พระวินัยปิฎก มหาวรรค · อุโบสถขันธกะ
ทำอุโบสถไม่ต้องอาบัติ ๑๕ ข้อ เล่ม ๔
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๙๑–๑๙๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๒/๑๔ ในอุโบสถขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค อุโบสถขันธกะ ทำอุโบสถไม่ต้องอาบัติ ๑๕ ข้อ (ฉบับหลวง เล่ม ๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๔ หน้า ๓๐๔–๓๒๑
ต้องอาบัติชื่อนี้ พวกท่านต้องอาบัติชื่อนี้แล้ว ขอรับ จงทำคืนอาบัตินั้นเสีย’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเหล่านั้นจะพึงทำคืนอาบัตินั้นตามคำของภิกษุผู้บอกนั้น ทำได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี ถ้าจะไม่พึงทำคืน ภิกษุนั้นไม่ปรารถนา ก็ไม่พึงว่ากล่าวภิกษุเหล่านั้น”
จบ โจทนาวัตถุภาณวาร
๒๘. ว่าด้วยเรื่องทำอุโบสถไม่ต้องอาบัติ ๑๕ ข้อ
{๑๙๑} [๑๗๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นมากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอไม่รู้ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นที่ยังมาไม่ถึง พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกัน แล้วจึงได้ทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ เมื่อพวกเธอกำลังสวดปาติโมกข์กันอยู่ ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน
แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอไม่รู้ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกัน แล้วจึงทำอุโบสถสวดปาติโมกข์ เมื่อพวกเธอกำลังสวดปาติโมกข์อยู่ ขณะนั้นภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดไม่ต้องอาบัติ (๑)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอ
ไม่รู้ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกันแล้ว จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ เมื่อพวกเธอกำลังสวดปาติโมกข์อยู่ ขณะนั้น ภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนเท่า ๆ กันมาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงฟังส่วนที่ยังเหลือต่อไป พวกภิกษุผู้สวดไม่ต้องอาบัติ (๒)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอไม่รู้ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกันแล้ว จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ เมื่อพวกเธอกำลังสวดปาติโมกข์อยู่ ขณะนั้น ภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงฟังส่วนที่ยังเหลือต่อไป พวกภิกษุผู้สวดไม่ต้องอาบัติ (๓)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน
แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอ ไม่รู้ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกันแล้ว จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ ขณะนั้นภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดไม่ต้องอาบัติ (๔)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอ ไม่รู้ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกันแล้ว
จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ ขณะนั้นภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนเท่า ๆ กันมาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ พวกภิกษุผู้สวดไม่ต้องอาบัติ (๕)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอไม่รู้ว่ายังมีพวกภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกันแล้ว จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ ขณะนั้นภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ พวกภิกษุผู้สวดไม่ต้องอาบัติ (๖)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน
แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอไม่รู้ว่ายังมีพวกภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกันแล้ว จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทยังไม่ทันลุกไป ขณะนั้นภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดไม่ต้องอาบัติ (๗)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอไม่รู้ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกันแล้ว จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทยังไม่ทันลุกไป ขณะนั้นภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนเท่า ๆ กันมาถึง ปาติโมกข์
ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ พวกภิกษุผู้สวดไม่ต้องอาบัติ (๘)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนี่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอไม่รู้ว่ายังมีพวกภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกันแล้ว จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทยังไม่ทันลุกไป ขณะนั้นภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ พวกภิกษุผู้สวดไม่ต้องอาบัติ (๙)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน
แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอไม่รู้ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกันแล้ว จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทบางพวกลุกไปแล้ว ขณะนั้นภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดไม่ต้องอาบัติ (๑๐)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอไม่รู้ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกันแล้ว จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ พอภิกษุเหล่านั้นสวดปาติโมกข์จบ บริษัทบางพวกลุกไปแล้ว ขณะนั้นพวกภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนเท่า ๆ กัน มาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ พวกภิกษุผู้สวดไม่ต้องอาบัติ (๑๑)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอไม่รู้ว่ายังมีพวกภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกันแล้ว จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทบางพวกลุกไปแล้ว ขณะนั้นภิกษุเจ้าถิ่นพวกุอื่นซึ่งมีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ พวกภิกษุผู้สวดไม่ต้องอาบัติ (๑๒)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน
แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอไม่รู้ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกันแล้ว จึงทำอุโบสถสวดปาติโมกข์ พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทลุกไปหมดแล้ว ขณะนั้นภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดไม่ต้องอาบัติ (๑๓)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอไม่รู้ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกันแล้ว จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทลุกไปหมดแล้ว ขณะนั้นภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนเท่า ๆ กันมาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ พวกภิกษุผู้สวดไม่ต้องอาบัติ (๑๔)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอ
ไม่รู้ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกันแล้ว จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทลุกไปหมดแล้ว ขณะนั้นภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ พวกภิกษุผู้สวดไม่ต้องอาบัติ” (๑๕)
จบ ว่าด้วยเรื่องทำอุโบสถไม่ต้องอาบัติ ๑๕ ข้อ
๒๙. ว่าด้วยเรื่องทำอุโบสถเป็นหมู่สำคัญว่าพร้อมกัน
๑๕ ข้อ
{๑๙๒} [๑๗๓] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอรู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่า พร้อมกันแล้ว จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ เมื่อพวกเธอกำลังสวดปาติโมกข์อยู่ ขณะนั้นภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติทุกกฏ (๑)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอรู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกันแล้ว จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ เมื่อพวกเธอกำลังสวดปาติโมกข์อยู่ ขณะนั้น ภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนเท่า ๆ กันมาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็น
อันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงฟังส่วนที่เหลือต่อไป พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติทุกกฏ (๒)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้างเกินกว่าบ้าง พวกเธอ รู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกันแล้ว จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ เมื่อพวกเธอกำลังสวดปาติโมกข์อยู่ ขณะนั้น ภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงฟังส่วนที่เหลือต่อไป พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติทุกกฏ (๓)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอรู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกันแล้ว จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ ขณะนั้นภิกษุ เจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติทุกกฏ (๔)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... มีจำนวนเท่า ๆ กันมาถึง ... (๕)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... มีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ... (๖)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทยังไม่ทันลุกไป ขณะนั้นภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติทุกกฏ (๗)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... มีจำนวนเท่า ๆ กันมาถึง ... (๘)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... มีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ... (๙)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทบางพวกลุกไปแล้ว ... มีจำนวนมากกว่ามาถึงภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติทุกกฏ (๑๐)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... มีจำนวนเท่า ๆ กันมาถึง ... (๑๑)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... มีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ... (๑๒)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... เมื่อพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทลุกไปหมดแล้ว ขณะนั้นภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติทุกกฏ (๑๓)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... มีจำนวนเท่า ๆ กันมาถึง ... (๑๔)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... มีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติทุกกฏ” (๑๕)
จบ ว่าด้วยเรื่องทำอุโบสถเป็นหมู่สำคัญว่าพร้อมกัน ๑๕ ข้อ
๓๐. ว่าด้วยเรื่องมีความสงสัยทำอุโบสถ ๑๕ ข้อ
{๑๙๓} [๑๗๔] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอรู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง และมีความสงสัยว่า ‘พวกเราควรทำอุโบสถหรือไม่ควรหนอ’ ดังนี้แล้วยังขืนทำอุโบสถ ยังสวดปาติโมกข์ เมื่อพวกเธอกำลังสวดปาติโมกข์อยู่ ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติทุกกฏ (๑)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอรู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง และมีความสงสัยว่า ‘พวกเราควรทำอุโบสถหรือไม่ควรหนอ’ ดังนี้แล้วยังขืนทำอุโบสถ ยังสวดปาติโมกข์ เมื่อพวกเธอกำลังสวดปาติโมกข์อยู่ ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนเท่า ๆ กันมาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงฟังส่วนที่เหลือต่อไป พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติทุกกฏ (๒)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน
แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอรู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง และมีความสงสัยว่า ‘พวกเราควรทำอุโบสถหรือไม่ควรหนอ’ ดังนี้แล้วยังขืนทำอุโบสถ ยังสวดปาติโมกข์ เมื่อพวกเธอกำลังสวดปาติโมกข์อยู่ ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงฟังส่วนที่เหลือต่อไป พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติทุกกฏ (๓)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติทุกกฏ (๔)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... มีจำนวนเท่า ๆ กันมาถึง ... (๕)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... มีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ... (๖)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทยังไม่ทันลุกไป ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นเหล่าอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติทุกกฏ (๗)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... มีจำนวนเท่า ๆ กันมาถึง ... (๘)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... มีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ... (๙)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทบางพวกลุกไปแล้ว ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นเหล่าอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติทุกกฏ (๑๐)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... มีจำนวนเท่า ๆกันมาถึง ... (๑๑)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... มีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ... (๑๒)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทลุกไปหมดแล้ว ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นเหล่าอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติทุกกฏ (๑๓)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... มีจำนวนเท่า ๆ กันมาถึง ... (๑๔)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... มีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้ว ก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติทุกกฏ” (๑๕)
