arnon.world

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · มหาวรรค

๔. สุนทริกสูตร เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๕๘–๓๖๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๒ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

สุนทริกสูตรที่ ๔

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค สุนทริกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

บาลี (สยามรัฐ)

๔ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา โกสเลสุ วิหรติ สุนฺทริกาย นทิยา ตีเร ฯ เตน โข ปน สมเยน สุนฺทริกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ สุนฺทริกาย นทิยา ตีเร อคฺคึ ชุหติ อคฺคิหุตํ ปริจรติ ฯ อถ โข สุนฺทริกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ อคฺคึ ชุหิตฺวา อคฺคิหุตํ ปริจริตฺวา อุฏฺฐายาสนา สมนฺตา จตุทฺทิสา อนุวิโลเกสิ โก นุ โข อิมํ หพฺยเสสํ ภุญฺเชยฺยาติ ฯ อทฺทสา โข สุนฺทริกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ อวิทูเร อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล สสีสํ ปารุตํ นิสินฺนํ ทิสฺวาน วาเมน หตฺเถน หพฺยเสสํ คเหตฺวา ทกฺขิเณน หตฺเถน กมณฺฑลล [๑] เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ ฯ อถ โข ภควา สุนฺทริกภารทฺวาชสฺส พฺราหฺมณสฺส ปทสทฺเทน สีสํ วิวริ ฯ อถ โข สุนฺทริกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ มุณฺโฑ อยํ ภวํ มุณฺฑโก อยํ ภวนฺติ ตโต ปุน นิวตฺติตุกาโม อโหสิ ฯ อถ โข สุนฺทริกภารทฺวาชสฺส พฺราหฺมณสฺส เอตทโหสิ มุณฺฑาปิ หิเธกจฺเจ พฺราหฺมณา ภวนฺติ ยนฺนูนาหํ อุปสงฺกมิตฺวา ชาตึ ปุจฺเฉยฺยนฺติ ฯ อถ โข สุนฺทริกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ กึชจฺโจ ภวนฺติ ฯ อถ โข ภควา สุนฺทริกภารทฺวาชํ พฺราหฺมณํ คาถาย ๑ อชฺฌภาสิ

๑ ม. ยุ. คเหตฺวา ฯ

ฉบับหลวง

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสุนทริกา แคว้นโกศลชนบท ก็สมัยนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ครั้นบูชาไฟ บำเรอการบูชาไฟอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสุนทริกา ครั้งนั้นแลสุนทริกภารทวาชพราหมณ์ครั้นบูชาไฟบำเรอไฟแล้วลุกขึ้นจากอาสนะ เหลียวดูทิศทั้งสี่โดยรอบด้วยคิดว่า ใครหนอแล ควรบริโภคเข้าปายาสที่เหลือนี้ สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งทรงคลุมพระกายตลอดพระเศียรอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง จึงถือเอาข้าวปายาสที่เหลือด้วยมือซ้าย ถือเต้าน้ำด้วยมือข้างขวา เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคได้ทรงเปิดพระเศียรออก เพราะเสียงฝีเท้าของสุนทริกภารทวาชพราหมณ์ ครั้งนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์คิดว่า ท่านผู้นี้เป็นคนโล้นๆดังนี้แล้ว ปรารถนาจะกลับจากที่นั้น ลำดับนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ดำริว่าแม้พราหมณ์บางพวกในโลกนี้ก็เป็นคนโล้น ผิฉะนั้นเราพึงเข้าไปถามถึงชาติ ทีนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ท่านมีชาติอย่างไร ฯ

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสตอบสุนทริกภารทวาชพราหมณ์ด้วยพระคาถาว่า

บาลี (สยามรัฐ)

