พระวินัยปิฎก มหาวรรค · จัมเปยยขันธกะ
เรื่องพระกัสสปโคตร เล่ม ๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๗๔–๑๘๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๘ ในจัมเปยยขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค จัมเปยยขันธกะ เรื่องพระกัสสปโคตร (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๕ หน้า ๒๘๓–๒๙๘
๑. เรื่องพระกัสสปโคตร
{๑๗๔} [๓๘๐] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ริมฝั่งสระโบกขรณีชื่อคัคครา ในจัมปานคร ครั้งนั้นแล แถวชนบทแคว้นกาสีมีหมู่บ้านชื่อวาสภคาม พระภิกษุชื่อกัสสปโคตรเป็นเจ้าอาวาสในวาสภคามนั้น เป็นผู้ฝักใฝ่ในการก่อสร้าง ถึงความขวนขวายว่า “ถ้ากระไร ภิกษุทั้งหลายผู้มีศีลเป็นที่รักที่ยังไม่มา พึงมากัน ที่มาแล้วพึงอยู่เป็นผาสุก และอาวาสนี้พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์” สมัยต่อมา ภิกษุหลายรูปเที่ยวจาริกไปในชนบทแคว้นกาสีได้ไปถึงวาสภคามแล้ว พระกัสสปโคตรได้เห็นภิกษุเหล่านั้นมาแต่ไกลทีเดียว
ครั้นแล้วจึงปูอาสนะ ตั้งน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ลุกไปรับบาตรจีวร นิมนต์ให้ฉันนํ้า ได้กระตือรือร้นในเรื่องนํ้าสรง ได้จัดแจงแม้กระทั่งข้าวยาคู ของควรเคี้ยว ภัตตาหาร จึงพระอาคันตุกะเหล่านั้นได้หารือกันดังนี้ว่า “อาวุโสทั้งหลาย ดีจริงหนอพระเจ้าอาวาสรูปนี้ได้กระตือรือร้นในเรื่องน้ำสรง ได้จัดแจงแม้กระทั่งข้าวยาคู ของควรเคี้ยว ภัตตาหาร เอาละ พวกเราจะพักอยู่ในวาสภคามนี้แหละ” ครั้นแล้วได้พักอยู่ในวาสภคามนั้นนั่นเองจึงพระกัสสปโคตรได้มีความปริวิตกว่า “ความลำบากโดยฐานเป็นอาคันตุกะของพระอาคันตุกะเหล่านี้สงบหายแล้ว พระอาคันตุกะผู้ไม่
- ๑จัมเปยยขันธกะ ตอนว่าด้วยภิกษุชาวจัมปานคร ชื่อว่าจัมเปยยขันธกะ เพราะตั้งตามหัวข้อเรื่องแรกแห่งขันธกะนี้ คือเรื่องพระกัสสปโคตรซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดในวาสภคาม แห่งจัมปานคร อันเป็นนครหลวงแห่งแคว้นอังคะ อยู่บนฝั่งแม่นํ้าจัมปา ไม่ห่างไกลนักจากที่บรรจบกับแม่น้ำคงคา เนื้อหาส่วนใหญ่ของขันธกะนี้กล่าวถึงการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงลักษณะวิธีการทำสังฆกรรมสำคัญ ๆ ที่ภิกษุสงฆ์ควรทราบโดยประการต่าง ๆ ครอบคลุมทั้งที่จัดเป็นธรรมคือถูกต้องและควรทำ ทั้งที่ไม่จัดเป็นธรรม ไม่ถูกต้อง ไม่ควรทำ เป็นต้น พร้อมด้วยคำอธิบายลักษณะของกรรมแต่ละประเภท มี ๓๖ หัวข้อหรือ ๓๖ เรื่อง
ชำนาญในที่โคจรเหล่านี้ บัดนี้ชำนาญในที่โคจรแล้ว ก็การที่ภิกษุทำความขวนขวายในตระกูลคนอื่นจนตลอดชีวิตทำได้ยากมาก และการขอก็ไม่เป็นที่พอใจของคนทั้งหลาย ถ้ากระไร เราพึงเลิกจัดแจงข้าวยาคู ของควรเคี้ยว ภัตตาหารเสีย” ดังนี้แล้วได้เลิกจัดแจงข้าวยาคู ของควรเคี้ยว ภัตตาหาร
พระอาคันตุกะเหล่านั้นได้หารือกันดังนี้ว่า “อาวุโสทั้งหลาย เมื่อก่อนแล พระเจ้าอาวาสรูปนี้ได้กระตือรือร้นในเรื่องน้ำสรง จัดแจงแม้กระทั่งข้าวยาคู ของควรเคี้ยว ภัตตาหาร บัดนี้เธอเลิกจัดแจงข้าวยาคู ของควรเคี้ยว ภัตตาหารเสียแล้ว อาวุโสทั้งหลาย เดี๋ยวนี้พระเจ้าอาวาสรูปนี้ชั่วเสียแล้ว อย่ากระนั้นเลย พวกเราจงยกวัตรพระเจ้าอาวาสรูปนี้เสีย” ต่อมา พระอาคันตุกะเหล่านั้นประชุมกันแล้วได้กล่าวกะพระกัสสปโคตรดังนี้ว่า “อาวุโส เมื่อก่อนแล ท่านได้กระตือรือร้นในเรื่องนํ้าสรง ได้จัดแจงแม้กระทั่งข้าวยาคู ของควรเคี้ยว ภัตตาหาร บัดนี้ท่านเลิกจัดแจง ข้าวยาคู ของควรเคี้ยว ภัตตาหารเสียแล้ว ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม”พระกัสสปโคตรกล่าวว่า “อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่จะพึงเห็น” จึงพระอาคันตุกะเหล่านั้นได้ยกวัตรพระกัสสปโคตรฐานไม่เห็นอาบัติ