จบ ว่าด้วยเรื่องมีความสงสัยทำอุโบสถ ๑๕ ข้อ
๓๑. ว่าด้วยเรื่องฝืนใจทำอุโบสถ ๑๕ ข้อ
{๑๙๔} [๑๗๕] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอรู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง แต่ก็ฝืนใจทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ด้วยเข้าใจว่า ‘พวกเราควรทำอุโบสถแท้ มิใช่ไม่ควร’ เมื่อพวกเธอกำลังสวดปาติโมกข์อยู่ ขณะนั้นภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติทุกกฏ (๑)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอรู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง แต่ก็ฝืนใจทำอุโบสถสวดปาติโมกข์ด้วยเข้าใจว่า ‘พวกเราควรทำอุโบสถแท้ มิใช่ไม่ควร’ เมื่อพวก เธอกำลังสวดปาติโมกข์อยู่ ขณะนั้นภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนเท่า ๆ กันมาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงฟังส่วนที่เหลือต่อไป พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติทุกกฏ (๒)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน
๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอรู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง แต่ก็แนใจทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ ด้วยเข้าใจว่า ‘พวกเราควรทำอุโบสถแท้ มิใช่ไม่ควร’ เมื่อพวกเธอกำลังสวดปาติโมกข์อยู่ ขณะนั้นภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงฟังส่วนที่เหลือต่อไป พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติทุกกฏ (๓)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติทุกกฏ (๔)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... มีจำนวนเท่า ๆ กันมาถึง ... (๕)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... มีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ... (๖)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทยังไม่ทันลุกไป ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติทุกกฏ (๗)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... มีจำนวนเท่า ๆ กันมาถึง ... (๘)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... มีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ... (๙)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทบางพวกลุกไปแล้ว ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติทุกกฏ (๑๐)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... มีจำนวนเท่า ๆ กันมาถึง ... (๑๑)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... มีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ... (๑๒)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทลุกไปหมดแล้ว ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติทุกกฏ (๑๓)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... มีจำนวนเท่า ๆ กันมาถึง ... (๑๔)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ... มีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้ว ก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงบอกปาริสุทธิในสำนักของพวกเธอ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติทุกกฏ” (๑๕)
จบ ว่าด้วยการฝืนใจทำอุโบสถ ๑๕ ข้อ
๓๒. ว่าด้วยเรื่องมุ่งความแตกร้าวทำอุโบสถ ๑๕ ข้อ
{๑๙๕} [๑๗๖] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอรู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง และพวกเธอมุ่งความแตกร้าวว่า ‘ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ ขอภิกษุเหล่านั้นจงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยภิกษุเหล่านั้น’ ดังนี้แล้วทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ เมื่อพวกเธอกำลังสวดปาติโมกข์อยู่ ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติถุลลัจจัย (๑)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอรู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง และพวกเธอมุ่งความแตกร้าวว่า ‘ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ ขอภิกษุเหล่านั้นจงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยภิกษุเหล่านั้น’ ดังนี้แล้วทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ เมื่อพวกเธอกำลังสวดปาติโมกข์อยู่ ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนเท่า ๆ กันมาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงฟังส่วนที่เหลือต่อไป พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติถุลลัจจัย (๒)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง
ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอรู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง และพวกเธอมุ่งความแตกร้าวว่า ‘ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ ขอภิกษุเหล่านั้นจงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยภิกษุเหล่านั้น’ ดังนี้แล้วทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ เมื่อพวกเธอกำลังสวดปาติโมกข์อยู่ ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงฟังส่วนที่เหลือต่อไป พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติถุลลัจจัย (๓)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน
แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอรู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง และพวกเธอมุ่งความแตกร้าวว่า ‘ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ ขอภิกษุเหล่านั้นจงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยภิกษุเหล่านั้น’ ดังนี้แล้วทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติถุลลัจจัย (๔)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอ
รู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง และพวกเธอมุ่งความแตกร้าวว่า ‘ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ ขอภิกษุเหล่านั้นจงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยภิกษุเหล่านั้น’ ดังนี้แล้วทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนเท่า ๆ กันมาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติถุลลัจจัย (๕)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอรู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง
และพวกเธอมุ่งความแตกร้าวว่า ‘ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ ขอภิกษุเหล่านั้นจงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยภิกษุเหล่านั้น’ ดังนี้แล้วทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติถุลลัจจัย (๖)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่น ในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอรู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง และพวกเธอมุ่งความแตกร้าวว่า ‘ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ
ขอภิกษุเหล่านั้นจงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยภิกษุเหล่านั้น’ ดังนี้แล้วทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทยังไม่ทันลุกไป ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติถุลลัจจัย (๗)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอรู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง และพวกเธอมุ่งความแตกร้าวว่า
‘ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ ขอภิกษุเหล่านั้นจงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยภิกษุเหล่านั้น’ ดังนี้แล้วทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทยังไม่ทันลุกไป ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนเท่า ๆ กันมาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติถุลลัจจัย (๘)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอรู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง และพวกเธอมุ่งความแตกร้าวว่า ‘ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ ขอภิกษุเหล่านั้นจงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยภิกษุเหล่านั้น’ ดังนี้แล้วทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทยังไม่ทันลุกไป ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติถุลลัจจัย (๙)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย
ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอรู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง และพวกเธอมุ่งความแตกร้าวว่า ‘ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ ขอภิกษุเหล่านั้นจงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยภิกษุเหล่านั้น’ ดังนี้แล้วทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทบางพวกลุกไปแล้ว ขณะนั้นภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติถุลลัจจัย (๑๐)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอ
รู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง และพวกเธอมุ่งความแตกร้าวว่า ‘ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ ขอภิกษุเหล่านั้นจงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยภิกษุเหล่านั้น’ ดังนี้แล้วทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทบางพวกลุกไปแล้ว ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนเท่า ๆ กันมาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติถุลลัจจัย (๑๑)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอรู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง
และพวกเธอมุ่งความแตกร้าวว่า ‘ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ ขอภิกษุเหล่านั้นจงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยภิกษุเหล่านั้น’ ดังนี้แล้วทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทบางพวกลุกไปแล้ว ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติถุลลัจจัย (๑๒)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอรู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง และพวกเธอมุ่งความแตกร้าวว่า ‘ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ ขอภิกษุเหล่านั้นจงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยภิกษุเหล่านั้น’ ดังนี้แล้วทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทลุกไปหมดแล้ว ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาถึง ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์กันใหม่ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติถุลลัจจัย (๑๓)
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอรู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง และพวกเธอมุ่งความแตกร้าวว่า ‘ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ ขอภิกษุเหล่านั้นจงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยภิกษุเหล่านั้น’ ดังนี้แล้วทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทลุกไปหมดแล้ว ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนเท่า ๆ กันมาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงบอกปาริสุทธิในสำนักของเธอ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติถุลลัจจัย (๑๔)อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย
ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอรู้อยู่ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นยังมาไม่ถึง และพวกเธอมุ่งความแตกร้าวว่า ‘ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ ขอภิกษุเหล่านั้นจงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยภิกษุเหล่านั้น’ ดังนี้แล้วทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทลุกไปหมดแล้ว ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นซึ่งมีจำนวนน้อยกว่ามาถึง ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ พวกภิกษุผู้สวดต้องอาบัติถุลลัจจัย” (๑๕)
จบ ว่าด้วยเรื่องมุ่งความแตกร้าวทำอุโบสถ ๑๕ ข้อ
- ๑ปัญจวีสติติกะ ๒๕ ติกะ หมายถึงการแบ่งภิกษุที่เกี่ยวข้องกับการทำอุโบสถเป็น ๓ จำนวน คือ (๑) พหุตรา มีจำนวนมากกว่า (๒) สมสมา มีจำนวนเท่าๆ กัน (๓) โถกตรา มีจำนวนน้อยกว่า โดยนับจากเรื่องที่ ๒๘ ถึงเรื่องที่ ๓๒ (ข้อ ๑๗๒ ถึงข้อ ๑๗๖) เรื่องละ ๕ ติกะ ได้จำนวน ๒๕ ติกะ
๓๓. ว่าด้วยเรื่องเปยยาลเกี่ยวกับการเข้าสู่สีมา
{๑๙๖} [๑๗๗] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง พวกเธอไม่รู้ว่ามีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นกำลังเข้ามาภายในสีมา ...
