arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค · สังฆเภทขันธกะ

เรื่องปล่อยช้างนาฬาคิรี เล่ม ๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๗๗–๓๘๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๑ ในสังฆเภทขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

นาฬาคิริเปสน

นาฬาคิริเปสนะ

ว่าด้วยพระเทวทัตปล่อยช้างนาฬาคิรี

พระวินัยปิฎก จุลวรรค สังฆเภทขันธกะ เรื่องปล่อยช้างนาฬาคิรี (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๗ หน้า ๑๓๔–๑๓๖ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๗ หน้า ๑๙๕–๑๙๘

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน โข ปน สมเยน ราชคเห นาฬาคิริ นาม หตฺถี จณฺโฑ โหติ มนุสฺสฆาตโก. อถ โข เทวทตฺโต ราชคหํ ปวิสิตฺวา หตฺถิสาลํ คนฺตฺวา หตฺถิภณฺเฑ เอตทโวจ “มยํ โข ภเณ ราชญาตกา นาม ปฏิพลา นีจฏฺฐานิยํ อุจฺจฏฺฐาเน ฐเปตุํ, ภตฺตํปิ เวตนํปิ วฑฺฒาเปตุํ. เตน หิ ภเณ ยทา สมโณ โคตโม อิมํ รจฺฉํ ปฏิปนฺโน โหติ, ตทา อิมํ นาฬาคิรึ หตฺถึ มุญฺจิตฺวา อิมํ รจฺฉํ ปฏิปาเทถา”ติ. “เอวํ ภนฺเต”ติ โข เต หตฺถิภณฺฑา เทวทตฺตสฺส ปจฺจสฺโสสุํ. อถ โข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ ราชคหํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ. อถ โข ภควา ตํ รจฺฉํ ปฏิปชฺชิ. อทฺทสํสุ โข เต หตฺถิภณฺฑา ภควนฺตํ ตํ รจฺฉํ

ปฏิปนฺนํ; ทิสฺวาน นาฬาคิรึ หตฺถึ มุญฺจิตฺวา ตํ รจฺฉํ ปฏิปาเทสุํ. อทฺทสา โข นาฬาคิริ หตฺถี ภควนฺตํ ทูรโต ว อาคจฺฉนฺตํ; ทิสฺวาน โสณฺฑํ อุสฺสาเปตฺวา ปหฏฺฐกณฺณวาโล, เยน ภควา, เตน อภิธาวิ. อทฺทสํสุ โข เต ภิกฺขู นาฬาคิรึ หตฺถึ ทูรโต ว อาคจฺฉนฺตํ, ทิสฺวาน ภควนฺตํ เอตทโวจุํ “อยํ ภนฺเต นาฬาคิริ หตฺถี จณฺโฑ ผรุโส(๑) มนุสฺสฆาตโก, อิมํ รจฺฉํ ปฏิปนฺโน, ปฏิกฺกมตุ ภนฺเต ภควา, ปฏิกฺกมตุ สุคโต”ติ. อาคจฺฉถ ภิกฺขเว มา ภายิตฺถ อฏฺฐานเมตํ ภิกฺขเว อนวกาโส, ยํ ปรุปกฺกเมน ตถาคตํ ชีวิตา โวโรเปยฺย, น ปรุปกฺกเมน ภิกฺขเว ตถาคตา ปรินิพฺพายนฺตี”ติ. ทุติยมฺปิ โข เต ภิกฺขู ฯเปฯ ตติยมฺปิ โข เต ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ “อยํ ภนฺเต นาฬาคิริ หตฺถี จณฺโฑ ผรุโส มนุสฺสฆาตโก อิมํ รจฺฉํ ปฏิปนฺโน, ปฏิกฺกมตุ ภนฺเต ภควา, ปฏิกฺกมตุ สุคโต”ติ. อาคจฺฉถ ภิกฺขเว มา ภายิตฺถ. อฏฺฐานเมตํ ภิกฺขเว อนวกาโส, ยํ ปรุปกฺกเมน ตถาคตํ ชีวิตา โวโรเปยฺย, น ปรุปกฺกเมน ภิกฺขเว ตถาคตา ปรินิพฺพายนฺตีติ.

