พระวินัยปิฎก จุลวรรค · ภิกขุนีขันธกะ
อันตรายิกธรรมของภิกษุณี เล่ม ๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๗๓–๕๘๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๑/๒๐ ในภิกขุนีขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค ภิกขุนีขันธกะ อันตรายิกธรรมของภิกษุณี (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๗ หน้า ๓๘๑–๓๙๐
ผ้าซับในหลุด จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้เชือกผูกแล้วผูกไว้ที่ขาอ่อน”
เชือกขาด จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเชือกฟั่นสะเอว”
{๕๗๒} สมัยนั้น พวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์ใช้เชือกผูกสะเอวตลอดกาล ชาวบ้าน พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกสตรีคฤหัสถ์ผู้บริโภค กาม” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระ ภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงใช้เชือกผูกสะเอวตลอดกาล รูปใด ใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ เราอนุญาตเชือกผูกสะเอวเมื่อมีระดู”
จบ ทุติยภาณวาร
๓. ตติยภาณวาร
เรื่องอันตรายิกธรรมของภิกษุณี ๒๔ ประการ
{๕๗๓} [๔๒๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุณีทั้งหลายที่อุปสมบทแล้ว ปรากฏว่า ไม่มีนิมิตบ้าง มีสักแต่ว่านิมิตบ้าง ไม่มีโลหิตบ้าง มีโลหิตประจำบ้าง มีผ้าซับในประจำบ้าง มีนํ้ามูตรกะปริบกะปรอยบ้าง มีเดือยบ้าง เป็น
- ๑ไม่มีนิมิต หมายถึงไม่มีเครื่องหมายเพศหญิง (วิ.อ. ๒/๓๘)
- ๒ไม่มีโลหิต หมายถึงไม่มีเลือดประจำเดือน (วิ.อง ๒/๓๘)
- ๓มีเดือย หมายถึงมีก้อนเนื้อเล็กเรียว (คล้ายอวัยวะเพศชาย) ยื่นออกมาข้างนอก (วิ.อ. ๒/๓๘)
หญิงบัณเฑาะก์บาง เป็นหญิงคล้ายชายบ้าง เป็นหญิงมีมรรคระคนกัน บ้าง เป็นหญิงสองเพศบ้าง ... ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี พระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถามอันตรายิกธรรม ๒๔ ประการ แก่สตรีผู้จะอุปสมบทก่อนดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงถามอย่างนี้
๑. เธอมิใช่ผู้ไม่มีนิมิตหรือ
๒. เธอมิใช่ผู้มีสักแต่ว่านิมิตหรือ
๓. เธอมิใช่ผู้ไม่มีโลหิตหรือ
๔. เธอมิใช่ผู้มีโลหิตเสมอหรือ
๕. เธอมิใช่ผู้มีผ้าซับในเสมอหรือ
๖. เธอมิใช่ผู้มีนํ้ามูตรกะปริบกะปรอยหรือ
๗. เธอมิใช่ผู้มีเดือยหรือ
๘. เธอมิใช่เป็นหญิงบัณเฑาะก์หรือ
๙. เธอมิใช่เป็นหญิงคล้ายชายหรือ
๑๐. เธอมิใช่เป็นหญิงมีมรรคระคนกันหรือ
๑๑. เธอมิใช่เป็นหญิงสองเพศหรือ
อาพาธเห็นปานนี้ของเธอมีไหม คือ
๑. โรคเรื้อน
๒. โรคฝี
๓. โรคกลาก
- ๑มีมรรคระคนกัน ในที่นี้ หมายถึงมีวัจมรรค (ทวารหนัก) และปัสสาวมรรค (ทวารเบา) รวม อยู่ด้วยกัน (วิ.อ. ๒/๓๘)
- ๒อันตรายิกธรรม สิ่งอันกระทำอันตราย ในที่นี้หมายถึงเหตุขัดขวางต่าง ๆ ในการอุปสมบท
๔. โรคมองคร่อ
๕. โรคลมบ้าหมู
๖. เธอเป็นมนุษย์หรือ
๗. เธอเป็นหญิงหรือ
๘. เธอเป็นไทหรือ
๙. เธอไม่มีหนี้สินหรือ
๑๐. เธอมิใช่ราชภัฏหรือ
๑๑. เธอเป็นผู้ที่มารดาบิดา สามีอนุญาตแล้วหรือ
๑๒. เธอมีอายุครบ ๒๐ ปีแล้วหรือ
๑๓. บาตรจีวรของเธอมีครบแล้วหรือ
เธอชื่ออะไร
