arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · อุโบสถขันธกะ

แสดงอาบัติก่อนทำอุโบสถ เล่ม ๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๘๖–๑๙๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๑/๑๔ ในอุโบสถขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค อุโบสถขันธกะ แสดงอาบัติก่อนทำอุโบสถ (ฉบับหลวง เล่ม ๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๔ หน้า ๒๙๘–๓๐๔

หน้า ๒๙๘

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสที่มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๔ รูป จะนำปาริสุทธิของภิกษุรูปหนึ่งมาแล้วสวดปาติโมกข์กัน ๓ รูปไม่ได้ ถ้าขืนสวด ต้องอาบัติทุกกฏ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสที่มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๓ รูป จะนำปาริสุทธิของภิกษุรูปหนึ่งมาแล้วทำปาริสุทธิอุโบสถกัน ๒ รูปไม่ได้ ถ้าขืนทำ ต้องอาบัติทุกกฏ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสที่มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๒ รูป จะนำปาริสุทธิของภิกษุรูปหนึ่งมาแล้วอธิษฐานเพียงรูปเดียวไม่ได้ ถ้าขืนอธิษฐาน ต้องอาบัติทุกกฏ”

๒๕. ว่าด้วยวิธีทำคืนอาบัติ

ทรงให้แสดงอาบัติก่อนทำอุโบสถ

{๑๘๖} [๑๖๙] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งต้องอาบัติในวันอุโบสถ ทีนั้น เธอได้มีความสงสัยว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้วว่าภิกษุมีอาบัติติดตัวไม่พึงทำอุโบสถ ก็เราเป็นผู้ต้องอาบัติแล้ว จะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ” จึงบอกเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในศาสนานี้ต้องอาบัติในวันอุโบสถ ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประนมมือแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ‘แน่ะท่าน ผมต้องอาบัติชื่อนี้ ผมขอแสดงคืนอาบัตินั้น’

ภิกษุผู้รับพึงถามว่า ‘ท่านเห็นหรือ’

หน้า ๒๙๙

ภิกษุผู้แสดงพึงตอบว่า ‘ครับ ผมเห็น’

ภิกษุผู้รับพึงบอกว่า ‘ท่านพึงสำรวมต่อไป’

สงสัยในอาบัติ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในศาสนานี้มีความสงสัยในอาบัติในวันอุโบสถ ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่ง ประนมมือแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ‘แน่ะท่าน ผมมีความสงสัยในอาบัติชื่อนี้ หมดสงสัยเมื่อใด จักทำคืนอาบัตินั้นเมื่อนั้น’ ครั้นแล้วพึงทำอุโบสถ ฟังปาติโมกข์ แต่ไม่พึงทำอันตรายแก่อุโบสถเพราะข้อที่สงสัยนั้นเป็นปัจจัย”ทรงห้ามแสดงและรับแสดงสภาคาบัติ

{๑๘๗} ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์แสดงสภาคาบัติ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงแสดงสภาคาบัติ รูปใดแสดง ต้องอาบัติทุกกฏ”

สมัยต่อมา พวกภิกษุฉัพพัคคีย์รับแสดงสภาคาบัติ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงรับแสดงสภาคาบัติ รูปใดรับแสดง ต้องอาบัติทุกกฏ”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สภาคาบัติ อาบัติที่ต้องโดยมีวัตถุอย่างเดียวกัน หมายถึงอาบัติที่ภิกษุ ๒ รูปต้องเพราะล่วงละเมิดสิกขาบทเดียวกัน เช่น ภิกษุ ๒ รูปฉันอาหารในเวลาวิกาลด้วยกัน เช่นนี้จัดว่าต้องอาบัติปาจิตตีย์เหมือนกัน และอาบัติปาจิตตีย์นั้นจัดเป็นสภาคาบัติ (นัย วิ.อ. ๓/๑๔๐)
หน้า ๓๐๐

๒๖. ว่าด้วยวิธีเปิดเผยอาบัติ

ทรงให้ทำอุโบสถต่อไปได้เมื่อมีภิกษุผู้ระลึกถึงอาบัติ

{๑๘๘} [๑๗๐] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง เมื่อสงฆ์กำลังสวดปาติโมกข์อยู่ เกิดระลึกถึงอาบัติขึ้นได้ จึงภิกษุนั้นได้มีความสงสัยว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้วว่าภิกษุผู้มีอาบัติติดตัวไม่พึงทำอุโบสถ ก็เราเป็นผู้ต้องอาบัติแล้วเราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ” จึงบอกเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์กำลังสวดปาติโมกข์อยู่ ภิกษุในศาสนานี้เกิดระลึกถึงอาบัติขึ้นได้ ภิกษุนั้นพึงบอกภิกษุใกล้เคียงอย่างนี้ว่า ‘อาวุโสผมต้องอาบัติชื่อนี้ ผมลุกจากที่นี้แล้วจักทำคืนอาบัตินั้น’ ครั้นแล้วพึงทำอุโบสถ ฟังปาติโมกข์ แต่ไม่พึงทำอันตรายแก่อุโบสถเพราะข้อที่ระลึกถึงอาบัตินั้นได้เป็นปัจจัย

