พระวินัยปิฎก จุลวรรค · สังฆเภทขันธกะ
เรื่องวัตถุ ๕ ประการ เล่ม ๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๘๓–๓๘๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๑ ในสังฆเภทขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค สังฆเภทขันธกะ เรื่องวัตถุ ๕ ประการ (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๗ หน้า ๒๑๙–๒๒๕
ปัญจวัตถุยาจนกถา
ว่าด้วยพระเทวทัตทูลขอวัตถุ ๕ ประการ
{๓๘๒} [๓๔๓] สมัยต่อมา พระเทวทัตเสื่อมลาภสักการะแล้วได้ร่วมกับ บริษัทบริวารเที่ยวขอในตระกูลทั้งหลายมาฉัน ประชาชนต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้เที่ยว ขอในตระกูลทั้งหลายมาฉันเล่า ของที่ปรุงเสร็จแล้วใครจะไม่พอใจ ของที่ ดีใครจะไม่ชอบใจ” ภิกษุทั้งหลายได้ยินประชาชนเหล่านั้นพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระเทวทัตร่วมกับบริษัทบริวารจึงได้เที่ยวขอในตระกูล ทั้งหลายมาฉันเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “ดูก่อนเทวทัต ทราบมาว่าเธอร่วม กับบริษัทบริวารเที่ยวขอในตระกูลทั้งหลายมาฉัน จริงหรือ”
พระเทวทัตทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิ ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะ ภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัตโภชนะสำหรับ ๓ คนในตระกูลแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๓ ประการ คือ เพื่อ ข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่ผาสุกของภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อ อนุเคราะห์สกุล ด้วยหวังว่าภิกษุทั้งหลายที่มีความปรารถนาอันชั่วช้าอย่า อาศัยฝักฝ่ายทำลายสงฆ์ ๑ ในการฉันเป็นหมู่พึงปรับอาบัติตามธรรม”
{๓๘๓} ต่อมา พระเทวทัตเข้าไปหาพระโกกาลิกะ พระกฏโมรกติสสกะ พระ ขัณฑเทวีบุตร และพระสมุทททัตตะถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวชักชวนท่าน
- ๑พึงปรับอาบัติตามธรรม ในที่นี้คือปรับอาบัติปาจิตตีย์ตามความแห่งคณโภชนสิกขาบทที่ ๒ แห่ง โภชนวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ (ดู วิ.มหาวิ. แปล ๒/๒๐๙-๒๑๗/๔๗๓-๔๗๙)
เหล่านั้นว่า “มาเถิด อาวุโสทั้งหลาย พวกเราจักทำลายสงฆ์ ทำลายจักร ของพระสมณโคดมกัน”
เมื่อพระเทวทัตกล่าวอย่างนี้แล้ว พระโกกาลิกะได้กล่าวกะพระ เทวทัตดังนี้ว่า “อาวุโส พระสมณโคดมมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก พวกเรา จักทำลายสงฆ์ ทำลายจักรของพระสมณโคดมได้อย่างไรเล่า”
วัตถุ ๕ ประการ
พระเทวทัตกล่าวว่า “มาเถิด อาวุโสทั้งหลาย พวกเราจักเข้าไปเฝ้า พระสมณโคดมแล้วทูลขอวัตถุ ๕ ประการว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญคุณแห่งความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภ ความเพียรโดยอเนกปริยาย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วัตถุ ๕ ประการนี้เป็นไป เพื่อความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่ น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภควมเพียรโดยอเนกปริยาย ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอประทานพระวโรกาส๑. ภิกษุทั้งหลายควรอยู่ป่าตลอดชีวิต ภิกษุใดเข้ามายังหมู่บ้าน ภิกษุนั้นพึงต้องโทษ
๒. ภิกษุทั้งหลายควรเที่ยวบิณฑบาตตลอดชีวิต ภิกษุใดยินดี กิจนิมนต์ ภิกษุนั้นพึงต้องโทษ
๓. ภิกษุทั้งหลายควรถือผ้าบังสุกุลตลอดชีวิต ภิกษุใดยินดีผ้า คหบดีจีวร ภิกษุนั้นพึงต้องโทษ