ครั้งนั้น พระกัสสปโคตรได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า “เราไม่รู้ข้อนั้นว่า นั่นเป็นอาบัติหรือมิใช่อาบัติ เราต้องอาบัติแล้วหรือไม่ต้อง เราถูกยกวัตรแล้วหรือไม่ถูกยกวัตร โดยเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม กำเริบหรือไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะหรือไม่ควร ถ้ากระไร เราพึงไปจัมปานครแล้วทูลถามเรื่องนั้นกะพระผู้มีพระภาคเจ้าดีกว่า” ครั้นแล้วเก็บเสนาสนะถือบาตรจีวร เดินทางไปจัมปานคร บทจรไปโดยลำดับได้ถึงจัมปานครแล้ว เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้านั่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
- ๑ที่โคจร คือสถานที่เที่ยวภิกษาจารหรือหนทางสำหรับไปบิณฑบาตของภิกษุ (นัย วิ.อ. ๓/๓๙๓)
พุทธประเพณี
ก็การที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลายทรงปราศรัยกับภิกษุอาคันตุกะทั้งหลาย นั่นเป็นพุทธประเพณี
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสปฏิสันถารกะพระกัสสปโคตรว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอยังพอทนได้อยู่หรือ ยังพอให้อัตภาพเป็นไปได้อยู่หรือ เธอเดินทางมามีความลำบอกน้อยหรือ และเธอมาจากไหนเล่า”
พระกัสสปโคตรกราบทูลว่า “ข้าพระองค์ยังพอทนอยู่ได้ พระพุทธเจ้าข้า ยังพอให้อัตภาพเป็นไปได้อยู่ พระพุทธเจ้าข้า และข้าพระองค์เดินทางมาไม่สู้ลำบาก พระพุทธเจ้าข้า ในชนบทแคว้นกาสีมีหมู่บ้านชื่อวาสภคาม ข้าพระองค์เป็นเจ้าอาวาสในวาสภคามนั้น เป็นผู้ฝักใฝ่ในการก่อสร้าง ถึงความขวนขวายว่า ‘ถ้ากระไร ภิกษุทั้งหลายผู้มีศีลเป็นที่รักที่ยังไม่มา พึงมากัน ที่มาแล้วพึงอยู่เป็นผาสุก และอาวาสนี้พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์’
ต่อมา มีภิกษุหลายรูปเที่ยวจาริกไปในชนบทแคว้นกาสีได้ไปถึงวาสภคามแล้ว ข้าพระองค์ได้เห็นภิกษุเหล่านั้นมาแต่ไกลทีเดียว จึงปูอาสนะ ตั้งนํ้าล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ ลุกไปรับบาตรจีวร นิมนต์ให้ฉันนํ้า ได้กระตือรือร้นในเรื่องนํ้าสรง ได้จัดแจงแม้กระทั่งข้าวยาคู ของควรเคี้ยว ภัตตาหาร จึงพระอาคันตุกะเหล่านั้นได้หารือกันดังนี้ว่า ‘อาวุโสทั้งหลาย ดีจริงหนอพระเจ้าอาวาสรูปนี้ได้กระตือรือร้นในเรื่องนํ้าสรง ได้จัดแจงแม้กระทั่งข้าวยาคู ของควรเคี้ยว ภัตตาหาร เอาละ พวกเราจะพักอยู่ในวาสภคามนี้แหละ’ ครั้นแล้วได้พักอยู่ในวาสภคามนั้นนั่นเองข้าพระองค์ได้มีความปริวิตกว่า ‘ความลำบากโดยฐานเป็นอาคันตุกะ ของพระอาคันตุกะเหล่านี้สงบหายแล้ว พระอาคันตุกะผู้ไม่ชำนาญในที่โคจรเหล่านี้ บัดนี้ชำนาญในที่โคจรแล้ว ก็การที่ภิกษุทำความขวนขวายในตระกูลคนอื่นจนตลอดชีวิตทำได้ยากมาก และการขอก็ไม่เป็นที่พอใจของ
คนทั้งหลาย ถ้ากระไร เราพึงเลิกจัดแจงข้าวยาคู ของควรเคี้ยว ภัตตาหารเสีย’ ดังนี้แล้วได้เลิกจัดแจงข้าวยาคู ของควรเคี้ยว ภัตตาหาร
พระอาคันตุกะเหล่านั้นได้หารือกันดังนี้ว่า ‘อาวุโสทั้งหลาย เมื่อก่อนแล พระเจ้าอาวาสรูปนี้ได้กระตือรือร้นในเรื่องนํ้าสรง จัดแจงแม้กระทั่งข้าวยาคู ของควรเคี้ยว ภัตตาหาร บัดนี้เธอเลิกจัดแจงข้าวยาคู ของควรเคี้ยว ภัตตาหารเสียแล้ว อาวุโสทั้งหลาย เดี๋ยวนี้พระเจ้าอาวาสรูปนี้ชั่วเสียแล้ว อย่ากระนั้นเลย พวกเราจงยกวัตรพระเจ้าอาวาสรูปนี้เสีย’ ต่อมา ได้ประชุมกันแล้วกล่าวกะข้าพระองค์ดังนี้ว่า ‘อาวุโส เมื่อก่อนแล ท่านได้กระตือรือร้นในเรื่องนํ้าสรง ได้จัดแจงแม้กระทั่งข้าวยาคู ของควรเคี้ยว ภัตตาหาร บัดนี้ท่านเลิกจัดแจงข้าวยาคู ของควรเคี้ยว ภัตตาหารเสียแล้ว ท่านต้องอาบัติแล้ว
ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม’ ข้าพระองค์ตอบว่า ‘อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่จะพึงเห็น’ จึงพระอาคันตุกะเหล่านั้นได้ยกวัตรข้าพระองค์ฐานไม่เห็นอาบัติ ข้าพระองค์จึงได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า ‘เราไม่รู้ข้อนั้นว่านั่นเป็นอาบัติหรือมิใช่อาบัติ เราต้องอาบัติแล้วหรือไม่ต้อง เราถูกยกวัตรแล้วหรือไม่ถูกยกวัตร โดยเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม กำเริบหรือไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะหรือไม่ควร ถ้ากระไร เราพึงไปจัมปานครแล้ว ทูลถามเรื่องนั้นกะพระผู้มีพระภาคเจ้าดีกว่า’ ข้าพระองค์มาจากวาสภคามนั้น พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ภิกษุ นั่นไม่เป็นอาบัติ นั่นเป็นอาบัติหามิได้ เธอไม่ต้องอาบัติ เธอต้องอาบัติหามิได้ เธอไม่ถูกยกวัตร เธอถูกยกวัตรแล้วหามิได้ เธอถูกยกวัตรโดยกรรมไม่เป็นธรรม กำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ ไปเถิด ภิกษุ เธอจงอาศัยอยู่ในวาสภคามนั้นแหละ”
พระกัสสปโคตรทูลรับสนองพระพุทธดำรัสว่า “อย่างนั้นก็ได้ พระพุทธเจ้าข้า” แล้วลุกจากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วกลับไปยังวาสภคาม
[๓๘๑] ครั้งนั้นแล ความรำคาญใจ ความเดือดร้อนใจได้มีแก่พระอาคันตุกะเหล่านั้นว่า “มิใช่ลาภของพวกเราหนอ พวกเราไม่มีลาภหนอ พวกเราได้ชั่วแล้วหนอ พวกเราไม่ได้ดีแล้วหนอ ที่พวกเราได้ยกวัตรภิกษุผู้บริสุทธิ์หาอาบัติมิได้เพราะเรื่องไม่ควร เพราะเหตุไม่ควร เอาเถอะอาวุโสทั้งหลาย พวกเราจงไปจัมปานครแล้วแสดงโทษที่ล่วงเกินโดยความเป็นโทษล่วงเกินในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้ากัน” จึงพระอาคันตุกะเหล่านั้นเก็บงำเสนาสนะ ถือบาตรจีวรเดินไปทางจัมปานคร บทจรไปโดยลำดับ ได้ถึงจัมปานครแล้ว เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายทรงปราศรัยกับภิกษุอาคันตุกะทั้งหลาย นั่นเป็นพุทธประเพณี
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสปฏิสันถารกะภิกษุเหล่านั้นว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอยังพอทนได้อยู่หรือ ยังพอให้อัตภาพเป็นไปได้อยู่หรือ พวกเธอเดินทางมามีความลำบากน้อยหรือ และพวกเธอมาจากไหนกันเล่า”
“พวกข้าพระองค์ยังพอทนได้อยู่ พระพุทธเจ้าข้า ยังพอให้อัตภาพเป็นไปได้อยู่ พระพุทธเจ้าข้า และพวกข้าพระองค์เดินทางมาไม่สู้ลำบาก พระพุทธเจ้าข้า ในชนบทแคว้นกาสีมีหมู่บ้านชื่อวาสภคามอยู่ พวกข้าพระองค์มาแต่วาสภคามนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอใช่ไหมที่ยกวัตรภิกษุเจ้าอาวาส”
“ใช่ พระพุทธเจ้าข้า”
“ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอยกวัตรภิกษุเจ้าอาวาสเพราะเรื่องอะไร เพราะเหตุอะไร”
“เพราะเรื่องไม่ควร เพราะเหตุไม่ควร พระพุทธเจ้าข้า”
ทรงตำหนิแล้วบัญญัติห้าม
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั่นไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอจึงได้ยกวัตรภิกษุผู้บริสุทธิ์ไม่มีอาบัติเพราะเรื่องไม่ควร เพราะเหตุไม่ควรเล่า การกระทำของพวกเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้น แล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้บริสุทธิ์ไม่มีอาบัติ อันภิกษุไม่พึงยกวัตรเพราะเรื่องไม่ควร เพราะเหตุไม่ควร รูปใดยกวัตร ต้องอาบัติทุกกฎ”