{๕๗๔} สมัยนั้น ภิกษุถามอันตรายิกธรรมของภิกษุณี หญิงผู้เป็นอุปสัมปทา เปกขะกระดาก เก้อเขิน ไม่อาจตอบได้ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่อง นั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้หญิงผู้เป็นอุปสัมปทาเปกขะ อุปสมบทในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ แล้วอุปสมบทใน ภิกษุสงฆ์”
{๕๗๕} สมัยนั้น ภิกษุณีทั้งหลายถามอันตรายิกธรรมกะหญิงผู้เป็นอุปสัมปทา เปกขะ ผู้ยังมิได้สอนซ้อม หญิงผู้เป็นอุปสัมปทาเปกขะกระดาก เก้อเขิน ไม่อาจตอบได้ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
- ๑ปวัตตินี เป็นคำเรียกภิกษุณีผู้ทำหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์ในการอุปสมบทของฝ่ายภิกษุณีสงฆ์
- ๒หญิงผู้เป็นอุปสัมปทาเปกขะ หมายถึงหญิงผู้ขออุปสมบทเป็นภิกษุณี
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สอนซ้อมก่อนแล้วจึงถาม อันตรายิกธรรมต่อภายหลัง”
ภิกษุณีทั้งหลายสอนซ้อมในท่ามกลางสงฆ์นั่นเอง หญิงผู้เป็น อุปสัมปทาเปกขะก็ยังกระดาก เก้อเขิน ไม่อาจตอบได้เหมือนอย่างนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระ ภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สอนซ้อม ณ สถานที่สมควร ข้างหนึ่ง แล้วจึงถามอันตรายิกธรรมในท่ามกลางสงฆ์
วิธีสอนซ้อม
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงสอนซ้อมอย่างนี้
[๔๒๔] พึงให้ถืออุปัชฌาย์ก่อน ครั้นแล้วพึงบอกบาตรจีวรว่า
‘นี้บาตรของเธอ
นี้ผ้าช้อนนอก
นี้ผ้าห่ม
นี้ผ้านุ่ง
นี้ผ้ารัดอก
นี้ผ้าอาบน้ำ
เธอจงไปยืนอยู่ ณ โอกาสโน้น”
ภิกษุณีผู้โง่เขลา ไม่ฉลาดสอนซ้อม หญิงผู้เป็นอุปสัมปทาเปกขะที่ถูก สอนซ้อมไม่ดี ก็ยังกระดาก เก้อเขิน ไม่อาจตอบได้ ภิกษุทั้งหลายจึง กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้โง่เขลา ไม่ฉลาดไม่พึงสอนซ้อม รูปใด สอนซ้อม ต้องอาบัติทุกกฏ เราอนุญาตให้ภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถสอนซ้อม”
ภิกษุณีทั้งหลายผู้ยังไม่ได้รับสมมติสอนซ้อม ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ยังไม่ได้รับสมมติไม่พึงสอนซ้อม รูปใด สอนซ้อม ต้องอาบัติทุกกฏ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุณีผู้ได้ รับสมมติแล้วสอนซ้อม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงสมมติอย่างนี้ ตนเอง พึงสมมติตนเองก็ได้ หรือผู้อื่นพึงสมมติผู้อื่นก็ได้
วิธีสมมติตน
{๕๗๖} ก็ตนเองพึงสมมติตนเองอย่างไรเล่า คือ ภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถพึง ประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจาว่าดังนี้‘แม่เจ้าเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า หญิงชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะ ของแม่เจ้าชื่อนี้ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว ข้าพเจ้าพึงสอน ซ้อมหญิงชื่อนี้’อย่างนี้ชื่อว่าตนเองสมมติตนเอง
วิธีสมมติผู้อื่น
{๕๗๗} ก็ผู้อื่นพึงสมมติผู้อื่นอย่างไรเล่า คือ ภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศ ให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจาว่าดังนี้‘แม่เจ้าเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า หญิงชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะ ของแม่เจ้าชื่อนี้ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว ภิกษุณีชื่อนี้พึงสอน ซ้อมหญิงชื่อนี้’อย่างนี้ชื่อว่าผู้อื่นสมมติผู้อื่น