- ๑ทำลายจักร หมายถึงทำลายพระพุทธบัญญัติ พระพุทธานุญาต พระพุทธาณัติ หรือทำลาย พระบัญญัติ พระดำรัสตรัสอนุญาต พระดำรัสตรัสสั่งของพระพุทธเจ้าทั้งหมด
- ๒คหบดีจีวร หมายถึงจีวรหรือผ้าที่พวกชาวบ้านทั่วไปถวาย (วิ.อ. ๓/๒๐๘)
๔. ภิกษุทั้งหลายควรอยู่โคนไม้ตลอดชีวิต ภิกษุใดเข้าอาศัย ที่มุงบัง ภิกษุนั้นพึงต้องโทษ
๕. ภิกษุทั้งหลายไม่ควรฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต ภิกษุใด ฉันปลาและเนื้อ ภิกษุนั้นพึงต้องโทษ
พระสมณโคดมจักไม่ทรงอนุญาตวัตถุ ๕ ประการนี้ พวกเรานั้นจัก ทำให้ผู้คนเชื่อถือได้ด้วยวัตถุ ๕ ประการนี้”
พวกเธอปรึกษากันว่า “อาวุโสทั้งหลาย พวกเราสามารถที่จะทำลาย สงฆ์ ทำลายจักรของพระสมณโคดมได้ด้วยวัตถุ ๕ ประการนี้แล เพราะ ผู้คนทั้งหลายเลื่อมใสในการปฏิบัติที่เคร่งครัด”
{๓๘๔} ครั้งนั้น พระเทวทัตพร้อมด้วยบริษัทบริวารเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ ภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้านั่ง ณ ที่ สมควรข้างหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญคุณแห่งความมักน้อย ความ สันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การ ปรารภความเพียรโดยอเนกปริยาย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วัตถุ ๕ ประการ นี้ย่อมเป็นไปเพื่อความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยอเนกปริยาย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอประทานพระวโรกาส๑. ภิกษุทั้งหลายควรอยู่ป่าตลอดชีวิต ภิกษุใดเข้ามายัง หมู่บ้าน ภิกษุนั้นพึงต้องโทษ
๒. ภิกษุทั้งหลายควรเที่ยวบิณฑบาตตลอดชีวิต ภิกษุใดยินดี กิจนิมนต์ ภิกษุนั้นพึงต้องโทษ
๓. ภิกษุทั้งหลายควรถือผ้าบังสุกุลตลอดชีวิต ภิกษุใดยินดีผ้า คหบดีจีวร ภิกษุนั้นพึงต้องโทษ
๔. ภิกษุทั้งหลายควรอยู่โคนไม้ตลอดชีวิต ภิกษุใดเข้าอาศัย ที่มุงบัง ภิกษุนั้นพึงต้องโทษ
๕. ภิกษุทั้งหลายไม่ควรฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต ภิกษุใด ฉันปลาและเนื้อ ภิกษุนั้นพึงต้องโทษ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามว่า “อย่าเลย เทวทัต ภิกษุรูปใด ปรารถนา ก็จงอยู่ป่า ภิกษุรูปใดปรารถนา ก็จงอยู่บ้าน ภิกษุรูปใดปรารถนา ก็จงเที่ยวบิณฑบาต ภิกษุรูปใดปรารถนา ก็จงยินดีกิจนิมนต์ ภิกษุรูปใด ปรารถนา ก็จงถือผ้าบังสุกุล ภิกษุรูปใดปรารถนา ก็จงยินดีผ้าคหบดีจีวร ดูก่อนเทวทัต เราอนุญาตเสนาสนะตามโคนไม้ ๘ เดือน เราอนุญาตปลา และเนื้อที่บริสุทธิ์ด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ ไม่ได้เห็น ๑ ไม่ได้ยิน ๑ ไม่ได้ นึกสงสัย ๑”ครั้งนั้น พระเทวทัตร่าเริงยินดีเป็นอย่างยิ่งว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ทรงอนุญาตวัตถุ ๕ ประการนี้” จึงพร้อมด้วยบริษัทบริวารลุกขึ้นจาก อาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป
{๓๘๕} ต่อมา พระเทวทัตพร้อมด้วยบริษัทบริวารเข้าไปยังพระนครราชคฤห์ โฆษณา ให้ประชาชนเชื่อถือด้วยวัตถุ ๕ ประการว่า “ท่านทั้งหลาย เรา เข้าเฝ้าพระสมณโคดมทูลขอวัตถุ ๕ ประการว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญคุณแห่งความมักน้อย ... การปรารภ ความเพียรโดยอเนกปริยาย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วัตถุ ๕ ประการนี้ เป็นไปเพื่อความ มักน้อย ... การปรารภความเพียรโดยอเนกปริยาย ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอประทานวโรกาส๑. ภิกษุทั้งหลายควรอยู่ป่าตลอดชีวิต ภิกษุใดเข้ามายัง หมู่บ้าน ภิกษุนั้นพึงต้องโทษ ...