ทันใดภิกษุเหล่านั้นลุกจากที่นั่ง ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่าซบศีรษะลงที่พระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระองค์ได้ล่วงเกินไปแล้วตามแบบคนโง่ คนหลง คนไม่ฉลาด ที่ได้ยกวัตรภิกษุผู้บริสุทธิ์ไม่มีอาบัติเสียเพราะเรื่องไม่ควร เพราะเหตุไม่ควร ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงพระกรุณารับโทษที่ล่วงเกินของพวกข้าพระองค์เพื่อจะสำรวมต่อไปด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “เอาเถิด ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอได้ล่วงเกินตามแบบคนโง่ คนหลง คนไม่ฉลาด ที่ได้ยกวัตรภิกษุผู้บริสุทธิ์ ไม่มีอาบัติเสียเพราะเรื่องไม่ควร เพราะเหตุไม่ควร แต่เพราะพวกเธอเห็นโทษที่ล่วงเกินโดยความเป็นโทษแล้วขอขมาตามธรรมเนียม เรารับการขอโทษนั้นของพวกเธอ แท้จริง ข้อที่ภิกษุเห็นโทษที่ล่วงเกินโดยความเป็นโทษที่ล่วงเกิน แล้วขอขมาตามธรรมเนียม ถึงความสำรวมต่อไป นั่นเป็นความเจริญในอริยวินัย”
๒. ว่าด้วยกรรมเป็นวรรคโดยไม่เป็นธรรมเป็นต้น
{๑๗๕} [๓๘๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายในจัมปานครทำกรรมเห็นปานนี้ คือ ทำกรรมเป็นวรรคโดยไม่เป็นธรรม ทำกรรมพร้อมเพรียงโดยไม่เป็นธรรม ทำกรรมเป็นวรรคโดยธรรม ทำกรรมเป็นวรรคโดยเทียมธรรม ทำกรรมพร้อมเพรียงโดยเทียมธรรม ภิกษุรูปเดียวยกวัตรภิกษุรูปเดียวบ้าง รูปเดียวยกวัตรภิกษุสองรูปบ้าง รูปเดียวยกวัตรภิกษุหลายรูปบ้าง รูปเดียวยกวัตรสงฆ์บ้าง สองรูปยกวัตรภิกษุรูปเดียวบ้าง สองรูปยกวัตรภิกษุสองรูปบ้าง สองรูปยกวัตรภิกษุหลายรูปบ้าง สองรูปยกวัตรสงฆ์บ้าง หลายรูปยกวัตรภิกษุรูปเดียวบ้าง หลายรูปยกวัตรภิกษุสองรูปบ้าง หลายรูปยกวัตรภิกษุหลายรูปบ้าง หลายรูปยกวัตรสงฆ์บ้าง สงฆ์ต่อสงฆ์ยกวัตรกันบ้าง บรรดาภิกษุผู้มักน้อย... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุทั้งหลายในจัมปานครจึงได้ทำกรรมเห็นปานนี้ คือ ทำกรรมเป็นวรรคโดยไม่เป็นธรรม ... สงฆ์ต่อสงฆ์ยกวัตรกันบ้างเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
- ๑อุกเขปนียกรรม แปลว่า กรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุผู้ควรถูกยกเสียจากหมู่ เป็นสังฆกรรมประเภทนิคคหกรรมอย่างหนึ่งซึ่งสงฆ์ทำแก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติแล้วแต่ดื้อรั้นไม่ยอมรับว่าเป็นอาบัติหรือไม่ยอมทำคืนอาบัติ หรือทำแก่ภิกษุผู้มีทิฏฐิอันชั่วช้า ไม่ยอมสละทิฏฐิอันชั่วช้านั้น อันทำให้สงฆ์เสียสีลสามัญญตา (ความบริสุทธิ์เสมอกันโดยศีล) และทิฏฐิสามัญญตา (ความบริสุทธิ์เสมอกันโดยทางความคิดเห็น)โดยประกาศยกวัตรภิกษุนั้นเสียจากการสมโภคกับสงฆ์ คือ ไม่ให้ฉันร่วม ไม่ให้อยู่ร่วม ไม่ให้สิทธิเสมอกับภิกษุทั้งหลาย
- ๒กรรมเป็นวรรคโดยไม่เป็นธรรม คำว่า เป็นวรรค หมายถึงกรรมที่ภิกษุสงฆ์ทำโดยแบ่งพวก แบ่งฝ่าย ตรงกันข้ามกับคำว่า กรรมพร้อมเพรียง คำว่า โดยไม่เป็นธรรม หมายถึงทำโดยไม่ถูกต้องตามพระบาลีพุทธพจน์ ตรงกันข้ามกับคำว่า โดยธรรม
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุทั้งหลายในจัมปานครทำกรรมเห็นปานนี้ คือ ทำกรรมเป็นวรรคโดยไม่เป็นธรรม ... สงฆ์ต่อสงฆ์ยกวัตรกันบ้าง จริงหรือ”ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิ ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
กรรมที่ใช้ได้และใช้ไม่ได้
{๑๗๖} [๓๘๓] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้ากรรมเป็นวรรคโดยธรรม ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำถ้ากรรมพร้อมเพรียงโดยไม่เป็นธรรม ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
ถ้ากรรมเป็นวรรคโดยธรรม ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
ถ้ากรรมเป็นวรรคโดยเทียมธรรม ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
ถ้ากรรมพร้อมเพรียงโดยเทียมธรรม ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
ภิกษุรูปเดียวยกวัตรภิกษุรูปเดียวบ้าง ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
ภิกษุรูปเดียวยกวัตรภิกษุสองรูปบ้าง ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
