arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · กฐินขันธกะ

ภิกษุปาไฐยรัฐเดินทางเข้าเฝ้า เล่ม ๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๕–๙๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๔ ในกฐินขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๗. กฐินกฺขนฺธก (๑)

๑๘๗. กฐินานุชานนา

๗. กฐินขันธกะ

๑๘๗. กฐินานุชานนา

ว่าด้วยทรงอนุญาตให้กรานกฐิน

เรื่องภิกษุชาวเมืองปาเฐยยะ ๓๐ รูป

พระวินัยปิฎก มหาวรรค กฐินขันธกะ ภิกษุปาไฐยรัฐเดินทางเข้าเฝ้า (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๕ หน้า ๙๓–๙๕ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๕ หน้า ๑๔๕–๑๔๙

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม. เตน โข ปน สมเยน ตึสมตฺตา ปาเฐยฺยกา (๒) ภิกฺขู สพฺเพ อารญฺญกา สพฺเพ ปิณฺฑปาติกา สพฺเพ ปํสุกูลิกา สาวตฺถึ อาคจฺฉนฺตา ภควนฺตํ ทสฺสนาย อุปกฏฺฐาย วสฺสูปนายิกาย นาสกฺขึสุ สาวตฺถิยํ วสฺสูปนายิกํ สมฺภาเวตุํ, อนฺตรามคฺเค สาเกเต วสฺสํ อุปคจฺฉึสุ, เต อุกฺกณฺฐิตรูปา วสฺสํ วสึสุ “อาสนฺเนว โน ภควา วิหรติ อิโต ฉสุ โยชเนสุ, น จ มยํ ลภาม ภควนฺตํ ทสฺสนายา”ติ. อถ โข เต ภิกฺขู วสฺสํวุตฺถา เตมาสจฺจเยน กตาย ปวารณาย เทเว วสฺสนฺเต อุทกสงฺคเห อุทกจิกฺขลฺเล โอกปุณฺเณหิ จีวเรหิ กิลนฺตรูปา, เยน สาวตฺถิ อนาถปิณฺฑิกสฺส

อาราโม, เยน ภควา, เตนุปสงฺกมึสุ. อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ. อาจิณฺณํ โข ปเนตํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ อาคนฺตุเกหิ สทฺธึ ปฏิสมฺโมทิตุํ. อถ โข ภควา เต ภิกฺขู เอตทโวจ “กจฺจิ ภิกฺขเว ขมนียํ, กจฺจิ ยาปนียํ, กจฺจิ สมคฺคา สมฺโมทมานา อวิวทมานา ผาสุกํ วสฺสํ วสิตฺถ, น จ ปิณฺฑเกน กิลมิตฺถา”ติ. “ขมนียํ ภควา, ยาปนียํ ภควา, สมคฺคา จ มยํ ภนฺเต สมฺโมทมานา อวิวทมานา วสฺสํ วสิมฺหา, น จ ปิณฺฑเกน กิลมิมฺหา, อิธ มยํ ภนฺเต ตึสมตฺตา ปาเฐยฺยกา ภิกฺขู สาวตฺถึ อาคจฺฉนฺตา ภควนฺตํ ทสฺสนาย อุปกฏฺฐาย วสฺสูปนายิกาย นาสกฺขิมฺหา สาวตฺถิยํ วสฺสูปนายิกํ สมฺภาเวตุ,ํ อนฺตรามคฺเค

สาเกเต วสฺสํ อุปคจฺฉิมฺหา, เต มยํ ภนฺเต อุกฺกณฺฐิตรูปา วสฺสํ วสิมฺหา ‘อาสนฺเน ว โน ภควา วิหรติ อิโต ฉสุ โยชเนสุ, น จ มยํ ลภาม ภควนฺตํ ทสฺสนายา”ติ. อถ โข มยํ ภนฺเต วสฺสํวุตฺถา เตมาสจฺจเยน กตาย ปวารณาย เทเว วสฺสนฺเต อุทกสงฺคเห อุทกจิกฺขลฺเล โอกปุณฺเณหิ จีวเรหิ กิลนฺตรูปา อทฺธานํ อาคตา”ติ. อถ โข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ “อนุชานามิ ภิกฺขเว วสฺสํวุตฺถานํ ภิกฺขูนํ กฐินํ อตฺถริตุํ, อตฺถตกฐินานํ โว ภิกฺขเว ปญฺจ กปฺปิสฺสนฺติ, อนามนฺตจาโร อสมาทานจาโร คณโภชนํ ยาวทตฺถจีวรํ โย จ ตตฺถ จีวรุปฺปาโท โส เนสํ ภวิสฺสตี”ติ, อตฺถตกฐินานํ โว ภิกฺขเว อิมานิ ปญฺจ กปฺปิสฺสนฺติ. เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว กฐินํ อตฺถริตพฺพํ. พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สํโฆ ญาเปตพฺโพ-