๕. ภิกษุทั้งหลายไม่ควรฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต ภิกษุใด ฉันปลาและเนื้อ ภิกษุนั้นพึงต้องโทษ
พระสมณโคดมไม่ทรงอนุญาตวัตถุ ๕ ประการนี้ พวกเราเท่านั้น สมาทานประพฤติวัตถุ ๕ ประการนี้อยู่”
{๓๘๖} บรรดาประชาชนในพระนครราชคฤห์นั้น พวกที่ไม่มีศรัทธา ไม่ เลื่อมใส มีความรู้ไม่ดี ต่างพากันกล่าวอย่างนี้ว่า “พระสมณะเชื้อสาย พระศากยบุตรเหล่านี้แลเป็นผู้กำจัด มีความประพฤติขัดเกลา ส่วนพระ สมณโคดมเป็นผู้มีความมักมาก ดำริเพื่อความมักมาก”
ส่วนประชาชนพวกที่มีศรัทธา เลื่อมใส เป็นบัณฑิต มีความรู้สูง ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระเทวทัตจึงได้พากเพียร เพื่อทำลายสงฆ์ เพื่อทำลายจักรของพระผู้มีพระภาคเจ้าเล่า”
ภิกษุทั้งหลายได้ยินประชาชนเหล่านั้นพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา ว่า “ไฉนพระเทวทัตจึงได้พากเพียรเพื่อทำลายสงฆ์ เพื่อทำลายจักรของ พระผู้มีพระภาคเจ้าเล่า” แล้วกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ลำดับนั้น พระ ผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามพระเทวทัตว่า “ดูก่อน เทวทัต ทราบมาว่าเธอพากเพียรเพื่อทำลายสงฆ์เพื่อทำลายจักร จริงหรือ”
พระเทวทัตทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “อย่าเลย เทวทัต เธออย่าชอบใจการ ทำลายสงฆ์เลย เพราะการทำลายสงฆ์มีโทษหนักนัก ผู้ใดทำลายสงฆ์ผู้ พร้อมเพรียงกันย่อมได้รับโทษตั้งกัป ย่อมหมกไหม้อยู่ในนรกตลอดกัป ส่วนผู้ใดสมานสงฆ์ผู้แตกกันแล้วให้พร้อมเพรียงกัน ย่อมประสพบุญอัน ประเสริฐ ย่อมบันเทิงในสวรรค์ตลอดกัป อย่าเลย เทวทัต เธออย่า ชอบใจการทำลายสงฆ์เลย เพราะการทำลายสงฆ์มีโทษหนักนัก”{๓๘๗} ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า ท่านพระอานนท์ครองอันตรวาสก ถือบาตรจีวร แล้วเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครราชคฤห์ พระเทวทัตได้พบท่านพระ อานนท์กำลังเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ ครั้นแล้วได้เข้าไปหาท่าน
พระอานนท์ แล้วได้กล่าวว่า “ท่านอานนท์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมจักทำ อุโบสถ จักทำสังฆกรรมแยกจากพระผู้มีพระภาคเจ้า แยกจากภิกษุสงฆ์”