ภิกษุรูปเดียวยกวัตรภิกษุหลายรูปบ้าง ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
ภิกษุรูปเดียวยกวัตรสงฆ์บ้าง ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
ภิกษุสองรูปยกวัตรภิกษุรูปเดียวบ้าง ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
ภิกษุสองรูปยกวัตรภิกษุสองรูปบ้าง ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
ภิกษุสองรูปยกวัตรภิกษุหลายรูปบ้าง ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
ภิกษุสองรูปยกวัตรสงฆ์บ้าง ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
ภิกษุหลายรูปยกวัตรภิกษุรูปเดียวบ้าง ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
ภิกษุหลายรูปยกวัตรภิกษุสองรูปบ้าง ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
ภิกษุหลายรูปยกวัตรภิกษุหลายรูปบ้าง ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
ภิกษุหลายรูปยกวัตรสงฆ์บ้าง ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
สงฆ์ต่อสงฆ์ยกวัตรกันบ้าง ก็ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ”
กรรม ๔ ประเภท
{๑๗๗} [๓๘๔] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรมมี ๔ ประเภทนี้ คือ กรรมเป็นวรรคโดยไม่เป็นธรรม ๑ กรรมพร้อมเพรียงโดยไม่เป็นธรรม ๑ กรรมเป็นวรรคโดยธรรม ๑ กรรมพร้อมเพรียงโดยธรรม ๑ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกรรม ๔ ประเภทนั้น กรรมที่เป็นวรรคโดยไม่เป็นธรรม ชื่อว่ากำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ เพราะไม่เป็นธรรม เพราะเป็นวรรค กรรมเห็นปานนี้ไม่ควรทำ และเราก็ไม่อนุญาตดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกรรม ๔ ประเภทนั้น กรรมที่พร้อมเพรียงโดยไม่เป็นธรรม ชื่อว่ากำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ เพราะไม่เป็นธรรม กรรมเห็นปานนี้ไม่ควรทำ และเราก็ไม่อนุญาตดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกรรม ๔ ประเภทนั้น กรรมที่เป็นวรรคโดยธรรม ชื่อว่ากำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ เพราะเป็นวรรค กรรมเห็นปานนี้ไม่ควรทำ และเราก็ไม่อนุญาตดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกรรม ๔ ประเภทนั้น กรรมที่พร้อมเพรียงโดยธรรม ชื่อว่าไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ เพราะเป็นธรรม เพราะพร้อมเพรียง กรรมเห็นปานนี้ควรทำ และเราก็อนุญาตดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุดังกล่าวนั้นแล พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แหละว่า ‘พวกเราจักทำกรรมที่พร้อมเพรียงโดยธรรม”
๓. ว่าด้วยกรรมที่วิบัติโดยญัตติเป็นต้น
ภิกษุฉัพพัคคีย์ทำกรรมวิบัติ
{๑๗๘} [๓๘๕] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทำกรรมเห็นปานนี้ คือ ทำกรรมเป็นวรรคโดยไม่เป็นธรรม ทำกรรมพร้อมเพรียงโดยไม่เป็นธรรม ทำกรรมเป็นวรรคโดยธรรม ทำกรรมเป็นวรรคโดยเทียมธรรม ทำกรรมพร้อมเพรียงโดยเทียมธรรม ทำกรรมวิบัติโดยญัตติแต่สมบูรณ์โดยอนุสาวนาบ้าง ทำกรรมวิบัติโดยอนุสาวนาแต่สมบูรณ์โดยญัตติบ้าง ทำกรรมวิบัติโดยญัตติและวิบัติโดยอนุสาวนาบ้าง ทำกรรมแผกจากธรรมบ้าง ทำกรรมแผกจากวินัยบ้าง ทำกรรมแผกจากสัตถุศาสน์บ้าง ทำกรรมที่ถูกคัดค้านแล้วขืนทำ ไม่ชอบธรรม กำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะบ้างบรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์จึงได้ทำกรรมเห็นปานนี้ คือ ทำกรรมเป็นวรรคโดยไม่เป็นธรรม... ทำกรรมที่ถูกคัดค้านแล้วและขืนทำ ไม่ชอบธรรม กำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะบ้างเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุฉัพพัคคีย์ทำกรรมเห็นปานนี้ คือ ทำกรรมเป็นวรรคโดยไม่เป็นธรรม ... ทำกรรมที่ถูกคัดค้านแล้วขืนทำ ไม่ชอบธรรม กำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะบ้าง จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
