วรรคที่ ๘
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๙๓–๑๓๐๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๒๓ ในกถาวัตถุมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ฉคติกถา
วรรคที่ ๘
ฉคติกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๘ ฉคติกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
ฉ คติโยติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ปญฺจ คติโย วุตฺตา ภควตา นิรโย ติรจฺฉานโยนิ ปิตฺติวิสโย มนุสฺสา เทวาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ปญฺจ คติโย วุตฺตา ภควตา นิรโย ติรจฺฉานโยนิ ปิตฺติวิสโย มนุสฺสา เทวา โน วต เร วตฺตพฺเพ ฉ คติโยติ ฯ
สกวาที คติมี ๖ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสคติไว้ ๕ คือ นรก กำเนิดดิรัจฉาน ปิตติวิสัย
มนุษย์ เทวดา มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสคติไว้ ๕ คือ นรก กำเนิดดิรัจฉาน
ปิตติวิสัย มนุษย์ เทวดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า คติมี ๖
ฉ คติโยติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ กาลกญฺชิกา อสุรา เปตานํ สมานวณฺณา สมานโภคา สมานาหารา สมานายุกา เปเตหิ สห อาวาหวิวาหํ คจฺฉนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ กาลกญฺชิกา อสุรา เปตานํ สมานวณฺณา สมานโภคา สมานาหารา สมานายุกา เปเตหิ สห อาวาหวิวาหํ คจฺฉนฺติ โน วต เร วตฺตพฺเพ ฉ คติโยติ ฯ
ส. คติมี ๖ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อสูรพวกกาลกัญชิกา มีรูปร่างเหมือนกัน มีการเสวยอารมณ์อย่างเดียวกัน
มีอาหารอย่างเดียวกัน อายุเท่ากัน กับพวกเปรต ทำอาวาหะวิวาหะกับด้วยเปรต มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อสูรพวกการกัญชิกา มีรูปร่างเหมือนกัน มีการเสวยอารมณ์
อย่างเดียวกัน มีอาหารอย่างเดียวกัน มีอายุเท่ากันกับเปรตทำอาวาหะวิวาหะกับด้วยพวกเปรต ก็ต้องไม่กล่าวว่า คติมี ๖
ฉ คติโยติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ เวปจิตฺติปริสา ๑ เทวานํ สมานวณฺณา สมานโภคา สมานาหารา สมานายุกา เทเวหิ สห อาวาหวิวาหํ คจฺฉนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ เวปจิตฺติปริสา เทวานํ สมานวณฺณา สมานโภคา สมานาหารา สมานายุกา เทเวหิ สห อาวาหวิวาหํ คจฺฉนฺติ โน วต เร วตฺตพฺเพ ฉ คติโยติ ฯ
ส. คติมี ๖ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พวกอสูรบริษัทท้าวเวปจิตติ มีรูปร่างเหมือนกัน มีการเสวยอารมณ์
อย่างเดียวกัน มีอาหารอย่างเดียวกัน มีอายุเท่ากัน กับพวกเทวดา ทำอาวาหะวิวาหะกับด้วยพวกเทวดา มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พวกอสูรบริษัทท้าวเวปจิตติ มีรูปร่างเหมือนกันมี การเสวยอารมณ์
อย่างเดียวกัน มีอาหารอย่างเดียวกัน มีอายุเท่ากันกับพวกเทวดา ทำอาวาหะวิวาหะกับด้วยพวกเทวดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า คติมี ๖
ฉ คติโยติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ เวปจิตฺติปริสา ปุพฺพเทวาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ เวปจิตฺติปริสา ปุพฺพเทวา โน วต เร วตฺตพฺเพ ฉ คติโยติ ฯ
ส. คติมี ๖ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พวกอสูรบริษัทท้าวเวปจิตติ เคยเป็นเทวดา มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พวกอสูรบริษัทท้าวเวปจิตติ เคยเป็นเทวดาก็ต้องไม่กล่าวว่า
คติมี ๖
น วตฺตพฺพํ ฉ คติโยติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตฺถิ อสุรกาโยติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ อสุรกาโย เตน วต เร วตฺตพฺเพ ฉ คติโยติ ฯ
ฉคติกถา ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า คติมี ๖ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. มีอสุรกาย มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่ามีอสุรกาย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า คติมี ๖
ฉคติกถา จบ
อนฺตราภวกถา
อันตราภวกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๘ อันตราภวกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ กามภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ อรูปภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑ ม. เวปจิตฺติ สปริสา. (อญฺญตฺถ อีทิสเมว.)
สกวาที อันตราภพ มีอยู่หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นกามภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อันตราภพมีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นรูปภพหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อันตราภพมีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นอรูปภพหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ กามภวสฺส จ รูปภวสฺส จ อนฺตเร อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปภวสฺส จ อรูปภวสฺส จ อนฺตเร อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อันตราภพมีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพมีอยู่ในระหว่างกามภพและรูปภพหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อันตราภพมีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพมีอยู่ในระหว่างรูปภพและอรูปภพหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กามภวสฺส จ รูปภวสฺส จ อนฺตเร นตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ กามภวสฺส จ รูปภวสฺส จ อนฺตเร นตฺถิ อนฺตราภโว โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ รูปภวสฺส จ อรูปภวสฺส จ อนฺตเร นตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ รูปภวสฺส จ อรูปภวสฺส จ อนฺตเร นตฺถิ อนฺตราภโว โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ
ส. อันตราภพไม่มีอยู่ในระหว่างกามภพและรูปภพหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อันตราภพไม่มีอยู่ในระหว่างกามภพและรูปภพ ก็ต้องไม่กล่าวว่า
อันตราภพมีอยู่
ป. อันตราภพไม่มีอยู่ในระหว่างรูปภพกับอรูปภพหรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า อันตราภพไม่มีอยู่ในระหว่างรูปภพกับอรูปภพ ก็ต้องไม่กล่าวว่า
อันตราภพมีอยู่
อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ ปญฺจมี สา โยนิ ฉฏฺฐมี สา คติ อฏฺฐมี สา วิญฺญาณฏฺฐิติ ทสโม โส สตฺตาวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ อนฺตราภโว ภโว คติ สตฺตาวาโส สํสาโร โยนิ วิญฺญาณฏฺฐิติ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ อนฺตราภวูปคํ กมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ อนฺตราภวูปคา สตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนฺตราภเว สตฺตา ชายนฺติ ชิยฺยนฺติ มิยฺยนฺติ จวนฺติ อุปปชฺชนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนฺตราภเว อตฺถิ รูปํ ๑ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนฺตราภโว ปญฺจโวการภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อันตราภพมีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพนั้น เป็นกำเนิดที่ห้า เป็นคติที่หก เป็นวิญญาณฐิติที่แปด
เป็นสัตตาวาสที่สิบ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อันตราภพมีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพ เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด
เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงอันตราภพมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ผู้เข้าถึงอันตราภพมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ ในอันตราภพ
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีในอันตราภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อันตราภพเป็นปัญจโวการภพหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ กามภโว กามภโว ภโว คติ สตฺตาวาโส สํสาโร โยนิ วิญฺญาณฏฺฐิติ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อนฺตราภโว อนฺตราภโว ภโว คติ สตฺตาวาโส สํสาโร โยนิ วิญฺญาณฏฺฐิติ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ กามภวูปคํ กมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อนฺตราภวูปคํ กมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ กามภวูปคา สตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อนฺตราภวูปคา สตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กามภเว สตฺตา ชายนฺติ ชิยฺยนฺติ มิยฺยนฺติ จวนฺติ อุปปชฺชนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนฺตราภเว สตฺตา ชายนฺติ ชิยฺยนฺติ มิยฺยนฺติ จวนฺติ อุปปชฺชนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กามภเว อตฺถิ รูปํ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนฺตราภเว อตฺถิ รูปํ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กามภโว ปญฺจโวการภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ อนฺตราภโว ปญฺจโวการภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. กามภพมีอยู่ กามภพ เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสารเป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพมีอยู่ อันตราภพ เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร
เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงกามภพมีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงอันตราภพมีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ผู้เข้าถึงกามภพมีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัตว์ผู้เข้าถึงอันตราภพมีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ ในกามภพ
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ ในอันตราภพ
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในกามภพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในอันตราภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กามภพ เป็นปัญจโวการภพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพ เป็นปัญจโวการภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ รูปภโว รูปภโว ภโว คติ สตฺตาวาโส สํสาโร โยนิ วิญฺญาณฏฺฐิติ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อนฺตราภโว อนฺตราภโว ภโว คติ สตฺตาวาโส สํสาโร โยนิ วิญฺญาณฏฺฐิติ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ รูปภวูปคํ กมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อนฺตราภวูปคํ กมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ รูปภวูปคา สตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อนฺตราภวูปคา สตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ รูปภเว สตฺตา ชายนฺติ ชิยฺยนฺติ มิยฺยนฺติ จวนฺติ อุปปชฺชนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนฺตราภเว สตฺตา ชายนฺติ ชิยฺยนฺติ มิยฺยนฺติ จวนฺติ อุปปชฺชนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ รูปภเว อตฺถิ รูปํ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนฺตราภเว อตฺถิ รูปํ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ รูปภโว ปญฺจโวการภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ อนฺตราภโว ปญฺจโวการภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑ ม. รูปา. (อญฺญตฺถ อีทิสเมว.)
