arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · กฐินขันธกะ

ภิกษุปาไฐยรัฐเดินทางเข้าเฝ้า เล่ม ๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๕–๙๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๔ ในกฐินขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค กฐินขันธกะ ภิกษุปาไฐยรัฐเดินทางเข้าเฝ้า (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๕ หน้า ๑๖๐–๑๖๖

หน้า ๑๖๐

๗. กฐินขันธกะ

๑. พระพุทธานุญาตกฐิน

{๙๕} [๓๐๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุชาวปาเฐยยรัฐจำนวน ๓๐ รูปล้วนถืออารัญญิกธุดงค์ บิณฑปาติกธุดงค์ ปังสุกูลิกธุดงค์ และเตจีวริกธุดงค์ เดินทางไปพระนครสาวัตถีเพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจวนถึงวันเข้าพรรษา ไม่สามารถจะเดินทางให้ทันวันเข้าพรรษาในพระนครสาวัตถีได้ จึงจำพรรษา ณ เมืองสาเกตใน

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กฐินขันธกะ ตอนว่าด้วยกฐิน เป็นขันธกะที่ว่าด้วยพระพุทธานุญาตเกี่ยวกับเรื่องกฐินล้วน ตั้งแต่เหตุเกิดแห่งการถวายผ้ากฐิน อานิสงส์กฐิน กระบวนการในการจัดทำผ้ากฐิน การเดาะกฐิน จนถึงเหตุที่ทำให้กฐินไม่เป็นอันเดาะ มี ๑๔ หัวข้อ
  2. ๒คำว่า กฐิน ตามศัพท์แปลว่า ไม้สะดึงอันเป็นไม้แบบสำหรับขึงเพื่อตัดเย็บจีวร แต่ในทางพระวินัย ใช้เป็นชื่อเรียกสังฆกรรมอย่างหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตแก่สงฆ์ผู้จำพรรษาแล้ว โดยให้พร้อมใจกันยกมอบผ้าผืนหนึ่งที่เกิดขึ้นในสงฆ์แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งที่มีคุณสมบัติเหมาะสม แล้วภิกษุรูปนั้นนำผ้าที่ได้รับมอบไปทำเป็นจีวร (ไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่ง) เสร็จแล้วก็แจ้งให้ที่ประชุมสงฆ์ทราบเพื่ออนุโมทนา อันเป็นการแสดงออกซึ่งความสามัคคีของภิกษุที่ได้จำพรรษาอยู่ร่วมกัน นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังนิยมใช้เป็นชื่อพิธีการทำบุญพิเศษ (ทอดกฐิน) ที่มีกำหนดกาลไว้เฉพาะในช่วงระยะเวลา ๑ เดือนหลังจากออกพรรษาแล้ว คือ ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒
  3. ๓ภิกษุชาวเมืองปาเฐยยรัฐ หมายถึงพระเถระภัททวัคคีย์ (พระพวกที่มีแต่ความเจริญ ๓๐ รูป) ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันกับพระเจ้าโกศล โดยอาศัยอยู่ในรัฐปาเฐยยะ (บางฉบับเป็น ปาเวยยะ) ซึ่งเป็นรัฐหนึ่งที่ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของแคว้นโกศล กล่าวกันว่า ในจำนวนพระเถระภัททวัคคีย์เหล่านี้ ผู้เป็นพี่ใหญ่สำเร็จเป็นพระอนาคามี ผู้เป็นน้องสุดท้องสำเร็จเป็นพระโสดาบัน ไม่มีรูปใดที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์หรือยังเป็นปุถุชนเลย (นัย วิ.อ. ๓/๑๙๑, ดูภัททวัคคิยสหายกวัตถุ มหาขันธกะ วิ.มหา. (แปล) ๔/๓๖/๕๕-๕๗ ประกอบ)
  4. ๔อารัญญิกธุดงค์ ข้อปฏิบัติขัดเกลากิเลสโดยถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ปิณฑปาติกธุดงค์ ข้อปฏิบัติขัดเกลากิเลสโดยถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ปังสุกูลิกธุดงค์ ข้อปฏิบัติขัดเกลากิเลสโดยถือการใช้ผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เตจีวริกธุดงค์ ข้อปฏิบัติขัดเกลากิเลสโดยถือการใช้ผ้าเพียง ๓ ผืน
หน้า ๑๖๑

ระหว่างทาง ภิกษุเหล่านั้นจำพรรษามีใจรัญจวนว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ใกล้เราแค่ห่างจากนี้ไปเพียง ๖ โยชน์ แต่พวกเราก็ไม่ได้เฝ้าพระองค์” ครั้นล่วงไตรมาส ภิกษุเหล่านั้นออกพรรษาทำปวารณาแล้ว เมื่อฝนยังตกชุก พื้นดินยังเฉอะแฉะเป็นหล่มเลน มีจีวรชุ่มด้วยนํ้า ลำบากกาย เดินทางไปถึงพระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง

พุทธประเพณี

การที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลายทรงปราศรัยกับพระอาคันตุกะทั้งหลาย นั่นเป็นพุทธประเพณี

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอยังพอทนได้อยู่หรือ ยังพอให้อัตภาพเป็นไปได้อยู่หรือ พวกเธอเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน จำพรรษา เป็นผาสุกและไม่ลำบากด้วยบิณฑบาตหรือ”

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “พวกข้าพระองค์ยังพอทนได้อยู่ พระพุทธเจ้าข้า ยังพอให้อัตภาพเป็นไปได้อยู่ พระพุทธเจ้าข้า อนึ่ง ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน จำพรรษาเป็นผาสุก และไม่ลำบากด้วยบิณฑบาต พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระองค์ในชุมนุมนี้ เป็นภิกษุชาวปาเฐยยรัฐจำนวน ๓๐ รูป เดินทางมาพระนครสาวัตถีเพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจวนถึงวันเข้าพรรษา ไม่สามารถจะเดินทางให้ทันวันเข้าพรรษาในพระนครสาวัตถีได้ จึงจำพรรษากันที่เมืองสาเกตในระหว่างทาง พวกข้าพระองค์นั้นจำพรรษามีใจรัญจวนว่า ‘พระผู้มีพระ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ดูปวารณาขันธกะ ใน วิ.มหา. (แปล) ๔/๒๐๙-๒๑๐/๓๗๘-๓๘๔
หน้า ๑๖๒

ภาคเจ้าประทับอยู่ใกล้เราแค่ห่างจากนี้เพียง ๖ โยชน์ แต่พวกเราก็ไม่ได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นล่วงไตรมาส พวกข้าพระองค์ออกพรรษาทำปวารณาเสร็จแล้ว เมื่อฝนยังตกชุก พื้นดินยังเฉอะแฉะเป็นหล่มเลน มีจีวรชุ่มด้วยนํ้า ลำบากกายเดินทางมา พระพุทธเจ้าข้า”

อานิสงส์กฐิน ๕ ประการ

{๙๖} ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายผู้จำพรรษาแล้วได้กรานกฐิน ภิกษุผู้ได้กรานกฐินแล้วจักได้อานิสงส์ ๕ ประการ คือ

๑. เที่ยวไปไหนไม่ต้องบอกลา

๒. ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบสำรับ

๓. ฉันคณโภชน์ได้

๔. ใช้สอยอติเรกจีวรได้ตามปรารถนา

๕. จีวรอันเกิดขึ้น ณ ที่นั้นจักได้แก่พวกเธอ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ ๕ ประการนี้จักได้แก่ภิกษุทั้งหลายผู้ได้กรานกฐินแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กรานกฐิน คำว่า กราน เป็นภาษาเขมร แปลว่า ขึง คือทำให้ตึง กฐิน เป็นภาษาบาลี แปลว่า ไม้สะดึง กรานกฐินก็คือขึงไม้สะดึงคือเอาผ้าที่จะเย็บเป็นจีวรเข้าขึงที่ไม้สะดึงนั้น เย็บเสร็จแล้วแจ้งแก่ภิกษุทั้งหลายผู้ร่วมใจกันยกผ้าให้ในนามสงฆ์เพื่ออนุโมทนา เป็นพิธีทำจีวรสำหรับภิกษุในสมัยพุทธกาล กล่าวคือ ภิกษุสงฆ์ (มีจำนวน ๕ รูปขึ้นไป) ซึ่งจำพรรษาครบสามเดือนในวัดเดียวกันประชุมกันในโรงอุโบสถ แล้วพร้อมใจกันยกผ้ากฐินให้แก่ภิกษุรูปหนึ่งในจำนวนสงฆ์นั้น ภิกษุรูปนั้นต้องทำกิจเบื้องต้นแห่งการกรานกฐินเริ่มตั้งแต่ซัก กะ ตัด เนาหรือด้น เย็บ ย้อม และกัปปะคือพินทุผ้าให้เสร็จในวันนั้น (แต่ในปัจจุบันใช้ผ้าสำเร็จรูป จึงไม่ต้องทำกิจเหล่านี้ เพียงแต่ทำพินทุกัปปะเท่านั้น) เมื่ออธิษฐานเป็นจีวรครองผืนใดผืนหนึ่งในไตรจีวรแล้ว จึงบอกแก่ภิกษุสงฆ์ผู้ยกผ้าให้เพื่ออนุโมทนา และเมื่อภิกษุสงฆ์นั้นได้อนุโมทนาแล้ว ก็เป็นอันสำเร็จการกรานกฐิน (ดูข้อ ๓๐๗-๓๐๙ หน้า ๑๖๒-๑๖๕ ในเล่มนี้)
หน้า ๑๖๓