- ๑ญัตติ หมายถึงคำประกาศให้สงฆ์ทราบเพื่อทำกิจของสงฆ์ร่วมกัน หรือเรียกว่าคำเผดียงสงฆ์ อนุสาวนา หมายถึงคำสวดประกาศ คือคำประกาศขอคำปรึกษาและมติข้อตกลงของสงฆ์
- ๒ทำกรรมแผกจากธรรม คือ ทำไม่ถูกต้องตามพระบาลีพุทธพจน์หรือทำไม่ตรงตามประเด็นที่เป็นจริง ทำกรรมแผกจากวินัย คือ ทำโดยไม่มีการโจทและการสอบสวน ทำกรรมแผกจาก สัตถุศาสน์ คือ ทำโดยขาดความสมบูรณ์แห่งญัตติและอนุสาวนา (นัย วิ.อ. ๓/๒๓๙)
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิ ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
กรรมที่ใช้ไม่ได้
{๑๗๙} [๓๘๖] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้ากรรมเป็นวรรคโดยไม่เป็นธรรม ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำกรรมพร้อมเพรียงโดยไม่เป็นธรรมใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
กรรมเป็นวรรคโดยธรรมใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
กรรมเป็นวรรคโดยเทียมธรรมใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
กรรมพร้อมเพรียงโดยเทียมธรรมใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
กรรมวิบัติโดยญัตติ สมบูรณ์โดยอนุสาวนาใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
กรรมวิบัติโดยอนุสาวนา สมบูรณ์โดยญัตติใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
กรรมทั้งวิบัติโดยญัตติและวิบัติโดยอนุสาวนาใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
กรรมแม้แผกจากธรรมก็ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
กรรมแม้แผกจากวินัยก็ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
กรรมแม้แผกจากสัตถุศาสน์ก็ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
กรรมที่ถูกคัดค้านแล้วขืนทำ ไม่ชอบธรรม กำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ ก็ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ”
กรรม ๖ ประเภท
{๑๘๐} [๓๘๗] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรมมี ๖ ประเภทนี้ คือ กรรมไม่เป็นธรรม ๑ กรรมเป็นวรรค ๑ กรรมพร้อมเพรียง ๑ กรรมเป็นวรรคโดยเทียมธรรม ๑ กรรมพร้อมเพรียงโดยเทียมธรรม ๑ กรรมพร้อมเพรียงโดยธรรม ๑
อธิบายกรรมไม่เป็นธรรม
{๑๘๑} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมไม่เป็นธรรมเป็นไฉน คือ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในญัตติทุติยกรรม ถ้าสงฆ์ทำกรรมด้วยตั้งญัตติครั้งเดียว และไม่สวดกรรมวาจา ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรมในญัตติทุติยกรรม ถ้าสงฆ์ทำกรรมด้วยตั้งญัตติ ๒ ครั้งและไม่สวดกรรมวาจา ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม
ในญัตติทุติยกรรม ถ้าสงฆ์ทำกรรมด้วยสวดกรรมวาจาอย่างเดียว และไม่ตั้งญัตติ ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม
ในญัตติทุติยกรรม ถ้าสงฆ์ทำกรรมด้วยสวดกรรมวาจา ๒ ครั้งและไม่ตั้งญัตติ ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม
ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าสงฆ์ทำกรรมด้วยตั้งญัตติครั้งเดียวและไม่สวดกรรมวาจา ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม
ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าสงฆ์ทำกรรมด้วยตั้งญัตติ ๒ ครั้ง ด้วยตั้งญัตติ ๓ ครั้ง ด้วยตั้งญัตติ ๔ ครั้ง และไม่สวดกรรมวาจา ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรมในญัตติจตุตถกรรม ถ้าสงฆ์ทำกรรมด้วยสวดกรรมวาจาอย่างเดียว และไม่ตั้งญัตติ ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม
- ๑ญัตติทุติยกรรม แปลว่า สังฆกรรมมีญัตติเป็นที่ ๒ หรือ สังฆกรรมมีวาจาครบสองรวมทั้งญัตติ หมายถึงการสวดประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยการตั้งญัตติแล้วสวดอนุสาวนา (คำขอมติ) ครั้งเดียว ญัตติจตุตถกรรม แปลว่า สังฆกรรมมีญัตติเป็นที่ ๔ หรือ สังฆกรรมมีวาจาครบสี่รวมทั้งญัตติ หมายถึงเมื่อตั้งญัตติแล้วต้องสวดอนุสาวนาถึงสามหนเพื่อสงฆ์คือที่ชุมนุมนั้นจะได้มีเวลาพิจารณาหลายเที่ยวว่าจะอนุมัติหรือไม่
- ๒กรรมวาจา คือ วาจาสวดประกาศกิจในท่ามกลางสงฆ์ ซึ่งแบ่งเป็นญัตติและอนุสาวนา
ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าสงฆ์ทำกรรมด้วยสวดกรรมวาจา ๒ ครั้ง ด้วยกรรมวาจา ๓ ครั้ง ด้วยกรรมวาจา ๔ ครั้ง และไม่ตั้งญัตติ ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรมดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่ากรรมไม่เป็นธรรม (๑)
อธิบายกรรมเป็นวรรค
{๑๘๒} อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย กรรมเป็นวรรคเป็นไฉน คือ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในญัตติทุติยกรรม ถ้าภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้นไม่มาประชุม ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน ชื่อว่ากรรมเป็นวรรคในญัตติทุติยกรรม ถ้าภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมาประชุม แต่ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน ชื่อว่ากรรมเป็นวรรคในญัตติทุติยกรรม ถ้าภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมาประชุม นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา แต่อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน ชื่อว่ากรรมเป็นวรรคในญัตติจตุตถกรรม ถ้าภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้นไม่มาประชุม ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน ชื่อว่ากรรมเป็นวรรคในญัตติจตุตถกรรม ถ้าภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมาประชุม แต่ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน ชื่อว่ากรรมเป็นวรรค
- ๑ภิกษุผู้เข้ากรรม หมายถึงภิกษุที่กำหนดให้ทำสังฆกรรมหนึ่ง ๆ (นัย วิ.อ. ๓/๒๔๐)
ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมาประชุม นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา แต่อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน ชื่อว่ากรรมเป็นวรรค
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่ากรรมเป็นวรรค (๒)
อธิบายกรรมพร้อมเพรียง
{๑๘๓} อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย กรรมพร้อมเพรียงเป็นไฉน คือ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในญัตติทุติยกรรม ถ้าภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมาประชุม นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันไม่คัดค้าน ชื่อว่ากรรมพร้อมเพรียงในญัตติจตุตถกรรม ถ้าภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมาประชุม นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันไม่คัดด้าน ชื่อว่ากรรมพร้อมเพรียง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่ากรรมพร้อมเพรียง (๓)
อธิบายกรรมเป็นวรรคโดยเทียมธรรม
