พระวินัยปิฎก จุลวรรค · ภิกขุนีขันธกะ
งดอุโบสถเป็นต้น เล่ม ๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๙๐–๕๙๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๔/๒๐ ในภิกขุนีขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
งดอุโบสถเป็นต้น
พระวินัยปิฎก จุลวรรค ภิกขุนีขันธกะ งดอุโบสถเป็นต้น (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)
เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขุนิโย ภิกฺขูนํ อุโปสถํ ฐเปนฺติ ปวารณํ ฐเปนฺติ สวจนียํ กโรนฺติ อนุวาทํ ปฏฺฐเปนฺติ ๑ โอกาสํ กาเรนฺติ โจเทนฺติ สาเรนฺติ ฯเปฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ น ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา ภิกฺขุสฺส อุโปสโถ ฐเปตพฺโพ ฐปิโตปิ อฏฺฐปิโต ฐเปนฺติยา อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส น ปวารณา ฐเปตพฺพา ฐปิตาปิ อฏฺฐปิตา ฐเปนฺติยา อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส น สวจนียํ กาตพฺพํ กตมฺปิ อกตํ กโรนฺติยา อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส น อนุวาโท ปฏฺฐเปตพฺโพ ปฏฺฐปิโตปิ อปฺปฏฺฐปิโต ปฏฺฐเปนฺติยา ๒ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส น โอกาโส กาเรตพฺโพ การิโตปิ อการิโต กาเรนฺติยา อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส น โจเทตพฺโพ โจทิโตปิ อโจทิโต โจเทนฺติยา อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส น สาเรตพฺโพ สาริโตปิ อสฺสาริโต สาเรนฺติยา อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
๑ ยุ. ฐเปนฺติ ฯ ๒ ยุ. ฐเปตพฺโพ ฐปิโตปิ อฐปิโต ฐเปนฺติยา ฯ
โดยสมัยนั้นแล ภิกษุณีทั้งหลายงดอุโบสถ งดปวารณา ทำ การไต่สวน เริ่ม
อนุวาทาธิกรณ์ ให้ทำโอกาส โจท สืบพยานแก่ภิกษุทั้งหลาย ... ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงงดอุโบสถแก่ภิกษุแม้งดก็ไม่เป็นอันงด ภิกษุณีผู้งด ต้องอาบัติทุกกฏ
ภิกษุณีไม่พึงงดปวารณาแก่ภิกษุ แม้งดก็ไม่เป็นอันงด ภิกษุณีผู้งด ต้อง อาบัติทุกกฏ
ภิกษุณีไม่พึงทำการสืบสวนภิกษุ แม้ทำก็ไม่เป็นอันทำ ภิกษุณีผู้ทำ ต้อง อาบัติทุกกฏ
ภิกษุณีไม่พึงเริ่มอนุวาทาธิกรณ์แก่ภิกษุ แม้เริ่มก็ไม่เป็นอันเริ่ม ภิกษุณี ผู้เริ่ม ต้องอาบัติทุกกฏ
ภิกษุณีไม่พึงให้ภิกษุทำโอกาส แม้ให้ทำก็ไม่เป็นอันให้ทำ ภิกษุณีผู้ให้ทำต้องอาบัติทุกกฏภิกษุณีไม่พึงโจทภิกษุ แม้โจทก็ไม่เป็นอันโจท ภิกษุณีผู้โจท ต้องอาบัติ ทุกกฏภิกษุณีไม่พึงสืบพยานภิกษุ แม้สืบก็ไม่เป็นอันสืบ ภิกษุณีผู้สืบพยานต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู ภิกฺขุนีนํ อุโปสถํ ฐเปนฺติ ปวารณํ ฐเปนฺติ สวจนียํ กโรนฺติ อนุวาทํ ปฏฺฐเปนฺติ โอกาสํ กาเรนฺติ โจเทนฺติ สาเรนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ภิกฺขุนา ภิกฺขุนิยา อุโปสถํ ฐเปตุํ ฐปิโตปิ สุฏฺฐปิโต ฐเปนฺตสฺส อนาปตฺติ ปวารณํ ฐเปตุํ ฐปิตาปิ สุฏฺฐปิตา ฐเปนฺตสฺส อนาปตฺติ สวจนียํ กาตุํ กตํปิ สุกตํ กโรนฺตสฺส อนาปตฺติ อนุวาทํ ปฏฺฐเปตุํ ปฏฺฐปิโตปิ สุปฺปฏฺฐปิโต ปฏฺฐเปนฺตสฺส อนาปตฺติ โอกาสํ กาเรตุํ การิโตปิ สุการิโต กาเรนฺตสฺส อนาปตฺติ โจเทตุํ โจทิตาปิ สุโจทิตา โจเทนฺตสฺส อนาปตฺติ สาเรตุํ สาริตาปิ สุสฺสาริตา สาเรนฺตสฺส อนาปตฺตีติ ฯ
โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายงดอุโบสถ งดปวารณา ทำการ สืบสวน เริ่ม
อนุวาทาธิกรณ์ ให้ทำโอกาส โจท สืบพยานแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ภิกษุ ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น
แด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา อนุญาตให้ภิกษุงดอุโบสถแก่ภิกษุณี แม้งดแล้วเป็นอันงดด้วยดี ภิกษุผู้งดไม่ต้องอาบัติ ให้งดปวารณาแก่ภิกษุณี แม้งดแล้ว
เป็นอันงดด้วยดี ภิกษุผู้งดไม่ต้องอาบัติ ให้ทำการสืบสวนภิกษุณี แม้ทำแล้วเป็นอันทำด้วยดี ภิกษุ
ผู้ทำไม่ต้องอาบัติ ให้ เริ่มอนุวาทาธิกรณ์ แม้เริ่มแล้วเป็นอันเริ่มด้วยดี ภิกษุผู้เริ่มไม่ต้องอาบัติ
ให้ภิกษุณี ทำโอกาส แม้ให้ทำแล้วเป็นอันให้ทำด้วยดี ภิกษุผู้ให้ทำไม่ต้องอาบัติ ให้โจท ภิกษุณี
แม้โจทแล้วเป็นอันโจทด้วยดี ภิกษุผู้โจทก์ไม่ต้องอาบัติ ให้สืบพยานแก่ ภิกษุณี แม้สืบแล้วเป็นอันสืบด้วยดี ภิกษุผู้ให้สืบไม่ต้องอาบัติ ฯ
จบ งดอุโบสถเป็นต้น