arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · กฐินขันธกะ

มาติกา ๘ เล่ม ๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๙–๑๑๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๔ ในกฐินขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

เรื่องนี้มีข้อความเติมจากฉบับมหาจุฬาฯ ๑ เพราะฉบับมหาจุฬาฯ ๒ ในข้อมูล e-tipitaka ไม่มี (หน้า ๑๕๖)

เรื่องกฐินเดาะด้วยมาติกา ๘ ข้อ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค กฐินขันธกะ มาติกา ๘ (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๕ หน้า ๙๕–๑๐๕ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๕ หน้า ๑๕๐–๑๕๙

บาลี (มหาจุฬาฯ)

กถญฺจ ภิกฺขเว อุพฺภตํ โหติ กฐินํ. อฏฺฐิมา ภิกฺขเว มาติกา กฐินสฺส อุพฺภาราย ปกฺกมนนฺติกา นิฏฺฐานนฺติกา สนฺนิฏฺฐานนฺติกา นาสนนฺติกา สวนนฺติกา อาสาวจฺเฉทิกา สีมาติกฺกนฺติกา สหุพฺภาราติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภิกษุทั้งหลาย กฐินย่อมเป็นอันเดาะได้อย่างไร ภิกษุทั้งหลาย มาตกาแห่งการเดาะกฐินมี ๘ ข้อ คือ

๑. กำหนดด้วยหลีกไป ๒. กำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ

๓. กำหนดด้วยตกลงใจ ๔. กำหนดด้วยผ้าเสียหาย

๕. กำหนดด้วยได้ทราบข่าว ๖. กำหนดด้วยสิ้นหวัง

๗. กำหนดด้วยล่วงเขต ๘. กำหนดด้วยเดาะพร้อมกัน

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑กฐินเดาะ หมายถึงกฐินที่เสียหาย ไม่มีอานิสงส์ ใช้ไม่ได้ ภิกษุหมดโอกาสจะได้ประโยชน์จากกฐิน
บาลี (มหาจุฬาฯ)

๑๘๘. อาทายสตฺตก ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน กตจีวรํ อาทาย ปกฺกมติ “น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส ภิกฺขุโน ปกฺกมนนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๑) ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ. โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๒)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๓)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ. โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๔)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ, โส กตจีวโร สุณาติ “อุพฺภตํ กิร ตสฺมึ อาวาเส กฐินนฺ”ติ, ตสฺส ภิกฺขุโน สวนนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๕)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ, โส กตจีวโร “ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, พหิทฺธา กฐินุทฺธารํ วีตินาเมติ, ตสฺส ภิกฺขุโน สีมาติกฺกนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๖)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ, โส กตจีวโร “ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺ”ติ สมฺภุณาติ กฐินุทฺธารํ, ตสฺส ภิกฺขุโน สห ภิกฺขูหิ กฐินุทฺธาโร. (๗) อาทายสตฺตกํ นิฏฺฐิตํ ปฐมํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๑๘๘. อาทายสัตตกะ

ว่าด้วยการเดาะกฐินด้วยการถือจีวรหลีกไป ๗ กรณี

ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำเสร็จแล้วหลีกไป คิดว่า ‘จะไม่กลับ’ การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยหลีกไป (๑)

ภิกษุกรานกฐินแล้วถือเอาจีวรหลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะ ให้ทำจีวรนี้ที่ภายนอกสีมานี้แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรผืนนั้น การเดาะกฐิน ของ ภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๒)ภิกษุกรานกฐินแล้วถือเอาจีวรหลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ ให้ทำจีวรนี้ จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๓)

ภิกษุกรานกฐินแล้วถือเอาจีวรหลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะ ให้ทำจีวรนี้ภายนอกสีมานี้แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรผืนนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำ อยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๔)ภิกษุกรานกฐินแล้วถือเอาจีวรหลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมา ให้ทำจีวร ผืนนั้น ครั้นทำเสร็จแล้วได้ทราบข่าวว่า “ในอาวาสนั้นกฐินเดาะเสียแล้ว” การเดาะ กฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยได้ทราบข่าว (๕)ภิกษุกรานกฐินแล้วถือเอาจีวรหลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมา ให้ทำจีวร ผืนนั้น ทำจีวรเสร็จแล้วคิดว่า “จะกลับ จะกลับ” แล้วล่วงคราวกฐินเดาะนอกสีมา การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยล่วงเขต (๖)ภิกษุกรานกฐินแล้วถือเอาจีวรหลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมา ให้ทำจีวร ผืนนั้น ทำจีวรเสร็จแล้วคิดว่า “จะกลับ จะกลับ” แล้วกลับมาทันกฐินเดาะ การ เดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่าเดาะพร้อมกันกับภิกษุทั้งหลาย (๗)

