พระวินัยปิฎก มหาวรรค · จัมเปยยขันธกะ
หัวข้อประจำขันธกะ เล่ม ๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๓๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๘ ในจัมเปยยขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
๒๗๐. รวมเรื่องที่มีในจัมเปยยขันธกะ
จัมเปยยขันธกะ มี ๓๖ เรื่อง คือ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค จัมเปยยขันธกะ หัวข้อประจำขันธกะ (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)
บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๕ หน้า ๒๒๕–๒๓๐ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๕ หน้า ๓๒๗–๓๓๒
จมฺปายํ ภควา อาสิ วตฺถุ วาสภคามเก
อาคนฺตุกานมุสฺสุกฺกํ อกาสิ อิจฺฉิตพฺพเก.
ปกตญฺญุโนติ ญตฺวา อุสฺสุกฺกํ น กรี ตทา
อุกฺขิตฺโต น กโรตีติ สาคมา (๑) ชินสนฺติเก.
อธมฺเมน วคฺคกมฺมํ สมคฺคํ อธมฺเมน จ
ธมฺเมน วคฺคกมฺมํ จ ปฏิรูปเกน วคฺคิกํ.
ปฏิรูปเกน สมคฺคํ เอโก อุกฺขิปเตกกํ
เอโก จ เทฺว สมฺพหุเล สํฆํ อุกฺขิปเตกโต. (๒)
ทุเวปิ สมฺพหุลาปิ สํโฆ สํฆํ จ อุกฺขิปิ
สพฺพญฺญุปวโร สุตฺวา “อธมฺมนฺ”ติ ปฏิกฺขิปิ.
ญตฺติวิปนฺนํ ยํ กมฺมํ สมฺปนฺนํ อนุสาวนํ
อนุสฺสาวนวิปนฺนํ สมฺปนฺนํ ญตฺติยา จ ยํ.
อุภเยน วิปนฺนญฺจ อญฺญตฺร ธมฺมเมว จ
วินยา สตฺถุ ปฏิกุฏฺฐํ กุปฺปํ อฏฺฐานรูปกํ. (๓)
อธมฺมวคฺคํ สมคฺคํ ปฏิรูเปน (๔) เย ทุเว
ธมฺเมเนว จ สามคฺคึ อนุญฺญาสิ ตถาคโต.
จตุวคฺโค ปญฺจวคฺโค ทสวคฺโค จ วีสติ
อติเรกวีสติวคฺโค (๕) สํโฆ ปญฺจวิโธ ตถา.
ฐเปตฺวา อุปสมฺปทํ ยญฺจ กมฺมํ ปวารณํ
อพฺภานกมฺเมน สห จตุวคฺเคหิ กมฺมิโก.
ทุเว กมฺเม ฐเปตฺวาน มชฺฌเทสุปสมฺปทํ
อพฺภานํ ปญฺจวคฺคิโก สพฺพกมฺเมสุ กมฺมิโก.
อพฺภาเนกํ ฐเปตฺวาน เย ภิกฺขู ทสวคฺคิกา
สพฺพกมฺมกโร สํโฆ วีโส สพฺพตฺถ กมฺมิโก.
ภิกฺขุนี สิกฺขมานา จ สามเณโร สามเณริกา
ปจฺจกฺขาตนฺติมวตฺถู อุกฺขิตฺตาปตฺติทสฺสเน.
อปฺปฏิกมฺมทิฏฺฐิยา ปณฺฑกเถยฺยสํวาสกํ
ติตฺถิยติรจฺฉานคตํ มาตุ ปิตุ จ ฆาตกํ.
อรหํ ภิกฺขุนีทูสิ เภทกํ โลหิตุปฺปาทํ
พฺยญฺชนํ นานาสํวาสํ นานาสีมาย อิทฺธิยา.
ยสฺส สํโฆ กเร กมฺมํ โหนฺติ เต จตุวีสติ
สมฺพุทฺเธน ปฏิกฺขิตฺตา น เหเต คณปูรกา.
ปาริวาสิกจตุตฺโถ ปริวาสํ ทเทยฺย วา
มูลมานตฺตมพฺเภยฺย อกมฺมํ น จ กรณํ.