น พฺราหฺมโณ โนมฺหิ น ราชปุตฺโต

น เวสฺสายโน อุท โกจิ โนมฺหิ

โคตฺตํ ปริญฺญาย ปุถุชฺชนานํ

อกิญฺจโน มนฺต จรามิ โลเก

สงฺฆาฏิวาสี อคโห จรามิ

นิวุตฺตเกโส อภินิพฺพุตตฺโต

อลิมฺปมาโน อิธ มาณเวหิ

อกลฺลํ ๒ มํ (พฺราหฺมณ) ปุจฺฉสิ โคตฺตปญฺหํ

ปุจฺฉนฺติ เว โภ พฺราหฺมณา พฺราหฺมเณหิ

สห พฺราหฺมโณ โน ภวนฺติ ฯ

พฺราหฺมโณ เจ ตฺวํ พฺรูสิ มญฺจ พฺรูสิ อพฺราหฺมณํ

ตํ ตํ สาวิตฺตึ ปุจฺฉามิ ติปทํ จตุวีสตกฺขรํ ฯ

กึ นิสฺสิตา อิสโย มนุชา

ขตฺติยา พฺราหฺมณา เทวตานํ

ยญฺญมกปฺปึสุ ปุถูธ โลเก ฯ

ยทนฺตคู เวทคู ยญฺญกาเล

ยสฺสาหุตึ ลเภ ตสฺสิชฺเฌติ พฺรูมิ ฯ

อทฺธา หิ ตสฺส หุตมิชฺเฌ (ติ พฺราหฺมโณ)