ส. รูปภพมีอยู่ รูปภพ เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสารเป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพมีอยู่ อันตราภพ เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็น
สงสาร เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงรูปภพ มีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงอันตราภพมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ผู้เข้าถึงรูปภพมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัตว์ผู้เข้าถึงอันตราภพ มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ ในรูปภพ
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ ในอันตราภพ
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในรูปภพ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในอันตราภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูปภพเป็นปัญจโวการภพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพเป็นปัญจโวการภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรูปภโว อรูปภโว ภโว คติ สตฺตาวาโส สํสาโร โยนิ วิญฺญาณฏฺฐิติ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อนฺตราภโว อนฺตราภโว ภโว คติ สตฺตาวาโส สํสาโร โยนิ วิญฺญาณฏฺฐิติ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ อรูปภวูปคํ กมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อนฺตราภวูปคํ กมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ อรูปภวูปคา สตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อนฺตราภวูปคา สตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรูปภเว สตฺตา ชายนฺติ ชิยฺยนฺติ มิยฺยนฺติ จวนฺติ อุปปชฺชนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนฺตราภเว สตฺตา ชายนฺติ ชิยฺยนฺติ มิยฺยนฺติ จวนฺติ อุปปชฺชนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรูปภเว อตฺถิ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนฺตราภเว อตฺถิ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรูปภโว จตุโวการภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ อนฺตราภโว จตุโวการภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อรูปภพ มีอยู่ อรูปภพ เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสารเป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพ มีอยู่ อันตราภพ เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็น
สงสาร เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงอรูปภพ มีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงอันตราภพ มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ผู้เข้าถึงอรูปภพ มีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัตว์ผู้เข้าถึงอันตราภพ มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ ในอรูปภพ
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ ในอันตราภพ
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในอรูปภพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในอันตราภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อรูปภพเป็นจตุโวการภพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพเป็นจตุโวการภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺเพสญฺเญว5 สตฺตานํ อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สพฺเพสญฺเญว สตฺตานํ นตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ สพฺเพสญฺเญว สตฺตานํ นตฺถิ อตฺตราภโว โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ
ส. อันตราภพมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับสัตว์ทั้งปวงทีเดียว หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับสัตว์ทั้งปวงทีเดียว หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับสัตว์ทั้งปวงทีเดียว ก็ต้องไม่กล่าวว่า
อันตราภพมีอยู่
อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ อานนฺตริยสฺส ปุคฺคลสฺส อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อานนฺตริยสฺส ปุคฺคลสฺส นตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อานนฺตริยสฺส ปุคฺคลสฺส นตฺถิ อนฺตราภโว โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ
ส. อันตราภพมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับบุคคลผู้กระทำอนันตริยกรรม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้ทำอนันตริยกรรม หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้ทำอนันตริยกรรม ก็ต้องไม่
กล่าวว่า อันตราภพมีอยู่
นอานนฺตริยสฺส ปุคฺคลสฺส อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ อานนฺตริยสฺส ปุคฺคลสฺส อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อานนฺตริยสฺส ปุคฺคลสฺส นตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ นอานนฺตริยสฺส ปุคฺคลสฺส นตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นิรยูปคสฺส ปุคฺคลสฺส ฯเปฯ อสญฺญสตฺตูปคสฺส ปุคฺคลสฺส ฯเปฯ อรูปูปคสฺส ปุคฺคลสฺส อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรูปูปคสฺส ปุคฺคลสฺส นตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรูปูปคสฺส ปุคฺคลสฺส นตฺถิ อนฺตราภโว โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ
ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับบุคคลผู้ไม่ทำอนันตริยกรรม หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับบุคคลผู้ทำอนันตริยกรรม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้ทำอนันตริยกรรม หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้ไม่ทำอนันตริยกรรม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับบุคคลผู้เข้าถึงนรก ฯลฯ สำหรับบุคคลผู้เข้าถึง
อสัญญสัตว์ ฯลฯ สำหรับบุคคลผู้เข้าถึงอรูปภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้เข้าถึงอรูปภพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้เข้าถึงอรูปภพ ก็ต้องไม่กล่าวว่า
อันตราภพมีอยู่
นอรูปูปคสฺส ปุคฺคลสฺส อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ อรูปูปคสฺส ปุคฺคลสฺส อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรูปูปคสฺส ปุคฺคลสฺส นตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ นอรูปูปคสฺส ปุคฺคลสฺส นตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับบุคคลผู้ไม่เข้าถึงอรูปภพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับบุคคลผู้เข้าถึงรูปภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้เข้าถึงอรูปภพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้ไม่เข้าถึงอรูปภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อนฺตราปรินิพฺพายิปุคฺคโล อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนฺตราปรินิพฺพายิปุคฺคโล อตฺถิ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ อนฺตราปรินิพฺพายิปุคฺคโล อตฺถีติ กตฺวา อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ อุปหจฺจปรินิพฺพายิปุคฺคโล อตฺถีติ กตฺวา อตฺถิ อุปหจฺจภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนฺตรา- ปรินิพฺพายิปุคฺคโล อตฺถีติ กตฺวา อตฺถิ อนฺตราภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ อสงฺขารปรินิพฺพายิปุคฺคโล ฯเปฯ สสงฺขารปรินิพฺพายิปุคฺคโล อตฺถีติ กตฺวา อตฺถิ สสงฺขารภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
อนฺตราภวกถา ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า อันตราภพมีอยู่ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. บุคคลผู้อันตราปรินิพพายี มีอยู่ มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า บุคคลผู้อันตราปรินิพพายีมีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า
อันตราภพมีอยู่
ส. อันตราภพ ชื่อว่ามีอยู่ เพราะทำอธิบายว่า บุคคลผู้อันตราปรินิพพายี
มีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เพราะทำอธิบายว่า บุคคลผู้อุปหัจจปรินิพพายีมีอยู่ อุปหัจจภพก็ชื่อว่ามี
อยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อันตราภพ ชื่อว่ามีอยู่ เพราะทำอธิบายว่า บุคคลผู้อันตราปรินิพพายี
มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เพราะทำอธิบายว่า บุคคลผู้อสังขารปรินิพพายีมีอยู่ ฯลฯ บุคคลผู้
สสังขารปรินิพพายีมีอยู่ สสังขารภพก็ชื่อว่ามีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อันตราภวกถา จบ
กามคุณกถา
กามคุณกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๘ กามคุณกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
ปญฺเจว กามคุณา กามธาตูติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตฺถิ ตปฺปฏิสํยุตฺโต ฉนฺโทติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ ตปฺปฏิสํยุตฺโต ฉนฺโท โน วต เร วตฺตพฺเพ ปญฺเจว กามคุณา กามธาตูติ ฯ นนุ อตฺถิ ตปฺปฏิสํยุตฺโต ราโค ตปฺปฏิสํยุตฺโต ฉนฺทราโค ตปฺปฏิสํยุตฺโต สงฺกปฺโป ตปฺปฏิสํยุตฺโต ราโค ตปฺปฏิสํยุตฺโต สงฺกปฺปราโค ตปฺปฏิสํยุตฺตา ปีติ ตปฺปฏิสํยุตฺตํ โสมนสฺสํ ตปฺปฏิสํยุตฺตํ ปีติโสมนสฺสนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ ตปฺปฏิสํยุตฺตํ ปีติโสมนสฺสํ โน วต เร วตฺตพฺเพ ปญฺเจว กามคุณา กามธาตูติ ฯ
สกวาที กามคุณ ๕ เท่านั้น เป็นกามธาตุหรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ความพอใจเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น มีอยู่ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ความพอใจเกี่ยวด้วยกามคุณนั้นมีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า กามคุณ
๕ เท่านั้น เป็นกามธาตุ
ส. ความกำหนัดเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอ
ใจเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น ความดำริเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น ความกำหนัดเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น ความกำหนัดด้วยอำนาจความดำริเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น ปีติเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น โสมนัสเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕นั้น ปีติโสมนัสเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น มีอยู่ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ปีติโสมนัสเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้นมีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า กามคุณ
๕ เท่านั้น เป็นกามธาตุ
ปญฺเจว กามคุณา กามธาตูติ ฯ อามนฺตา ฯ มนุสฺสานํ จกฺขุํ น กามธาตูติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ มนุสฺสานํ โสตํ ฯเปฯ มนุสฺสานํ ฆานํ ฯเปฯ มนุสฺสานํ ชิวฺหา ฯเปฯ มนุสฺสานํ กาโย ฯเปฯ มนุสฺสานํ มโน น กามธาตูติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ มนุสฺสานํ มโน น กามธาตูติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา
ปญฺจ กามคุณา โลเก มโนฉฏฺฐา ปเวทิตา
เอตฺถ ฉนฺทํ วิราเชตฺวา เอวํ ทุกฺขา ปมุจฺจตีติ ๑ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ มนุสฺสานํ มโน น กามธาตูติ ฯ
๑ ขุ. สุ. ๒๙๑ ฯ
ส. กามคุณ ๕ เท่านั้น เป็นกามธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จักษุของมนุษย์ทั้งหลาย ไม่เป็นกามธาตุ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โสตะ ฆานะ ชิวหา มโน ของมนุษย์ทั้งหลายไม่เป็นกามธาตุ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. มโนของมนุษย์ทั้งหลาย ไม่เป็นกามธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า กามคุณ ๕ ในโลกมีมโนเป็นที่ ๖ พระ
พุทธะทั้งหลายประกาศแล้ว บุคคลสำรอกความพอใจในกามคุณ ๕และมโนนี้แล้ว ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ได้ ด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้
เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า มโนของมนุษย์ทั้งหลายไม่เป็นกามธาตุ
ปญฺเจว กามคุณา กามธาตูติ ฯ อามนฺตา ฯ กามคุณา ภโว คติ สตฺตาวาโส สํสาโร โยนิ วิญฺญาณฏฺฐิติ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ กามคุณูปคํ กมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ กามคุณูปคา สตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กามคุเณ สตฺตา ชายนฺติ ชิยฺยนฺติ มิยฺยนฺติ จวนฺติ อุปปชฺชนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กามคุเณ อตฺถิ รูปํ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กามคุณา ปญฺจโวการภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กามคุเณ สมฺมาสมฺพุทฺธา อุปฺปชฺชนฺติ ปจฺเจกสมฺพุทฺธา อุปฺปชฺชนฺติ สาวกยุคํ อุปฺปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กามธาตุ ภโว คติ สตฺตาวาโส สํสาโร โยนิ วิญฺญาณฏฺฐิติ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ อามนฺตา ฯ
กามคุณา ภโว คติ สตฺตาวาโส สํสาโร โยนิ วิญฺญาณฏฺฐิติ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ กามธาตูปคํ กมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ กามคุณูปคํ กมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ กามธาตูปคา สตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ กามคุณูปคา สตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กามธาตุยา สตฺตา ชายนฺติ ชิยฺยนฺติ มิยฺยนฺติ จวนฺติ อุปปชฺชนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กามคุเณ สตฺตา ชายนฺติ ชิยฺยนฺติ มิยฺยนฺติ จวนฺติ อุปปชฺชนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กามธาตุยา อตฺถิ รูปํ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กามคุเณ อตฺถิ รูปํ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กามธาตุ ปญฺจโวการภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ กามคุณา ปญฺจโวการภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กามธาตุยา สมฺมาสมฺพุทฺธา อุปฺปชฺชนฺติ ปจฺเจกสมฺพุทฺธา อุปฺปชฺชนฺติ สาวกยุคํ อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กามคุเณ สมฺมาสมฺพุทฺธา อุปฺปชฺชนฺติ ปจฺเจกสมฺพุทฺธา อุปฺปชฺชนฺติ สาวกยุคํ อุปฺปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. กามคุณ ๕ เท่านั้น เป็นกามธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กามคุณ เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็น
วิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงกามคุณมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ผู้เข้าถึงกามคุณมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ในกามคุณ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในกามคุณ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กามคุณ เป็นปัญจโวการภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมอุบัติขึ้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
ย่อมอุบัติขึ้น คู่พระสาวกย่อมอุบัติขึ้นในกามคุณ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กามธาตุ เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็น
วิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กามคุณ เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็น
วิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงกามธาตุ มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงกามคุณ มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ผู้เข้าถึงกามธาตุมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัตว์ผู้เข้าถึงกามคุณมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ ในกามธาตุ
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ ในกามคุณ
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในกามธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในกามคุณ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กามธาตุ เป็นปัญจโวการภพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กามคุณ เป็นปัญจโวการภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมอุบัติขึ้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
ย่อมอุบัติขึ้น คู่พระสาวกย่อมอุบัติขึ้น ในกามธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมอุบัติขึ้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
ย่อมอุบัติขึ้น คู่พระสาวกย่อมอุบัติขึ้น ในกามคุณ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ ปญฺเจว กามคุณา กามธาตูติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ปญฺจิเม ภิกฺขเว กามคุณา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ จกฺขุวิญฺเญยฺยา รูปา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสํหิตา รชนิยา โสตวิญฺเญยฺยา สทฺทา ฯเปฯ ฆานวิญฺเญยฺยา คนฺธา ฯเปฯ ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา รสา ฯเปฯ กายวิญฺเญยฺยา โผฏฺฐพฺพา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสํหิตา รชนิยา อิเม โข ภิกฺขเว ปญฺจ กามคุณาติ ๑ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ ปญฺเจว กามคุณา กามธาตูติ ฯ
กามคุณกถา ฯ
๑ สํ. สฬายตน. ๒๙๑ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า กามคุณ ๕ เท่านั้น เป็นกามธาตุ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามคุณนี้ ๕ อย่าง ๕
อย่างเป็นไฉน? รูปซึ่งเป็นวิสัยแห่งจักขุวิญญาณ อันน่าปรารถนาน่าใคร่ จำเริญใจ น่ารัก ยั่วกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด เสียงซึ่งเป็นวิสัยแห่งโสตวิญญาณ กลิ่นซึ่งเป็นวิสัยแห่งฆานวิญญาณ รสรสซึ่งเป็นวิสัยแห่งชิวหาวิญญาณ โผฏฐัพพะซึ่งเป็นวิสัยแห่งกายวิญญาณ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ จำเริญใจ น่ารัก ยั่วกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ อย่าง ฉะนี้แล
ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น ก็กามคุณ ๕ เท่านั้น เป็นกามธาตุน่ะสิ
กามคุณกถาจบ
กามกถา
กามกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๘ กามกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
ปญฺเจวายตนา กามาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตฺถิ ตปฺปฏิสํยุตฺโต ฉนฺโทติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ ตปฺปฏิสํยุตฺโต ฉนฺโท โน วต เร วตฺตพฺเพ ปญฺเจวายตนา กามาติ ฯ นนุ อตฺถิ ตปฺปฏิสํยุตฺโต ราโค ตปฺปฏิสํยุตฺโต ฉนฺทราโค ตปฺปฏิสํยุตฺโต สงฺกปฺโป ตปฺปฏิสํยุตฺโต ราโค ตปฺปฏิสํยุตฺโต สงฺกปฺปราโค ตปฺปฏิสํยุตฺตา ปีติ ตปฺปฏิสํยุตฺตํ โสมนสฺสํ ตปฺปฏิสํยุตฺตํ ปีติโสมนสฺสนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ ตปฺปฏิสํยุตฺตํ ปีติโสมนสฺสํ โน วต เร วตฺตพฺเพ ปญฺเจวายตนา กามาติ ฯ
สกวาที อายตนะ ๕ เท่านั้น เป็นกาม หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ความพอใจเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น มีอยู่ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ความพอใจเกี่ยวด้วยอายตนะนั้นมีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า อายตนะ
๕ เท่านั้น เป็นกาม
ส. ความกำหนัดเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอ
ใจเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น ความดำริเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น ความกำหนัดเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น ความกำหนัดด้วยอำนาจความยินดีเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น ปีติเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น โสมนัสเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น ปีติโสมนัสเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น มีอยู่ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ปีติโสมนัสเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า
อายตนะ ๕ เท่านั้น เป็นกาม
น วตฺตพฺพํ ปญฺเจวายตนา กามาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ปญฺจิเม ภิกฺขเว กามคุณา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ จกฺขุวิญฺเญยฺยา รูปา ฯเปฯ กายวิญฺเญยฺยา โผฏฺฐพฺพา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสํหิตา รชนิยา อิเม โข ภิกฺขเว ปญฺจ กามคุณาติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ ปญฺเจวายตนา กามาติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า อายตนะ ๕ เท่านั้น เป็นกาม หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามคุณนี้ ๕ อย่าง ๕
อย่างเป็นไฉน? รูปที่เป็นวิสัยแห่งจักขุวิญญาณ ฯลฯ โผฏฐัพพะที่เป็นวิสัยแห่งกายวิญญาณ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ จำเริญใจ น่ารักยั่วกาม เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ อย่าง
ฉะนี้แล ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น ก็อายตนะ ๕ เท่านั้น เป็นกาม น่ะสิ
ปญฺเจวายตนา กามาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ปญฺจิเม ภิกฺขเว กามคุณา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ จกฺขุวิญฺเญยฺยา รูปา ฯเปฯ กายวิญฺเญยฺยา โผฏฺฐพฺพา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสํหิตา รชนิยา อิเม โข ภิกฺขเว ปญฺจ กามคุณา อปิจ ภิกฺขเว เนเต กามา กามคุณา นาเมเต อริยสฺส วินเย วุจฺจนฺติ
สงฺกปฺปราโค ปุริสสฺส กาโม
น เต กามา ยานิ จิตฺรานิ โลเก
สงฺกปฺปราโค ปุริสสฺส กาโม
ติฏฺฐนฺติ จิตฺรานิ ตเถว โลเก
อเถตฺถ ธีรา วินยนฺติ ฉนฺทนฺติ ๑
อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ ปญฺเจวายตนา กามาติ ฯ
กามกถา ฯ
ส. อายตนะ ๕ เท่านั้น เป็นกาม หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามคุณนี้ ๕ อย่าง
๕ อย่างเป็นไฉน? รูปอันเป็นวิสัยแห่งจักขุวิญญาณ ฯลฯ โผฏฐัพพะอันเป็นวิสัยแห่งกายวิญญาณ ที่น่าปรารถนา น่าใคร จำเริญใจน่ารัก ยั่วกาม เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามคุณ๕ อย่าง ฉะนี้แล อีกอย่างหนึ่ง ทั้ง ๕ อย่างนี้มิใช่กาม (แต่) ทั้ง๕ อย่างนี้ เรียกในวินัยของพระอริยะว่า กามคุณ
ความกำหนัดด้วยอำนาจความดำริเป็นกามของบุรุษ สิ่งที่สวยงามในโลกไม่ใช่กาม ความกำหนัดด้วยอำนาจความดำริ เป็นกามของบุรุษสิ่งที่สวยงามย่อมตั้งอยู่ในโลกอย่างนี้แล แต่ว่านักปราชญ์ ย่อมกำจัดความพอใจในสิ่งที่สวยงามนี้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า อายตนะ ๕ เท่านั้น เป็นกาม
กามกถา จบ
รูปธาตุกถา
รูปธาตุกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๘ รูปธาตุกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
รูปิโน ธมฺมา รูปธาตูติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ ภโว คติ สตฺตาวาโส สํสาโร โยนิ วิญฺญาณฏฺฐิติ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ รูปูปคํ กมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ รูปูปคา สตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ รูเป สตฺตา ชายนฺติ ชิยฺยนฺติ มิยฺยนฺติ จวนฺติ อุปปชฺชนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ รูเป อตฺถิรูปํ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ รูปํ ปญฺจโวการภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑ อํ. ฉกฺก. ๔๕๙ ฯ
สกวาที รูปธรรม รูปเป็นธาตุ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. รูป เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็น
วิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงรูปมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ผู้เข้าถึงรูปมีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ ในรูป หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในรูป หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูป เป็นปัญจโวการภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปธาตุ ภโว คติ ฯเปฯ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ ภโว คติ ฯเปฯ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ รูปธาตูปคํ กมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ รูปูปคํ กมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ รูปธาตูปคา สตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ รูปูปคา สตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ รูปธาตุยา สตฺตา ชายนฺติ ชิยฺยนฺติ มิยฺยนฺติ จวนฺติ อุปปชฺชนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ รูเป สตฺตา ชายนฺติ ชิยฺยนฺติ มิยฺยนฺติ จวนฺติ อุปปชฺชนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ รูปธาตุยา อตฺถิ รูปํ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ รูเป อตฺถิ รูปํ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ รูปธาตุ ปญฺจโวการภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ ปญฺจโวการภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ รูปิโน ธมฺมา รูปธาตุ กามธาตุยา อตฺถิ รูปนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สาว กามธาตุ สา รูปธาตูติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สาว กามธาตุ สา รูปธาตูติ ฯ อามนฺตา ฯ กามภเวน สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ทวีหิ ภเวหิ สมนฺนาคโต โหติ กามภเวน จ รูปภเวน จาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
รูปธาตุกถา ฯ
ส. รูปธาตุ เป็นภพ เป็นคติ ฯลฯ เป็นการได้อัตภาพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูป เป็นภพ เป็นคติ ฯลฯ เป็นการได้อัตภาพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงรูปธาตุมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงรูปมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ผู้เข้าถึงรูปธาตุมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัตว์ผู้เข้าถึงรูปมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ ในรูปธาตุ
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ในรูป หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในรูปธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในรูป หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูปธาตุ เป็นปัญจโวการภพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูป เป็นปัญจโวการภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูปธรรมเป็นรูปธาตุ รูปมีอยู่ในกามธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กามธาตุอันนั้น รูปธาตุก็อันนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กามธาตุอันนั้น รูปธาตุก็อันนั้นแหละ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลประกอบด้วยกามภพ เป็นผู้ประกอบด้วยภพสอง คือกามภพ และ
รูปภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปธาตุกถา จบ
อรูปธาตุกถา
อรูปธาตุกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๘ อรูปธาตุกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
อรูปิโน ธมฺมา อรูปธาตูติ ฯ อามนฺตา ฯ เวทนา ภโว คติ สตฺตาวาโส สํสาโร โยนิ วิญฺญาณฏฺฐิติ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ เวทนูปคํ กมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ เวทนูปคา สตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เวทนาย สตฺตา ชายนฺติ ชิยฺยนฺติ มิยฺยนฺติ จวนฺติ อุปปชฺชนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เวทนาย อตฺถิ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เวทนา จตุโวการภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที อรูปธรรม เป็นอรูปธาตุ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เวทนา เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็น
วิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงเวทนามีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ผู้เข้าถึงเวทนามีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ในเวทนา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในเวทนา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เวทนาเป็นจตุโวการภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อรูปธาตุ ภโว คติ ฯเปฯ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ อามนฺตา ฯ เวทนา ภโว คติ ฯเปฯ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ อรูปธาตูปคํ กมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ เวทนูปคํ กมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ อรูปธาตูปคา สตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ เวทนูปคา สตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรูปธาตุยา สตฺตา ชายนฺติ ชิยฺยนฺติ มิยฺยนฺติ จวนฺติ อุปปชฺชนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เวทนาย สตฺตา ชายนฺติ ชิยฺยนฺติ มิยฺยนฺติ จวนฺติ อุปปชฺชนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรูปธาตุยา ฯ อตฺถิ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณนฺติ อามนฺตา ฯ เวทนาย อตฺถิ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรูปธาตุ จตุโวการภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ เวทนา จตุโวการภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
อรูปิโน ธมฺมา อรูปธาตุ กามธาตุยา อตฺถิ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สาว กามธาตุ สา อรูปธาตูติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สาว กามธาตุ สา อรูปธาตูติ ฯ อามนฺตา ฯ กามภเวน สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ทฺวีหิ ภเวหิ สมนฺนาคโต โหติ กามภเวน จ อรูปภเวน จาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ รูปิโน ธมฺมา รูปธาตุ อรูปิโน ธมฺมา อรูปธาตุ กามธาตุยา อตฺถิ รูปํ เวทนา( สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สาว กามธาตุ สา รูปธาตุ สา อรูปธาตูติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สาว กามธาตุ สา รูปธาตุ สา อรูปธาตูติ ฯ อามนฺตา ฯ กามภเวน สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ตีหิ ภเวหิ สมนฺนาคโต โหติ กามภเวน จ รูปภเวน จ อรูปภเวน จาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