คำสอนซ้อม
{๕๗๘} ภิกษุณีผู้ได้รับสมมติอย่างนั้นแล้ว พึงเข้าไปหาหญิงที่เป็นอุปสัมปทา เปกขะแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า
‘แน่ะหญิงชื่อนี้ เธอฟังนะ นี้เป็นเวลากล่าวคำสัตย์ เป็นเวลากล่าว คำจริงของเธอ เมื่อท่านถามในท่ามกลางสงฆ์ถึงสิ่งอันเกิดแล้ว มี พึงบอก ว่ามี ไม่มี พึงบอกว่าไม่มี เจ้าอย่าสะทกสะท้านเลย เจ้าอย่าได้เก้อเขิน เลย ภิกษุณีทั้งหลายจักถามเจ้าอย่างนี้ เธอมิใช่ผู้ไม่มีนิมิตหรือ เธอมิใช่ผู้ มีสักแต่ว่านิมิตหรือ เธอมิใช่ผู้ไม่มีโลหิตหรือ เธอมิใช่ผู้มีโลหิตเสมอหรือ เธอมิใช่ผู้มีผ้าซับในเสมอหรือ เธอมิใช่ผู้มีนํ้ามูตรกะปริบกะปรอยหรือ เธอ มิใช่ผู้มีเดือยหรือ เธอมิใช่เป็นหญิงบัณเฑาะก์หรือ เธอมิใช่เป็นหญิงคล้าย ชายหรือ เธอมิใช่เป็นหญิงมีมรรคระคนกันหรือ เธอมิใช่เป็นหญิงสอง เพศหรือ
อาพาธเห็นปานนี้ของเธอมีไหม คือ โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู เธอเป็นมนุษย์หรือ เธอเป็นหญิงหรือ เธอเป็น ไทหรือ เธอไม่มีหนี้สินหรือ เธอมิใช่ราชภัฏหรือ เธอเป็นผู้ที่มารดาบิดา สามีอนุญาตแล้วหรือ เธอมีอายุครบ ๒๐ ปีแล้วหรือ บาตรจีวรของเธอมี ครบแล้วหรือ เธอชื่ออะไร ปวัตตินีของเธอชื่ออะไร’ภิกษุณีผู้สอนซ้อมกับหญิงผู้เป็นอุปสัมปทาเปกขะเดินมาด้วยกัน ... แต่ ทั้งสองไม่พึงเดินมาพร้อมกัน คือ ภิกษุณีผู้สอนซ้อมต้องมาก่อน แล้ว ประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้
‘แม่เจ้าเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า หญิงชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะ ของแม่เจ้าชื่อนี้ ข้าพเจ้าสอนซ้อมเธอแล้ว ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึง ที่แล้ว หญิงชื่อนี้จงมา’
พึงเรียกหญิงผู้เป็นอุปสัมปทาเปกขะว่า ‘เธอจงมา’
พึงให้หญิงผู้เป็นอุปสัมปทาเปกขะนั้นห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า ให้ กราบเท้าภิกษุณีทั้งหลาย ให้นั่งกระหย่งประนมมือ แล้วพึงให้ขออุปสมบท ดังนี้
คำขออุปสมบท
‘แม่เจ้าเจ้าข้า ข้าพเจ้าขออุปสมบทต่อสงฆ์ ขอสงฆ์โปรดอาศัย ความเอ็นดูยกข้าพเจ้าขึ้นเถิดเจ้าข้า
แม่เจ้าเจ้าข้า ข้าพเจ้าขออุปสมบทต่อสงฆ์เป็นครั้งที่ ๒ ขอสงฆ์โปรด อาศัยความเอ็นดูยกข้าพเจ้าขึ้นเถิดเจ้าข้า
แม่เจ้าเจ้าข้า ข้าพเจ้าขออุปสมบทต่อสงฆ์เป็นครั้งที่ ๓ ขอสงฆ์โปรด อาศัยความเอ็นดูยกข้าพเจ้าขึ้นเถิดเจ้าข้า’
คำสมมติตนเพื่อถามอันตรายิกธรรม
ภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้
‘แม่เจ้าเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า หญิงผู้นี้ชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะ ของแม่เจ้าชื่อนี้ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์สิ่งที่แล้ว ข้าพเจ้าพึงถาม อันตรายิกธรรมกะหญิงชื่อนี้’
คำถามอันตรายิกธรรม
‘แน่ะหญิงชื่อนี้ เธอฟังนะ นี้เป็นเวลากล่าวคำสัตย์ เป็นเวลากล่าว คำจริงของเธอ ฉันจะถามถึงสิ่งอันเกิดแล้ว มี พึงบอกว่ามี ไม่มี พึงบอก ว่าไม่มี เธอมิใช่ผู้ไม่มีนิมิตหรือ เธอมิใช่ผู้มีสักแต่ว่านิมิตหรือ ... เธอชื่ออะไร ปวัตตินีของเธอชื่ออะไร’
กรรมวาจาอุปสมบท
ภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรม วาจา ว่าดังนี้