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑กถินกฺขนฺธก
  2. ๒ฉ.ม. ปาเวยฺยกา
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้นภิกษุชาวเมืองปาเฐยยะ จำนวน ๓๐ รูป ทั้งหมดถืออารัญญิกธุดงค์ ถือปิณฑปาติกธุดงค์และถือเตจีวริกธุดงค์ เดินทาง มากรุงสาวัตถีเพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค เมื่อใกล้วันเข้าพรรษา ไม่สามารถจะเดิน ทางไปให้ทันวันเข้าพรรษาในกรุงสาวัตถีได้ จึงเข้าพรรษาในเมืองสาเกตระหว่างทางภิกษุชาวเมืองปาเฐยยะเหล่านั้นมีใจรัญจวน อยู่จำพรรษาด้วยคิดว่า “พระผู้มี พระภาคประทับอยู่ใกล้ ๆ พวกเราห่างเพียง ๖ โยชน์ แต่พวกเราก็ไม่ได้เฝ้า พระองค์”

ครั้นล่วงไตรมาส ภิกษุเหล่านั้นออกพรรษาแล้ว เมื่อปวารณาแล้ว ฝนยัง ตกชุกอยู่ พื้นแผ่นดินชุ่มชื้นไปด้วยน้ำ เป็นหล่มเลน พวกเธอมีจีวรชุ่มชื้นด้วยน้ำ เหน็ดเหนื่อย เดินทางเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ อารามของอนาถบิณฑิก เศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่สมควรการที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสนทนาปราศรัยกับภิกษุอาคันตุกะ ทั้งหลาย นั่นเป็นพุทธประเพณี

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอ ทั้งหลายยังสบายดีหรือ ยังพอเป็นอยู่ได้หรือ พวกเธอเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่ทะเลาะกัน อยู่จำพรรษาเป็นผาสุกหรือ และบิณฑบาตไม่ลำบากหรือ”

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ยังสบายดี พระพุทธเจ้าข้า ยังพอเป็นอยู่ได้ พระพุทธเจ้าข้า อนึ่ง พวกข้าพระองค์เป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่ทะเลาะกัน อยู่จำพรรษาเป็นผาสุก และบิณฑบาตไม่ลำบาก พระพุทธเจ้าข้า ขอประทาน วโรกาส พวกข้าพระองค์ มีประมาณ ๓๐ รูป เป็นภิกษุชาวเมืองปาเฐยยะ เดินทาง มากรุงสาวัตถีเพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค เมื่อใกล้ถึงวันเข้าพรรษา ไม่สามารถจะเดิน ทางมาให้ทันวันเข้าพรรษาในกรุงสาวัตถีได้ จึงจำพรรษาที่เมืองสาเกตระหว่างทาง พวกข้าพระองค์รัญจวนใจ อยู่จำพรรษาด้วยคิดว่า ‘พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ใกล้ ๆ พวกเราห่างเพียง ๖ โยชน์ แต่พวกเราก็ไม่ได้เฝ้าพระองค์’ ครั้นล่วงไตรมาส พวกข้าพระองค์ออกพรรษาแล้ว เมื่อปวารณาแล้ว ฝนยังตกชุกอยู่ พื้นแผ่นดิน เต็มไปด้วยน้ำ เป็นหล่มเลน มีจีวรชุ่มชื้นด้วยน้ำ เหน็ดเหนื่อย เดินทางไกลมา พระพุทธเจ้าข้า”

เรื่องอานิสงส์กฐิน ๕ อย่าง

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมีกถาเพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ แล้ว รับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาแล้ว กรานกฐิน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้กรานกฐินแล้วจะได้อานิสงส์ ๕ อย่าง คือ

