arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · มหาขันธกะ

ทรงอนุญาตการปลงผม เล่ม ๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๐–๑๑๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓๗/๕๒ ในมหาขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ ทรงอนุญาตการปลงผม (ฉบับหลวง เล่ม ๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๔ หน้า ๑๘๐–๑๘๓

หน้า ๑๘๐

ทรงห้ามบวชทาส

พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนเป็นทาส ภิกษุไม่พึงให้บวช รูปใดให้บวช ต้องอาบัติทุกกฏ”

๓๕. กัมมารภัณฑุวัตถุ

ว่าด้วยเรื่องช่างทองศีรษะโล้นบวช

{๑๑๐} [๙๘] ก็โดยสมัยนั้นแล บุตรช่างทองศีรษะโล้นคนหนึ่งทะเลาะกับ มารดาบิดาจึงไปอารามแล้วบวชในสำนักภิกษุ ครั้งนั้น มารดาบิดาของเขาสืบหาเขาอยู่ ได้ไปอารามถามภิกษุทั้งหลายว่า “ท่านเจ้าข้า ท่านทั้งหลาย เห็นเด็กชายมีรูปร่างเช่นนี้บ้างไหม”บรรดาภิกษุที่ไม่รู้เรื่อง ก็ตอบไปว่า “พวกอาตมาไม่รู้” ที่ไม่เห็น ก็ตอบไปว่า “พวกอาตมาไม่เห็น”

ครั้นมารดาบิดาของเขาสืบหาอยู่ ได้เห็นเขาบวชแล้วในสำนักภิกษุ จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร เหล่านี้ไม่ละอาย เป็นคนทุศีล พูดเท็จ รู้อยู่แท้ ๆ ยังบอกว่าไม่รู้ เห็นอยู่ชัด ๆ ยังบอกว่าไม่เห็น เด็กคนนี้บวชแล้วในสำนักภิกษุ” ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินมารดาบิดาของบุตรช่างทองศีรษะโล้นนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา อยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงอนุญาตการปลงผม

พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้อปโลกน์ต่อสงฆ์เพื่อการปลงผม”

หน้า ๑๘๑

๓๖. อุปาลิทารกวัตถุ

ว่าด้วยเรื่องเด็กชายอุบาลีพร้อมเพื่อน ๑๗ คนบวช

{๑๑๑} [๙๙] ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีเด็กชายกลุ่มหนึ่ง เป็นเพื่อนกันจำนวน ๑๗ คน เด็กชายอุบาลีเป็นหัวหน้าของเด็กเหล่านั้น ครั้งนั้น มารดาบิดาของเด็กชายอุบาลีได้หารือกันว่า “เมื่อเราทั้งสองล่วงลับไป เจ้าอุบาลีจะอยู่อย่างสุขสบายและไม่ต้องลำบากโดยวิธีไหนหนอ” ครั้นแล้วได้มีความคิดว่า “ถ้าเจ้าอุบาลีได้เรียนเขียนหนังสือ เมื่อเราทั้งสองล่วงลับไป เจ้าอุบาลีก็จะอยู่อย่างสุขสบายและไม่ต้องลำบากโดยวิธีอย่างนี้แหละ” และได้มีความคิดต่อไปอีกว่า “ถ้าเจ้าอุบาลีจักเรียนเขียนหนังสือ นิ้วมือก็จักระบม ถ้าเจ้าอุบาลีเรียนวิชาคำนวณ เมื่อเราทั้งสองล่วงลับไป เจ้าอุบาลีก็จะอยู่อย่างสุขสบายและไม่ต้องลำบากโดยวิธีอย่างนี้แหละ”ครั้นต่อมาได้หารือกันอีกว่า

“ถ้าเจ้าอุบาลีจักเรียนวิชาคำนวณ เขาก็จะเจ็บอก ถ้าจะพึงเรียนวิชาดูเงินตรา เมื่อเราทั้งสองล่วงลับไป เจ้าอุบาลีก็จะอยู่อย่างสุขสบายและไม่ต้องลำบากโดยวิธีอย่างนี้แหละ” ครั้นต่อมาจึงหารือกันอีกว่า “ถ้าเจ้าอุบาลีจักเรียนวิชาดูเงินตรา นัยน์ตาทั้งสอง ของเขาจะปวด พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้แลมีความสุขเป็นปกติ มีความประพฤติเรียบร้อย บริโภคอาหารที่ดี นอนในห้องนอนอันมิดชิด ถ้าเจ้าอุบาลีจะพึงได้บวชในสำนักพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร เมื่อเราทั้งสองล่วงลับไป เจ้าอุบาลีก็จะอยู่อย่างสุขสบายและไม่ต้องลำบากโดยวิธีอย่างนี้แหละ”เด็กชายอุบาลีได้ยินถ้อยคำที่มารดาบิดาสนทนาหารือกันดังนี้ จึงเข้าไปหาเพื่อนเด็กเหล่านั้นถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้พูดชวนว่า “มาเถิด พวกเจ้า พวกเราจักไปบวชในสำนักพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรกัน”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ดูสิกขาบทที่ ๕ แห่งสัปปาณกวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ วิ.มหาวิ.(แปล) ๒/๔๐๒-๔๐๓/๖๐๙-๖๑๒
หน้า ๑๘๒