อาทายสัตตกะ ที่ ๑ จบ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ถือเอาจีวรหลีกไป ในหมวดที่ ๒-๗ หมายถึง ผ้าสำหรับทำจีวร คือ จีวรที่ยังทำไม่เสร็จนั่นเอง (วิ.อ. ๓/๓๑๑/๑๙๙)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

______________ ๑๘๙. สมาทายสตฺตก ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน กตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ “น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ. ตสฺส ภิกฺขุโน ปกฺกมนนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๑)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๒)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๓)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ภิกฺขุโน ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๔)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ, โส กตจีวโร สุณาติ “อุพฺภตํ กิร ตสฺมึ อาวาเส กฐินนฺ”ติ, ตสฺส ภิกฺขุโน สวนนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๕)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ, โส กตจีวโร “ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺ”ติ พหิทฺธา กฐินุทฺธารํ วีตินาเมติ, ตสฺส ภิกฺขุโน สีมาติกฺกนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๖)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ, โส กตจีวโร “ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺ”ติ สมฺภุณาติ กฐินุทฺธารํ, ตสฺส ภิกฺขุโน สห ภิกฺขูหิ กฐินุทฺธาโร. (๗) สมาทายสตฺตกํ นิฏฺฐิตํ ทุติยํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๑๘๙. สมาทายสัตตกะ

ว่าด้วยการเดาะกฐินด้วยการนำจีวรติดตัวหลีกไป ๗ กรณี

ภิกษุกรานกฐินแล้วนำจีวรที่ทำเสร็จแล้วหลีกไปคิดว่า “จะไม่กลับ” การ เดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยหลีกไป (๑)

ภิกษุกรานกฐินแล้วนำจีวรหลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำ จีวรนี้ที่นอกสีมานี่แหละ ไม่กลับ” ให้ทำจีวรผืนนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่า กำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๒)ภิกษุกรานกฐินแล้วนำจีวรหลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ ทำจีวรนี้ จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๓)

ภิกษุกรานกฐินแล้วนำจีวรหลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำ จีวรนี้นอกสีมานี้แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรผืนนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำอยู่นั้น เกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๔)ภิกษุกรานกฐินแล้วนำจีวรหลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมา ให้ทำจีวรผืน นั้น ทำจีวรเสร็จแล้ว ได้ทราบข่าวว่า “ในอาวาสนั้นกฐินเดาะเสียแล้ว” การเดาะ กฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยได้ทราบข่าว (๕)ภิกษุกรานกฐินแล้วนำจีวรหลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมา ให้ทำจีวรผืน นั้น ทำจีวรเสร็จแล้วคิดว่า “จะกลับ” แล้วล่วงคราวกฐินเดาะที่นอกสีมา การเดาะ กฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยล่วงเขต (๖)ภิกษุกรานกฐินแล้วนำจีวรหลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมา ให้ทำจีวรผืน นั้น ทำจีวรเสร็จแล้วคิดว่า “จะกลับ” แล้วกลับมาทันกฐินเดาะ การเดาะกฐินของ ภิกษุนั้น ชื่อว่าเดาะพร้อมกันกับภิกษุทั้งหลาย (๗)

สมาทายสัตตกะ ที่ ๒ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

______________ ๑๙๐. อาทายฉกฺก ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ อาทาย ปกฺกมติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๑)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ อาทาย ปกฺกมติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๒)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ อาทาย ปกฺกมติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๓)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ อาทาย ปกฺกมติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ, โส กตจีวโร สุณาติ “อุพฺภตํ กิร ตสฺมึ อาวาเส กฐินนฺ”ติ, ตสฺส ภิกฺขุโน สวนนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๔)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ อาทาย ปกฺกมติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ, โส กตจีวโร “ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺ”ติ พหิทฺธา กฐินุทฺธารํ วีตินาเมติ, ตสฺส ภิกฺขุโน สีมาติกฺกนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๕)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ อาทาย ปกฺกมติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ, โส กตจีวโร “ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺ”ติ สมฺภุณาติ กฐินุทฺธารํ, ตสฺส ภิกฺขุโน สห ภิกฺขูหิ กฐินุทฺธาโร. (๖) อาทายฉกฺกํ นิฏฺฐิตํ ตติยํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๑๙๐. อาทายฉักกะ

