พระวินัยปิฎก จุลวรรค · ภิกขุนีขันธกะ
พินัยกรรม เล่ม ๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๕๙–๕๖๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๒๐ ในภิกขุนีขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค ภิกขุนีขันธกะ พินัยกรรม (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๗ หน้า ๓๗๕–๓๘๐
ทรงวางวิธีปฏิบัติในบริขารเมื่อภิกษุณีมรณภาพ
{๕๕๙} [๔๑๙] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุณีรูปหนึ่งเมื่อจะถึงมรณภาพ พูดไว้ อย่างนี้ว่า “เมื่อฉันล่วงลับไปแล้ว บริขารของฉันจงเป็นของสงฆ์” บรรดา สหธรรมิกเหล่านั้น ภิกษุและภิกษุณีทั้งหลายโต้เถียงกันว่า “บริขารเป็น ของพวกเรา บริขารเป็นของพวกเรา” ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุณีเมื่อจะถึงมรณภาพ พูดไว้อย่างนี้ว่า ‘เมื่อฉันล่วงลับไปแล้ว บริขารของฉันจงเป็นของสงฆ์’ ภิกษุสงฆ์ไม่เป็น ใหญ่ในบริขารนั้น บริขารนันเป็นของภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายเดียว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าสิกขมานา ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าสามเณรีเมื่อจะถึงมรณภาพ พูดไว้อย่างนี้ว่า ‘เมื่อฉันล่วงลับไปแล้ว บริขารของฉันจงเป็นของสงฆ์’ ภิกษุสงฆ์ไม่เป็น ใหญ่ในบริขารนั้น บริขารนั้นเป็นของภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายเดียว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเมื่อจะถึงมรณภาพ พูดไว้อย่างนี้ว่า ‘เมื่อฉันล่วงลับไปแล้ว บริขารของฉันจงเป็นของสงฆ์’ ภิกษุณีสงฆ์ไม่เป็น ใหญ่ในบริขารนั้น บริขารนั้นเป็นของภิกษุสงฆ์ฝ่ายเดียว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าสามเณร ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าอุบาสก ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าอุบาสิกา ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าใครคนอื่นเมื่อจะตาย พูดไว้อย่างนี้ว่า ‘เมื่อ ฉันล่วงลับไปแล้ว บริขารของฉันจงเป็นของสงฆ์’ ภิกษุณีสงฆ์ไม่เป็นใหญ่ ในบริขารนั้น บริขารนั้นเป็นของภิกษุสงฆ์ฝ่ายเดียว”
พระพุทธบัญญัติห้ามภิกษุณีใช้ไหล่กระแทกภิกษุ
{๕๖๐} [๔๒๐] ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงคนหนึ่งเคยเป็นภรรยาของนักมวย ปลํ้ามาก่อน บวชในสำนักภิกษุณี นางเห็นภิกษุทุพพลภาพที่ถนน จึงใช้ ไหล่กระแทกให้เซไป ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุณีจึงได้กระแทกภิกษุเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระ ภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงกระแทกภิกษุ รูปใดกระแทก ต้อง อาบัติทุกกฏ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุณีเห็นภิกษุแล้วหลีกทางให้ แต่ไกลเทียว”
เรื่องต้นบัญญัติที่ภิกษุณีต้องแสดงบาตร
{๕๖๑} สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งหย่าร้างกับสามีไปมีครรภ์กับชายชู้ นางรีด ครรภ์แล้วกล่าววานภิกษุณีผู้กุลุปกะว่า “วานทีเถิด เจ้าข้า ขอท่านจงเอา บาตรนำทารกนี้ไปด้วย” ภิกษุณีนั้นจึงวางเด็กลงในบาตร ปิดด้วยผ้า สังฆาฏิแล้วเดินไป