อรูปธาตุกถา ฯ
ส. อรูปธาตุ เป็นภพ เป็นคติ ฯลฯ เป็นการได้อัตภาพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เวทนา เป็นภพ เป็นคติ ฯลฯ เป็นการได้อัตภาพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงอรูปธาตุมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงเวทนามีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ผู้เข้าถึงอรูปธาตุมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัตว์ผู้เข้าถึงเวทนามีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ในอรูปธาตุ
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ในเวทนา
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในอรูปธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในเวทนา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อรูปธาตุเป็นจตุโวการภพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เวทนาเป็นจตุโวการภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อรูปธรรม เป็นอรูปธาตุ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมีอยู่ในกาม
ธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กามธาตุอันนั้น อรูปธาตุก็อันนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กามธาตุอันนั้น อรูปธาตุก็นั้นแหละ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ประกอบด้วยกามภพ เป็นผู้ประกอบด้วยภพสองคือกามภพ และ
อรูปภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูปธรรม เป็นรูปธาตุ อรูปธรรม เป็นอรูปธรรม รูป เวทนาสัญญา
สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในกามธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กามธาตุอันนั้น รูปธาตุก็อันนั้นแหละ อรูปธาตุก็อันนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กามธาตุอันนั้น รูปธาตุก็อันนั้นแหละ อรูปธาตุก็อันนั้นแหละ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ประกอบด้วยกามภพ เป็นผู้ประกอบด้วยภพสาม คือ กามภพ
รูปภพ และอรูปภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อรูปธาตุกถา จบ
รูปธาตุยา อายตนกถา
รูปธาตุยา อายตนะกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๘ รูปธาตุยา อายตนะกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
อตฺถิ สฬายตนิโก อตฺตภาโว รูปธาตุยาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ ฆานายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ คนฺธายตนนฺติ ฯ ตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ ชิวฺหายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ รสายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ กายายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ โผฏฺฐพฺพายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที อัตภาพอันมีอายตนะ ๖ มีอยู่ในรูปธาตุ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ในอรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น มีคันธายตนะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น มีรสายตนะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น มีโผฏฐัพพายตนะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นตฺถิ ตตฺถ คนฺธายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นตฺถิ ตตฺถ ฆานายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นตฺถิ ตตฺถ รสายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นตฺถิ ตตฺถ ชิวฺหายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นตฺถิ ตตฺถ โผฏฺฐพฺพายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นตฺถิ ตตฺถ กายายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น ไม่มีคันธายตนะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น ไม่มีฆานายตนะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น ไม่มีรสายตนะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น ไม่มีชิวหายตนะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น ไม่มีโผฏฐัพพายตนะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น ไม่มีกายายตนะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ ตตฺถ จกฺขายตนํ อตฺถิ รูปายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ ฆานายตนํ อตฺถิ คนฺธายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ จกฺขายตนํ อตฺถิ รูปายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ ชิวฺหายตนํ อตฺถิ รสายตนํ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ กายายตนํ อตฺถิ โผฏฺฐพฺพายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะ และรูปายตนะด้วย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ และคันธายตนะด้วย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะ และรูปายตนะด้วย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ และรสายตนะด้วย ฯลฯ ในรูปธาตุนั้น
มีกายายตนะ และมีโผฏฐัพพายตนะด้วย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ ตตฺถ โสตายตนํ อตฺถิ สทฺทายตนํ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ มนายตนํ อตฺถิ ธมฺมายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ ฆานายตนํ อตฺถิ คนฺธายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ มนายตนํ อตฺถิ ธมฺมายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ ชิวฺหายตนํ อตฺถิ รสายตนนฺติ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ กายายตนํ อตฺถิ โผฏฺฐพฺพายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีโสตายตนะ และสัททายตนะด้วย ฯลฯ ในรูปธาตุนั้นมีมนายตนะ และธัมมายตนะด้วย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ และคันธายตนะด้วย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีมนายตนะ และธัมมายตนะด้วย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ และรสายตนะด้วย ฯลฯ ในรูปธาตุนั้น มี
กายายตนะ และมีโผฏฐัพพายตนะด้วย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ ตตฺถ ฆานายตนํ นตฺถิ คนฺธายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ จกฺขายตนํ นตฺถิ รูปายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ ฆานายตนํ นตฺถิ คนฺธายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ โสตายตนํ นตฺถิ สทฺทายตนํ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ มนายตนํ นตฺถิ ธมฺมายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ แต่ไม่มีคันธายตนะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะ แต่ไม่มีรูปายตนะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ แต่ไม่มีคันธายตนะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น มีโสตายตนะ แต่ไม่มีสัททายตนะ ฯลฯ ในรูปธาตุนั้น
มีมนายตนะ แต่ไม่มีธัมมายตนะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ ตตฺถ ชิวฺหายตนํ นตฺถิ รสายตนํ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ กายายตนํ นตฺถิ โผฏฺฐพฺพายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ จกฺขายตนํ นตฺถิ รูปายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ กายายตนํ นตฺถิ โผฏฺฐพฺพายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ โสตายตนํ นตฺถิ สทฺทายตนํ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ มนายตนํ นตฺถิ ธมฺมายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ แต่ไม่มีรสายตนะ ฯลฯ ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ แต่ไม่มีโผฏฐัพพายตนะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะ แต่ไม่มีรูปายตนะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ แต่ไม่มีโผฏฐัพพายตนะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น มีโสตายตนะ แต่ไม่มีสัททายตนะ ฯลฯ ในรูปธาตุนั้น มี
มนายตนะ แต่ไม่มีธัมมายตนะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ ตตฺถ จกฺขายตนํ อตฺถิ รูปายตนํ เตน จกฺขุนา ตํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ ฆานายตนํ อตฺถิ คนฺธายตนํ เตน ฆาเนน ตํ คนฺธํ ฆายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ จกฺขายตนํ อตฺถิ รูปายตนํ เตน จกฺขุนา ตํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ ชิวฺหายตนํ อตฺถิ รสายตนํ ตาย ชิวฺหาย ตํ รสํ สายติ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ กายายตนํ อตฺถิ โผฏฺฐพฺพายตนํ เตน กาเยน ตํ โผฏฺฐพฺพํ ผุสตีติ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะ มีรูปายตนะ และเห็นรูปนั้นได้ด้วยจักษุนั้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ มีคันธายตนะ และสูดกลิ่นนั้นด้วยฆานะ
นั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะ มีรูปายตนะ และเห็นรูปนั้นได้ด้วยจักษุ
นั้นหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ มีรสายตนะ และลิ้มรสนั้นได้ด้วยชิวหา
นั้น ฯลฯ ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ มีโผฏฐัพพายตนะ และถูกต้องโผฏฐัพพะนั้นได้ด้วยกายนั้นหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ ตตฺถ โสตายตนํ อตฺถิ สทฺทายตนํ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ มนายตนํ อตฺถิ ธมฺมายตนํ เตน มเนน ตํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ ฆานายตนํ อตฺถิ คนฺธายตนํ เตน ฆาเนน ตํ คนฺธํ ฆายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ มนายตนํ อตฺถิ ธมฺมายตนํ เตน มเนน ตํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ ชิวฺหายตนํ อตฺถิ รสายตนํ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ กายายตนํ อตฺถิ โผฏฺฐพฺพายตนํ เตน กาเยน ตํ โผฏฺฐพฺพํ ผุสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีโสตายตนะ มีสัททายตนะ ฯลฯ ในรูปธาตุนั้น มีมนายตนะมีธัมมายตนะ และรู้แจ้งธรรมนั้นด้วยมโนนั้นหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ มีคันธายตนะ และสูดกลิ่นนั้นได้ด้วย
ฆานะนั้นหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีมนายตนะ มีธัมมายตนะ และรู้แจ้งธรรมนั้นได้ด้วยมโน
นั้นหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ มีรสายตนะ ฯลฯ ในรูปธาตุนั้น มีกายาย
ตนะ มีโผฏฐัพพายตนะ และถูกต้องโผฏฐัพพะนั้นได้ด้วยกายนั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ ตตฺถ ฆานายตนํ อตฺถิ คนฺธายตนํ น จ เตน ฆาเนน ตํ คนฺธํ ฆายตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ จกฺขายตนํ อตฺถิ รูปายตนํ น จ เตน จกฺขุนา ตํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ ฆานายตนํ อตฺถิ คนฺธายตนํ น จ เตน ฆาเนน ตํ คนฺธํ ฆายตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ โสตายตนํ อตฺถิ สทฺทายตนํ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ มนายตนํ อตฺถิ ธมฺมายตนํ น จ เตน มเนน ตํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ มีคันธายตนะ แต่สูดกลิ่นนั้นด้วยฆานะนั้นไม่ได้หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะ มีรูปายตนะ แต่เห็นรูปนั้นด้วยจักษุนั้นไม่
ได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ มีคันธายตนะ แต่สูดกลิ่นนั้นด้วยฆานะ
นั้นไม่ได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น มีโสตายตนะ มีสัททายตนะ ฯลฯ ในรูปธาตุนั้น มี
มนายตนะ มีธัมมายตนะ แต่รู้แจ้งธรรมนั้นด้วยมโนนั้นไม่ได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ ตตฺถ ชิวฺหายตนํ อตฺถิ รสายตนํ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ กายายตนํ อตฺถิ โผฏฺฐพฺพายตนํ น จ เตน กาเยน ตํ โผฏฺฐพฺพํ ผุสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ จกฺขายตนํ อตฺถิ รูปายตนํ น จ เตน จกฺขุนา ตํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ กายายตนํ อตฺถิ โผฏฺฐพฺพายตนํ น จ เตน กาเยน ตํ โผฏฺฐพฺพํ ผุสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ โสตายตนํ อตฺถิ สทฺทายตนํ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ มนายตนํ อตฺถิ ธมฺมายตนํ น จ เตน มเนน ตํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ มีรสายตนะ ฯลฯ ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ มีโผฏฐัพพายตนะ แต่ถูกต้องโผฏฐัพพะนั้นด้วยกายนั้นไม่ได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะ มีรูปายตนะ แต่เห็นรูปนั้นด้วยจักษุนั้น
ไม่ได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ มีโผฏฐัพพายตนะ แต่ถูกต้องโผฏฐัพพะ
นั้นด้วยกายนั้นไม่ได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น มีโสตายตนะ มีสัททายตนะ ฯลฯ ในรูปธาตุนั้น มีม
นายตนะ มีธัมมายตนะ แต่รู้แจ้งธรรมนั้นด้วยมโนนั้นไม่ได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ ตตฺถ ฆานายตนํ อตฺถิ คนฺธายตนํ เตน ฆาเนน ตํ คนฺธํ ฆายตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ มูลคนฺโธ สารคนฺโธ ตจคนฺโธ ปตฺตคนฺโธ ปุปฺผคนฺโธ ผลคนฺโธ อามคนฺโธ วิสคนฺโธ ๑ สุคนฺโธ ทุคฺคนฺโธติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ มีคันธายตนะ และสูดกลิ่นนั้นได้ด้วยฆานะนั้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น มีกลิ่นเกิดแต่รากไม้ กลิ่นเกิดแต่แก่น กลิ่นเกิดแต่
เปลือก กลิ่นเกิดแต่ใบ กลิ่นเกิดแต่ดอก กลิ่นเกิดแต่ผล กลิ่นสดกลิ่นเป็นพิษ กลิ่นหอม กลิ่นเหม็น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ ตตฺถ ชิวฺหายตนํ อตฺถิ รสายตนํ ตาย ชิวฺหาย ตํ รสํ สายตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ มูลรโส ขนฺธรโส ตจรโส ปตฺตรโส ปุปฺผรโส ผลรโส อมฺพิลํ มธุรํ ติตฺติกํ กฏุกํ โลณิยํ ขาริยํ ลมฺพิลํ กสาโว สาทุ อสาทูติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ มีรสายตนะ และลิ้มรสนั้นได้ด้วยชิวหานั้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น มีรสเกิดแต่รากไม้ รสเกิดแต่ลำต้น รสเกิดแต่เปลือก
รสเกิดแต่ใบ รสเกิดแต่ดอก รสเกิดแต่ผล รสเปรี้ยว หวาน ขมเผ็ด เค็ม ปร่า เฝื่อน ฝาด ดี ไม่ดี หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ ตตฺถ กายายตนํ อตฺถิ โผฏฺฐพฺพายตนํ เตน กาเยน ตํ โผฏฺฐพฺพํ ผุสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ กกฺขฬํ มุทุกํ สณฺหํ ผรุสํ สุขสมฺผสฺสํ ทุกฺขสมฺผสฺสํ ครุกํ ลหุกนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ มีโผฏฐัพพายตนะ และบุคคลถูกต้องโผฏฐัพพะนั้นได้ด้วยกายนั้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในรูปธาตุนั้น มีสัมผัสแข็ง อ่อน ละเอียด หยาบ สุขสัมผัส ทุกข
สัมผัส หนัก เบา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ สฬายตนิโก อตฺตภาโว รูปธาตุยาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตฺถิ ตตฺถ ฆานนิมิตฺตํ ชิวฺหานิมิตฺตํ กายนิมิตฺตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ ตตฺถ ฆานนิมิตฺตํ ชิวฺหานิมิตฺตํ กายนิมิตฺตํ เตน วต เร วตฺตพฺเพ สฬายตนิโก อตฺตภาโว รูปธาตุยาติ ฯ
รูปธาตุยา อายตนกถา ฯ
๑. ม. วิสฺสคนฺโธ.