เตน โข ปน สมเยน มนุสฺสา ปาสาเทสุปิ หมฺมิเยสุปิ ฉทเนสุปิ อารูฬฺหา อจฺฉนฺติ. ตตฺถ เย เต มนุสฺสา อสฺสทฺธา อปฺปสนฺนา ทุพฺพุทฺธิโน, เต เอวมาหํสุ “อภิรูโป วต โภ โคตโม(๒) มหาสมโณ นาเคน วิเหฐิยิสฺสตี”ติ. เย ปน เต มนุสฺสา สทฺธา ปสนฺนา ปณฺฑิตา พุทฺธิมนฺโต, เต เอวมาหํสุ “นจิรสฺสํ(๓) วต โภ นาโค นาเคน สงฺคาเมสฺสตี”ติ. อถ โข ภควา นาฬาคิรึ หตฺถึ เมตฺเตน จิตฺเตน ผริ. อถ โข นาฬาคิริ หตฺถี ภควโต(๔) เมตฺเตน จิตฺเตน ผุฏฺโฐ(๕) โสณฺฑํ โอโรเปตฺวา, ภควา, เตนุปสงฺกมิ; อุปสงฺกมิตฺวา ภควโต ปุรโต อฏฺฐาสิ. อถ โข ภควา ทกฺขิเณน หตฺเถน นาฬาคิริสฺส หตฺถิสฺส กุมฺภํ ปรามสนฺโต นาฬาคิรึ หตฺถึ อิมาหิ คาถาหิ อชฺฌภาสิ

“มา กุญฺชร นาคมาสโท

ทุกฺขํ หิ กุญฺชร นาคมาสโท.

น หิ นาคหตสฺส กุญฺชร

สุคติ โหติ อิโต ปรํ ยโต.

มา จ มโท มา จ ปมาโท

น หิ ปมตฺตา สุคตึ วชนฺติ เต.

ตฺวญฺเญว ตถา กริสฺสสิ

เยน ตฺวํ สุคตึ คมิสฺสสี”ติ.

อถ โข นาฬาคิริ หตฺถี โสณฺฑาย ภควโต ปาทปํสูนิ คเหตฺวา อุปริมุทฺธนิ อากิริตฺวา ปฏิกุฏิโยว ปฏิสกฺกิ, ยาว ภควนฺตํ อทกฺขิ. อถ โข นาฬาคิริ หตฺถี หตฺถิสาลํ คนฺตฺวา สกฏฺฐาเน อฏฺฐาสิ. ตถาทนฺโต จ ปน นาฬาคิริ หตฺถี อโหสิ.

เตน โข ปน สมเยน มนุสฺสา อิมํ คาถํ คายนฺติ

“ทณฺเฑเนเก ทมยนฺติ องฺกุเสหิ กสาหิ จ.

อทณฺเฑน อสตฺเถน นาโค ทนฺโต มเหสินา”ติ.

มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขิยฺยนฺติ วิปาเจนฺติ “ยาว ปาโป อยํ เทวทตฺโต อลกฺขิโก, ยตฺร หิ นาม สมณสฺส โคตมสฺส เอวํมหิทฺธิกสฺส เอวํมหานุภาวสฺส วธาย ปรกฺกมิสฺสตี”ติ. เทวทตฺตสฺส ลาภสกฺกาโร ปริหายิ. ภควโต จ ลาภสกฺกาโร อภิวฑฺฒิ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑อิ.ฉ.ม. โปตฺถเกสุ ผรุโสติ น ปญฺญายติ
  2. ๒อิ. โคตโม โปตฺถเก นตฺถิ
  3. ๓อิ. นสทฺโท โปตฺถเก นตฺถิ
  4. ๔สี. ภควตา
  5. ๕ก. ผุโฏ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สมัยนั้น ในกรุงราชคฤห์มีช้างชื่อนาฬาคิรีดุร้าย ชอบฆ่าคน ครั้งนั้น พระเทวทัตเข้าไปในกรุงราชคฤห์แล้วไปที่โรงช้าง ได้กล่าวกับพวกนายควาญช้างดังนี้ ว่า “พวกเราเป็นพระญาติของพระราชา สามารถจะแต่งตั้งผู้อยู่ในตำแหน่งต่ำไว้ใน ตำแหน่งสูง สามารถเพิ่มเบี้ยเลี้ยงบ้าง เงินเดือนบ้าง ท่านทั้งหลาย เอาอย่างนี้ เวลาพระสมณโคดมเสด็จมาทางตรอกนี้ พวกท่านจงปล่อยช้างนาฬาคิรีนี้เข้าไป”พวกนายควาญช้างรับคำพระเทวทัตแล้ว

ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จ เข้าไปในกรุงราชคฤห์พร้อมภิกษุหลายรูป เสด็จดำเนินถึงตรอกนั้น พวกควาญช้าง แลเห็นพระผู้มีพระภาคทรงดำเนินถึงตรอกนั้น ครั้นแล้วจึงปล่อยช้างนาฬาคิรีเข้าไป