มูลอรหมานตฺตา อพฺภานารหเมว จ
อกมฺมการกา (๖) ปญฺจ สมฺพุทฺเธน ปกาสิตา.
ภิกฺขุนี สิกฺขมานา จ สามเณโร สามเณริกา
ปจฺจกฺขนฺติมอุมฺมตฺตา ขิตฺตเวทนทสฺสเน.
อปฺปฏิกมฺมทิฏฺฐิยา ปณฺฑกเถยฺยสํวาสกํ
ติตฺถิยติรจฺฉานคตํ มาตา ปิตุ จ มาตกํ.
อรหํ ภิกฺขุนีทูสิ เภทกํ โลหิตุปฺปาทกํ
อุภโตพฺยญฺชนญฺเจว นานาสํวาสกํปิจ.
นานาสีมาย ฐิตกํ เวหาสํ ยสฺส กมฺม จ
สตฺตวีสานเมเตสํ ปฏิกฺโกสํ น รุหติ.
ภิกฺขุสฺส ปกตตฺตสฺส รุหติ ปฏิกฺโกสนา
สุทฺธสฺส ทุนฺนิสาริโต พาโล หิ สุนิสฺสาริโต.
ปณฺฑโก เถยฺยสํวาโส ปกฺกนฺโต ติรจฺฉานคโต
มาตุปิตุอรหนฺโต ทูสโก สํฆเภทโก.
โลหิตุปฺปาทโก เจว อุภโตพฺยญฺชโน จ โย
เอกาทสนฺนเมเตสํ โอสารณํ น ยุชฺชติ.
หตฺถปาทา ตทุพฺภยํ กณฺณนาสา ตทุพฺภยํ
องฺคุลิอฬกณฺฑรํ ผณํ ขุชฺโช จ วามโน.
คณฺฑีกลกฺขณกสา จ ลิขิตโก จ สีปที
ปาปา ปริสกาโณ จ กุณี ขญฺโช หโตปิ จ.
อิริยาปถทุพฺพโล อนฺโธ มูโค จ พธิโร
อนฺธมูคนฺธพธิโร มูคพธิรเมว จ.
อนฺธมูคพธิโร จ ทฺวตฺตึเสเต อนูนกา
เตสํ โอสารณํ โหติ สมฺพุทฺเธน ปกาสิตํ.
ทฏฺฐพฺพา ปฏิกาตพฺพา นิสฺสชฺเชตา น วิชฺชติ
ตสฺส อุกฺเขปนา กมฺมา สตฺต โหนฺติ อธมฺมิกา.
อาปนฺนํ อนุวตฺตนฺติ สตฺต เตปิ อธมฺมิกา
อาปนฺนํ อนุวตฺตนฺติ สตฺต กมฺมา สุธมฺมิกา.
สมฺมุขา ปฏิปุจฺฉา จ ปฏิญฺญาย จ การกา (๗)
สติอมูฬฺหปาปิกา ตชฺชนีนิยสฺเสน จ.
ปพฺพาชนียปฏิสารา อุกฺเขปปริวาส จ,
มูลมานตฺตอพฺภานา ตเถว อุปสมฺปทา.
อญฺญํ กเรยฺย อญฺญสฺส โสฬเสเต อธมฺมิกา
ตนฺตํ กเรยฺย ตนฺตสฺส โสฬเสเต สุธมฺมิกา.
ปจฺจาโรเปยฺย อญฺโญญฺญํ โสฬเสเต อธมฺมิกา
เทฺว เทฺว (๘) กตา ๒ ตสฺส เตปิ โสฬส ธมฺมิกา.
เอเกกมูลกํ จกฺกํ “อธมฺมนฺ”ติ ชิโน พฺรฺวิ
อกาสิ ตชฺชนียํ กมฺมํ สํโฆ ภณฺฑนการโก.
อธมฺเมน วคฺคกมฺมํ อญฺญํ อาวาส คจฺฉิ โส
ตตฺถาธมฺเมน สมคฺคา ตสฺส ตชฺชนิยํ กรุํ.