ป. ไม่พึงกล่าวว่า อัตภาพอันมีอายตนะ ๖ มีอยู่ในรูปธาตุ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ในรูปธาตุนั้น มีฆานนิมิต ชิวหานิมิต กายนิมิต มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า ในรูปธาตุนั้น มีฆานนิมิต ชิวหานิมิต กายนิมิต ด้วยเหตุนั้นนะ
ท่านจึงต้องกล่าวว่า อัตภาพอันมีอายตนะ ๖ มีอยู่ในรูปธาตุ
รูปธาตุยา อายตนกถา จบ
อรูเป รูปกถา
อรูเป รูปกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๘ อรูเป รูปกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
อตฺถิ รูปํ อรูเปสูติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปภโว รูปคติ รูปสตฺตาวาโส รูปสํสาโร รูปโยนิ รูปตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อรูปภาโว อรูปคติ อรูปสตฺตาวาโส อรูปสํสาโร อรูปโยนิ อรูปตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรูปภาโว ฯเปฯ อรูปตฺตภาวปฏิลาโภ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ รูปํ อรูเปสูติ ฯ
สกวาที รูปมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ป. เป็นรูปภพ เป็นรูปคติ เป็นรูปสัตตาวาส เป็นรูปสงสาร เป็นกำเนิดแห่ง
รูปสัตว์ เป็นการได้อัตภาพแห่งรูปสัตว์ หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. อรูปภพ เป็นอรูปคติ อรูปสัตตาวาส อรูปสงสาร เป็นกำเนิดแห่งอรูป
สัตว์ เป็นการได้อัตภาพแห่งอรูปสัตว์ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า เป็นอรูปภพ ฯลฯ เป็นการได้อัตภาพแห่งอรูปสัตว์ก็ไม่พึงกล่าว
ว่า รูปมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย
อตฺถิ รูปํ อรูเปสูติ ฯ อามนฺตา ฯ ปญฺจโวการภโว คติ สตฺตาวาโส สํสาโร โยนิ วิญฺญาณฏฺฐิติ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ จตุโวการภโว ฯเปฯ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ จตุโวการภโว คติ ฯเปฯ อตฺตภาวปฏิลาโภ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ รูปํ อรูเปสูติ ฯ
ส. รูปมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นภพ คติ สัตตาวาส สงสาร กำเนิด วิญญาณฐิติ การได้อัตภาพ
แห่งสัตว์มีขันธ์ ๕ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นภพ ฯลฯ การได้อัตภาพแห่งสัตว์มีขันธ์ ๔ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า เป็นภพ คติ ฯลฯ การได้อัตภาพแห่งสัตว์มีขันธ์ ๔ ก็ไม่พึง
กล่าวว่า รูปมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย
อตฺถิ รูปํ รูปธาตุยา โส จ รูปภโว รูปคติ รูปสตฺตาวาโส รูปสํสาโร รูปโยนิ รูปตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ รูปํ อรูเปสุ โส จ รูปภโว รูปคติ ฯเปฯ รูปตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ รูปํ รูปธาตุยา โส จ ปญฺจโวการภโว คติ ฯเปฯ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ รูปํ อรูเปสุ โส จ ปญฺจโวการภโว คติ ฯเปฯ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปมีอยู่ในรูปธาตุ และรูปธาตุนั้น เป็นรูปภพ เป็นรูปคติ เป็นรูปสัตตาวาส เป็นรูปสงสาร เป็นกำเนิดแห่งรูปสัตว์ เป็นการได้อัตภาพแห่งรูปสัตว์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย และอรูปสัตว์นั้น เป็นรูปภพ เป็นรูปคติ
ฯลฯ เป็นการได้อัตภาพแห่งรูปสัตว์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูปมีอยู่ในรูปธาตุ และรูปธาตุนั้น เป็นปัญจโวการภพ เป็นคติ ฯลฯ
การได้อัตภาพแห่งสัตว์มีขันธ์ ๕ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย และอรูปสัตว์นั้น เป็นปัญจโวการภพ คติ
ฯลฯ การได้อัตภาพแห่งสัตว์มีขันธ์ ๕ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ รูปํ อรูเปสุ โส จ อรูปภโว อรูปคติ อรูปสตฺตาวาโส อรูปสํสาโร อรูปโยนิ อรูปตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ รูปํ อรูปธาตุยา โส จ อรูปภโว อรูปคติ ฯเปฯ อรูปตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย และอรูปสัตว์นั้น เป็นอรูปภพ เป็นอรูปคติเป็นอรูปสัตตาวาส เป็นอรูปสงสาร เป็นกำเนิดแห่งอรูปสัตว์ เป็นการได้อัตภาพแห่งอรูปสัตว์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปมีในอรูปธาตุ และอรูปธาตุนั้น เป็นอรูปภพ เป็นอรูปคติ ฯลฯ
เป็นการได้อัตภาพแห่งอรูปสัตว์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ รูปํ อรูเปสุ โส จ จตุโวการภโว คติ ฯเปฯ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ รูปํ อรูปธาตุยา โส จ จตุโวการภโว คติ ฯเปฯ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย และอรูปสัตว์นั้น เป็นจตุโวการภพ คติฯลฯ การได้อัตภาพแห่งสัตว์มีขันธ์ ๔ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปมีอยู่ในอรูปธาตุ และอรูปธาตุนั้น เป็นจตุโวการภพ คติ ฯลฯ การ
ได้อัตภาพแห่งสัตว์มีขันธ์ ๔ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ รูปํ อรูเปสูติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ รูปานํ นิสฺสรณํ อรูปํ วุตฺตํ ภควตาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ รูปานํ นิสฺสรณํ อรูปํ วุตฺตํ ภควตา โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรูปํ รูเปสูติ ฯ
ส. รูปมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสการออกไปแห่งรูปทั้งหลายว่า อรูป มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสการออกไปแห่งรูปทั้งหลายว่าอรูป ก็ต้อง
ไม่กล่าวว่า รูปมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย
รูปานํ นิสฺสรณํ อรูปํ วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ รูปํ อรูเปสูติ ฯ อามนฺตา ฯ กามานํ นิสฺสรณํ เนกฺขมฺมํ วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ เนกฺขมฺเมสุ กามา อตฺถิ อนาสเวสุ อาสวา อตฺถิ อปริยาปนฺเนสุ ปริยาปนฺนาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
อรูเป รูปกถา ฯ
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสการออกไปแห่งรูปทั้งหลายว่า อรูป แต่รูปก็ยังมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสการออกไปแห่งกามทั้งหลายว่า เนกขัมมะ แต่
กามทั้งหลายก็ยังมีอยู่ในหมู่เนกขัมมะ อาสวะทั้งหลายก็ยังมีอยู่ในหมู่ผู้หาอาสวะมิได้ โลกิยธรรมก็ยังมีอยู่ในโลกุตรธรรมทั้งหลาย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อรูเป รูปกถา จบ
รูปํ กมฺมนฺติกถา
รูปังกัมมันติกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๘ รูปังกัมมันติกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ กุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สารมฺมณํ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ๑ อาโภโค สมนฺนาหาโร มนสิกาโร เจตนา ปตฺถนา ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อนารมฺมณํ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค สมนฺนาหาโร มนสิกาโร เจตนา ปตฺถนา ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนารมฺมณํ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ โน วต เร วตฺตพฺเพ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ กุสลนฺติ ฯ
สกวาที กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ความสนใจ ความทำไว้ในใจ
ความจงใจ ความปรารถนา ความตั้งใจของกายกรรมนั้นมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กายกรรมนั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ความสน
ใจ ความทำไว้ในใจ ความจงใจ ความปรารถนา ความตั้งใจ ของกายกรรมนั้น ไม่มี มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า กายกรรมนั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ
ของกายกรรมนั้น ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิตเป็นรูป เป็นกุศล
กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิโต ผสฺโส กุสโล สารมฺมโณ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ กุสลํ สารมฺมณํ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตา เวทนา ฯเปฯ สญฺญา เจตนา สทฺธา วิริยํ สติ สมาธิ ฯเปฯ ปญฺญา กุสลา สารมฺมณา อตฺถิ ตาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ กุสลํ สารมฺมณํ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ผัสสะที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิตเป็นกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ
ความตั้งใจของผัสสะนั้น มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล เป็นธรรม มีอารมณ์
ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของกายกรรมนั้นมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา ที่ตั้ง
ขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของปัญญานั้น มีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล เป็นธรรม มีอารมณ์
ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของกายกรรมนั้น มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ กุสลํ อนารมฺมณํ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิโต ผสฺโส กุสโล อนารมฺมโณ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ กุสลํ อนารมฺมณํ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตา เวทนา ฯเปฯ สญฺญา เจตนา สทฺธา วิริยํ สติ สมาธิ ฯเปฯ ปญฺญา กุสลา อนารมฺมณา นตฺถิ ตาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑. ม. ยุ. อาวฏฺฏนาอญฺญตฺถ อิทิสเมว.
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของธรรมนั้น ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผัสสะที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก
ฯลฯ ความตั้งใจของผัสสะนั้น ไม่มีหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์
ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของกายกรรมนั้น ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา ที่ตั้ง
ขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของปัญญานั้น ไม่มีหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ กุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ยํ กิญฺจิ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ รูปํ สพฺพนฺตํ กุสลนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต ไม่ว่าอย่างใดทั้งหมด เป็นกุศล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ กุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ รูปายตนํ กุสลนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ กุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ สทฺทายตนํ ฯเปฯ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ฯเปฯ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯเปฯ วาโยธาตุ กุสลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศลหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศลหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ปฐวี
ธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯลฯ วาโยธาตุ ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศลหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ รูปายตนํ อพฺยากตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ อพฺยากตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ สทฺทายตนํ ฯเปฯ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ฯเปฯ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯเปฯ วาโยธาตุ อพฺยากตาติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ อพฺยากตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นอัพยากฤตหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤตหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ปฐวี
ธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯลฯ วาโยธาตุ ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิตเป็นอัพยากฤตหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤตหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ อนารมฺมณํ กุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ รูปายตนํ อนารมฺมณํ กุสลนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ อนารมฺมณํ กุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ สทฺทายตนํ ฯเปฯ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ฯเปฯ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯเปฯ วาโยธาตุ อนารมฺมณา กุสลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศลที่ไม่มีอารมณ์หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศลที่ไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศลที่ไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ปฐวีธาตุ
อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯลฯ วาโยธาตุ ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศลที่ไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ รูปายตนํ อนารมฺมณํ อพฺยากตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ อนารมฺมณํ อพฺยากตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ สทฺทายตนํ ฯเปฯ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ฯเปฯ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯเปฯ วาโยธาตุ อนารมฺมณา อพฺยากตาติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ อนารมฺมณํ อพฺยากตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นอัพยากฤตที่ไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤตที่ไม่มีอารมณ์
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ปฐวี
ธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯลฯ วาโยธาตุ ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิตเป็นอัพยากฤตที่ไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤตที่ไม่มีอารมณ์
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ ผสฺสวิปฺปยุตฺตํ กุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ รูปายตนํ ผสฺสวิปฺปยุตฺตํ กุสลนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ ผสฺสวิปฺปยุตฺตํ กุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ สทฺทายตนํ ฯเปฯ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ฯเปฯ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯเปฯ วาโยธาตุ ผสฺสวิปฺปยุตฺตา กุสลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล ที่วิปปยุตจากผัสสะหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศลที่วิปปยุตจากผัสสะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล ที่วิปปยุตจากผัสสะ
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ปฐวี
ธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯลฯ วาโยธาตุ ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศลที่วิปปยุตจากผัสสะ หรือ?
กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ รูปายตนํ ผสฺสวิปฺปยุตฺตํ อพฺยากตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ ผสฺสวิปฺปยุตฺตํ อพฺยากตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ สทฺทายตนํ ฯเปฯ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ฯเปฯ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯเปฯ วาโยธาตุ ผสฺสวิปฺปยุตฺตา อพฺยากตาติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ ผสฺสวิปฺปยุตฺตํ อพฺยากตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นอัพยากฤตที่วิปปยุต จากผัสสะหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป อัพยากฤตที่วิปปยุตจากผัสสะ
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ปฐวีธาตุ
อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯลฯ วาโยธาตุ ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นอัพยากฤตที่วิปปยุต จากผัสสะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต ที่วิปปยุตจากผัสสะ
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ อนารมฺมณํ ผสฺสวิปฺปยุตฺตํ กุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ รูปายตนํ อนารมฺมณํ ผสฺสวิปฺปยุตฺตํ กุสลนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ อนารมฺมณํ ผสฺสวิปฺปยุตฺตํ กุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ สทฺทายตนํ ฯเปฯ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ฯเปฯ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตูติ ฯเปฯ วาโยธาตุ อนารมฺมณา ผสฺสวิปฺปยุตฺตา กุสลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล ที่ทั้งวิปปยุตจากผัสสะทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศล ที่ทั้งวิปปยุตจากผัสสะ ทั้งไม่มี
อารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล ที่ทั้งวิปปยุตจากผัสสะ
ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ปฐวีธาตุ
อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯลฯ วาโยธาตุ ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศล ที่ทั้งวิปปยุตจากผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ รูปายตนํ อนารมฺมณํ ผสฺสวิปฺปยุตฺตํ อพฺยากตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ อนารมฺมณํ ผสฺสวิปฺปยุตฺตํ อพฺยากตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ สทฺทายตนํ ฯเปฯ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ฯเปฯ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯเปฯ วาโยธาตุ อนารมฺมณา ผสฺสวิปฺปยุตฺตา อพฺยากตาติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ อนารมฺมณํ ผสฺสวิปฺปยุตฺตํ อพฺยากตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นอัพยากฤต ที่ทั้งวิปปยุตจากผัสสะทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต ที่ทั้งวิปปยุตจาก
ผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ปฐวีธาตุ
อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯลฯ วาโยธาตุ ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิตเป็นอัพยากฤตที่ทั้งวิปปยุตจากผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต ที่ทั้งวิปปยุตจาก
ผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ กุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สารมฺมณํ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อนารมฺมณํ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนารมฺมณํ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ โน วต เร วตฺตพฺเพ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ กุสลนฺติ ฯ
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของวจีกรรมนั้น มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วจีกรรม เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของวจีกรรมนั้น
ไม่มี มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า วจีกรรมนั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของ
วจีกรรมนั้น ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูปเป็นกุศล
กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิโต ผสฺโส กุสโล สารมฺมโณ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ กุสลํ สารมฺมณํ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตา เวทนา ฯเปฯ สญฺญา เจตนา สทฺธา วิริยํ สติ สมาธิ ฯเปฯ ปญฺญา กุสลา สารมฺมณา อตฺถิ ตาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ กุสลํ สารมฺมณํ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ผัสสะที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ
ความตั้งใจของผัสสะนั้น มีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์
ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของวจีกรรมนั้น มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา ที่ตั้งขึ้น
ด้วยกุศลจิต เป็นกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของปัญญานั้น มีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์
ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของวจีกรรมนั้น มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ กุสลํ อนารมฺมณํ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิโต ผสฺโส กุสโล อนารมฺมโณ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ กุสลํ อนารมฺมณํ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตา เวทนา ฯเปฯ สญฺญา เจตนา สทฺธา วิริยํ สติ สมาธิ ฯเปฯ ปญฺญา กุสลา อนารมฺมณา นตฺถิ ตาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของวจีกรรมนั้น ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผัสสะที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก
ฯลฯ ความตั้งใจ ของผัสสะนั้น ไม่มี หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์
ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของวจีกรรมนั้น ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา ที่ตั้ง
ขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของปัญญานั้น ไม่มีหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ กุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ยํ กิญฺจิ กุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ รูปํ สพฺพนฺตํ กุสลนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ยถา กายกมฺมํ ตถา วจีกมฺมนฺติ ฯ
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต ไม่ว่าอย่างใดทั้งหมด เป็นกุศลหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
วจีกรรมพึงให้พิสดารอย่างเดียวกับกายกรรม
อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ อกุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สารมฺมณํ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค สมนฺนาหาโร มนสิกาโร เจตนา ปตฺถนา ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อนารมฺมณํ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค สมนฺนาหาโร มนสิกาโร เจตนา ปตฺถนา ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนารมฺมณํ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค สมนฺนาหาโร มนสิกาโร เจตนา ปตฺถนา ปณิธิ โน วต เร วตฺตพฺเพ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ อกุสลนฺติ ฯ
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ความสนใจ ความทำไว้ในใจ
ความจงใจ ความปรารถนา ความตั้งใจ ของกายกรรมนั้น มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กายกรรมนั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ความสนใจ
ความทำไว้ในใจ ความจงใจ ความปรารถนา ความตั้งใจ ของกายกรรมนั้น ไม่มี มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า กายกรรมนั้นเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ความ
สนใจ ความทำไว้ในใจ ความจงใจ ความปรารถนา ความตั้งใจ ของกายกรรมนั้นไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล
อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิโต ผสฺโส อกุสโล สารมฺมโณ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ อกุสลํ สารมฺมณํ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตา เวทนา ฯเปฯ สญฺญา เจตนา ราโค โทโส โมโห มาโน ทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา ถีนํ อุทฺธจฺจํ อหิริกํ ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ อกุสลํ สารมฺมณํ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ อกุสลํ สารมฺมณํ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ผัสสะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ
ความตั้งใจของผัสสะนั้น มีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์
ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของกายกรรมนั้น มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา
ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ ฯลฯ อโนตตัปปะ ที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของอโนตตัปปะนั้นมีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์
ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของกายกรรมนั้น มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ อกุสลํ อนารมฺมณํ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิโต ผสฺโส อกุสโล อนารมฺมโณ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ อกุสลํ อนารมฺมณํ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตา เวทนา ฯเปฯ สญฺญา เจตนา ราโค โทโส โมโห มาโน ทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา ถีนํ อุทฺธจฺจํ อหิริกํ ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ อกุสลํ อนารมฺมณํ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของกายกรรมนั้น ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผัสสะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความ
นึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของผัสสะนั้น ไม่มีหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล แต่เป็นธรรมไม่มี
อารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของกายกรรมนั้น ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ
อุทธัจจะ อหิริกะ ฯลฯ อโนตตัปปะ ที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศลแต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของอโนตตัปปะนั้นไม่มีหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ กายกมฺมํ รูปํ อกุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ยํ กิญฺจิ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ รูปํ สพฺพนฺตํ อกุสลนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต ไม่ว่าอย่างใดทั้งหมด เป็นอกุศล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ อกุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สารมฺมณํ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อนารมฺมณํ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนารมฺมณํ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ โน วต เร วตฺตพฺเพ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ อกุสลนฺติ ฯ
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศล เป็นรูป เป็นอกุศล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของวจีกรรมนั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วจีกรรมนั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของวจี
กรรมนั้น ไม่มี มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าวจีกรรมนั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของ
วจีกรรมนั้น ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูปเป็นอกุศล
อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิโต ผสฺโส อกุสโล สารมฺมโณ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ อกุสลํ สารมฺมณํ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตา เวทนา ฯเปฯ สญฺญา เจตนา ราโค โทโส โมโห มาโน ทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา ถีนํ อุทฺธจฺจํ อหิริกํ ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ อกุสลํ สารมฺมณํ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ อกุสลํ สารมฺมณํ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ผัสสะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึกฯลฯ ความตั้งใจ ของผัสสะนั้น มีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์
ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของวจีกรรมนั้น มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา
ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ ฯลฯ อโนตตัปปะ ที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของอโนตตัปปะนั้นมีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์
ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของวจีกรรมนั้น มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ อกุสลํ อนารมฺมณํ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิโต ผสฺโส อกุสโล อนารมฺมโณ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ อกุสลํ อนารมฺมณํ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตา เวทนา ฯเปฯ สญฺญา เจตนา ราโค โทโส โมโห มาโน ทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา ถีนํ อุทฺธจฺจํ อหิริกํ ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ อกุสลํ อนารมฺมณํ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของวจีกรรมนั้น ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผัสสะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความ
นึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของผัสสะนั้น ไม่มีหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล แต่เป็นธรรมไม่มี
อารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของวจีกรรมนั้น ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา
ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ ฯลฯ อโนตตัปปะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศลแต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของอโนตตัปปะนั้นไม่มีหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ อกุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ยํ กิญฺจิ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ รูปํ สพฺพนฺตํ อกุสลนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต ไม่ว่าอย่างใดทั้งหมด เป็นอกุศล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ อกุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ รูปายตนํ อกุสลนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ อกุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ สทฺทายตนํ ฯเปฯ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อสุจิ อสฺสุ โลหิตํ ฯเปฯ เสโท อกุสโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ปฐวีธาตุ
อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ น้ำอสุจิ น้ำตา โลหิต ฯลฯ เหงื่อที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ รูปายตนํ อพฺยากตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ อพฺยา- กตนฺติ ฯ กตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ สทฺทายตนํ ฯเปฯ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ฯเปฯ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อสุจิ อสฺสุ โลหิตํ ฯเปฯ เสโท อพฺยากโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ อพฺยากตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอัพยากฤต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ปฐวีธาตุ
อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ น้ำอสุจิ น้ำตา โลหิต ฯลฯ เหงื่อ ที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอัพยากฤต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ อนารมฺมณํ อกุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ รูปายตนํ อนารมฺมณํ อกุสลนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ อนารมฺมณํ อกุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ สทฺทายตนํ ฯเปฯ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ฯเปฯ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯเปฯ วาโยธาตุ อสุจิ อสฺสุ โลหิตํ ฯเปฯ เสโท อนารมฺมโณ อกุสโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศลที่ไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศลที่ไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศลที่ไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ ฯลฯ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ
ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯลฯ วาโยธาตุ น้ำอสุจิ น้ำตา โลหิต ฯลฯ
เหงื่อ ที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศลจิต เป็นอกุศลที่ไม่มีอารมณ์หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ รูปายตนํ อนารมฺมณํ อพฺยากตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ อนารมฺมณํ อพฺยากตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ สทฺทายตนํ ฯเปฯ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อสุจิ อสฺสุ โลหิตํ ฯเปฯ เสโท อนารมฺมโณ อพฺยากโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ อนารมฺมณํ อพฺยากตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอัพยากฤตที่ไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศล เป็นรูป เป็นอัพยากฤตที่ไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ปฐวีธาตุ
อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ น้ำอสุจิ น้ำตา โลหิต ฯลฯ เหงื่อ ที่เกิดขึ้นด้วยอกุศล เป็นอัพยากฤตที่ไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤตที่ไม่มีอารมณ์
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ ผสฺสวิปฺปยุตฺตํ อกุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ รูปายตนํ ผสฺสวิปฺปยุตฺตํ อกุสลนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ ผสฺสวิปฺปยุตฺตํ อกุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ สทฺทายตนํ ฯเปฯ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯเปฯ วาโยธาตุ อสุจิ อสฺสุ โลหิตํ ฯเปฯ เสโท ผสฺสวิปฺปยุตฺโต อกุสโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศลที่วิปปยุต จากผัสสะหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศลที่วิปปยุตจากผัสสะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศลที่วิปปยุตจากผัสสะ
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ปฐวีธาตุ
อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯลฯ วาโยธาตุ น้ำอสุจิ น้ำตา โลหิต ฯลฯ เหงื่อ ที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศลที่วิปปยุตจากผัสสะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ รูปายตนํ ผสฺสวิปฺปยุตฺตํ อพฺยากตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ อนารมฺมณํ ผสฺสวิปฺปยุตฺตํ อพฺยากตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ สทฺทายตนํ ฯเปฯ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อสุจิ อสฺสุ โลหิตํ ฯเปฯ เสโท อนารมฺมโณ ผสฺสวิปฺปยุตฺโต อพฺยากโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ อนารมฺมณํ ผสฺสวิปฺปยุตฺตํ อพฺยากตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอัพยากฤตที่ทั้งวิปปยุตจากผัสสะทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤตที่ทั้งวิปปยุตจาก
ผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ปฐวีธาตุ
อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ น้ำอสุจิ น้ำตา โลหิต ฯลฯ เหงื่อ ที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอัพยากฤตที่วิปปยุตจากผัสสะไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต ที่ทั้งวิปปยุตจาก
ผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ อนารมฺมณํ ผสฺสวิปฺปยุตฺตํ อกุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ รูปายตนํ อนารมฺมณํ ผสฺสวิปฺปยุตฺตํ อกุสลนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ อนารมฺมณํ ผสฺสวิปฺปยุตฺตํ อกุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ สทฺทายตนํ ฯเปฯ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ฯเปฯ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อสุจิ อสฺสุ โลหิตํ ฯเปฯ เสโท อนารมฺมโณ ผสฺสวิปฺปยุตฺโต อกุสโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล ที่ทั้งวิปปยุตจากผัสสะทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศล ที่ทั้งวิปปยุตจากผัสสะ ทั้งไม่มี
อารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล ที่ทั้งวิปปยุตจากผัสสะ
ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ปฐวีธาตุ
อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ น้ำอสุจิ น้ำตา โลหิต ฯลฯ เหงื่อ ที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศล ที่ทั้งวิปปยุตจากผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ รูปายตนํ อนารมฺมณํ ผสฺสวิปฺปยุตฺตํ อพฺยากตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ อนารมฺมณํ ผสฺสวิปฺปยุตฺตํ อพฺยากตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ สทฺทายตนํ ฯเปฯ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อสุจิ อสฺสุ โลหิตํ ฯเปฯ เสโท อนารมฺมโณ ผสฺสวิปฺปยุตฺโต อพฺยากโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ วจีกมฺมํ รูปํ อนารมฺมณํ ผสฺสวิปฺปยุตฺตํ อพฺยากตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ป. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอัพยากฤต ที่ทั้งวิปปยุตจากผัสสะทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต ที่ทั้งวิปปยุตจาก
ผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ปฐวีธาตุ
อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ น้ำตา โลหิต ฯลฯ เหงื่อ ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นอัพยากฤตที่ทั้งวิปปยุตจากผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต ที่ทั้งวิปปยุตจาก
ผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ รูปํ กุสลมฺปิ อกุสลมฺปีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ กายกมฺมํ วจีกมฺมํ กุสลมฺปิ อกุสลมฺปีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ กายกมฺมํ วจีกมฺมํ กุสลมฺปิ อกุสลมฺปิ เตน วต เร วตฺตพฺเพ รูปํ กุสลมฺปิ อกุสลมฺปีติ ฯ
ส. ไม่พึงกล่าวว่า รูป เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. กายกรรม วจีกรรม เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า กายกรรม วจีกรรม เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง ด้วยเหตุนั้นนะ
ท่านจึงต้องกล่าวว่า รูป เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง
รูปํ กุสลมฺปิ อกุสลมฺปีติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขายตนํ กุสลมฺปิ อกุสลมฺปีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ รูปํ กุสลมฺปิ อกุสลมฺปีติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตายตนํ ฯเปฯ ฆานายตนํ ชิวฺหายตนํ กายายตนํ รูปายตนํ สทฺทายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อสุจิ อสฺสุ โลหิตํ ฯเปฯ เสโท กุสโลปิ อกุสโลปีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูป เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จักขายตนะ เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูป เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ป. โสตายตนะ ฯลฯ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ รูปายตนะ สัททาย
ตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุเตโชธาตุ วาโยธาตุ น้ำอสุจิ น้ำตา โลหิต ฯลฯ เหงื่อ เป็นกุศลบ้างเป็นอกุศลบ้าง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กาโย รูปํ กายกมฺมํ รูปนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ มโน รูปํ มโนกมฺมํ รูปนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. กายเป็นรูป กายกรรมก็เป็นรูป หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มโน เป็นรูป มโนกรรมก็เป็นรูป หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
มโน อรูปํ มโนกมฺมํ อรูปนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กาโย อรูปํ กายกมฺมํ อรูปนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. มโน เป็นอรูป (นาม) มโนกรรมก็เป็นอรูป หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กาย เป็นอรูป กายกรรมก็เป็นอรูป หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กาโย รูปํ กายกมฺมํ อรูปนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ มโน รูปํ มโนกมฺมํ อรูปนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. กาย เป็นรูป แต่กายกรรมเป็นอรูป หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มโน เป็นรูป แต่มโนกรรมเป็นอรูป หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
มโน อรูปํ มโนกมฺมํ อรูปนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กาโย อรูปํ กายกมฺมํ อรูปนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. มโน เป็นอรูป มโนกรรมก็เป็นอรูป หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กาย เป็นอรูป กายกรรมก็เป็นอรูป หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กาโย รูปนฺติ ฯ กายกมฺมํ รูปนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขายตนํ รูปนฺติ ฯ จกฺขุวิญฺญาณํ รูปนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กาโย รูปนฺติ ฯ กายกมฺมํ รูปนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตายตนํ รูปนฺติ ฯ โสตวิญฺญาณํ รูปนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กาโย รูปนฺติ ฯ กายกมฺมํ รูปนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ฆานายตนํ รูปนฺติ ฯ ฆานวิญฺญาณํ รูปนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กาโย รูปนฺติ ฯ กายกมฺมํ รูปนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ชิวฺหายตนํ รูปนฺติ ฯ ชิวฺหาวิญฺญาณํ รูปนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กาโย รูปนฺติ ฯ กายกมฺมํ รูปนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กายายตนํ รูปนฺติ ฯ กายวิญฺญาณํ รูปนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เพราะกายเป็นรูป ฉะนั้น กายกรรมจึงเป็นรูปหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เพราะจักขายตนะ เป็นรูป ฉะนั้น จักขุวิญญาณ จึงเป็นรูป หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะกายเป็นรูป ฉะนั้น กายกรรมจึงเป็นรูป หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เพราะโสตายตนะ เป็นรูป ฉะนั้น โสตวิญญาณ จึงเป็นรูป หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะกายเป็นรูป ฉะนั้น กายกรรมจึงเป็นรูป หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เพราะฆานายตนะเป็นรูป ฉะนั้น ฆานวิญญาณ จึงเป็นรูป หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะกายเป็นรูป ฉะนั้น กายกรรมจึงเป็นรูป หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เพราะชิวหายตนะเป็นรูป ฉะนั้น ชิวหาวิญญาณ จึงเป็นรูป หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะกายเป็นรูป ฉะนั้น กายกรรมจึงเป็นรูป หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เพราะกายายตนะเป็นรูป ฉะนั้น กายวิญญาณ จึงเป็นรูป หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปํ กมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ เจตยิตฺวา กมฺมํ กโรติ กาเยน วาจาย มนสาติ ๑ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ รูปํ กมฺมนฺติ ฯ
ส. รูป เป็นกรรม หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่า
เป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงทำกรรมด้วยกาย วาจา ใจ ดังนี้
เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นกรรม
รูปํ กมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา กาเย วา อานนฺท สติ กายสญฺเจตนาเหตุ อุปฺปชฺชติ อชฺฌตฺตํ สุขทุกฺขํ วาจาย วา อานนฺท สติ วจีสญฺเจตนาเหตุ อุปฺปชฺชติ อชฺฌตฺตํ สุขทุกฺขํ มเน วา อานนฺท สติ มโนสญฺเจตนาเหตุ อุปฺปชฺชติ อชฺฌตฺตํ สุขทุกฺขนฺติ ๒ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ รูปํ กมฺมนฺติ ฯ
ส. รูป เป็นกรรม หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรอานนท์ เมื่อกายมีอยู่ สุขทุกข์อันเป็น
ภายในย่อมเกิดขึ้นเพราะกายสัญเจตนาเป็นเหตุ หรือเมื่อวาจามีอยู่สุขทุกข์อันเป็นภายในย่อมเกิดขึ้นเพราะวจีสัญเจตนาเป็นเหตุ หรือเมื่อใจมีอยู่ สุขทุกข์อันเป็นภายในย่อมเกิดขึ้นเพราะมโนสัญเจตนา
เป็นเหตุ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า รูป เป็นกรรม
รูปํ กมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ติวิธา ภิกฺขเว กายสญฺเจตนา อกุสลํ กายกมฺมํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากํ จตุพฺพิธา ภิกฺขเว วจีสญฺเจตนา อกุสลํ วจีกมฺมํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากํ ติวิธา ภิกฺขเว มโนสญฺเจตนา อกุสลํ มโนกมฺมํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากํ ติวิธา ภิกฺขเว กายสญฺเจตนา กุสลํ กายกมฺมํ สุขุทฺรยํ สุขวิปากํ จตุพฺพิธา ภิกฺขเว วจีสญฺเจตนา กุสลํ วจีกมฺมํ สุขุทฺรยํ สุขวิปากํ ติวิธา ภิกฺขเว มโนสญฺเจตนา กุสลํ มโนกมฺมํ สุขุทฺรยํ สุขวิปากนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ รูปํ กมฺมนฺติ ฯ
๑ อํ. ฉกฺก. ๑๒๘ ฯ ๒ สํ. นิ. ๓๗ ฯ
ส. รูป เป็นกรรม หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายสัญเจตนา ๓ อย่าง
เป็นกายกรรมฝ่ายอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก วจีสัญเจตนา ๔ อย่าง เป็นวจีกรรมฝ่ายอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก มโนสัญเจตนา ๓ อย่าง เป็นมโนกรรมฝ่ายอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายสัญเจตนา ๓ อย่างเป็นกายกรรมฝ่ายกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก วจีสัญเจตนา๔ อย่าง เป็นวจีกรรมฝ่ายกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก มโนสัญเจตนา ๓ อย่าง เป็นมโนกรรมฝ่ายกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุข
เป็นวิบาก ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า รูป เป็นกรรม
รูปํ กมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา สจายํ อานนฺท สมิทฺธิ โมฆปุริโส ปาตลิปุตฺตสฺส ปริพฺพาชกสฺส เอวํ ปุฏฺโฐ เอวํ พฺยากเรยฺย สญฺเจตนิยํ อาวุโส ปาตลิปุตฺต กมฺมํ กตฺวา กาเยน วาจาย มนสา สุขเวทนิยํ สุขํ โส เวทยติ สญฺเจตนิยํ อาวุโส ปาตลิปุตฺต กมฺมํ กตฺวา กาเยน วาจาย มนสา ทุกฺขเวทนิยํ ทุกฺขํ โส เวทยติ สญฺเจตนิยํ อาวุโส ปาตลิปุตฺต กมฺมํ กตฺวา กาเยน วาจาย มนสา อทุกฺขมสุขเวทนิยํ อทุกฺขมสุขํ โส เวทยตีติ เอวํ พฺยากรมาโน โข อานนฺท สมิทฺธิ โมฆปุริโส ปาตลิปุตฺตสฺส ปริพฺพาชกสฺส สมฺมา พฺยากรมาโน พฺยากเรยฺยาติ ๑ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ รูปํ กมฺมนฺติ ฯ
รูปํ กมฺมนฺติกถา ฯ
ส. รูป เป็นกรรม หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรอานนท์ ถ้าสมิทธิ ผู้โมฆบุรุษนี้
ถูกปาตลิบุตรปริพาชกถามอย่างนี้ ควรพยากรณ์อย่างนี้ว่า อาวุโสปาตลิบุตร บุคคลทำกรรมอันเป็นด้วยสัญเจตนา ด้วยกาย วาจาใจ เป็นกรรมที่จะให้ได้เสวยความสุขแล้ว เขาย่อมจะได้เสวยความสุข บุคคลทำกรรมอันเป็นไปด้วยสัญเจตนาด้วยกาย วาจา ใจ เป็นกรรมที่จะให้ได้เสวยความทุกข์แล้ว เขาย่อมจะได้เสวยความทุกข์บุคคลทำกรรมอันเป็นไปด้วยสัญเจตนาด้วยกาย วาจา ใจ เป็นกรรมที่จะให้ได้เสวยเวทนาอันมิใช่ทุกข์มิใช่สุขแล้ว เขาย่อมจะได้เสวยเวทนาอันมิใช่ทุกข์มิใช่สุข ดูกรอานนท์ สมิทธิ ผู้โมฆบุรุษเมื่อพยากรณ์อย่างนี้แล้ว ชื่อว่า พึงพยากรณ์โดยชอบแก่ปาตลิ
บุตรปริพาชก ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า รูป เป็นกรรม
รูปังกัมมันติกถา จบ
ชีวิตินฺทฺริยกถา
ชีวิตินทริยกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๘ ชีวิตินทริยกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
นตฺถิ รูปชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นตฺถิ รูปีนํ ธมฺมานํ อายุ ฐิติ ๒ ยปนา ยาปนา อิริยนา วตฺตนา ปาลนาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ รูปีนํ ธมฺมานํ อายุ ฐิติ ยปนา ยาปนา อิริยนา วตฺตนา ปาลนาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ รูปีนํ ธมฺมานํ อายุ ฐิติ ยปนา ยาปนา อิริยนา วตฺตนา ปาลนา โน วต เร วตฺตพฺเพ นตฺถิ รูปชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ
๑ ม. อุ. ๓๕๗ ฯ ๒. ม. ยุ. อายุฏฺฐิติ. อญฺญตฺถ อิทิสเมว.