๑. เที่ยวไปไม่ต้องบอกลา ๒. ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบสำรับ

๓. ฉันคณโภชนะได้ ๔. ทรงอติเรกจีวรไว้ได้ตามต้องการ

๕. พวกเธอจะได้จีวรที่เกิดขึ้นในที่นั้น

ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอผู้กรานกฐินแล้วย่อมได้อานิสงส์ ๕ อย่างนี้แล

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑เมืองปาเฐยยะ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกแคว้นโกศล คำว่า “ปาเฐยยกะ” เป็นชื่อของพระภัททวัคคีย์เถระ ทั้งหลายซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกับพระเจ้าโกศล ในบรรดาท่านเหล่านั้น ผู้เป็นพี่ใหญ่ เป็นพระอนาคามี คนที่เป็นน้องสุดท้อง เป็นพระโสดาบัน ไม่มีใครเป็นพระอรหันต์หรือปุถุชน (วิ.อ. ๓/๓๐๖/๑๙๑) ว่า “ปาเวยยกะ” ก็มี
  2. ๒กรานกฐิน เป็นวิธีการตัดเย็บจีวร โดยขึงไม้กฐิน(ไม้สะดึง) แล้วเอาผ้าที่เย็บเป็นจีวรเข้าขึงที่ไม้กฐิน เย็บ เสร็จแล้วบอกแก่ภิกษุทั้งหลายผู้ร่วมใจกันยกผ้าให้ในนามของสงฆ์ เพื่ออนุโมทนา
บาลี (มหาจุฬาฯ)

สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, อิทํ สํฆสฺส กฐินทุสฺสํ อุปฺปนฺนํ, ยทิ สํฆสฺส ปตฺตกลฺลํ สํโฆ อิมํ กฐินทุสฺสํ อิตฺถนฺนามสฺส ภิกฺขุโน ทเทยฺย กฐินํ อตฺถริตุํ, เอสา ญตฺติ.

สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, อิทํ สํฆสฺส กฐินทุสฺสํ อุปฺปนฺนํ, สํโฆ อิมํ กฐินทุสฺสํ อิตฺถนฺนามสฺส ภิกฺขุโน เทติ กฐินํ อตฺถริตุํ, ยสฺสายสฺมโต ขมติ อิมสฺส กฐินทุสฺสสฺส อิตฺถนฺนามสฺส ภิกฺขุโน ทานํ กฐินํ อตฺถริตุํ, โส ตุณฺหสฺส, ยสฺส นกฺขมติ, โส ภาเสยฺย.

ทินฺนํ อิทํ สํเฆน กฐินทุสฺสํ อิตฺถนฺนามสฺส ภิกฺขุโน กฐินํ อตฺถริตุํ, ขมติ สํฆสฺส ตสฺมา ตุณฺหี, เอวเมตํ ธารยามี”ติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เรื่องวิธีกรานกฐินและญัตติทุติยกรรมวาจาสำหรับกรานกฐิน

ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงกรานกฐินอย่างนี้ คือ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศ ให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจาว่า

ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผ้ากฐินนี้เกิดแล้วแก่สงฆ์ ถ้าสงฆ์ พร้อมกันแล้ว พึงให้กรานกฐินแก่ภิกษุชื่อนี้เพื่อกรานกฐิน นี่เป็นญัตติ

ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผ้ากฐินนี้เกิดแล้วแก่สงฆ์ ถ้าสงฆ์พร้อม กันแล้ว พึงให้กรานกฐินแก่ภิกษุชื่อนี้เพื่อกรานกฐิน ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการให้ ผ้ากฐินนี้แก่ภิกษุชื่อนี้เพื่อกรานกฐิน ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่าน รูปนั้นพึงทักท้วงผ้ากฐินนี้อันสงฆ์ให้แล้วแก่ภิกษุชื่อนี้เพื่อกรานกฐิน สงฆ์เห็นด้วย เพราะเหตุนั้น จึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เอวํ โข ภิกฺขเว อตฺถตํ โหติ กฐินํ, เอวํ อนตฺถตํ. กถญฺจ ปน ภิกฺขเว อนตฺถตํ โหติ กฐินํ, น อุลฺลิขิตมตฺเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, น โธวนมตฺเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, น จีวรวิจารณมตฺเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, น เฉทนมตฺเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, น พนฺธนมตฺเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, น โอวฏฺฏิกกรณมตฺเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, น กณฺฑูสกรณมตฺเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, น ทฬฺหีกมฺมกรณมตฺเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, น อนุวาตกรณมตฺเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, น โอฏฺเฏยฺยกรณมตฺเตน (๑) อตฺถตํ โหติ กฐินํ, น กมฺพลมทฺทนมตฺเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, น นิมิตฺตกเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, น ปริกถากเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, น กุกฺกุกเตน