ทรงให้ทำอุโบสถต่อไปได้เมื่อมีภิกษุผู้สงสัยในอาบัติ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์กำลังสวดปาติโมกข์อยู่ ภิกษุในศาสนานี้เกิดมีความสงสัยในอาบัติ ภิกษุนั้นพึงบอกภิกษุใกล้เคียงอย่างนี้ว่า ‘อาวุโส ผมมีความสงสัยในอาบัติชื่อนี้ หมดสงสัยเมื่อใด จักทำคืนอาบัตินั้นเมื่อนั้น’ ครั้นแล้วพึงทำอุโบสถ ฟังปาติโมกข์ แต่ไม่พึงทำอันตรายแก่อุโบสถ เพราะข้อที่มีความสงสัยนั้นเป็นปัจจัย”

หน้า ๓๐๑

๒๗. ว่าด้วยวิธีทำคืนสภาคาบัติ

ทรงวางวิธีปฏิบัติเมื่อสงฆ์ต้องสภาคาบัติ

{๑๘๙} [๑๗๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ สงฆ์ทั้งหมดต้องสภาคาบัติ จึงภิกษุเหล่านั้นได้มีความสงสัยว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้วว่า ‘ภิกษุจะแสดงสภาคาบัติไม่ได้ จะรับแสดงสภาคาบัติก็ไม่ได้’ ก็สงฆ์หมู่นี้ล้วนต้องสภาคาบัติแล้วทั้งหมด พวกเราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ สงฆ์ทั้งหมด ในศาสนานี้ต้องสภาคาบัติแล้ว ภิกษุเหล่านั้นพึงส่งภิกษุรูปหนึ่งไปยังอาวาสใกล้เคียงซึ่งพอจะกลับมาทันในวันนั้นได้ด้วยสั่งว่า ‘อาวุโส เธอจงไปทำคืนอาบัตินั้นแล้วมา พวกเราจักทำคืนอาบัตินั้นในสำนักเธอ’ ถ้าได้ภิกษุเช่นนั้น การได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี ถ้าไม่ได้ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ดังนี้

ญัตติกรรมวาจาเมื่อต้องสภาคาบัติทุกรูป

‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์ทั้งหมดนี้ต้องสภาคาบัติ พบภิกษุรูปอื่นผู้บริสุทธิ์ไม่มีอาบัติเมื่อใด สงฆ์จักทำคืนอาบัตินั้นในสำนักภิกษุรูปนั้นเมื่อนั้น’

ครั้นแล้วพึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ แต่ไม่พึงทำอันตรายแก่อุโบสถเพราะข้อที่ต้องสภาคาบัตินั้นเป็นปัจจัย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ สงฆ์ทั้งหมดในศาสนานี้มีความสงสัยในสภาคาบัติ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ดังนี้

หน้า ๓๐๒

ญัตติกรรมวาจาเมื่อสงสัยว่าต้องสภาคาบัติ

‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์ทั้งหมดนี้มีความสงสัยในสภาคาบัติ หมดสงสัยเมื่อใด จักทำคืนอาบัตินั้นเมื่อนั้น’

ครั้นแล้วพึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ แต่ไม่พึงทำอันตรายแก่อุโบสถ เพราะข้อที่มีความสงสัยนั้นเป็นปัจจัย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สงฆ์ในศาสนานี้จำพรรษาอยู่ในอาวาสแห่งหนึ่ง เป็นผู้ต้องสภาคาบัติ ภิกษุเหล่านั้นพึงส่งภิกษุรูปหนึ่งไปยังอาวาสใกล้เคียงซึ่งพอจะกลับมาทันในวันนั้นได้ด้วยสั่งว่า ‘อาวุโส เธอจงไปทำคืน อาบัตินั้นแล้วมา พวกเราจักทำคืนอาบัตินั้นในสำนักเธอ ถ้าได้ภิกษุ เช่นนั้นอย่างนี้ นั่นเป็นการดี ถ้าไม่ได้ พึงส่งภิกษุรูปหนึ่งไปชั่วระยะเวลา ๗ วันด้วยสั่งว่า ‘อาวุโส เธอจงไปทำคืนอาบัตินั้นแล้วมา พวกเราจักทำคืนอาบัตินั้นในสำนักเธอ’{๑๙๐} ก็โดยสมัยนั้นแล ในอาวาสแห่งหนึ่ง สงฆ์ทั้งหมดต้องสภาคาบัติ สงฆ์หมู่นั้นไม่รู้จักชื่อ ไม่รู้จักโคตรของอาบัตินั้น มีภิกษุรูปอื่นมาในอาวาสนั้น เธอเป็นพหูสูต ชำนาญในคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา เป็นบัณฑิต เฉียบแหลม มีปัญญา มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขา ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปหาภิกษุนั้นถึงที่พัก ครั้นแล้วได้เรียนถามภิกษุ นั้นดังนี้ว่า “ภิกษุรูปใดทำอย่างนี้และอย่างนี้ ภิกษุรูปนั้นต้องอาบัติชื่ออะไร ขอรับ”ภิกษุผู้เป็นพหูสูตตอบอย่างนี้ว่า “ภิกษุรูปใดทำอย่างนี้และอย่างนี้ ภิกษุรูปนั้นต้องอาบัติชื่อนี้ขอรับ ท่านต้องอาบัติชื่อนี้แล้ว จงทำคืนอาบัตินั้นเสีย”

ภิกษุรูปนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “มิใช่ผมแต่ผู้เดียวดอก ขอรับ ที่ต้องอาบัตินี้ สงฆ์หมู่นี้ล้วนต้องอาบัตินี้ทั้งนั้น”

หน้า ๓๐๓

ภิกษุผู้เป็นพหูสูตกล่าวอย่างนี้ว่า “ภิกษุรูปอื่นจะต้องหรือไม่ต้องก็ตาม จักช่วยอะไรท่านได้เล่า นิมนต์ท่านออกจากอาบัติของตนเสียเถิด ขอรับ”

จึงภิกษุนั้นได้ทำคืนอาบัตินั้นตามคำของภิกษุนั้นแล้วเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้แจ้งภิกษุเหล่านั้นดังนี้ว่า

“อาวุโสทั้งหลาย ได้ทราบมาว่าภิกษุรูปใดทำอย่างนี้และอย่างนี้ ภิกษุรูปนั้นต้องอาบัติชื่อนี้ พวกท่านต้องอาบัติชื่อนี้แล้ว ขอรับ จงทำคืนอาบัตินั้นเสีย”

แต่ภิกษุเหล่านั้นไม่ปรารถนาจะทำคืนอาบัตินั้นตามคำของภิกษุผู้บอกนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ในอาวาสแห่งหนึ่ง สงฆ์ทั้งหมดในศาสนานี้ ต้องสภาคาบัติ สงฆ์หมู่นั้นไม่รู้จักชื่อไม่รู้จักโคตรของอาบัตินั้น มีภิกษุรูปอื่นมาในอาวาสนั้น เธอเป็นพหูสูต ชำนาญในคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา เป็นบัณฑิต เฉียบแหลม มีปัญญา มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขา ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปหาภิกษุรูปนั้นถึงที่พัก ครั้นแล้ว ได้เรียนถามภิกษุนั้นดังนี้ว่า ‘ภิกษุรูปใดทำอย่างนี้และอย่างนี้ ภิกษุรูปนั้นต้องอาบัติชื่ออะไร ขอรับ’ ภิกษุผู้เป็นพหูสูตตอบอย่างนี้ว่า ‘ภิกษุรูปใดทำ อย่างนี้และอย่างนี้ ภิกษุรูปนั้นต้องอาบัติชื่อนี้ ขอรับ ท่านต้องอาบัติชื่อนี้แล้ว จงทำคืนอาบัตินั้นเสีย’ ภิกษุรูปนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ‘มิใช่ผมแต่ผู้เดียวดอกขอรับที่ต้องอาบัตินี้ สงฆ์หมู่นี้ล้วนต้องอาบัตินี้ทั้งนั้น’ ภิกษุผู้เป็นพหูสูตกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ภิกษุรูปอื่นจะต้องหรือไม่ต้องก็ตาม จักช่วยอะไรท่านได้เล่า นิมนต์ท่านออกจากอาบัติของตนเสียเถิด ขอรับ’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุรูปนั้นทำคืนอาบัตินั้นตามคำของภิกษุผู้เป็นพหูสูตรูปนั้น แล้วเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้บอกภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า ‘อาวุโสทั้งหลาย ได้ทราบมาว่าภิกษุรูปใดทำอย่างนี้และอย่างนี้ ภิกษุรูปนั้น

หน้า ๓๐๔

ต้องอาบัติชื่อนี้ พวกท่านต้องอาบัติชื่อนี้แล้ว ขอรับ จงทำคืนอาบัตินั้นเสีย’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเหล่านั้นจะพึงทำคืนอาบัตินั้นตามคำของภิกษุผู้บอกนั้น ทำได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี ถ้าจะไม่พึงทำคืน ภิกษุนั้นไม่ปรารถนา ก็ไม่พึงว่ากล่าวภิกษุเหล่านั้น”

จบ โจทนาวัตถุภาณวาร

๒๘. ว่าด้วยเรื่องทำอุโบสถไม่ต้องอาบัติ ๑๕ ข้อ

{๑๙๑} [๑๗๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นมากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอไม่รู้ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นที่ยังมาไม่ถึง พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกัน แล้วจึงได้ทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ เมื่อพวกเธอกำลังสวดปาติโมกข์กันอยู่ ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน

แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอไม่รู้ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกัน แล้วจึงทำอุโบสถสวดปาติโมกข์ เมื่อพวกเธอกำลังสวดปาติโมกข์อยู่ ขณะนั้นภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดไม่ต้องอาบัติ (๑)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอ

จบ แสดงอาบัติก่อนทำอุโบสถ