อญฺญตฺถ วคฺคธมฺเมน ตสฺส ตชฺชนิยํ กรุํ
ปฏิรูปเกน วคฺคาปิ สมคฺคาปิ ตถา กรุํ.
อธมฺเมน สมคฺคา จ ธมฺเมน วคฺคเมว จ
ปฏิรูปเกน วคฺคา จ สมคฺคา จ อิเม ปทา.
เอเกกํ มูลกํ กตฺวา จกฺกํ พนฺเธ วิจกฺขโณ
พาลาพฺยตฺตสฺส นิยสฺสํ ปพฺพาเช กุลทูสกํ.
ปฏิสารณียํ กมฺมํ กเร อกฺโกสกสฺส จ
อทสฺสนาปฏิกมฺเม โย จ ทิฏฺฐึ น นิสฺสชฺเช.
เตสํ อุกฺเขปนียกมฺมํ สตฺถวาเหน ภาสิตํ
อุปวินยกมฺมานํ (๙) ปญฺโญ ตชฺชนียํ นเย.
เตสํเยว อนุโลมํ สมฺมา วตฺตติ ยาจติ
ปสฺสทฺธึ เตสํ กมฺมานํ เหฏฺฐา กมฺมนเยน จ.
ตสฺมึ ตสฺมึ หิ กมฺเมสุ ตตฺรฏฺโฐ จ วิวทติ
อกตํ ทุกฺกฏญฺเจว ปุน กาตพฺพกนฺติ จ.
กมฺเม ปสฺสทฺธิยาจาปิ เต ภิกฺขู ธมฺมวาทิโน
วิปตฺติพฺยาธิเต ทิสฺวา กมฺมปฺปตฺเต มหามุนิ.
ปฏิปฺปสฺสทฺธิมกฺขาสิ สลฺลกตฺโตว โอสธนฺติ.
อิมมฺหิ ขนฺธเก วตฺถูนิ ฉตฺตึสาติ. จมฺเปยฺยขนฺธโก นิฏฺฐิตํ.
- ๑ก. อคมา
- ๒ฉ.ม. ...โก
- ๓ฉ.ม. อฏฺฐานารหิกํ
- ๔ฉ.ม. ธมฺมปฏิรูปานิ
- ๕ปโรวีสติวคฺโค จ
- ๖ฉ.ม. น กมฺมการกา
- ๗ฉ.ม. การณา
- ๘- ๒ ฉ.ม. ตมฺมูลกํ
- ๙ฉ.ม. อุปรินยกมฺมานํ
เรื่องพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่กรุงจัมปา เรื่องพระกัสสป โคตรในวาสภคามขวนขวายในสิ่งที่พึงปรารถนาเพื่อภิกษุอาคันตุกะ
ครั้นท่านทราบว่าพวกภิกษุอาคันตุกะชำนาญทางโคจรดีแล้ว จึงเลิกขวนขวายในเวลานั้น แต่ถูกภิกษุอาคันตุกะลงอุกเขปนีย กรรมเพราะไม่ทำจึงไปเฝ้าพระชินเจ้า
เรื่องภิกษุชาวกรุงจัมปาทำกรรมแบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรม พร้อมเพรียงกันโดยไม่ชอบธรรม ทำกรรมแบ่งพวกโดยชอบธรรม แบ่งพวกโดยธรรมปฏิรูปพร้อมเพรียงกันโดยธรรมปฏิรูป
ภิกษุรูปเดียวลงอุกเขปนียกรรมภิกษุรูปเดียวบ้าง ภิกษุรูปเดียวลงอุกเขปนียกรรมภิกษุ ๒ รูปบ้าง ภิกษุรูปเดียวลงอุกเขปนียกรรมภิกษุหลายรูปบ้าง ภิกษุรูปเดียวลงอุกเขปนียกรรมสงฆ์บ้าง ภิกษุ ๒ รูปลงอุกเขปนีย กรรมภิกษุรูปเดียวบ้าง ภิกษุ ๒ รูปลงอุกเขปนียกรรมภิกษุ ๒ รูปบ้าง ภิกษุ ๒ รูปลงอุกเขปนียกรรมภิกษุหลายรูปบ้างภิกษุ ๒ รูปลงอุกเขปนียกรรมสงฆ์บ้าง ภิกษุหลายรูป ลงอุกเขปนียกรรมภิกษุรูปเดียวบ้าง ภิกษุหลายรูปลงอุกเขปนีย กรรมภิกษุ ๒ รูปบ้าง ภิกษุหลายรูปลงอุกเขปนียกรรม ภิกษุหลายรูปบ้าง ภิกษุหลายรูปลงอุกเขปนียกรรมสงฆ์บ้าง สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมสงฆ์บ้าง เรื่องพระผู้มีพระภาคได้ ทรงสดับแล้วตรัสห้ามเพราะไม่ชอบธรรมเรื่องกรรมที่ญัตติวิบัติ อนุสาวนาสมบูรณ์ วิบัติโดยอนุสาวนา สมบูรณ์ด้วยญัตติ วิบัติทั้งสองอย่าง ทำกรรมผิดธรรมวินัย ผิดสัตถุศาสน์ ทำกรรมที่ถูกคัดค้านกรรมที่กำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ
เรื่องแบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรม พร้อมเพรียงกันโดยไม่ชอบธรรม แบ่งพวกโดยธรรมปฏิรูป พร้อมเพรียงกันโดยธรรมปฏิรูป พระตถาคตทรงอนุญาตกรรมที่พร้อมเพรียงกันโดยธรรมเท่านั้น
เรื่องสงฆ์ ๕ ประเภท คือ สงฆ์จตุวรรค สงฆ์ปัญจวรรค สงฆ์ทสวรรค สงฆ์วีสติวรรค และสงฆ์อติเรกวีสติวรรค
เรื่องยกเว้นอุปสมบทกรรม ปวารณากรรมและอัพภานกรรม นอกนั้นสงฆ์จตุวรรคทำได้
เรื่องยกเว้นกรรม ๒ อย่าง คือ อุปสมบทกรรมใน มัชฌิมประเทศและอัพภานกรรม นอกนั้นสงฆ์ปัญจวรรคทำได้ทั้งสิ้น
เรื่องยกเว้นอัพภานกรรมอย่างเดียว นอกนั้นสงฆ์ทสวรรคทำได้ เรื่องสงฆ์วีสติวรรคทำกรรมได้ทุกอย่าง เรื่องสรุปคน ๒๔ จำพวกคือ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี ภิกษุผู้บอกลาสิกขา ผู้ต้องอันติมวัตถุ ผู้ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นอาบัติ เพราะไม่ทำคืนอาบัติ เพราะไม่สละทิฏฐิบาป บัณเฑาะก์ คนลักเพศ ภิกษุผู้เข้ารีตเดียรถีย์ สัตว์ดิรัจฉาน คนผู้ฆ่ามารดา คนผู้ฆ่าบิดา คนฆ่าพระอรหันต์คนประทุษร้ายภิกษุณี คนทำลายสงฆ์ คนทำร้ายพระศาสดาจนถึงห้อพระโลหิต อุภโตพยัญชนก ภิกษุผู้เป็นนานาสังวาส ภิกษุผู้อยู่ในนานาสีมา ภิกษุผู้อยู่ใน อากาศด้วยฤทธิ์
สงฆ์ทำกรรมแก่ภิกษุใดมีภิกษุนั้นครบจำนวนสงฆ์พอดี รวม ๒๔ จำพวก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงห้ามไว้ เพราะคนพวกนั้นเป็นคณปูรกะไม่ได้
เรื่องสงฆ์มีภิกษุผู้อยู่ปริวาสเป็นที่ ๔ ให้ปริวาส ชักเข้าหาอาบัติเดิม ให้มานัตหรืออัพภาน เป็นกรรมที่ใช้ไม่ได้และไม่ควรทำ เรื่องสงฆ์มีผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมเป็นที่ ๔ สงฆ์มีภิกษุ ผู้ควรมานัตเป็นที่ ๔ สงฆ์มีภิกษุผู้ประพฤติมานัตเป็นที่ ๔ สงฆ์มีภิกษุผู้ควรอัพภานเป็นที่ ๔ สงฆ์ ๕ ประเภทนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศว่าทำสังฆกรรมให้ไม่ได้เรื่องคน ๒๗ จำพวกคือ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี ภิกษุผู้บอกลาสิกขา ผู้ต้องอันติมวัตถุ วิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน กระสับกระส่ายเพราะเวทนา ถูกลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ เพราะไม่ทำคืนอาบัติ เพราะไม่สละทิฏฐิบาป บัณเฑาะก์คนลักเพศ