วิธีกรานกฐิน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงกรานกฐินอย่างนี้

ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ดังนี้

กรรมวาจาให้ผ้ากฐิน

[๓๐๗] ‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผ้ากฐินผืนนี้เกิดขึ้นแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้ผ้ากฐินผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้เพื่อกรานกฐิน นี่เป็นญัตติท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผ้ากฐินผืนนี้เกิดขึ้นแล้วแก่สงฆ์ สงฆ์ให้ผ้ากฐินผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้เพื่อกรานกฐิน การให้ผ้ากฐินผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้เพื่อกรานกฐินชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงผ้ากฐินผืนนี้อันสงฆ์ให้แล้วแก่ภิกษุชื่อนี้เพื่อกรานกฐินชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กฐินจะเป็นอันกรานอย่างนี้ ไม่เป็นอันกรานอย่างนี้

กฐินที่ไม่เป็นอันกราน ๒๔

{๙๗} [๓๐๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กฐินไม่เป็นอันกรานอย่างไรเล่า คือ

๑. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยอาการเพียงขีดรอย

๒. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยอาการเพียงซักผ้า

๓. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยอาการเพียงกะผ้า

๔. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยอาการเพียงตัดผ้า

๕. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยอาการเพียงเนาผ้า

หน้า ๑๖๔

๖. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยอาการเพียงเย็บด้น

๗. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยอาการเพียงติดห่วงดุม

๘. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยอาการเพียงติดผ้าดาม

๙. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยอาการเพียงเพิ่มผ้าอนุวาต ไว้ด้านนอก๑๐. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยอาการเพียงเพิ่มผ้าอนุวาตไว้ด้านใน

๑๑. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยอาการเพียงเพิ่มผ้าดาม

๑๒. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยอาการเพียงย้อมเป็นสีหม่นเท่านั้น

๑๓. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยผ้าที่ทำนิมิตได้มา

๑๔. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยผ้าที่พูดเลียบเคียงได้มา

๑๕. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยผ้าที่ยืมเขามา

๑๖. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยผ้าที่เก็บไว้ค้างคืน

๑๗. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยผ้าที่เป็นนิสสัคคีย์

๑๘. กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยผ้าที่มิได้ทำพินทุกัปปะ

๑๙. กฐินไม่เป็นอันกราน เว้นจากผ้าสังฆาฏิเสีย

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อนุวาต หมายถึงผ้าขอบจีวรทั้งด้านยาวและด้านกว้าง (นัย วิ.อ. ๓/๒๑๗)
  2. ๒ผ้าที่ทำนิมิตได้มา หมายถึงผ้าที่ภิกษุพูดเป็นนัยให้เขารู้ว่าจะกรานกฐินด้วยผ้านั้น เช่น พูดว่า “ผ้านี้สวยจริง อาตมาอยากจะเอาไปใช้กรานกฐิน” ดังนี้เป็นต้น (นัย วิ.อ. ๓/๑๙๗)
  3. ๓ผ้าที่เป็นนิสสัคคีย์ ผ้าอันควรสละ ในที่นี้หมายถึงผ้าที่จะกรานนั้นภิกษุทำไม่เสร็จทันเวลาในวันนั้น คือขณะที่กำลังทำจีวรนั้น อรุณของวันใหม่ขึ้น ผ้านั้นเป็นนิสสัคคีย์ (นัย วิ.อ. ๓/๑๙๗)
  4. ๔พินทุกัปปะ การกำหนดเครื่องหมายช่วยจำด้วยจุดหรือวงกลมเล็กๆ คือ การทำจุดเป็นวงกลม ด้วยสีเขียวคราม สีโคลนตม หรือสีดำคลํ้าไว้ที่มุมจีวรทั้งสี่มุม สามมุม สองมุม หรือมุมเดียวก็ได้ โดยขนาดของจุดวงกลมนั้น อย่างใหญ่เท่าแววตานกยูง อย่างเล็กเท่าหลังตัวเรือด ทั้งนี้เพื่อทำจีวรให้เสียสีหรือมีตำหนิตามวินัยบัญญัติและเป็นเครื่องช่วยให้จำจีวรของตนได้ (นัย วิ.อ. ๒/๔๑๐)
หน้า ๑๖๕