ว่าด้วยการเดาะกฐินด้วยการถือจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป ๖ กรณี

ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป อยู่นอกสีมามีความ คิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้ที่นอกสีมานี้แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรผืนนั้น การ เดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๑)

ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิดอย่าง นี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรผืนนั้น จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนด ด้วยตกลงใจ (๒)

ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิดอย่าง นี้ว่า “จะให้ทำจีวรผืนนี้ที่นอกสีมานี้แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรผืนนั้น จีวรที่ เธอให้ทำอยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้า เสียหาย (๓)ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมา ให้ทำจีวรผืนนั้น ทำจีวรเสร็จแล้ว ได้ทราบข่าวว่า “ในอาวาสนั้นกฐินเดาะ เสียแล้ว” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยได้ทราบข่าว (๔)ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมา ให้ทำจีวรผืนนั้น ทำจีวรเสร็จแล้วคิดว่า “จะกลับ จะกลับ” แล้วล่วงคราวกฐินเดาะ นอกสีมา การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยล่วงเขต (๕)ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอก สีมาให้ทำจีวรผืนนั้น ทำจีวรเสร็จแล้วคิดว่า “จะกลับ จะกลับ” แล้วกลับมาทัน กฐินเดาะ การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่าเดาะพร้อมกันกับภิกษุทั้งหลาย (๖)

อาทายฉักกะ ที่ ๓ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

_______________ ๑๙๑. สมาทายฉกฺก ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๑)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ. ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๒)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๓)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ, “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ, โส กตจีวโร สุณาติ “อุพฺภตํ กิร ตสฺมึ อาวาเส กฐินนฺ”ติ ตสฺส ภิกฺขุโน สวนนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๔) ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ, โส กตจีวโร “ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺ”ติ พหิทฺธา กฐินุทฺธารํ วีตินาเมติ, ตสฺส ภิกฺขุโน สีมาติกฺกนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๕)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ, โส กตจีวโร “ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺ”ติ สมฺภุณาติ กฐินุทฺธารํ, ตสฺส ภิกฺขุโน สห ภิกฺขูหิ กฐินุทฺธาโร. (๖) สมาทายฉกฺกํ นิฏฺฐิตํ จตุตฺถํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๑๙๑. สมาทายฉักกะ

ว่าด้วยการเดาะกฐินด้วยการนำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป ๖ กรณี

ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป อยู่นอกสีมามีความ คิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้ที่นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรผืนนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๑)

ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิด อย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรผืนนั้น จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่า กำหนดด้วยตกลงใจ (๒)

ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ ว่า “จะให้ทำจีวรผืนนี้ที่นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรผืนนั้น จีวรที่ ภิกษุนั้นให้ทำอยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้า เสียหาย (๓)ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอก สีมาให้ทำจีวรผืนนั้น ทำจีวรเสร็จแล้ว ได้ทราบข่าวว่า “ในอาวาสนั้นกฐินเดาะ เสียแล้ว” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยได้ทราบข่าว (๔)ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมา ให้ทำจีวรผืนนั้น ทำจีวรเสร็จแล้วคิดว่า “จะกลับ จะกลับ” แล้วล่วงคราว กฐินเดาะนอกสีมา การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยล่วงเขต (๕)ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมา ให้ทำจีวรผืนนั้น ทำจีวรเสร็จแล้ว คิดว่า “จะกลับ จะกลับ” แล้วกลับมาทัน กฐินเดาะ การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่าเดาะพร้อมกันกับภิกษุทั้งหลาย (๖)

สมาทายฉักกะ ที่ ๔ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

_______________ ๑๙๒. อาทายปณฺณรสก ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทธาโร.(๑)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๒)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๓) ติกํ. ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ “น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสนฺ”ติ, โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๔)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ “น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสนฺ”ติ, ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร.(๕)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ “น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสนฺ”ติ, โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๖) ติกํ.

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ อนธิฏฺฐิเตน, เนวสฺส โหติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, น ปนสฺส โหติ “น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๗)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ อนธิฏฺฐิเตน, เนวสฺส โหติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, น ปนสฺส โหติ “น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๘)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ อนธิฏฺฐิเตน, เนวสฺส โหติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, น ปนสฺส โหติ “น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๙) ติกํ.