ยํ ตาทิสํ เวทคุํ อทฺทสาม

ตุมฺหาทิสานญฺหิ อทสฺสเนน

อญฺโญ ชโน ภุญฺชติ ปูรฬาสํ ฯ

ตสฺมา ติห ตฺวํ พฺราหฺมณ อตฺเถน

อตฺถิโก อุปสงฺกมฺม ปุจฺฉ

สนฺตํ วิธูมํ อนิฆํ นิราสํ

อปฺเปวิธ อภิวินฺเท สุเมธํ

ยญฺเญ รโตหํ ๑ (โภ โคตม) ยญฺญํ ยิฏฺฐุกาโม ๒

นาหํ ปชานามิ อนุสาสตุ มํ ภวํ

ยตฺถ หุตํ อิชฺฌเต พฺรูหิ เมตํ ฯ

เตน หิ ตฺวํ พฺราหฺมณ โอทหสฺสุ โสตํ

ธมฺมํ เต เทสิสฺสามิ

มา ชาตึ ปุจฺฉ ๓ จรณญฺจ ปุจฺฉ

กฏฺฐา หเว ชายติ ชาตเวโท

นีจากุลีโนปิ มุนี ธิตีมา

อาชานิโย โหติ หิรีนิเสโธ ฯ

สจฺเจน ทนฺโต ทมสา อุเปโต

เวทนฺตคู วูสิตพฺรหฺมจริโย

กาเลน ตมฺหิ หพฺยํ ปเวจฺเฉ

โย พฺราหฺมโณ ปุญฺญเปกฺโข ยเชถ ฯ

เย กาเม หิตฺวา อคหา จรนฺติ

สุสญฺญตตฺตา ตสรํว อุชฺชุํ ๑

กาเลน เตสุ หพฺยํ ปเวจฺเฉ

โย พฺราหฺมโณ ปุญฺญเปกฺโข ยเชถ ฯ

เย วีตราคา สุสมาหิตินฺทฺริยา

จนฺโทว ราหุคหณา ปมุตฺโต ๒

กาเลน เตสุ หพฺยํ ปเวจฺเฉ

โย พฺราหฺมโณ ปุญฺญเปกฺโข ยเชถ ฯ

อาสชฺชมานา วิจรนฺติ โลเก

สทา สตา หิตฺวา มมายิตานิ

กาเลน เตสุ หพฺยํ ปเวจฺเฉ

โย พฺราหฺมโณ ปุญฺญเปกฺโข ยเชถ ฯ

โย กาเม หิตฺวา อภิภุยฺยจารี

โย เวทิ ชาตีมรณสฺส อนฺตํ

ปรินิพฺพุโต อุทกรหโทว สีโต

ตถาคโต อรหติ ปูรฬาสํ ฯ

สโม สเมหิ วิสเมหิ ทูเร

ตถาคโต โหติ อนนฺตปญฺโญ

อนูปลิตฺโต อิธ วา หุรํ วา

ตถาคโต อรหติ ปูรฬาสํ ฯ

ยมฺหิ น มายา วสตี น มาโน

โย วีตโลโภ อมโม นิราโส

ปนุนฺนโกโธ อภินิพฺพุตตฺโต

โย พฺราหฺมโณ โสกมลํ อหาสิ

ตถาคโต อรหติ ปูรฬาสํ ฯ

นิเวสนํ โย มนโส อหาสิ

ปริคฺคหา ยสฺส น สนฺติ เกจิ

อนุปาทิยาโน อิธ วา หุรํ วา

ตถาคโต อรหติ ปูรฬาสํ ฯ

สมาหิโต โย อุทตาริ โอฆํ

ธมฺมญฺจ ญาสิ ๑ ปรมาย ทิฏฺฐิยา

ขีณาสโว อนฺติมเทหธารี

ตถาคโต อรหติ ปูรฬาสํ ฯ

ภวาสวา ยสฺส วจี ขรา จ

วิธูปิตา อตฺถคตา น สนฺติ

ส เวทคู สพฺพธิ วิปฺปมุตฺโต

ตถาคโต อรหติ ปูรฬาสํ ฯ

สงฺคาติโค ยสฺส น สนฺติ สงฺคา

โย มานสตฺเตสุ อมานสตฺโต

ทุกฺขํ ปริญฺญาย สเขตฺตวตฺถุํ

ตถาคโต อรหติ ปูรฬาสํ ฯ

อาสํ อนิสฺสาย วิเวกทสฺสี

ปรเวทิยํ ทิฏฺฐิมุปาติวตฺโต

อารมฺมณา ยสฺส น สนฺติ เกจิ

ตถาคโต อรหติ ปูรฬาสํ ฯ

ปโรปรา ยสฺส สเมจฺจ ธมฺมา

วิธูปิตา อตฺถคตา น สนฺติ

สนฺโต อุปาทานกฺขเย วิมุตฺโต

ตถาคโต อรหติ ปูรฬาสํ ฯ

สํโยชนํ ชาติขยนฺตทสฺสี

โย ปานุที ราคปถํ อเสสํ

สุทฺโธ นิทฺโทโส วิมโล อกาโม ๑

ตถาคโต อรหติ ปูรฬาสํ ฯ

โย อตฺตนาตฺตานํ ๒ นานุปสฺสติ

สมาหิโต อุชุคโต ฐิตตฺโต

ส เว อเนโช อขิโล ๓ อกงฺโข

ตถาคโต อรหติ ปูรฬาสํ ฯ

โมหนฺตรา ยสฺส น สนฺติ เกจิ

สพฺเพสุ ธมฺเมสุ จ ญาณทสฺสี

สรีรญฺจ อนฺติมํ ธาเรติ

ปตฺโต จ สมฺโพธิมนุตฺตรํ สิวํ

เอตฺตาวตา ยกฺขสฺส สุทฺธิ

(ตถาคโต ๑ อรหติ ปูรฬาสํ ฯ)