[๔๒๕] ‘แม่เจ้าเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า หญิงผู้นี้ชื่อนี้เป็น อุปสัมปทาเปกขะของแม่เจ้าชื่อนี้ บริสุทธิ์แล้วจากอันตรายิกธรรมทั้งหลาย
บาตรจีวรของเธอครบแล้ว หญิงชื่อนี้ขออุปสมบทกะสงฆ์ มีแม่เจ้าชื่อนี้ เป็นปวัตตินี ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงอุปสมบทหญิง ชื่อนี้มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี นี่เป็นญัตติ
แม่เจ้าเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า หญิงผู้นี้ชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะ ของแม่เจ้าชื่อนี้ บริสุทธิ์แล้วจากอันตรายิกธรรมทั้งหลาย บาตรจีวรของเธอ ครบแล้ว หญิงชื่อนี้ขออุปสมบทกะสงฆ์ มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์ อุปสมบทหญิงชื่อนี้มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี การอุปสมบทหญิงชื่อนี้มี แม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินีชอบใจแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจ แก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงทักท้วงข้าพเจ้ากล่าวความนี้เป็นครั้งที่ ๒ แม่เจ้าเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า หญิงผู้นี้ชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะของแม่เจ้าชื่อนี้ บริสุทธิ์แล้วจาก อันตรายิกธรรมทั้งหลาย
บาตรจีวรของเธอครบแล้ว หญิงชื่อนี้ขออุปสมบท กะสงฆ์ มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์อุปสมบทหญิงชื่อนี้มีแม่เจ้าชื่อนี้ เป็นปวัตตินี การอุปสมบทหญิงชื่อนี้มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินีชอบใจแก่ แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึง ทักท้วงข้าพเจ้ากล่าวความนี้เป็นครั้งที่ ๓ แม่เจ้าเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า หญิงผู้นี้ชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะของแม่เจ้าชื่อนี้ บริสุทธิ์แล้วจาก อันตรายิกธรรมทั้งหลาย บาตรจีวรของเธอครบแล้ว หญิงชื่อนี้ขออุปสมบท กะสงฆ์ มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์อุปสมบทหญิงชื่อนี้มีแม่เจ้าชื่อนี้ เป็นปวัตตินี การอุปสมบทหญิงชื่อนี้มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินีชอบใจแก่ แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึง ทักท้วงหญิงชื่อนี้อันสงฆ์อุปสมบทแล้ว มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินีชอบใจแก่ สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้’
{๕๗๙} ขณะนั้นแล ภิกษุณีทั้งหลายพึงพานางเข้าไปหาภิกษุสงฆ์ ให้ห่มผ้า อุตตราสงค์เฉวียงบ่า ให้ไหว้เท้าภิกษุทั้งหลาย ให้นั่งกระหย่งประนมมือ แล้วให้ขออุปสมบท ว่าดังนี้
คำขออุปสมบทต่อสงฆ์สำหรับภิกษุณี
‘พระคุณเจ้าเจ้าข้า ข้าพเจ้ามีชื่อนี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของ แม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์แล้วในภิกษุณีสงฆ์ ข้าพเจ้าขออุปสมบทกะสงฆ์ ขอสงฆ์โปรดอาศัยความเอ็นดู ยกข้าพเจ้าขึ้น เถิด เจ้าข้า