ภิกษุผู้เข้ารีตเดียรถีย์ สัตว์ดิรัจฉาน คนผู้ฆ่ามารดา คนผู้ฆ่าบิดา คนผู้ฆ่าพระอรหันต์ คนประทุษร้ายภิกษุณี คนผู้ทำลายสงฆ์ คนทำร้ายพระศาสดาจนถึงห้อพระโลหิต อุภโตพยัญชนก ภิกษุผู้อยู่ในนานาสังวาส ภิกษุผู้อยู่ในนานาสีมา ภิกษุผู้อยู่ใน อากาศด้วยฤทธิ์ และภิกษุผู้ถูกสงฆ์ทำกรรม ๒๗ จำพวกนี้ค้านไม่ขึ้นเรื่องคำคัดค้านของภิกษุปกตัตตะฟังขึ้น เรื่องบุคคลที่ถูกขับ ออกไปดีและบุคคลที่ถูกขับออกไปไม่ดีเรื่องคน ๑๑ จำพวก คือ บัณเฑาะก์ คนลักเพศ ภิกษุ ผู้เข้ารีตเดียรถีย์ สัตว์ดิรัจฉาน คนผู้ฆ่ามารดา คนผู้ฆ่าบิดา คนผู้ฆ่าพระอรหันต์ คนประทุษร้ายภิกษุณี คนผู้ทำลายสงฆ์
คนทำร้ายพระศาสดาจนถึงห้อพระโลหิต อุภโตพยัญชนก คน ๑๑ จำพวกนี้ไม่ควรรับเข้าหมู่
เรื่องคน ๓๒ จำพวก คือ คนมือด้วน เท้าด้วน ทั้งมือ ทั้งเท้าด้วน คนหูวิ่น คนจมูกแหว่ง คนทั้งหูวิ่นทั้งจมูกแหว่ง คนนิ้วมือนิ้วเท้าขาด คนมีง่ามมือง่ามเท้าขาด คนเอ็นขาด คนมือเป็นแผ่น คนค่อม คนเตี้ย คนคอพอก คนถูกสักหมายโทษ มีรอยเฆี่ยนด้วยหวาย คนมีหมายจับ คนเท้าปุก คนมีโรคเรื้อรัง คนมีรูปร่างไม่สมประกอบ คนตาบอดข้างเดียว คนง่อย คนกระจอก คนเป็นโรคอัมพาต คนเคลื่อนไหวเองไม่ได้ คนชราทุพพลภาพ คนตาบอดทั้งสองข้าง คนใบ้ คนหูหนวก คนทั้งบอดทั้งใบ้ คนทั้งบอดทั้งหนวก คนทั้งใบ้ทั้งหนวก คนทั้งบอด ทั้งใบ้ ทั้งหนวก ๓๒ จำพวกนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศว่ารับเข้าหมู่ได้เรื่องการลงอุกเขปนียกรรมภิกษุผู้ไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ การลงอุกเขปนียกรรมภิกษุผู้ไม่ทำคืนอาบัติ การลงอุกเขปนียกรรม ภิกษุไม่สละทิฏฐิบาป ๗ กรณี เป็นกรรมไม่ชอบธรรม
เรื่องการลงอุกเขปนียกรรมภิกษุที่ต้องอาบัติไม่ชอบธรรมอีก ๗ กรณี เรื่องการลงอุกเขปนียกรรมภิกษุที่ชอบธรรม ๗ กรณี
เรื่องกรรมที่ควรทำต่อหน้ากลับทำลับหลัง กรรมที่ควรทำ โดยการสอบถามกลับไม่ซักถาม กรรมที่ควรทำตามปฏิญญา กลับทำโดยไม่ปฏิญญา ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัยลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม ลงนิยสกรรม แก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม ลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม
ลงปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม ลงอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม ให้ปริวาสแก่ภิกษุ ผู้ควรอุกเขปนียกรรม ชักภิกษุผู้ควรปริวาสเข้าหาอาบัติเดิม ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม อัพภานภิกษุผู้ควรมานัต ให้ภิกษุผู้ควรอัพภานให้อุปสมบทกุลบุตร
ทำกรรมอย่างหนึ่งแก่ภิกษุผู้ควรกรรมอย่างหนึ่ง รวม ๑๖ กรณีเป็นกรรมที่ไม่ชอบด้วยธรรม ไม่ชอบด้วยวินัย
เรื่องทำกรรมนั้น ๆ แก่ภิกษุผู้ควรแก่กรรมนั้น ๆ รวม ๑๖ กรณี เป็นกรรมที่ชอบด้วยธรรมชอบด้วยวินัย เรื่องทำกรรม แต่ละอย่างไม่ชอบด้วยธรรม ไม่ชอบด้วยวินัย ๑๖ กรณี ๒ หมวด เรื่องทำกรรมที่ชอบด้วยธรรม ชอบด้วยวินัย ๑๖ กรณี ๒ หมวด เรื่องหมุนเวียนกรรมมีกรรมแต่ละข้อเป็นมูล พระชินเจ้าตรัสว่า ไม่ชอบด้วยธรรม เรื่องสงฆ์แบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรมลงตัชชนีย กรรมแก่ภิกษุผู้ก่อความบาดหมางเรื่องภิกษุในอาวาสอื่นพร้อมเพรียงกันโดยไม่ชอบธรรมลง ตัชชนียกรรม และภิกษุในอาวาสอื่นแบ่งพวกโดยชอบธรรมก็มี แบ่งพวกโดยธรรมปฏิรูปก็มี พร้อมเพรียงกันโดยธรรมปฏิรูปก็มี ลงตัชชนียกรรมเรื่องพร้อมเพรียงกันโดยไม่ชอบธรรม แบ่งพวก โดยชอบธรรม แบ่งพวกโดยธรรมปฏิรูป และพร้อมเพรียงกัน โดยธรรมปฏิรูปนักปราชญ์ผู้มีปัญญาพึงจัดแต่ละข้อเป็นมูลหมุนเวียน เรื่องสงฆ์ลงนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้โง่เขลาไม่ฉลาดเรื่องสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ประทุษร้ายตระกูล
เรื่องสงฆ์ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ด่าบริภาษคฤหัสถ์
เรื่องพระผู้มีพระภาคทรงเป็นผู้นำหมู่ตรัสอุกเขปนียกรรม แก่ภิกษุผู้ไม่เห็นอาบัติ ไม่ทำคืนอาบัติ และไม่สละทิฏฐิบาป
เรื่องการระงับตัชชนียกรรมเป็นต้นแก่ภิกษุผู้กลับตัวได้ ภิกษุผู้มีปัญญาพึงลงตัชชนียกรรมให้ถูกต้องตามวินัย ภิกษุผู้ประพฤติเรียบร้อยอนุวัตรตามระเบียบวินัยเหล่านั้น ขอระงับกรรมเหล่านั้นตามนัยแห่งกรรมที่กล่าวไว้ก่อน
เรื่องในกรรมนั้น ๆ สงฆ์ผู้อยู่ในที่ประชุมคัดค้านว่า กรรมไม่เป็นอันทำ กรรมทำไม่ถูก ต้องทำใหม่ และเมื่อกรรมระงับ ภิกษุเหล่านั้นเป็นธรรมวาที
พระมหามุนีทรงเห็นภิกษุพวกเข้ากรรมได้รับความลำบาก โดยกรรมาวิบัติจึงทรงชี้วิธีระงับได้ ดุจนายแพทย์ผู้ชำนาญได้ บอกตัวยาไว้ฉะนั้น
จัมเปยยขันธกะ จบ
จบ หัวข้อประจำขันธกะ