หุตญฺจ มยฺหํ หุตมตฺถุ สจฺจํ

ยํ ตาทิสํ เวทคุนํ อลตฺถํ

พฺรหฺมา หิ สกฺขิ ปฏิคณฺหาตุ เม ภควา

ภุญฺชตุ เม ภควา ปูรฬาสํ ฯ

คาถาภิคีตํ เม อโภชเนยฺยํ

สมฺผสฺสตํ พฺราหฺมณ เนส ธมฺโม

คาถาภิคีตํ ปนุทนฺติ พุทฺธา

ธมฺเม สติ พฺราหฺมณ วุตฺติเรสา ฯ

อญฺเญน จ เกวลินํ มเหสึ

ขีณาสวํ กุกฺกุจฺจวูปสนฺตํ

อนฺเนน ปาเนน อุปฏฺฐหสฺสุ

เขตฺตญฺหิ ตํ ปุญฺญเปกฺขสฺส โหติ ฯ

สาธาหํ ภควา ตถา วิชญฺญํ

โย ทกฺขิณํ ภุญฺเชยฺย มาทิสสฺส

ยํ ยญฺญกาเล ปริเยสมาโน

ปปฺปุยฺย ตว สาสนํ ฯ

สารมฺภา ยสฺส วิคตา จิตฺตํ ยสฺส อนาวิลํ

วิปฺปมุตฺโต จ กาเมหิ ถีนํ ยสฺส ปนูทิตํ

สีมนฺตานํ วิเนตารํ ชาติมรณโกวิทํ

มุนึ โมเนยฺยสมฺปนฺนํ ตาทิสํ ยญฺญมาคตํ

ภกุฏึ วินยิตฺวาน ปญฺชลิกา นมสฺสถ

ปูเชถ อนฺนปาเนน เอวํ อิชฺฌนฺติ ทกฺขิณา ฯ

พุทฺโธ ภวํ อรหติ ปูรฬาสํ ปุญฺญกฺเขตฺตมนุตฺตรํ

อายาโค สพฺพโลกสฺมึ ๑ โภโต ทินฺนํ มหปฺผลนฺติ ฯ

๑ ม. ยุ. คาถาหิ ฯ ๒ โป. ยุ. อกลฺล ฯ

๑ ยุ. รตาหํ ฯ ๒ ยุ. ยฏฺฐุกาโม ฯ ๓ ม. ปุจฺฉิ ฯ

๑ โป. ยุ. อุชฺชุ ฯ ๒ โป. ม. ยุ. ปมุตฺตา ฯ

๑ ม. ธมฺมํ จญฺญาสิ ฯ

๑ ม. ยุ. อกาโจ ฯ ๒ ม. อตฺตโน อตฺตานํ ฯ ๓ โป. อวิโล ฯ

๑ ยุ. อยํ ปาโฐ ทิสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

เราไม่ใช่พราหมณ์ ไม่ใช่ราชโอรส ไม่ใช่แพศย์หรือใครๆเรากำหนดรู้โคตรของปุถุชนแล้ว ไม่มีความกังวล เที่ยวไปด้วยปัญญาในโลก เรานุ่งห่ม (ไตรจีวร) สังฆาฏิ ไม่มีเรือน ปลงผมแล้ว มีตนดับความเร่าร้อนแล้ว ไม่คลุกคลีกับด้วยมนุษย์ (มาณพ) ทั้งหลายในโลกนี้เที่ยวไปอยู่ ท่านถามถึงปัญหาเกี่ยวด้วยโคตรอันไม่สมควรกะเรา ดูกรพราหมณ์ผู้เจริญ พวกพราหมณ์ย่อมถามกับพวกพราหมณ์ด้วยกันว่าท่านเป็นพราหมณ์หรือหนอ ถ้าว่าท่านกล่าวว่าเราเป็นพราหมณ์แต่ท่านกล่าวกะเราผู้มิใช่พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น เราขอถามสาวิตรีซึ่งมีบท ๓มีอักขระ ๒๔ กะท่าน ฯ

พราหมณ์ทูลถามว่า

พวกฤาษี มนุษย์ กษัตริย์ และพราหมณ์เป็นอันมากในโลกนี้ อาศัยอะไร ได้กำหนดยัญแก่เทวดาทั้งหลาย ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

