พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๔
สมันนาคตกถา เล่ม ๓๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๙๐๓–๙๓๒ (Royal Thai)4/10 in วรรคที่ ๔4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๔ สมันนาคตกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 80 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 37, pp. 442–452
ส. ถูกแล้ว
ป. พระอรหันต์เป็นผู้ไม่มีอาสวะมิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่าพระอรหันต์เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “สภาวธรรมทั้งปวงของพระอรหันต์ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ”
จบ อนาสวกถา
(๓๖) ๔. สมันนาคตกถา
ว่าด้วยเรื่องผู้ประกอบด้วยมรรคผล
{๙๐๓} [๓๙๓] สกวาทีถามว่า พระอรหันต์ประกอบด้วยผล ๔ หรือ ?
ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยผัสสะ ๔ ... ด้วยเวทนา ๔ ... ด้วยสัญญา ๔ ... ด้วยเจตนา ๔ ... ด้วยจิต ๔ ... ด้วยศรัทธา ๔ ... ด้วยวิริยะ ๔ ... ด้วยสติ ๔ ... ด้วยสมาธิ ๔ ... ด้วยปัญญา ๔ หรือ ?
- ๑คำว่า ประกอบ แปลจากบทบาลีว่า สมนุนาคต ซึ่งเป็นคำกิริยา ตรงกับคำนาม คือ สมนุนาคม ความมาถึงพร้อม ความประกอบ หรือความบริบูรณ์ มี ๒ ประเภท (ตามหลักเถรวาทหรือสกวาที) คือ (๑) สมังคีภาวสมันนาคมะ ความประกอบด้วยความเป็นผู้พรั่งพร้อมในขณะจิตปัจจุบัน เช่น ในขณะที่มรรคจิตหรือผลจิตเกิดขึ้น ก็ชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรคจิตหรือผลจิตนั้น ๆ (๒) ปฏิลาภสมันนาคมะ ความประกอบด้วยการได้เฉพาะ หมายถึงความประกอบที่เกิดจากการได้รับภูมิธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดารูปฌานเป็นต้น ซึ่งจะดำรงอยู่ตราบเท่าที่บุคคลนั้นยังไม่เสื่อมจากคุณวิเศษที่ได้บรรลุ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๐๓)
- ๒ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอุตตราปถกะ ซึ่งมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องความประกอบ แปลกแยกจากหลักการของเถรวาท โดยเห็นว่า นอกจากความประกอบทั้ง ๒ ประเภทดังกล่าว ยังมีความประกอบอีกประเภทหนี่งซึ่งเรียกว่า ปัตติธรรม คือ คุณวิเศษใด ๆ ที่บุคคลบรรลุแล้ว คุณวิเศษนั้น ๆ จะคงอยู่นิรันดร์ แม้บุคคลนั้นจะบรรลุคุณวิเศษที่สูงขึ้นไป (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๐๓)
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๐๔} ส. พระอนาคามีประกอบด้วยผล ๓ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอนาคามีประกอบด้วยผัสสะ ๓ ... ด้วยปัญญา ๓ หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๐๕} ส. พระสกทาคามีประกอบด้วยผล ๒ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระสกทาคามีประกอบด้วยผัสสะ ๒ ... ด้วยปัญญา ๒ หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๐๖} ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยโสดาปัตติผลหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์เป็นพระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ โกลังโกละ เอกพีชีหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยสกทาคามิผลหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์เป็นพระสกทาคามีหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยอนาคามิผลหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี อุปหัจจปรินิพพายี อสังขารปรินิพพายี สสังขารปรินิพพายี อุทธังโสโตอกนิฏฐคามีหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๐๗} ส. พระอนาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผลหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอนาคามีเป็นพระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ โกลังโกละ เอกพีชีหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. พระอนาคามีประกอบด้วยสกทาคามิผลหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอนาคามีเป็นพระสกทาคามีหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๐๘} ส. พระสกทาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผลหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระสกทาคามีเป็นพระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ โกลังโกละ เอกพีชีหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๐๙} [๓๙๔] ส. ผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล ท่านยอมรับว่า “เป็นพระโสดาบัน” หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยโสดาปัตติผลหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์กับพระโสดาบันเป็นองค์เดียวกันหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๑๐} ส. ผู้ประกอบด้วยสกทาคามิผล ท่านยอมรับว่า “เป็นพระสกทาคามี” หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยสกทาคามิผลหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์กับพระสกทาคามีเป็นองค์เดียวกันหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๑๑} ส. ผู้ประกอบด้วยอนาคามิผล ท่านยอมรับว่า “เป็นพระอนาคามี” หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยอนาคามิผลหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์กับพระอนาคามีเป็นองค์เดียวกันหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๑๒} ส. ผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล ท่านยอมรับว่า “เป็นพระโสดาบัน” หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอนาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผลหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอนาคามีกับพระโสดาบันเป็นองค์เดียวกันหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๑๓} ส. ผู้ประกอบด้วยสกทาคามิผล