{๑๘๔} อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย กรรมเป็นวรรคโดยเทียมธรรมเป็นไฉน คือ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในญัตติทุติยกรรม ถ้าสงฆ์สวดกรรมวาจาก่อน ตั้งญัตติทีหลัง ภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้นไม่มาประชุม ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดด้าน ชื่อว่ากรรมเป็นวรรคโดยเทียมธรรมในญัตติทุติยกรรม ถ้าสงฆ์สวดกรรมวาจาก่อน ตั้งญัตติทีหลัง ภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมาประชุม แต่ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดด้าน ชื่อว่ากรรมเป็นวรรคโดยเทียมธรรม
ในญัตติทุติยกรรม ถ้าสงฆ์สวดกรรมวาจาก่อน ตั้งญัตติทีหลัง ภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมาประชุม ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน ชื่อว่ากรรมเป็นวรรคโดยเทียมธรรมในญัตติจตุตถกรรม ถ้าสงฆ์สวดกรรมวาจาก่อน ตั้งญัตติทีหลัง ภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้นไม่มาประชุม ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน ชื่อว่ากรรมเป็นวรรคโดยเทียมธรรมในญัตติจตุตถกรรม ถ้าสงฆ์สวดกรรมวาจาก่อน ตั้งญัตติทีหลัง ภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมาประชุม นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน ชื่อว่ากรรมเป็นวรรคโดยเทียมธรรมในญัตติจตุตถกรรม ถ้าสงฆ์สวดกรรมวาจาก่อน ตั้งญัตติทีหลัง ภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมาประชุม นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน ชื่อว่ากรรมเป็นวรรคโดยเทียมธรรมดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่ากรรมเป็นวรรคโดยเทียมธรรม (๔)
อธิบายกรรมพร้อมเพรียงโดยเทียมธรรม
{๑๘๕} อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย กรรมพร้อมเพรียงโดยเทียมธรรมเป็นไฉน คือ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในญัตติทุติยกรรม ถ้าสงฆ์สวดกรรมวาจาก่อน ตั้งญัตติทีหลัง ภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมาประชุม นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน ชื่อว่ากรรมพร้อมเพรียงโดยเทียมธรรม
ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าสงฆ์สวดกรรมวาจาก่อน ตั้งญัตติทีหลัง ภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมาประชุม นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน ชื่อว่ากรรมพร้อมเพรียงโดยเทียมธรรมดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่ากรรมพร้อมเพรียงโดยเทียมธรรม (๕)
อธิบายกรรมพร้อมเพรียงโดยธรรม
{๑๘๖} อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย กรรมพร้อมเพรียงโดยธรรมเป็นไฉน คือ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในญัตติทุติยกรรม ถ้าสงฆ์ตั้งญัตติก่อน ทำกรรมด้วยสวดกรรมวาจาครั้งเดียวทีหลัง ภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมาประชุม นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากัน ไม่คัดด้าน ชื่อว่ากรรมพร้อมเพรียงโดยธรรมในญัตติจตุตถกรรม ถ้าสงฆ์ตั้งญัตติก่อน ทำกรรมด้วยสวดกรรมวาจา ๓ ครั้งทีหลัง ภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมาประชุม นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันไม่คัดค้าน ชื่อว่ากรรมพร้อมเพรียงโดยธรรมดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่ากรรมพร้อมเพรียงโดยธรรม (๖)”
๔. ว่าด้วยกรรมที่สงฆ์จตุวรรคทำได้เป็นต้น
สงฆ์ ๕ ประเภท
{๑๘๗} [๓๘๘] สงฆ์มี ๕ ประเภท คือ ภิกษุสงฆ์จตุวรรค กำหนดจำนวน ๔ รูป ๑ ภิกษุสงฆ์ปัญจวรรค กำหนดจำนวน ๕ รูป ๑ ภิกษุสงฆ์ทศวรรค กำหนดจำนวน ๑๐ รูป ๑ ภิกษุสงฆ์วีสติวรรค กำหนดจำนวน ๒๐ รูป ๑ และภิกษุสงฆ์อติเรกวีสติวรรค กำหนดจำนวนเกินกว่า ๒๐ รูป ๑
จบ เรื่องพระกัสสปโคตร