนหนึ่ง ดังนี้)

บุคคลทำกรรมใดแล้ว

ย่อมเดือดร้อนใจในภายหลัง

ร้องไห้น้ำตานองหน้า เสวยผลกรรมอยู่

กรรมนั้นชื่อว่า เป็นกรรมไม่ดี

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๙. สุมนมาลาการวัตถุ

เรื่องช่างดอกไม้ชื่อสุมนะ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

บุคคลทำกรรมใดแล้ว

ย่อมไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง

อิ่มเอิบ ดีใจ เสวยผลกรรมอยู่

กรรมนั้นชื่อว่า เป็นกรรมดี

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๑๐. อุปปลวัณณาเถรีวัตถุ

เรื่องพระอุบลวัณณาเถรี

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

ตลอดเวลาที่บาปยังไม่ให้ผล

คนพาลย่อมสำคัญบาปดุจน้ำผึ้ง

แต่เมื่อใดบาปให้ผล เมื่อนั้นคนพาลย่อมประสบทุกข์

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑สำคัญบาปดุจน้ำผึ้ง หมายถึงสำคัญว่าบาปอกุศลที่ตนทำอยู่ ปรากฏน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ เหมือนน้ำผึ้ง (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๓๖)
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๑๑. ชัมพุกาชีวกวัตถุ

เรื่องอาชีวกชื่อชัมพุกะ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่มหาชนชาวแคว้นอังคะและมคธ ดังนี้)คนพาลถึงใช้ปลายหญ้าคาจิ้มอาหารกินทุกๆ เดือน

เขาก็ไม่ได้รับผลแห่งการปฏิบัติเช่นนั้น

เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ ของผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว หมายถึงผู้มีธรรมอันรู้แล้ว ผู้มีธรรมอันชั่งได้แล้ว ในที่นี้หมายถึง พระโสดาบัน จนถึงพระอรหันต์ (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๔๗)
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๑๒. อหิเปตวัตถุ

เรื่องเปรตผู้มีรูปร่างเหมือนงู

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

บาปกรรมที่บุคคลทำแล้วยังไม่ให้ผลทันที

เหมือนน้ำนมที่รีดในวันนี้

บาปกรรมนั้นจะค่อย ๆ เผาผลาญคนพาล

เหมือนไฟที่ถูกเถ้ากลบไว้ ฉะนั้น

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๑๓. สัฏฐิกูฏเปตวัตถุ

เรื่องเปรตถูกฆ้อนต่อยศีรษะ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

ความรู้ เกิดแก่คนพาลเพียงเพื่อทำลายถ่ายเดียว

ความรู้ของคนพาลนั้น กำจัดคุณงามความดี

ทำปัญญาของเขาให้ตกต่ำ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ความรู้ ในที่นี้หมายรวมถึงศิลปะ ยศ ชื่อเสียง (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๕๖)
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๑๔. สุธัมมเถรวัตถุ

เรื่องพระสุธัมมเถระ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พระสุธัมมเถระ ดังนี้)

ภิกษุพาลปรารถนาการยกย่องที่ตนไม่มี

ปรารถนาให้ภิกษุทั้งหลายตามแวดล้อมตน

ปรารถนาความเป็นใหญ่ในอาวาส

และปรารถนาเครื่องบูชาจากชาวบ้านทั้งหลาย

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ปรารถนาการยกย่องที่ตนไม่มี หมายถึงไม่มีศรัทธา ต้องการให้คนชมว่ามีศรัทธา ทุศีลต้องการให้คนชม ว่ามีศีล เป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๕๙)
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภิกษุพาลเกิดความดำริว่า

“ขอให้คฤหัสถ์และบรรพชิตทั้ง ๒ ฝ่าย จงเข้าใจว่า

เราผู้เดียวทำกิจนี้ เราผู้เดียวพึงมีอำนาจในการงาน

ไม่ว่ากิจการใหญ่หรือเล็ก”

ความริษยา และความถือตัว จึงเกิดพอกพูนขึ้น

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ความริษยา ในที่นี้หมายถึงตัณหาที่เกิดในทวาร ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๖๐)
  2. ๒ความถือตัว ในที่นี้หมายถึงมานะ ๙ อย่าง (๑) เป็นผู้เลิศกว่าเขา ถือตัวว่าเลิศกว่าเขา (๒) เป็นผู้เลิศกว่าเขา ถือตัวว่าเสมอเขา (๓) เป็นผู้เลิศกว่าเขา ถือตัวว่าด้อยกว่าเขา (๔) เป็นผู้เสมอเขา ถือตัวว่าเลิศกว่าเขา (๕) เป็นผู้เสมอเขา ถือตัวว่าเสมอเขา (๖) เป็นผู้เสมอเขา ถือตัวว่าด้อยกว่าเขา (๗) เป็นผู้ด้อยกว่าเขา ถือตัวว่าเลิศกว่าเขา (๘) เป็นผู้ด้อยกว่าเขา ถือตัวว่าเสมอเขา (๙) เป็นผู้ด้อยกว่าเขา ถือตัวว่าด้อยกว่าเขา (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๖๐) และดู ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๒๑/๙๖-๙๗
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๑๕ วนวาสีติสสเถรวัตถุ

เรื่องพระวนวาสีติสสเถระ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

ข้อปฏิบัติที่เป็นเหตุให้ได้ลาภเป็นอย่างหนึ่ง

ข้อปฏิบัติที่ให้ถึงนิพพานเป็นอีกอย่างหนึ่ง

ภิกษุผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า

รู้ชัดข้อปฏิบัติทั้งสองนี้แล้ว ไม่พึงยินดีสักการะ

แต่พึงเพิ่มพูนวิเวก (ให้ต่อเนื่อง)

พาลวรรคที่ ๕ จบ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑สักการะ ในที่นี้หมายถึงปัจจัย ๔ (จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร) (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๘๑)
  2. ๒วิเวก หมายถึงความสงัด มี ๓ คือ (๑) กายวิเวก ความสงัดกาย (๒) จิตตวิเวก ความสงัดใจ (๓) อุปธิวิเวก ความสงัดอุปธิ (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๘๑)

จบ ๕. พาลวรรค