เราขอบอกว่าผู้ถึงที่สุดทุกข์ ถึงที่สุดเวท จะพึงได้เครื่องบูชาในเมื่ออาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ใดเข้าไปตั้งไว้ในกาลแห่งยัญ ยัญกรรมของผู้นั้นพึงสำเร็จ ฯ

พราหมณ์ทูลว่า

การบูชาของข้าพเจ้านั้น พึงสำเร็จเป็นแน่แท้ เพราะข้าพเจ้าได้พบบุคคลผู้ถึงเวทเช่นนั้น อันที่จริง คนอื่นย่อมได้บริโภคเครื่องบูชา เพราะไม่ได้พบบุคคลผู้เช่นท่าน ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

เพราะเหตุนั้นแหละพราหมณ์ ท่านผู้มีความต้องการด้วยประโยชน์ จงเข้าไปถามเถิด ท่านจะพบผู้มีปัญญาดีผู้สงบ ผู้ไม่มีความโกรธ ไม่มีทุกข์ไม่มีความหวัง ในศาสนานี้แน่แท้ ฯ

พราหมณ์ทูลว่า

(ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ) ข้าพเจ้ายินดีแล้วในยัญ ใคร่จะบูชายัญ แต่ข้าพเจ้ายังไม่ทราบชัด ขอท่านจงพร่ำสอนข้าพเจ้าเถิด ขอท่านจงบอกซึ่งที่เป็นที่สำเร็จแห่งการบูชาแก่ข้าพเจ้าเถิด ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรพราหมณ์ ถ้าอย่างนั้นท่านจงเงี่ยโสตลงเถิด เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน ท่านอย่าถามถึงชาติ จงถามแต่ธรรมสำหรับประพฤติเถิด ไฟย่อมเกิดแต่ไม้แล แม้ผู้ที่เกิดในสกุลต่ำเป็นมุนีมีปัญญา เป็นผู้เกียดกันอกุศลวิตกด้วยหิริ รู้เหตุการณ์ได้โดยฉับพลันก็มี พราหมณ์ผู้มุ่งบุญพึงบูชา พึงหลั่งไทยธรรมในทักขิไณยบุคคลผู้ที่ฝึกตนด้วยสัจจะ ผู้ประกอบด้วยการฝึกฝนอินทรีย์ ผู้ถึงที่สุดแห่งเวท ผู้อยู่จบพรหมจรรย์ตามกาล ชนเหล่าใดละกามทั้งหลายได้แล้ว ไม่ยึดมั่นอะไรๆ เที่ยวไปมีตนสำรวมดีแล้ว เหมือนกระสวยที่ไปตรง ฉะนั้น พราหมณ์ผู้มุ่งบุญพึงบูชา พึงหลั่งไทยธรรมในชนเหล่านั้นตามกาล ชนเหล่าใดปราศจากราคะ

มีอินทรีย์ตั้งมั่นดีแล้ว หลุดพ้นแล้วจากการจับของกิเลสเปล่งปลั่งอยู่ เหมือนพระจันทร์ที่พ้นแล้วจากการเบียดเบียนของราหูสว่างไสวอยู่ ฉะนั้น พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมในชนเหล่านั้นตามกาลชนเหล่าใดไม่เกี่ยวข้อง มีสติทุกเมื่อ ละนามรูป ที่คนพาลถือว่าเป็นของเราได้แล้ว เที่ยวไปในโลก พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมในชนเหล่านั้นตามกาลพระตถาคตละกามทั้งหลายได้แล้ว ครอบงำกามทั้งหลายเที่ยวไป รู้ที่สุดแห่งชาติและมรณะ ดับความเร่าร้อนได้แล้วเป็นผู้เยือกเย็นเหมือนห้วงน้ำ ย่อมควรเครื่องบูชา พระตถาคตผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้าทั้งหลาย อยู่ห่างไกลจากบุคคลผู้ไม่เสมอทั้งหลาย เป็นผู้มีปัญญาไม่มีที่สุด