ช้างนาฬาคิรีมองเห็นพระผู้มีพระภาคทรงดำเนินมาแต่ไกล ครั้นแล้วจึงชูงวง หูชัน หางชี้ วิ่งตรงไปที่พระผู้มีพระภาค ภิกษุเหล่านั้นเห็นช้างนาฬาคิรีวิ่งมาแต่ไกล จึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ช้างนาฬาคิรีนี้ดุร้ายหยาบคายนัก ชอบฆ่าคน กำลังตรงมาทางตรอกนี้ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดเสด็จกลับเถิด พระพุทธเจ้าข้า ขอพระสุคตโปรดเสด็จกลับเถิด”พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย มาเถิด พวกเธออย่ากลัวไปเลย ภิกษุ ทั้งหลาย ไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาสที่จะปลงชีวิตตถาคตด้วยความพยายามของผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตทั้งหลายจะไม่ปรินิพพานด้วยความพยายามของผู้อื่น”

แม้ครั้งที่ ๒ ภิกษุเหล่านั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ฯลฯ

แม้ครั้งที่ ๓ ภิกษุเหล่านั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ช้างนาฬาคิรีนี้ ดุร้ายหยาบคายนัก ชอบฆ่าคน กำลังตรงมาทางตรอกนี้ ขอพระผู้มีพระภาคเสด็จ กลับเถิด พระพุทธเจ้าข้า ขอพระสุคตโปรดเสด็จกลับเถิด”

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย มาเถิด พวกเธออย่ากลัวไปเลย ภิกษุ ทั้งหลาย ไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาสที่จะปลงชีวิตตถาคตด้วยความพยายามของผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตทั้งหลายจะไม่ปรินิพพานด้วยความพยายามของผู้อื่น”

เวลานั้น คนทั้งหลายหนีขึ้นไปบนปราสาทบ้าง เรือนโล้นบ้าง บนหลังคาบ้าง ในกลุ่มคนพวกนั้น บรรดาคนที่ไม่ศรัทธา ไม่เลื่อมใส มีความรู้ไม่ดี กล่าวอย่างนี้ว่า “พวกเราเอ๋ย พระมหาสมณโคดมรูปงามจะถูกช้างฆ่า” ส่วนบรรดาคนที่มีศรัทธา เลื่อมใส เป็นบัณฑิต มีความรู้ กล่าวอย่างนี้ว่า “พวกเราเอ๋ย ประเดี๋ยวคอยดูสงครามระหว่าง พระพุทธเจ้ากับช้าง”ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแผ่เมตตาจิตไปที่ช้างนาฬาคิรี ลำดับนั้น ช้าง นาฬาคิรีได้สัมผัสกระแสเมตตาจิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงลดงวงลงแล้วเข้าไปหา พระผู้มีพระภาค ยืนอยู่ตรงพระพักตร์ พระผู้มีพระภาคทรงยกพระหัตถ์ขวาลูบ กระพองช้างนาฬาคิรี พลางตรัสสอนช้างนาฬาคิรีด้วยพระคาถาทั้งหลายว่ากุญชรเอ๋ย เจ้าอย่าคิดเข้ามาทำร้ายพระพุทธเจ้า

กุญชรเอ๋ย การคิดเข้ามาทำร้ายพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

เป็นเหตุแห่งความทุกข์

กุญชรเอ๋ย ผู้ฆ่าพระพุทธเจ้า

จากชาตินี้ไปสู่ชาติหน้าจะไม่มีสุคติภูมิเลย

เจ้าอย่ามัวเมา อย่าประมาท

เพราะคนผู้ประมาทแล้วย่อมไม่ไปสุคติ

เจ้านี่แหละจักกระทำเหตุให้เจ้าเดินทางไปสุคติ

ทันใดนั้น ช้างนาฬาคิรีเอางวงสูบละอองธุลีที่ใกล้พระบาทของพระผู้มีพระภาค แล้วพ่นลงบนกระหม่อม(ของตน) ย่อตัวถอยออกไปชั่วระยะเห็นพระองค์ ลำดับนั้น ช้างนาฬาคิรีได้กลับไปที่โรงช้างยืนอยู่ที่เดิม ก็ช้างนาฬาคิรีได้รับการฝึกแล้วอย่างนั้น

สมัยนั้น คนทั้งหลายพากันขับร้องคาถานี้ว่า

คนฝึกช้างและคนฝึกม้าบางพวก

มีท่อนไม้ ขอและแส้จึงจะฝึกได้

พระพุทธเจ้าผู้ประสบพระคุณยิ่งใหญ่

ไม่ต้องใช้ท่อนไม้ ไม่ต้องใช้ศัสตราทรงฝึกช้างได้เลย

คนทั้งหลายพากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “พระเทวทัตนี้เป็นคนบาป เป็นคนไม่มีบุญ เพราะได้พยายามปลงพระชนม์พระสมณโคดมผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้” ลาภสักการะของพระเทวทัตจึงเสื่อมสิ้นไป ส่วนลาภสักการะ ของพระผู้มีพระภาคกลับเจริญยิ่งขึ้นปัญจวัตถุยาจนกา