... พวกเธอไม่รู้ว่ามีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นเข้ามาภายในสีมาแล้ว ...
... พวกเธอไม่เห็นภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นกำลังเข้ามาภายในสีมา ...
... พวกเธอไม่เห็นภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นเข้ามาภายในสีมาแล้ว ...
... พวกเธอไม่ได้ยินว่ามีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นกำลังเข้ามาภายในสีมา ...
... พวกเธอไม่ได้ยินว่ามีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นเข้ามาภายในสีมาแล้ว ...
ภิกษุเจ้าถิ่นกับภิกษุเจ้าถิ่นมีโดยนัย ๑๗๕ ติกะ ภิกษุอาคันตุกะกับภิกษุเจ้าถิ่นมีโดยนัย ๑๗๕ ติกะ ภิกษุเจ้าถิ่นกับภิกษุอาคันตุกะมีโดยนัย ๑๗๕ ติกะ ภิกษุอาคันตุกะกับภิกษุอาคันตุกะมีโดยนัย ๑๗๕ ติกะ รวมเป็น ๗๐๐ ติกะ โดยเปยยาลมุข”
ทรงวางวิธีปฏิบัติเมื่อวันอุโบสถต่างกัน
{๑๙๗} [๑๗๘] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็วันอุโบสถของพวกภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้เป็นวัน ๑๔ คํ่า ของพวกภิกษุอาคันตุกะเป็นวัน ๑๕ ค่ำ ถ้าพวกภิกษุ
- ๑เปยยาลมุข ๗๐๐ ติกะ หมายถึงหัวข้อแห่งการละข้อความเกี่ยวกับลักษณะที่ภิกษุอื่น ๆ เข้ามาสู่สีมาไว้จำนวน ๗๐๐ ติกะ โดยนำเหตุการณ์ขั้นตอนทั้ง ๗ (คือนับตั้งแต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ไปจนถึงพวกเธอไม่ได้ยินว่ามีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นเข้ามาภายในสีมาแล้ว) ไปคูณ ๒๕ ติกะดังกล่าวมาแล้ว (ข้อ ๑๗๒-๑๗๖) เท่ากับ ๑๗๕ ติกะ โดยแยกภิกษุผู้ทำอุโบสถกับภิกษุผู้เข้ามาสู่สีมาเป็น ๔ คู่ คือ (๑) ภิกษุเจ้าถิ่นกับภิกษุเจ้าถิ่น (๒) ภิกษุอาคันตุกะกับภิกษุเจ้าถิ่น (๓) ภิกษุเจ้าถิ่นกับภิกษุอาคันตุกะ (๔) ภิกษุอาคันตุกะกับภิกษุอาคันตุกะ แต่ละคู่ได้จำนวน ๑๗๕ ติกะ และ ๔ คู่คูณด้วย ๑๗๕ ติกะ จึงเท่ากับ ๗๐๐ ติกะ
จบ ทำอุโบสถไม่ต้องอาบัติ ๑๕ ข้อ