สมัยนั้น ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งทำการสมาทานว่า “เรายังไม่ให้ภิกษาที่จะได้ก่อนแก่ภิกษุหรือภิกษุณีก็จักไม่ฉัน” ครั้งนั้น เธอ พบภิกษุณีนั้นจึงได้กล่าวว่า “น้องหญิง เชิญรับภิกษา”
นางปฏิเสธว่า “อย่าเลย เจ้าข้า”
ภิกษุนั้นได้กล่าวกะภิกษุณีนั้นเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “น้องหญิง เชิญรับ ภิกษา”
- ๑ภิกษุณีผู้กุลุปกะ คือภิกษุณีผู้เข้าถึงหรือใกล้ชิดสกุลโดยได้รับปัจจัย ๔ ประจำ ซึ่งเป็นผู้มีความ คุ้นเคยสนิทไปมาหาสู่คนในตระกูลหรือครอบครัวนั้นอยู่เสมอ (นัย วิ.อ. ๒/๔๐)
นางปฏิเสธว่า “อย่าเลย เจ้าข้า”
ภิกษุนั้นได้กล่าวกะภิกษุณีนั้นเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “น้องหญิง เชิญรับ ภิกษา”
นางปฏิเสธว่า “อย่าเลย เจ้าข้า”
ภิกษุนั้นชี้แจงว่า “น้องหญิง ฉันสมาทานไว้ว่า ‘เรายังไม่ให้ภิกษาที่ จะได้ก่อนแก่ภิกษุหรือภิกษุณี ก็จักไม่ฉัน’ น้องหญิง เชิญรับภิกษาเถิด”
ครั้นนางถูกภิกษุนั้นแค่นไค้อยู่ จึงนำบาตรออกแสดง กล่าวดังนี้ว่า “พระคุณเจ้า ท่านจงดูทารกในบาตร ท่านอย่าบอกใคร”
ภิกษุนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุณีจึงได้ใช้บาตร นำทารกไปเล่า” แล้วแจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุณีจึงได้ใช้บาตร นำทารกไปเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระ ภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงใช้บาตรนำทารกไป รูปใดนำไป ต้องอาบัติทุกกฏ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุณีพบภิกษุแล้ว นำบาตรออก แสดง”
พระพุทธบัญญัติห้ามภิกษุณีแสดงก้นบาตร
{๕๖๒} สมัยนั้น พวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์พบภิกษุแล้วพลิกกลับแสดงก้นบาตร ภิกษุนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์พบภิกษุ แล้วจึงได้พลิกกลับแสดงก้นบาตรเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี พระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีพบภิกษุแล้วไม่พึงพลิกกลับแสดง ก้นบาตร รูปใดแสดง ต้องอาบัติทุกกฏ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุณีพบภิกษุแล้วหงายบาตร แสดง และอามิสใดมีในบาตร พึงนิมนต์ภิกษุด้วยอามิสนั้น”
พระพุทธบัญญติห้ามภิกษุณีเพ่งดูนิมิตบุรุษ
{๕๖๓} สมัยนั้น มีนิมิตบุรุษที่เขาทิ้งไว้ที่ถนนในพระนครสาวัตถี ภิกษุณี ทั้งหลายตั้งใจเพ่งดูนิมิตบุรุษนั้น ชาวบ้านพากันโห่ ภิกษุณีเหล่านั้นเก้อเขิน กลับที่พำนักแล้วจึงบอกเรื่องนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงได้ เพ่งดูนิมิตบุรุษเล่า” แล้วได้บอกเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ... ภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงเพ่งดูนิมิตษุรุษ รูปใดเพ่งดู ต้อง อาบัติทุกกฏ”
พระพุทธบัญญัติห้ามให้อามิสที่เขาถวายตนแก่ผู้อื่น