ผู้อันตัณหาทิฐิไม่ฉาบทาแล้วในโลกนี้หรือในโลกอื่นย่อมควรเครื่องบูชา พระตถาคตผู้เป็นพราหมณ์ ไม่มีมายา ไม่มีมานะปราศจากความโลภ ไม่ยึดถือในสัตว์และสังขารว่าเป็นของเรา หาความหวังมิได้ บรรเทาความโกรธแล้วมีตนดับความเร่าร้อนได้แล้วละมลทิน คือ ความโศกเสียได้ ย่อมควรเครื่องบูชา พระตถาคตละตัณหาและทิฐิที่อยู่ประจำใจได้แล้ว ไม่มีตัณหาและทิฐิอะไรๆ ไม่ถือมั่นในโลกนี้หรือในโลกอื่น ย่อมควรเครื่องบูชา พระตถาคตมีจิตตั้งมั่นแล้ว ข้ามโอฆะได้แล้ว และได้รู้ธรรมด้วยทิฐิอย่างยิ่ง มีอาสวะสิ้นแล้ว ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ย่อมควรเครื่องบูชา ภวาสวะและวาจาหยาบคายอันพระตถาคตกำจัดได้แล้ว

ทำให้สิ้นสูญ ไม่มีอยู่พระตถาคตผู้ถึงเวท พ้นวิเศษแล้วในธรรมทั้งปวง ย่อมควรเครื่องบูชาพระตถาคตผู้ล่วงกิเลสเครื่องข้อง ไม่มีธรรมเป็นเครื่องข้อง ไม่เป็นสัตว์ผู้มีมานะในเหล่าสัตว์ผู้มีมานะ กำหนดรู้ทุกข์พร้อมทั้งไร่นาและที่ดิน ย่อมควรเครื่องบูชา พระตถาคตไม่อาศัยตัณหา มีปรกติเห็นนิพพาน ก้าวล่วงทิฐิที่จะพึงให้ผู้อื่นรู้ ไม่มีอารมณ์อะไรๆย่อมควรเครื่องบูชา ธรรมทั้งที่เป็นภายในและภายนอกพระตถาคตแทงตลอดแล้ว กำจัดได้แล้ว ถึงความสาปสูญมิได้มี พระตถาคตนั้นเป็นผู้สงบแล้ว น้อมไปในธรรมเป็นที่สิ้นอุปาทาน ย่อมควรเครื่องบูชาพระตถาคตเห็นที่สุดแห่งความสิ้นไปแห่งชาติ บรรเทาสังโยชน์อันเป็นทางแห่งราคะเสียได้ไม่มีส่วนเหลือ เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีโทษ ปราศจากมลทิน ไม่มีความใคร่ ย่อมควรเครื่องบูชา พระตถาคตไม่พิจารณาเห็นตนโดยความเป็นตน มีจิตตั้งมั่น ปฏิบัติตรง ดำรงตนมั่น ไม่หวั่นไหวไม่มีกิเลสดุจหลักตอ ไม่มีความสงสัย ย่อมควรเครื่องบูชาพระตถาคตไม่มีปัจจัยแห่งโมหะอะไรๆ เห็นด้วยญาณในธรรมทั้งปวง ทรงไว้ซึ่งสรีระมีในที่สุด และได้บรรลุสัมโพธิญาณที่ยอดเยี่ยม อันเกษม ความบริสุทธิ์ของบุรุษย่อมมีด้วยเหตุเพียงเท่านี้ (พระตถาคตย่อมควรเครื่องบูชา) ฯ