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๑๐)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๑๑)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๑๒)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ, โส กตจีวโร สุณาติ “อุพฺภตํ กิร ตสฺมึ อาวาเส กฐินนฺ”ติ, ตสฺส ภิกฺขุโน สวนนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๑๓)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ, โส กตจีวโร “ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, พหิทฺธา กฐินุทฺธารํ วีตินาเมติ, ตสฺส ภิกฺขุโน สีมาติกฺกนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๑๔)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ, โส กตจีวโร “ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺ”ติ สมฺภุณาติ กฐินุทฺธารํ, ตสฺส ภิกฺขุโน สห ภิกฺขูหิ กฐินุทฺธาโร. (๑๕) ฉกฺกํ. อาทายปณฺณรสกํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๑๙๒. อาทายปัณณรสกะ

ว่าด้วยการเดาะกฐินด้วยการถือจีวรหลีกไป ๑๕ กรณี

ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรผืนนั้น การเดาะกฐิน ของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๑)

ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ ให้ทำจีวรนี้ จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๒)

ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรผืนนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำนั้น เกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๓)

ติกะที่ ๑ จบ

ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไปคิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมามีความ คิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ” ให้ทำจีวรนั้น การเดาะกฐินของ ภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๔)ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไปคิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมามีความ คิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรนี้” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วย ตกลงใจ (๕)

ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไปคิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมามีความ คิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้” ให้ทำจีวรนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำเสียหาย การ เดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๖)

ติกะที่ ๒ จบ

ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไปโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้คิดว่า “จะกลับ” แต่ก็ไม่ได้คิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้ นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่า กำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๗)ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไปโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้คิดว่า “จะกลับ” แต่ก็ไม่ได้คิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรนี้ จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๘)ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไปโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้คิดว่า “จะกลับ” แต่ก็ไม่ได้คิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้ นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำนั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๙)

ติกะที่ ๓ จบ

ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมามีความคิด อย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น การเดาะกฐิน ของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๑๐)ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมามีความคิด อย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรนี้ จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนด ด้วยตกลงใจ (๑๑)

ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมามีความ คิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น จีวรที่ภิกษุ นั้นให้ทำอยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๑๒)ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมาให้ทำจีวร ผืนนั้น ทำจีวรเสร็จแล้ว ได้ทราบข่าวว่า “ในอาวาสนั้นกฐินเดาะเสียแล้ว” การ เดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยได้ทราบข่าว (๑๓)ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมาให้ทำจีวรผืนนั้น ทำจีวรเสร็จแล้วคิดว่า “จะกลับ จะกลับ” แล้วล่วงคราวกฐินเดาะนอกสีมา การ เดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยล่วงเขต (๑๔)ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมาให้ทำจีวรผืนนั้น ทำจีวรเสร็จแล้วคิดว่า “จะกลับ จะกลับ” แล้วกลับมาทันกฐินเดาะ การเดาะกฐิน ของภิกษุนั้น ชื่อว่าเดาะพร้อมกันกับภิกษุทั้งหลาย (๑๕)

ฉักกะ จบ

อาทายปัณณรสกะ จบ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑โดยไม่ตั้งใจ คือโดยมิได้กำหนดว่า “จะกลับ จะไม่กลับ” (สารตฺถ. ฏีกา ๓/๓๑๒/๔๐๖)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

๑๙๓. สมาทายปณฺณรสกาทิ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ฯเปฯ. (อาทายวารสทิสํ เอวํ วิตฺถาเรตพฺพํ.)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ อาทาย ปกฺกมติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯเปฯ (สมาทายวารสทิสํ เอวํ วิตฺถาเรตพฺพํ.)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๑๙๓. สมาทายปัณณรสกาทิ

ว่าด้วยการเดาะกฐินด้วยการนำจีวรติดตัวหลีกไป ๑๕ กรณีเป็นต้น

ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรหลีกไป ฯลฯ

(พระวินัยธรพึงขยายความให้พิสดารอย่างนี้ เหมือนวาระที่ว่าด้วยเรื่องการ เดาะกฐินกำหนดด้วยถือจีวรหลีกไป)

ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป อยู่นอกสีมา มีความคิด อย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรผืนนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น การเดาะ กฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ ฯลฯ

(พระวินัยธรพึงขยายความให้พิสดารอย่างนี้ เหมือนวาระที่ว่าด้วยเรื่องการ เดาะกฐินกำหนดด้วยถือจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

_____________ ๑๙๔. วิปฺปกตสมาทายปณฺณรสก ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๑)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๒)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๓) ติกํ. ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ “น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสนฺ”ติ, โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๔)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ “น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสนฺ”ติ, ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๕)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ “น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสนฺ”ติ, โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๖) ติกํ.