{๕๖๔} [๔๒๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ชาวบ้านถวายอามิสแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายให้อามิสแก่พวกภิกษุณี ชาวบ้านจึงพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระคุณเจ้าทั้งหลายจึงได้ให้อามิสที่เขาถวายเพื่อเป็น ของบริโภคสำหรับตนแก่ผู้อื่นเล่า ก็พวกเราไม่รู้จักให้ทานหรือ” ภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงให้อามิสที่เขาถวายเพื่อเป็นของ บริโภคสำหรับตนแก่ผู้อื่น รูปใดให้ ต้องอาบัติทุกกฏ”
- ๑นิมิตบุรุษ คืออวัยวะเพศชาย จะถูกตัดหรือมิได้ตัดก็ตาม ถูกปิดบังหรือเปิดเผยก็ตาม ในทุก กรณี หากภิกษุณีมีจิตคิดว่าเป็นอวัยวะเพศชายแล้วเพ่งดู ปรับอาบัติทุกกฏ (วิ.อ. ๓/๔๑๐)
{๕๖๕} สมัยนั้น อามิสของภิกษุทั้งหลายมีมาก ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเพื่อให้แก่สงฆ์”
อามิสมีมากเหลือเฟือ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี พระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเพื่อให้เป็นส่วนบุคคล”
{๕๖๖} สมัยนั้น อามิสที่ภิกษุทำการสะสมไว้มีมาก ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุณีรับอามิสที่เป็นสันนิธิของ ภิกษุจากภิกษุแล้วฉันได้”
{๕๖๗} สมัยนั้น ชาวบ้านถวายอามิสแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ภิกษุณีทั้งหลาย ถวายแก่ภิกษุ ชาวบ้านจึงพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉน ภิกษุณีทั้งหลายจึงได้ถวายอามิสที่เขาถวายเพื่อเป็นของบริโภคสำหรับตนแก่ ผู้อื่นเล่า ก็พวกเราไม่รู้จักให้ทานหรือ” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงให้อามิสที่เขาถวายเพื่อเป็นของ บริโภคสำหรับตนแก่ผู้อื่น รูปใดให้ ต้องอาบัติทุกกฏ”{๕๖๘} สมัยนั้น อามิสของภิกษุณีทั้งหลายมีมาก ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถวายแก่สงฆ์”
อามิสมีมากเหลือเฟือ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี พระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเพื่อให้เป็นส่วนบุคคล”
{๕๖๙} สมัยนั้น อามิสที่ภิกษุณีทำการสะสมมีมาก ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุรับอามิสที่เป็นสันนิธิของ ภิกษุณีจากภิกษุณีแล้วฉันได้”
พระพุทธานุญาตเสนาสนะอาศัยชั่วคราว
{๕๗๐} [๔๒๒] ก็โดยสมัยนั้นแล เสนาสนะของภิกษุทั้งหลายมีมาก เสนาสนะ ของพวกภิกษุณีไม่มี ภิกษุณีทั้งหลายส่งตัวแทนไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ดีละ เจ้าข้า ขอพระคุณเจ้าทั้งหลายจงให้เสนาสนะแก่พวกดิฉันอาศัย ชั่วคราว” ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้ มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเพื่อให้เสนาสนะแก่ภิกษุณีทั้งหลาย อาศัยชั่วคราว”
พระพุทธานุญาตผ้าอนามัยแก่ภิกษุณี
{๕๗๑} สมัยนั้น ภิกษุณีทั้งหลายผู้กำลังมีระดูนั่งทับบ้าง นอนทับบ้าง ซึ่ง เตียงที่บุ ตั่งที่บุไว้ เสนาสนะเปื้อนเลือด ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่อง นั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณี (ผู้มีระดู) ไม่พึงนั่งทับ ไม่พึงนอนทับ ซึ่งเตียงที่บุ ตั่งที่บุ รูปใดทั้งทับหรือนอนทับ ต้องอาบัติทุกกฏ เราอนุญาต ผ้า(อนามัย)ในที่พัก”
ผ้าในที่พักเปื้อนเลือด จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้าซับใน”
จบ พินัยกรรม