อตฺถตํ โหติ กฐินํ, น สนฺนิธิกเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, น นิสฺสคฺคิเยน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, น อกปฺปกเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, น อญฺญตฺร สํฆาฏิยา อตฺถตํ โหติ กฐินํ, น อญฺญตฺร อุตฺตราสงฺเคน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, น อญฺญตฺร อนฺตรวาสเกน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, น อญฺญตฺร ปญฺจเกน วา อติเรกปญฺจเกน วา ตทเหว สญฺฉินฺเนน สมณฺฑลีกเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, น อญฺญตฺร ปุคฺคลสฺส อตฺถารา อตฺถตํ โหติ กฐินํ, น สมฺมา เจว อตฺถตํ โหติ กฐินํ, ตญฺเจ นิสฺสีมฏฺโฐ อนุโมทติ, เอวํปิ อนตฺถตํ โหติ กฐินํ. เอวํ โข ภิกฺขเว อนตฺถตํ โหติ กฐินํ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม.สี. โอวทฺเธยฺยกรณมตฺเตน
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เรื่องกฐินไม่เป็นอันกราน

ภิกษุทั้งหลาย กฐินย่อมเป็นอันกรานอย่างนี้ ไม่เป็นอันกรานอย่างนี้

ภิกษุทั้งหลาย ก็กฐินย่อมไม่เป็นอันกรานอย่างไร กฐินย่อมไม่เป็นอันกราน อย่างนี้ คือ

๑. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยอาการเพียงมีรอยขีด

๒. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยอาการเพียงซักผ้า

๓. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยอาการเพียงกะผ้า

๔. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยอาการเพียงตัดผ้า

๕. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยอาการเพียงเนาผ้า

๖. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยอาการเพียงเย็บผ้า

๗. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยอาการเพียงทำลูกดุม

๘. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยอาการเพียงทำรังดุม

๙. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยอาการเพียงติดผ้าอนุวาต

๑๐. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยอาการเพียงติดผ้าอนุวาตด้านหน้า

๑๑. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยอาการเพียงดามผ้า

๑๒. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยอาการเพียงย้อมผ้าเป็นสีหม่น

๑๓. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยผ้าที่ทำนิมิตได้มา

๑๔. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยผ้าที่พูดเลียบเคียงได้มา

๑๕. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยผ้าที่ยืมเขามา

๑๖. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยผ้าที่เก็บไว้ค้างคืน

๑๗. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยผ้าที่เป็นนิสสัคคีย์

๑๘. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยผ้าที่ไม่ทำพินทุ

๑๙. กฐินไม่เป็นอันกรานเว้นจากสังฆาฏิ

๒๐. กฐินไม่เป็นอันกรานเว้นจากอุตตราสงค์

๒๑. กฐินไม่เป็นอันกรานเว้นจากอันตรวาสก

๒๒. กฐินไม่เป็นอันกรานเว้นจากจีวรมีขัณฑ์ ๕ หรือเกิน ๕ ซึ่งตัดดีแล้ว ทำให้มีมณฑลเสร็จในวันนั้น๒๓. กฐินไม่เป็นอันกรานเพราะเว้นจากบุคคลกราน

๒๔. กฐินไม่เป็นอันกรานโดยชอบ ถ้าภิกษุผู้อยู่นอกสีมาอนุโมทนากฐินนั้น ภิกษุทั้งหลาย กฐินชื่อว่าไม่เป็นอันภิกษุกรานอย่างนี้แล