๒๐. กฐินไม่เป็นอันกราน เว้นจากผ้าอุตตราสงค์เสีย

๒๑. กฐินไม่เป็นอันกราน เว้นจากผ้าอันตรวาสกเสีย

๒๒. กฐินไม่เป็นอันกราน เว้นจากจีวรมี ๕ ขัณฑ์ หรือเกิน ๕ ขัณฑ์ซึ่งตัดดีแล้ว ทำให้มีมณฑลเสร็จในวันนั้น

๒๓. กฐินไม่เป็นอันกราน เว้นจากการกรานแห่งบุคคล

๒๔. กฐินไม่เป็นอันกรานโดยชอบ ถ้าภิกษุผู้อยู่นอกสีมาอนุโมทนากฐินนั้น กฐินชื่อว่าไม่เป็นอันกรานแม้ด้วยอาการอย่างนี้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กฐินไม่เป็นอันกรานอย่างนี้แล

กฐินที่เป็นอันกราน ๑๗

{๙๘} [๓๐๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กฐินเป็นอันกรานแล้วอย่างไรเล่า คือ

๑. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าใหม่

๒. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าเทียมใหม่

๓. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าเก่า

๔. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าบังสุกุล

๕. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าที่ขายตามร้านค้า

๖. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าที่ไม่ได้ทำนิมิตได้มา

๗. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าที่ไม่ได้พูดเลียบเคียงได้มา

๘. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าที่ไม่ได้ยืมเขามา

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑จีวรมี ๕ ขัณฑ์ จีวรมี ๕ ส่วนหรือ ๕ กระทงนา หมายถึงจีวรที่ตัดเย็บแบ่งเป็นส่วนๆ มีลักษณะเหมือนกระทงนารูปสี่หลี่ยม แต่ละส่วนมีเส้นคั่นดุจคันนา แบ่งได้ ๕ ส่วน โดยมีผ้าประกอบที่กำหนดชื่อไว้ต่างๆ เช่น กุสิ เป็นต้น (ดูจีวรขันธกะ ข้อ ๓๔๕ หน้า ๒๓๑-๒๓๒ ในเล่มนี้)
  2. ๒ผ้าเทียมใหม่ คือผ้าที่ซักเพียงครั้งเดียวหรือสองครั้ง (วิ.อ. ๓/๑๙๘)
หน้า ๑๖๖

๙. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าที่ไม่ได้เก็บไว้ค้างคืน

๑๐. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าที่ไม่เป็นนิสสัคคีย์

๑๑. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าที่ทำกัปปะพินทุแล้ว

๑๒. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าสังฆาฏิ

๑๓. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าอุตตราสงค์

๑๔. กฐินเป็นอันกรานด้วยผ้าอันตรวาสก

๑๕. กฐินเป็นอันกรานด้วยจีวร ๕ ขัณฑ์ หรือเกิน ๕ ขัณฑ์ซึ่งตัดดีแล้ว ทำให้มีมณฑลเสร็จในวันนั้น

๑๖. กฐินเป็นอันกราน เพราะการกรานแห่งบุคคล

๑๗. กฐินเป็นอันกราน ถ้าภิกษุอยู่ในสีมาอนุโมทนากฐินนั้น

กฐินชื่อว่าเป็นอันกรานแม้ด้วยอาการอย่างนี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กฐินเป็นอันกรานแล้วอย่างนี้แล

กฐินเป็นอันเดาะ

{๙๙} [๓๑๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กฐินเป็นอันเดาะแล้วอย่างไรเล่า

มาติกา ๘

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาติกาเพื่อเดาะกฐิน ๘ ข้อนี้ คือ

๑. กำหนดด้วยหลีกไป ๒. กำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ

๓. กำหนดด้วยตกลงใจ ๔. กำหนดด้วยผ้าเสียหาย

๕. กำหนดด้วยได้ยินข่าว ๖. กำหนดด้วยสิ้นหวัง

๗. กำหนดด้วยล่วงเขต ๘. กำหนดด้วยเดาะพร้อมกัน

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กฐินเดาะ หมายถึงกฐินซึ่งเป็นสังฆกรรมนั้นเสียหายหรือบกพร่องกลางคันด้วย มาติกา คือ หัวข้อแห่งการเดาะกฐิน ๘ ประการ เมื่อกฐินเดาะแล้ว ภิกษุย่อมหมดโอกาสจะได้ประโยชน์จากกฐิน คือไม่ได้อานิสงส์กฐิน ๕ ประการตามข้อ ๓๐๖ หน้า ๑๖๑ ในเล่มนี้

จบ ภิกษุปาไฐยรัฐเดินทางเข้าเฝ้า