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ม.ม. (แปล) ๑๓/๓๕๒/๔๓๑, ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๘๗๘/๔๘๔
  2. ๒วิ.มหา. (แปล) ๑/๔๐๙/๔๔๑-๔๔๔
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ปญฺจวตฺถุยาจนกถา เตน โข ปน สมเยน เทวทตฺโต ปริหีนลาภสกฺกาโร สปริโส กุเลสุ วิญฺญาเปตฺวา วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชติ. มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขิยฺยนฺติ วิปาเจนฺติ “กถํ หิ นาม สมณา สกฺยปุตฺติยา กุเลสุ วิญฺญาเปตฺวา วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชิสฺสนฺติ. กสฺส สมฺปนฺนํ น มนาปํ, กสฺส สาทุํ น รุจฺจตี”ติ. อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู เตสํ มนุสฺสานํ อุชฺฌายนฺตานํ ขิยฺยนฺตานํ วิปาเจนฺตานํ. เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา, ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขิยฺยนฺติ วิปาเจนฺติ “กถํ หิ นาม เทวทตฺโต สปริโส กุเลสุ วิญฺญาเปตฺวา วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชิสฺสตี”ติ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ สจฺจํ กิร ตฺวํ เทวทตฺต สปริโส กุเลสุ วิญฺญาเปตฺวา วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชสี”ติ. สจฺจํ ภควาติ ฯเปฯ วิครหิตฺวา ฯเปฯ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ “เตนหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูนํ กุเลสุ ติกโภชนํ ปญฺญาเปสฺสามิ, ตโย อตฺถวเส ปฏิจฺจ, ทุมฺมงฺกูนํ ปุคฺคลานํ นิคฺคหาย, เปสลานํ ภิกฺขูนํ ผาสุวิหาราย ‘มา ภิกฺขู ปาปิจฺฉา ปกฺขํ นิสฺสาย สํฆํ ภินฺเทยฺยุนฺ”ติ,(๑) กุลานุทยตาย(๒) จ คณโภชเน ยถาธมฺโม กาเรตพฺโพ”ติ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม.อิ. มา ปาปิจฺฉา ปกฺขํ นิสฺสาย สํฆํ ภินฺเทยฺยุํ
  2. ๒ฉ.ม.อิ. กุลานุทฺทยาย
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ว่าด้วยพระเทวทัตกราบทูลขอวัตถุ ๕ ประการ

สมัยนั้น พระเทวทัตพร้อมกับบริษัทเสื่อมลาภสักการะ จึงพากันออก ปากขอภัตตาหารในตระกูลทั้งหลายมาฉัน

คนทั้งหลายจึงตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพวกพระสมณะเชื้อสาย ศากยบุตรจึงเที่ยวออกปากขอภัตตาหารในตระกูลทั้งหลายมาฉันเล่า ภัตตาหารที่ดี ใครจะไม่พอใจ ภัตตาหารอร่อยใครจะไม่ชอบเล่า”ภิกษุทั้งหลายได้ยินคนทั้งหลายตำหนิ ประณาม โพนทะนา

บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ฯลฯ จึงตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพระเทวทัต พร้อมกับบริษัทจึงเที่ยวออกปากขอภัตตาหารในตระกูลทั้งหลายมาฉันเล่า” จึงนำเรื่อง นี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ ฯลฯ

พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามพระเทวทัตว่า “เทวทัต ทราบว่า เธอพร้อมกับ บริษัทเที่ยวออกปากขอภัตตาหารในตระกูลทั้งหลายมาฉันจริงหรือ”

พระเทวทัตทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิ ฯลฯ ครั้นทรงตำหนิแล้ว ฯลฯ ทรงแสดงธรรมีกถา รับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น เราจะบัญญัติโภชนะที่คน ๓ คน พึงบริโภคในตระกูลทั้งหลายแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยอาศัยอำนาจประโยชน์ ๓ ประการ คือ

๑. เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก

๒. เพื่อความอยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษุผู้มีศีลดีงาม

๓. เพื่ออนุเคราะห์ตระกูล

ด้วยหวังว่า ‘ภิกษุที่ปรารถนาชั่วอย่าอาศัยพรรคพวกทำสงฆ์ให้แตกกัน’ (ภิกษุ) ฉันคณโภชนะ พึงปรับอาบัติตามธรรม”๑

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑พึงปรับอาบัติตามธรรม คือ พึงปรับอาบัติปาจิตตีย์ เพราะฉันคณโภชนะ ตามความแห่งสิกขาบทที่ ๒ แห่งโภชนวรรคที่ ๔ (ดู วิ.มหา. (แปล) ๒/๒๐๙-๒๑๗/๓๗๐-๓๗๖)

จบ เรื่องปล่อยช้างนาฬาคิรี