ครั้นท่านพระอานนท์เที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์แล้ว กลับ จากบิณฑบาตหลังจากฉันภัตตาหารแล้วได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึง ที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ข้างหนึ่ง นั่งแล้วได้กราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า เมื่อเช้านี้ข้าพระองค์ครอง อันตรวาสก ถือบาตรและจีวรแล้วเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครราชคฤห์ พระเทวทัตพบข้าพระองค์กำลังเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ ครั้น แล้วได้เข้ามาหาข้าพระองค์ แล้วกล่าวว่า ‘ท่านอานนท์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้น ไป ผมจักทำอุโบสถ จักทำสังฆกรรม แยกจากพระผู้มีพระภาคเจ้า แยก จากภิกษุสงฆ์’ วันนี้พระเทวทัตจักทำลายสงฆ์ พระพุทธเจ้าข้า”ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเรื่องนั้นแล้วทรงเปล่งพระ อุทานในเวลานั้นว่า
{๓๘๘} ความดีคนดีทำง่าย ความดีคนชั่วทำยาก ความชั่ว
คนชั่วทำง่าย แต่อารยชนทำความชั่วได้ยาก
จบ ทุติยภาณวาร
- ๑อุโบสถ หมายถึงการสวดปาติโมกข์ของพระสงฆ์ทุกครึ่งเดือน เป็นเครื่องซักซ้อมตรวจสอบ ความบริสุทธิ์ทางวินัยของภิกษุทั้งหลายและทั้งเป็นเครื่องแสดงความพร้อมเพรียงของสงฆ์อีกด้วย (ดูรายละเอียดในอุโปสถขันธกะ วิ.มหา. (แปล) ๔/๑๓๒-๑๘๓)
๓. ตติยภาณวาร
สังฆเภทกถา
ว่าด้วยเรื่องการทำลายสงฆ์
{๓๘๙} [๓๔๔] ต่อมา ในวันอุโบสถ พระเทวทัตลุกจากอาสนะประกาศให้ ภิกษุทั้งหลายจับสลากว่า “อาวุโสทั้งหลาย เราเข้าเฝ้าพระสมณโคดมทูล ขอวัตถุ ๕ ประการว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง สรรเสริญคุณแห่งความมักน้อย ... การปรารภความเพียรโดยอเนกปริยาย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วัตถุ ๕ ประการนี้เป็นไปเพื่อความมักน้อย ... การ ปรารภความเพียรโดยอเนกปริยาย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอ ประทานพระวโรกาส๑. ภิกษุทั้งหลายควรอยู่ป่าตลอดชีวิต ภิกษุใดเข้ามายัง หมู่บ้าน ภิกษุนั้นพึงต้องโทษ ...
๕. ภิกษุทั้งหลายไม่ควรฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต ภิกษุใด ฉันปลาและเนื้อ ภิกษุนั้นพึงต้องโทษ’
พระสมณโคดมไม่ทรงอนุญาตวัตถุ ๕ ประการนี้ พวกเราเท่านั้น สมาทานประพฤติวัตถุ ๕ ประการนี้อยู่ วัตถุ ๕ ประการนี้ชอบใจแก่ท่าน ผู้ใด ท่านผู้นั้นจงจับสลาก”
{๓๙๐} สมัยนั้น พระวัชชีบุตรชาวเมืองเวสาลีประมาณ ๕๐๐ รูป เป็นพระ บวชใหม่และรู้พระธรรมวินัยน้อย พวกเธอจึงจับสลากด้วยเข้าใจว่า “นี้ เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นสัตถุศาสน์” ลำดับนั้น พระเทวทัตทำลาย สงฆ์แล้วพาภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปหลีกไปทางคยาสีสประเทศ
{๓๙๑} ครั้งนั้น พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ ภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ
จบ เรื่องวัตถุ ๕ ประการ