พระคุณเจ้าเจ้าข้า ข้าพเจ้ามีชื่อนี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของแม่เจ้า ชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์แล้วในภิกษุณีสงฆ์ ข้าพเจ้า ขออุปสมบทกะสงฆ์เป็นครั้งที่ ๒ ขอสงฆ์โปรดอาศัยความเอ็นดู ยกข้าพเจ้า ขึ้นเถิด เจ้าข้าพระคุณเจ้าเจ้าข้า ข้าพเจ้ามีชื่อนี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของแม่เจ้า ชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์แล้วในภิกษุณีสงฆ์ ข้าพเจ้า ขออุปสมบทกะสงฆ์เป็นครั้งที่ ๓ ขอสงฆ์โปรดอาศัยความเอ็นดู ยกข้าพเจ้า ขึ้นเถิด เจ้าข้า’
ญัตติจตุตถกรรมวาจาอุปสมบทภิกษุณี
{๕๘๐} ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้
‘ท่านเจ้าเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า หญิงผู้นี้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทา เปกขะของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์แล้วใน ภิกษุณีสงฆ์ หญิงชื่อนี้ขออุปสมบทกะสงฆ์ มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ถ้า ความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้หญิงชื่อนี้อุปสมบท มีแม่เจ้า ชื่อนี้เป็นปวัตตินี นี้เป็นญัตติ
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า หญิงผู้นี้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะ ของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์แล้วในภิกษุณีสงฆ์ หญิงชื่อนี้ขออุปสมบทกะสงฆ์มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี “สงฆ์ให้หญิงชื่อนี้ อุปสมบท มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี การอุปสมบทของหญิงชื่อนี้ มีแม่เจ้า ชื่อนี้เป็นปวัตตินี ชอบใจแก่ทานผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่าน ผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงข้าพเจ้ากล่าวความนี้เป็นครั้งที่ ๒ ...
ข้าพเจ้ากล่าวความนี้เป็นครั้งที่ ๓ ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า หญิงผู้นี้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์แล้วในภิกษุณีสงฆ์ หญิงชื่อนี้ขออุปสมบทกะสงฆ์ มี แม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์ให้หญิงชื่อนี้อุปสมบท มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็น ปวัตตินี การอุปสมบทของหญิงชื่อนี้ มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ชอบใจแก่ ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงหญิงชื่อนี้อันสงฆ์อุปสมบทแล้ว มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ชอบใจ แก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้’
วัดเงาแดดเป็นต้น
{๕๘๑} ทันใดนั้นแหละ พึงวัดเงาแดด พึงบอกประมาณแห่งฤดู พึงบอกส่วน แห่งวัน พึงบอกข้อเบ็ดเสร็จ พึงทั้งภิกษุณีทั้งหลายว่า ‘พวกเธอจงบอก นิสสัย ๓ อกรณียกิจ ๘ แก่ภิกษุณีนี้”
- ๑นิสสัย ในที่นี้หมายถึงปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต หรือหลักการดำรงชีวิตที่บรรพชิตควร ประพฤติให้เคยชินเป็นปกตินิสัย ของฝ่ายภิกษุมี ๔ คือ (๑) เที่ยวบิณฑบาต (๒) ถือผ้าบังสุกุล (๓) อยู่โคนไม้ (๔) ฉันยาดองด้วยนํ้ามูตรเน่า (วิ.มหา. (แปล) ๔/๑๒๘/๒๒๒-๒๒๓) แต่ของ ฝ่ายภิกษุณีมีเพียง ๓ โดยขาดข้อที่ ๓ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามภิกษุณีอยู่ป่า ดังนั้น ภิกษุณีจึงไม่ต้องถือนิสสัยข้อว่า อยู่โคนไม้ (ดูข้อ ๑๘๓) หน้า ๓๙๘ ในเล่มนี้)
จบ อันตรายิกธรรมของภิกษุณี