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ อนธิฏฺฐิเตน, เนวสฺส โหติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, น ปนสฺส โหติ “น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๗)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ อนธิฏฺฐิเตน, เนวสฺส โหติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, น ปนสฺส โหติ “น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๘)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ อนธิฏฺฐิเตน, เนวสฺส โหติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, น ปนสฺส โหติ “น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๙) ติกํ. ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๑๐)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๑๑)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ, “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ “อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ, น ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส ตํ จีวรํ กาเรติ, ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ, ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๑๒)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ, โส กตจีวโร สุณาติ “อุพฺภตํ กิร ตสฺมึ อาวาเส กฐินนฺ”ติ, ตสฺส ภิกฺขุโน สวนนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๑๓)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ, โส กตจีวโร “ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺ”ติ พหิทฺธา กฐินุทฺธารํ วีตินาเมติ, ตสฺส ภิกฺขุโน สีมาติกฺกนฺติโก กฐินุทฺธาโร. (๑๔)

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ “ปจฺเจสฺสนฺ”ติ, โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ, โส กตจีวโร “ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺ”ติ สมฺภุณาติ กฐินุทฺธารํ, ตสฺส ภิกฺขุโน สห ภิกฺขูหิ กฐินุทฺธาโร. (๑๕) ฉกฺกํ. สมาทายปณฺณรสกํ. อาทายภาณวาโร.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๑๙๔. วิปปกตสมาทายปัณณรสกะ

ว่าด้วยการเดาะกฐินด้วยการนำจีวรที่ทำค้างไว้ติดตัวหลีกไป ๑๕ กรณี

ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป อยู่นอกสีมา มีความ คิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น การเดาะ กฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๑)

ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป อยู่นอกสีมา มีความคิด อย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรนี้ จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่า กำหนดด้วยตกลงใจ (๒)

ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป อยู่นอกสีมา มีความคิด อย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น จีวรที่ให้ทำ อยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๓)

ติกะที่ ๑ จบ

ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอก สีมา มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ” ให้ทำจีวรนั้น การเดาะ กฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๔)ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอก สีมา มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรนี้” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่า กำหนดด้วยตกลงใจ (๕)

ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอก สีมา มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ” ให้ทำจีวรนั้น จีวรที่ ภิกษุนั้นให้ทำอยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้า เสียหาย (๖)

ติกะที่ ๒ จบ

ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้คิดว่า “จะ กลับ” แต่ก็ไม่ได้คิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมา มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรผืนนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๗)ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้คิดว่า “จะ กลับ” แต่ก็ไม่ได้คิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมา มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ ทำจีวรนี้ จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๘)ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปโดยไม่ตั้งใจ คือ เธอไม่ได้คิดว่า “จะกลับ” แต่ก็ไม่ได้คิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมา มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรผืนนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำอยู่นั้น เกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๙)

ติกะที่ ๓ จบ

ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมา มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๑๐)ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมา มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรนี้ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น การเดาะกฐิน ของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๑๑)ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมา มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำอยู่นั้นเกิดเสียหาย

การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนด ด้วยผ้าเสียหาย (๑๒)ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมา ให้ทำจีวรนั้น ทำจีวรเสร็จแล้วได้ทราบข่าวว่า “ในอาวาสนั้นกฐินเดาะเสียแล้ว” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยได้ทราบข่าว (๑๓)ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมา ให้ทำจีวรนั้น เธอทำจีวรเสร็จแล้วคิดว่า “จะกลับ จะกลับ” แล้วล่วงคราว กฐินเดาะนอกสีมา การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยล่วงเขต (๑๔)ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมา ให้ทำจีวรนั้น เธอทำจีวรเสร็จแล้วคิดว่า “จะกลับ จะกลับ” แล้วกลับมาทันกฐินเดาะ การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่าเดาะพร้อมกันกับภิกษุทั้งหลาย (๑๕)

ฉักกะ จบ

สมาทายปัณณรสกะ จบ

อาทายภาณวาร จบ

จบ มาติกา ๘