พราหมณ์ทูลว่า

ก็การบูชาของข้าพระองค์ จะเป็นการบูชาจริง เพราะว่าข้าพระองค์ได้บุคคลผู้ถึงเวทเช่นนั้น พระผู้มีพระภาคเป็นพรหม ผู้เห็นเองแท้ ขอได้โปรดทรงรับ ทรงบริโภคเครื่องบูชาของข้าพระองค์เถิด ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรพราหมณ์ เราไม่พึงบริโภคโภชนะที่ขับกล่อมได้มา ข้อนี้ไม่ใช่ธรรมเนียมของพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ทรงเห็นอยู่โดยชอบ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมทรงห้ามโภชนะที่ขับกล่อมได้มา ดูกรพราหมณ์ เมื่อธรรมมีอยู่ การแสวงหาเป็นความประพฤติของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็ท่านจงบำรุงพระขีณาสพผู้บริบูรณ์ด้วยคุณทั้งปวง ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ผู้มีความคนองสงบแล้ว ด้วยข้าวน้ำอย่างอื่นเถิด เพราะว่าเขตนั้นเป็นเขตของบุคคลผู้มุ่งบุญ ฯ

พราหมณ์ทูลว่า

ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอประทานวโรกาส ข้าพระองค์ถึงคำสั่งสอนของพระองค์แล้ว พึงรู้แจ่มแจ้งอย่างที่พระองค์ตรัสบอก ขอพระองค์จงทรงแสดงทักขิไณยบุคคลผู้บริโภคทักขิณาของบุคคลผู้เช่นด้วยข้าพระองค์ที่ข้าพระองค์จะพึงแสวงหาบำรุงอยู่ ในกาลแห่งยัญ แก่ข้าพระองค์เถิด ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ท่านจงกำจัดความสยิ้วหน้า จงประคองอัญชลีนอบน้อมผู้ที่ปราศจากความแข่งดี ผู้มีจิตไม่ขุ่นมัว หลุดพ้นแล้วจากกามทั้งหลาย บรรเทาความง่วงเหงาเสียแล้ว นำกิเลสออกเสียได้ ผู้ฉลาดในชาติและมรณะผู้นั้นเป็นมุนี สมบูรณ์ด้วยปัญญา ผู้มาแล้วสู่ยัญเช่นนั้น จงบูชาด้วยข้าวและน้ำเถิด ทักขิณาย่อมสำเร็จได้ด้วยอาการอย่างนี้ ฯ

พราหมณ์ทูลว่า

พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ผู้ที่บุคคลควรบูชาในโลกทั้งปวงเป็นบุญเขตอย่างยอดเยี่ยม ย่อมควรเครื่องบูชา ทานที่บุคคลถวายแล้วแด่พระองค์ เป็นทานมีผลมาก ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข สุนฺทริกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม เสยฺยถาปิ โภ โคตม นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ เอวเมวํ โภตา โคตเมน อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต เอสาหํ ภวนฺตํ โคตมํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ ลเภยฺยาหํ โภโต โคตมสฺส สนฺติเก ปพฺพชฺชํ ลเภยฺยํ อุปสมฺปทนฺติ ฯ อลตฺถ โข สุนฺทริกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ อลตฺถ อุปสมฺปทํ ฯ ฯเปฯ อญฺญตโร โข ปนายสฺมา สุนฺทริกภารทฺวาโช อรหตํ อโหสีติ ฯ

สุนฺทริกภารทฺวาชสุตฺตํ จตุตฺถํ ฯ

__________________

สุตฺตนิปาเต ตติยสฺส มหาวคฺคสฺส ปญฺจมํ มาฆสุตฺตํ

๑ ม. ยุ. สพฺพโลกสฺส ฯ

ฉบับหลวง

ลำดับนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปไว้ในที่มืดด้วยหวังว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูปได้ฉะนั้นข้าพระองค์นี้ขอถึงพระองค์ กับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระองค์เถิด สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาค ฯลฯ ก็ท่านสุนทริกภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ฉะนั้นแล ฯ

จบสุนทริกภารทวาชสูตรที่ ๔

จบ ๔. สุนทริกสูตร