สกวาที รูปชีวิตินทรีย์ ไม่มี หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไปอยู่ อาการที่สืบเนื่อง
กันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ ไม่มีแก่รูปธรรมทั้งหลาย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไปอยู่ อาการที่สืบเนื่อง
กันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ มีแก่รูปธรรมทั้งหลาย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไปอยู่ ความ
ที่สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ มีแก่รูปธรรมทั้งหลาย ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปชีวิตินทรีย์ไม่มี
อตฺถิ อรูปีนํ ธมฺมานํ อายุ ฐิติ ยปนา ยาปนา อิริยนา วตฺตนา ปาลนา อตฺถิ อรูปชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ รูปีนํ ธมฺมานํ อายุ ฐิติ ยปนา ยาปนา อิริยนา วตฺตนา ปาลนา อตฺถิ รูปชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไปอยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ มีแก่นามธรรมทั้งหลาย และอรูปชีวิตินทรีย์ มีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไปอยู่ อาการที่สืบเนื่อง
กันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ มีแก่รูปธรรมทั้งหลาย และรูปชีวิตินทรีย์ มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ รูปีนํ ธมฺมานํ อายุ ฐิติ ยปนา ยาปนา อิริยนา วตฺตนา ปาลนา นตฺถิ รูปชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรูปีนํ ธมฺมานํ อายุ ฐิติ ยปนา ยาปนา อิริยนา วตฺตนา ปาลนา นตฺถิ อรูปชีวิตินฺทฺริยนฺติ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไปอยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ มีแก่รูปธรรมทั้งหลาย แต่รูปชีวิตินทรีย์ ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไปอยู่ อาการที่สืบเนื่อง
กันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ มีอยู่แก่นามธรรมทั้งหลาย แต่อรูปชีวิตินทรีย์ไม่มี หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อรูปีนํ ธมฺมานํ อายุ อรูปชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปีนํ ธมฺมานํ อายุ รูปชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อายุของนามธรรมทั้งหลาย เป็นอรูปชีวิตินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อายุของรูปธรรมทั้งหลาย เป็นรูปชีวิตินทรีย์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปีนํ ธมฺมานํ อายุ น วตฺตพฺพํ รูปชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อรูปีนํ ธมฺมานํ อายุ น วตฺตพฺพํ อรูปชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อายุของรูปธรรมทั้งหลาย ไม่พึงกล่าวว่า เป็นรูปชีวิตินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อายุของนามธรรมทั้งหลาย ไม่พึงกล่าวว่า เป็นอรูปชีวิตินทรีย์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปีนํ ธมฺมานํ อายุ อรูปชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา อรูปีนํ ธมฺมานํ อายุ รูปชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อายุของรูปธรรมทั้งหลาย เป็นอรูปชีวิตินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อายุของนามธรรมทั้งหลาย เป็นรูปชีวิตินทรีย์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อรูปีนํ ธมฺมานํ อายุ น วตฺตพฺพํ รูปชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปีนํ ธมฺมานํ อายุ น วตฺตพฺพํ อรูปชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อายุของนามธรรมทั้งหลาย ไม่พึงกล่าวว่า เป็นรูปชีวิตินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อายุของรูปธรรมทั้งหลาย ไม่พึงกล่าวว่า อรูปชีวิตินทรีย์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปีนญฺจ อรูปีนญฺจ ธมฺมานํ อายุ อรูปชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปีนญฺจ อรูปีนญฺจ ธมฺมานํ อายุ รูปชีวินฺทฺริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อายุของรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย เป็นอรูปชีวิตินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อายุของรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย เป็นรูปชีวิตินทรีย์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปีนญฺจ อรูปีนญฺจ ธมฺมานํ อายุ น วตฺตพฺพํ รูปชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปีนญฺจ อรูปีนญฺจ ธมฺมานํ อายุ น วตฺตพฺพํ อรูปชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อายุของรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย ไม่พึงกล่าวว่า เป็นรูปชีวิตินทรีย์หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อายุของรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย ไม่พึงกล่าวว่า เป็นอรูปชีวิตินทรีย์
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นตฺถิ รูปชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นิโรธํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ ชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปชีวิตินทรีย์ ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผู้เข้านิโรธ ไม่มีชีวิตินทรีย์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นิโรธํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ ชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ นิโรธํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ ชีวิตินฺทฺริยํ โน วต เร วตฺตพฺเพ นตฺถิ รูปชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ
ส. ผู้เข้านิโรธ มีชีวิตินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ผู้เข้านิโรธมีชีวิตินทรีย์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปชีวิตินทรีย์ ไม่มี
นิโรธํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ ชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กตมกฺขนฺธปริยาปนฺนนฺติ ฯ สงฺขารกฺขนฺธปริยาปนฺนนฺติ ฯ นิโรธํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ สงฺขารกฺขนฺโธติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นิโรธํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ สงฺขารกฺขนฺโธติ ฯ อามนฺตา ฯ นิโรธํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ สญฺญากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ผู้เข้านิโรธมีชีวิตินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เนื่องในขันธ์ไหน?
ป. เนื่องในสังขารขันธ์
ส. ผู้เข้านิโรธมีสังขารขันธ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ผู้เข้านิโรธมีสังขารขันธ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผู้เข้านิโรธมีเวทนาขันธ์ ฯลฯ สัญญาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นิโรธํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ สญฺญากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธติ ฯ อามนฺตา ฯ น นิโรธสมาปนฺโนติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ผู้เข้านิโรธ มีเวทนาขันธ์ ฯลฯ สัญญาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มิใช่ผู้เข้านิโรธ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นตฺถิ รูปชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อสญฺญสตฺตานํ นตฺถิ ชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อสญฺญสตฺตานํ อตฺถิ ชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อสญฺญสตฺตานํ อตฺถิ ชีวิตินฺทฺริยํ โน วต เร วตฺตพฺเพ นตฺถิ รูปชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ
ส. รูปชีวิตินทรีย์ ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อสัญญสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีชีวิตินทรีย์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อสัญญสัตว์ทั้งหลายมีชีวิตินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อสัญญสัตว์มีชีวิตินทรีย์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปชีวิตินทรีย์ไม่มี
อสญฺญสตฺตานํ อตฺถิ ชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กตมกฺขนฺธปริยาปนฺนนฺติ ฯ สงฺขารกฺขนฺธปริยาปนฺนนฺติ ฯ อสญฺญสตฺตานํ อตฺถิ สงฺขารกฺขนฺโธติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อสญฺญสตฺตานํ อตฺถิ สงฺขารกฺขนฺโธติ ฯ อามนฺตา ฯ อสญฺญสตฺตานํ อตฺถิ เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ สญฺญากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อสญฺญสตฺตานํ อตฺถิ เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ สญฺญากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธติ ฯ อามนฺตา ฯ ปญฺจโวการภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อสัญญสัตว์มีชีวิตินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เนื่องด้วยขันธ์ไหน?
ป. เนื่องด้วยสังขารขันธ์
ส. อสัญญสัตว์มีสังขาร หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อสัญญสัตว์มีสังขารขันธ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อสัญญสัตว์มีเวทนาขันธ์ ฯลฯ สัญญาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อสัญญสัตว์มีเวทนาขันธ์ ฯลฯ สัญญาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นปัญจโวการภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อุปปตฺเตสิเยน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปปตฺเตสิเย จิตฺเต ภิชฺชมาเน เอกเทสํ ภิชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อุปปตฺเตสิเยน จิตฺเตน สมุฏฺฐิโต ผสฺโส อุปปตฺเตสิเย จิตฺเต ภิชฺชมาเน เอกเทโส ภิชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ชีวิตินทรีย์ที่ตั้งขึ้นด้วยจิตดวงแสวงหาอุปบัติ ดับไปส่วนหนึ่งในเมื่อจิตดวงแสวงหาอุปบัติดับ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผัสสะที่ตั้งขึ้นด้วยจิตดวงแสวงหาอุปบัติ ดับไปส่วนหนึ่งในเมื่อจิตดวง
แสวงหาอุปบัติดับ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อุปปตฺเตสิเยน จิตฺเตน สมุฏฺฐิโต ผสฺโส อุปปตฺเตสิเย จิตฺเต ภิชฺชมาเน อนวเสโส ภิชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อุปปตฺเตสิเยน จิตฺเตน สมุฏฺฐิตํ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปปตฺเตสิเย จิตฺเต ภิชฺชมาเน อนวเสสํ ภิชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ผัสสะที่ตั้งขึ้นด้วยจิตดวงแสวงหาอุปบัติ ดับไปหมด ในเมื่อจิตดวงแสวงหาอุปบัติดับไป หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ชีวิตินทรีย์ที่ตั้งขึ้นด้วยจิตดวงแสวงหาอุปบัติ ดับไปหมดในเมื่อจิตดวง
แสวงหาอุปบัติดับ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เทฺว ชีวิตินฺทฺริยานีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวีหิ ชีวิเตหิ ชีวติ ทฺวีหิ มรเณหิ มิยฺยตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ชีวิตินฺทฺริยกถา ฯ
ป. ชีวิตินทรีย์เป็น ๒ อย่าง หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. บุคคลเป็นอยู่ด้วยชีวิต ๒ อย่าง ตายด้วยมรณะ ๒ อย่าง หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ชีวิตินทริยกถา จบ
กมฺมเหตุกถา
กัมมเหตุกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๘ กัมมเหตุกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
กมฺมเหตุ อรหา อรหตฺตา ปริหายตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กมฺมเหตุ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลา ปริหายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กมฺมเหตุ อรหา อรหตฺตา ปริหายตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กมฺมเหตุ สกทาคามี ฯเปฯ อนาคามี อนาคามิผลา ปริหายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้เพราะเหตุแห่งกรรม หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. พระโสดาบัน เสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ เพราะเหตุแห่งกรรม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ เพราะเหตุแห่งกรรม หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระสกทาคามี ฯลฯ พระอนาคามี เสื่อมจากอนาคามิผลได้ เพราะเหตุ
แห่งกรรม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กมฺมเหตุ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลา น ปริหายตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กมฺมเหตุ อรหา อรหตฺตา น ปริหายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กมฺมเหตุ สกทาคามี ฯเปฯ อนาคามี อนาคามิผลา น ปริหายตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กมฺมเหตุ อรหา อรหตฺตา น ปริหายตีติ ฯ เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. โสดาบัน ไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล เพราะเหตุแห่งกรรม หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ ไม่เสื่อมจากอรหัตผล เพราะเหตุแห่งกรรม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระสกทาคามี ฯลฯ พระอนาคามี ไม่เสื่อมจากอนาคามิผล เพราะเหตุ
แห่งกรรม หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ไม่เสื่อมจากอรหัตผล เพราะเหตุแห่งกรรม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กมฺมเหตุ อรหา อรหตฺตา ปริหายตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปาณาติปาตกมฺมสฺส เหตูติ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อทินฺนาทานกมฺมสฺส เหตุ ฯเปฯ กาเมสุมิจฺฉาจารกมฺมสฺส เหตุ มุสาวาท- กมฺมสฺส เหตุ ปิสุณาวาจากมฺมสฺส เหตุ ผรุสวาจากมฺมสฺส เหตุ สมฺผปฺปลาปกมฺมสฺส เหตุ มาตุฆาตกกมฺมสฺส ๑ เหตุ ปิตุฆาตกกมฺมสฺส ๒ เหตุ อรหนฺตฆาตกกมฺมสฺส ๓ เหตุ รุหิรุปฺปาทกมฺมสฺส เหตุ สงฺฆเภทกมฺมสฺส เหตูติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กตมสฺส กมฺมสฺส เหตูติ ฯ หนฺท หิ อรหนฺตานํ อพฺภาจิกฺขตีติ ฯ อรหนฺตานํ อพฺภาจิกฺขนกมฺมสฺส เหตุ อรหา อรหตฺตา ปริหายตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เย เกจิ อรหนฺตานํ อพฺภาจิกฺขนฺติ สพฺเพ เต อรหตฺตํ สจฺฉิกโรนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯปฯ
กมฺมเหตุกถา ฯ
อฏฺฐโม วคฺโค ฯ
ตสฺส อุทฺทานํ ฯ
ฉ คติโย อนฺตราภโว ปญฺเจว กามคุณา
กามธาตุ ปญฺเจว อายตนา กามา
รูปิโน ธมฺมา รูปธาตุ อรูปิโน ธมฺมา
อรูปธาตุ สฬายตนิโก อตฺตภาโว
รูปธาตุยา อตฺถิ รูปํ อรูเปสุ รูปํ กมฺมํ
รูปชีวิตินฺทฺริยํ กมฺมเหตุ ปริหายตีติ ฯ
__________________
๑ ม. มาตุฆาติกมฺมสฺส. ๒. ม. ปิตุฆาติกมฺมสฺส. ๓. ม. อรหนฺตฆาติกมฺมสฺส.
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ เพราะเหตุแห่งกรรม หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เพราะเหตุแห่งกรรมคือปาณาติบาต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะเหตุแห่งกรรมคืออทินนาทาน ฯลฯ เพราะเหตุแห่งกรรม คือกาเม
สุมิจฉาจาร เพราะเหตุแห่งกรรมคือมุสาวาท เพราะเหตุแห่งกรรมคือปิสุณาวาจาเพราะเหตุแห่งกรรมคือผรุสวาจา เพราะเหตุแห่งกรรมคือปิตุฆาต เพราะเหตุแห่งกรรมคืออรหันตฆาต เพราะเหตุแห่งกรรมคือโลหิตุปบาท เพราะเหตุแห่งกรรมคือสังฆเภท หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะเหตุแห่งกรรมไหน?
ป. เพราะกล่าวตู่พระอรหันต์ทั้งหลาย
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ เพราะเหตุแห่งกรรม คือกล่าวตู่พระ
อรหันต์ทั้งหลาย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ไม่ว่าใครที่กล่าวตู่พระอรหันต์ ย่อมทำให้แจ้งอรหัตผลได้ทุกคน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กัมมเหตุกถา จบ
วรรคที่ ๘ จบ
จบ วรรคที่ ๘