พระวินัยปิฎก จุลวรรค · สังฆเภทขันธกะ
เรื่องปล่อยช้างนาฬาคิรี เล่ม ๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๗๗–๓๘๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๑ ในสังฆเภทขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค สังฆเภทขันธกะ เรื่องปล่อยช้างนาฬาคิรี (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๗ หน้า ๒๑๖–๒๑๙
นาฬาคิริเปสนะ
ว่าด้วยพระเทวทัตปล่อยช้างนาฬาคิรี
{๓๗๗} [๓๔๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีช้างชื่อนาฬาคิรี เป็นสัตว์ดุร้าย ฆ่าคนได้ ครั้งนั้น พระเทวทัตเข้าไปยังพระนครราชคฤห์ แล้วไปยังโรงช้าง ได้กล่าวกะพวกควาญช้างว่า “พนาย เราเป็นพระญาติ ของพระเจ้าอยู่หัว สามารถจะแต่งตั้งผู้ที่อยู่ในตำแหน่งต่ำไว้ในตำแหน่งสูง ได้ สามารถจะเพิ่มได้ทั้งเบี้ยเลี้ยงและเงินเดือน พนาย ถ้ากระนั้น เวลาใด พระสมณโคดมเสด็จพระดำเนินมาตรอกนี้ เวลานั้นพวกท่านจงปล่อยช้าง นาฬาคิรีนี้เข้าไปยังตรอกนี้” ควาญช้างเหล่านั้นรับคำพระเทวทัตแล้วครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรงถือ บาตรจีวรเสด็จเข้าไปยังพระนครราชคฤห์พร้อมกับภิกษุมากรูป เสด็จพระ ดำเนินถึงตรอกนั้น ควาญช้างเหล่านั้นได้แลเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ พระดำเนินมาถึงตรอกนั้น ครั้นแล้วได้ปล่อยช้างนาฬาคิรีไปยังตรอกนั้น
ช้างนาฬาคิรีได้แลเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแต่ไกลเทียว จึงได้ ชูงวง หูชัน หางชี้ วิ่งรี่ไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้า ภิกษุเหล่านั้นได้แลเห็น ช้างนาฬาคิรีวิ่งมาแต่ไกลเทียว ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ช้างนาฬาคิรีนี้ดุร้ายหยาบช้า ฆ่าคนได้ เดินเข้า มายังตรอกนี้แล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดเสด็จถอยกลับเถิด ขอ พระสุคตเจ้าได้โปรดเสด็จถอยกลับเถิด พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย เธออย่ากลัวเลย การที่บุคคลจะปลงชีวิตตถาคตด้วยความพยายามของผู้อื่นนั้นมิใช่ฐานะ มิใช่ โอกาส เพราะพระตถาคตทั้งหลายย่อมไม่ปรินิพพานด้วยความพยายาม ของผู้อื่น”
ภิกษุเหล่านั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งที่ ๒ ... เป็นครั้ง ที่ ๓ ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ช้างนาฬาคิรีนี้ดุร้าย หยาบช้า ฆ่าคนได้ เดิน เข้ามายังตรอกนี้แล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดเสด็จถอยกลับเถิด ขอพระสุคตเจ้าได้!ปรดเสด็จถอยกลับเถิด พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย เธออย่ากลัวเลย การที่บุคคลจะปลงชีวิตตถาคตด้วยความพยายามของผู้อื่นนั่นมิใช่ฐานะ มิ ใช่โอกาส เพราะพระตถาคตทั้งหลายย่อมไม่ปรินิพพานด้วยความพยายาม ของผู้อื่น”
ทรงทรมานช้างนาฬาคิรี
{๓๗๘} คราวนั้น คนทั้งหลายหนีขึ้นไปอยู่บนปราสาทบ้าง บนทิมแถวบ้าง บนหลังคาบ้าง บรรดาคนเหล่านั้น พวกที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส ไร้ปัญญา ต่างกล่าวอย่างนี้ว่า “เจ้าข้าเอ๋ย พระมหาสมณโคดมผู้มีรูปงามจักถูกช้าง เบียดเบียน”ส่วนพวกที่มีศรัทธาเลื่อมใส เป็นบัณฑิต มีปัญญา ต่างกล่าวอย่างนี้ ว่า “เจ้าข้าเอ๋ย ไม่นานเท่าไรนัก พระพุทธนาคจักทรงทำสงครามกับช้าง”