เด็กชายเหล่านั้นพูดว่า “ถ้าเจ้าบวช แม้พวกเราก็จักบวชเหมือนกัน” ไม่รอช้า เด็กชายเหล่านั้นต่างก็ไปหามารดาบิดาของแต่ละคนแล้วขออนุญาต ว่า “ขอท่านทั้งหลายจงอนุญาตให้พวกลูกออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเถิด”ครั้งนั้น มารดาบิดาของเด็กชายเหล่านั้นอนุญาตแล้วด้วยเห็นว่า “เด็กเหล่านี้ต่างก็มีความพอใจร่วมกัน มีความมุ่งหมายดีด้วยกันทุกคน”

เด็กเหล่านั้นเข้าไปหาภิกษุทั้งหลายแล้วขอบรรพชา ภิกษุทั้งหลาย ก็ได้ให้เด็กเหล่านั้นบรรพชาและอุปสมบทแล้ว

ครั้นเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี ภิกษุใหม่เหล่านั้นลุกขึ้นร้องไห้วิงวอนว่า “ได้โปรดให้ข้าวยาคู ได้โปรดให้ข้าวสวย ได้โปรดให้ของเคี้ยว”

ภิกษุทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า “อาวุโสทั้งหลาย จงรอให้ราตรีสว่างก่อน ถ้าข้าวยาคูมี ก็จักได้ดื่ม ถ้าข้าวสวยมี ก็จักได้ฉัน ถ้าของเคี้ยวมี ก็จักได้เคี้ยว ถ้าข้าวยาคู ข้าวสวย หรือของเคี้ยวไม่มี ต้องเที่ยวบิณฑบาตมาฉัน”ภิกษุใหม่เหล่านั้นแม้ถูกภิกษุทั้งหลายกล่าวอยู่อย่างนี้แล ก็ยังร้องไห้ วิงวอนอยู่อย่างนั้นแลว่า “ได้โปรดให้ข้าวยาคู ได้โปรดให้ข้าวสวย ได้โปรดให้ของเคี้ยว” ดังนี้แล้วถ่ายอุจจาระบ้าง ถ่ายปัสสาวะบ้างรดเสนาสนะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตื่นบรรทมในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี ได้ทรงสดับเสียงเด็ก ๆ ครั้นแล้วตรัสเรียกท่านพระอานนท์มาตรัสถามว่า “นั่น เสียงเด็ก ๆ ใช่ไหม อานนท์” จึงท่านพระอานนท์ได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบว่าภิกษุทั้งหลายรู้อยู่ ก็ยังให้กุลบุตรผู้มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปีอุปสมบท จริงหรือ”

หน้า ๑๘๓

ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมฆบุรุษเหล่านั้นรู้อยู่ ไฉนจึงได้ให้กุลบุตรผู้มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปีอุปสมบทเล่า เพราะกุลบุตรผู้มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี เป็นผู้ไม่อดทนต่อเย็น ร้อน หิว กระหาย เป็นผู้มีปกติไม่ทนทานต่อสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด สัตว์เลื้อยคลาน ต่อคำกล่าวที่เขากล่าวร้ายอันมาแล้วไม่ดี ต่อทุกขเวทนาทางกายที่เกิดขึ้นแล้ว อันกล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่เป็นที่ยินดี ไม่เป็นที่พอใจ อันอาจผลาญชีวิตได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันบุคคลผู้มีอายุครบ ๒๐ ปีเท่านั้นจึงจะเป็น ผู้อดทนต่อเย็น ร้อน หิว กระหาย เป็นผู้มีปกติทนทานต่อสัมผัสแห่ง เหลือบ ยุง ลม แดด สัตว์เลื้อยคลาน ต่อคำกล่าวที่เขากล่าวร้ายอันมาแล้วไม่ดี ต่อทุกขเวทนาทางกายที่เกิดขึ้นแล้ว อันกล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่เป็นที่ยินดี ไม่เป็นที่พอใจ อันอาจผลาญชีวิตได้ การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว ...

ครั้นทรงตำหนิแล้ว ทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่ ไม่พึงให้บุคคลผู้มีอายุตํ่ากว่า ๒๐ ปี อุปสมบท รูปใดให้อุปสมบท ต้องปรับตามธรรม”

๓๗. อหิวาตกโรควัตถุ

ว่าด้วยเรื่องบวชเพราะอหิวาตกโรค

{๑๑๒} [๑๐๐] ก็โดยสมัยนั้นแล ตระกูลหนึ่งได้ตายลงเพราะอหิวาตกโรค ตระกูลนั้นเหลืออยู่แต่พ่อกับลูก คนทั้งสองนั้นบวชในสำนักภิกษุแล้วเที่ยว บิณฑบาตด้วยกัน ครั้นเมื่อเขาถวายภิกษาแก่ภิกษุผู้เป็นบิดา สามเณร

จบ ทรงอนุญาตการปลงผม