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑อนุวาต คือผ้าขอบจีวรทั้งด้านยาวทั้งด้านกว้าง (วิ.อ. ๓/๓๔๕/๒๑๗)
  2. ๒ทำพินทุ คือการทำจุดเป็นวงกลมอย่างใหญ่เท่าแววตานกยูง อย่างเล็กเท่าหลังตัวเลือด ที่มุมจีวรด้วยสีเขียว สีตมหรือสีดำคล้ำ เพื่อทำให้จีวรเสียหรือทำตำหนิ (วิ.อ. ๒/๓๖๘-๓๖๙/๔๑๐) ดู วิ.มหา. (แปล) ๒/๓๖๘๓๖๙/๔๙๑
  3. ๓จีวรมีขัณฑ์ ๕ คือจีวรที่ตัดเย็บปรากฏกระทง(ผ้าท่อนหนึ่ง ๆ มีลักษณะเหมือนกระทงนา มีรูปสี่เหลี่ยม)ใหญ่ กระทงเล็ก โดยมีเส้นคั่นดุจคันนา ยืนระหว่างกระทงจีวร แบ่งเป็น ๕ กระทง (ดู วิ.อ. ๓/๓๐๘,๓๔๕/๑๙๗, ๒๑๗)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

กถญฺจ ภิกฺขเว อตฺถตํ โหติ กฐินํ. อหเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, อหตกปฺเปน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, ปิโลติกาย อตฺถตํ โหติ กฐินํ, ปํสุกูเลน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, ปาปณิเกน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, อนิมิตฺตกเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, อปริกถากเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, อกุกฺกุกเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, อสนฺนิธิกเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, อนิสฺสคฺคิเยน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, กปฺปกเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, สํฆาฏิยา อตฺถตํ โหติ กฐินํ, อุตฺตราสงฺเคน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, อนฺตรวาสเกน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, ปญฺจเกน วา อติเรกปญฺจเกน วา ตทเหว สญฺฉินฺเนน สมณฺฑลีกเตน อตฺถตํ โหติ กฐินํ, ปุคฺคลสฺส อตฺถารา อตฺถตํ โหติ กฐินํ, สมฺมา เจว อตฺถตํ โหติ กฐินํ, ตญฺเจ สีมฏฺโฐ อนุโมทติ, เอวํปิ อตฺถตํ โหติ กฐินํ. เอวํ โข ภิกฺขเว อตฺถตํ โหติ กฐินํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เรื่องกฐินเป็นอันกราน

ภิกษุทั้งหลาย กฐินย่อมเป็นอันกรานอย่างไร

กฐินย่อมเป็นอันกรานอย่างนี้ คือ

๑. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าใหม่

๒. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าเทียมใหม่

๓. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าเก่า

๔. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าบังสุกุล

๕. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าที่ตกตามร้าน

๖. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าที่ไม่ได้ทำนิมิตได้มา

๗. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าที่ไม่ได้พูดเลียบเคียงได้มา

๘. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าที่ไม่ได้ยืมเขามา

๙. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าที่ไม่ได้เก็บไว้ค้างคืน

๑๐. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าที่ไม่เป็นนิสสัคคีย์

๑๑. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าที่ทำพินทุ

๑๒. กฐินเป็นอันกรานด้วยสังฆาฏิ

๑๓. กฐินเป็นอันกรานด้วยอุตตราสงค์

๑๔. กฐินเป็นอันกรานด้วยอันตรวาสก

๑๕. กฐินเป็นอันกรานด้วยจีวรมีขัณฑ์ ๕ หรือเกิน ๕ ที่ตัดดีแล้ว ทำให้มีมณฑลเสร็จในวันนั้น๑๖. กฐินเป็นอันกรานเพราะมีบุคคลกราน

๑๗. กฐินเป็นอันกรานโดยชอบ ถ้าภิกษุผู้อยู่ในสีมาอนุโมทนากฐินนั้น ภิกษุทั้งหลาย กฐินชื่อว่าเป็นอันกรานอย่างนี้แล

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ผ้าที่ตกตามร้าน คือผ้าเก่าที่ตกอยู่ข้างประตูร้านตลาด ซึ่งมีผู้เก็บมาถวาย (วิ.อ. ๓/๓๐๙/๑๙๘)

จบ ภิกษุปาไฐยรัฐเดินทางเข้าเฝ้า