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแผ่พระเมตตาจิตไปยังช้างนาฟ้าคิริ แล้ว ลำดับนั้น ช้างนาฬาคิรีได้สัมผัสพระเมตตาจิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า เข้าก็ลดงวงลง แล้วเข้าไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ยืนอยู่ตรงพระพักตร์ พระผู้มีพระภาคเจ้าขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกพระหัตถขวาลูบกระพองช้าง นาฬาคิรี พลางตรัสกะช้างนาฬาคิรีด้วยพระคาถาว่า
- ๑พระพุทธนาค หมายถึงพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า
{๓๗๙} ดูก่อนกุญชร เจ้าอย่าเข้าไปหาพระพุทธนาค เพราะ
การเข้าไปหาพระพุทธนาคด้วยวธกจิตเป็นเหตุแห่งทุกข์
ผู้ฆ่าพระพุทธนาคตายจากชาตินี้ไปสู่ชาติหน้า จะไม่มี
สุคติเลย
เจ้าอย่าเมาและอย่าประมาท เพราะคนที่เมาและ
ประมาทเหล่านั้นจะไปสู่สุคติไม่ได้ เจ้านี่แหละจักทำโดย
ประการที่จักไปสู่สุคติได้”
{๓๘๐} ลำดับนั้น ช้างนาฬาคิรีเอางวงลูบละอองธุลีพระบาทของพระผู้มี พระภาคเจ้าแล้วพ่นลงบนกระหม่อม ย่อตัวถอยออกไปชั่วระยะที่แลเห็น พระผู้มีพระภาคเจ้า กลับไปยังโรงช้างแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ของตน ก็แล ช้างนาฬาคิรีได้ถูกพระพุทธนาคทรงทรมานแล้วด้วยประการนั้น{๓๘๑} สมัยนั้น ประชาชนขับร้องคาถากันดังนี้ว่า
“คนพวกหนึ่งย่อมฝึกช้างและม้าด้วยใช้ท่อนไม้บ้าง
ใช้ขอบ้าง ใช้แส้บ้าง แต่พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอัน
ยิ่งใหญ่ทรงฝึกช้างได้โดยมิต้องใช้ท่อนไม้ มิต้องใช้
ศัสตราเลย”
ประชาชนต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “พระเทวทัต นี้เป็นคนบาป ไม่รู้บุญ ที่ได้ตะเกียกตะกายเพื่อจะปลงพระชนม์พระ สมณโคดมผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้” ลาภสักการะของ พระเทวทัตได้เสื่อมแล้ว ส่วนลาภสักการะของพระผู้มีพระภาคเจ้ากลับ เจริญยิ่งขึ้น
- ๑วธกชิต หมายถึงความคิดจะฆ่าหรือคิดทำร้ายให้สิ้นชีวิต
ปัญจวัตถุยาจนกถา
ว่าด้วยพระเทวทัตทูลขอวัตถุ ๕ ประการ
{๓๘๒} [๓๔๓] สมัยต่อมา พระเทวทัตเสื่อมลาภสักการะแล้วได้ร่วมกับ บริษัทบริวารเที่ยวขอในตระกูลทั้งหลายมาฉัน ประชาชนต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้เที่ยว ขอในตระกูลทั้งหลายมาฉันเล่า ของที่ปรุงเสร็จแล้วใครจะไม่พอใจ ของที่ ดีใครจะไม่ชอบใจ” ภิกษุทั้งหลายได้ยินประชาชนเหล่านั้นพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระเทวทัตร่วมกับบริษัทบริวารจึงได้เที่ยวขอในตระกูล ทั้งหลายมาฉันเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “ดูก่อนเทวทัต ทราบมาว่าเธอร่วม กับบริษัทบริวารเที่ยวขอในตระกูลทั้งหลายมาฉัน จริงหรือ”
พระเทวทัตทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิ ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะ ภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัตโภชนะสำหรับ ๓ คนในตระกูลแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๓ ประการ คือ เพื่อ ข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่ผาสุกของภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อ อนุเคราะห์สกุล ด้วยหวังว่าภิกษุทั้งหลายที่มีความปรารถนาอันชั่วช้าอย่า อาศัยฝักฝ่ายทำลายสงฆ์ ๑ ในการฉันเป็นหมู่พึงปรับอาบัติตามธรรม”
{๓๘๓} ต่อมา พระเทวทัตเข้าไปหาพระโกกาลิกะ พระกฏโมรกติสสกะ พระ ขัณฑเทวีบุตร และพระสมุทททัตตะถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวชักชวนท่าน
- ๑พึงปรับอาบัติตามธรรม ในที่นี้คือปรับอาบัติปาจิตตีย์ตามความแห่งคณโภชนสิกขาบทที่ ๒ แห่ง โภชนวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ (ดู วิ.มหาวิ. แปล ๒/๒๐๙-๒๑๗/๔๗๓-๔๗๙)
จบ เรื่องปล่อยช้างนาฬาคิรี