ท่านยอมรับว่า “เป็นพระสกทาคามี” หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอนาคามีประกอบด้วยสกทาคามิผลหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอนาคามีกับพระสกทาคามีเป็นองค์เดียวกันหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๑๔} ส. ผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล ท่านยอมรับว่า “เป็นพระโสดาบัน” หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระสกทาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผลหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระสกทาคามีกับพระโสดาบันเป็นองค์เดียวกันหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๑๕} [๓๙๕] ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยโสดาปัตติผลหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์เลยโสดาปัตติผลไปแล้วมิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าพระอรหันต์เลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระอรหันต์ประกอบด้วยโสดาปัตติผล”{๙๑๖} ส. พระอรหันต์เลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วยโสดาปัตติผลนั้นหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์เลยโสดาปัตติมรรคไปแล้ว เลยสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะที่เป็นเหตุให้ไปสู่อบาย โทสะที่เป็นเหตุให้ไปสู่อบาย โมหะที่เป็นเหตุให้ไปสู่อบายไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วยโมหะที่เป็นเหตุให้ไปสู่อบายนั้นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๑๗} ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยสกทาคามิผลหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์เลยสกทาคามิผลไปแล้วมิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าพระอรหันต์เลยสกทาคามิผลไปแล้ว ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระอรหันต์ประกอบด้วยสกทาคามิผล”
{๙๑๘} ส. พระอรหันต์เลยสกทาคามิผลไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วยสกทาคามิผลนั้นหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์เลยสกทาคามิมรรคไปแล้ว เลยกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วยพยาบาทอย่างหยาบนั้นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๑๙} ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยอนาคามิผลหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์เลยอนาคามิผลไปแล้วมิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าพระอรหันต์เลยอนาคามิผลไปแล้ว ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระอรหันต์ประกอบด้วยอนาคามิผล”
{๙๒๐} ส. พระอรหันต์เลยอนาคามิผลไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วยอนาคามิผลนั้นหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์เลยอนาคามิมรรคไปแล้ว เลยกามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียดไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วยพยาบาทอย่างละเอียดนั้นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๒๑} ส. พระอนาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผลหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอนาคามีเลยโสดาปัตติผลไปแล้วมิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าพระอนาคามีเลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระอนาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผล”
{๙๒๒} ส. พระอนาคามีเลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วยโสดาปัตติผลนั้นหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอนาคามีเลยโสดาปัตติมรรคไปแล้ว เลยสักกายทิฏฐิ ... เลยโมหะที่เป็นเหตุให้ไปสู่อบาย ยังชื่อว่าประกอบด้วยสภาวธรรมมีสักกายทิฏฐิเป็นต้นนั้นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๒๓} ส. พระอนาคามีประกอบด้วยสกทาคามิผลหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอนาคามีเลยสกทาคามิผลไปแล้วมิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าพระอนาคามีเลยสกทาคามิผลไปแล้ว ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระอนาคามีประกอบด้วยสกทาคามิผล”{๙๒๔} ส. พระอนาคามีเลยสกทาคามิผลไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วยสกทาคามิผลนั้นหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอนาคามีเลยสกทาคามิมรรคไปแล้ว เลยกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วยพยาบาทอย่างหยาบนั้นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๒๕} ส. พระสกทาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผลหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระสกทาคามีเลยโสดาปัตติผลไปแล้วมิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าพระสกทาคามีเลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระสกทาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผล”{๙๒๖} ส. พระสกทาคามีเลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วยโสดาปัตติผลนั้นหรือ ?
ป. .ถูกแล้ว
ส. พระสกทาคามีเลยโสดาปัตติมรรคไปแล้ว เลยสักกายทิฏฐิ ... เลยโมหะที่เป็นเหตุให้ไปสู่อบาย ยังชื่อว่าประกอบด้วยสภาวธรรมมีสักกายทิฏฐ<*>เป็นต้นนั้นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๒๗} [๓๙๖] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “พระอรหันต์ประกอบด้วยผล ๔” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระอรหันต์ได้ผล ๔ แล้ว และไม่เสื่อมจากผล ๔ นั้นมิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่าพระอรหันต์ได้ผล ๔ และไม่เสื่อมจากผล ๔ นั้น ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “พระอรหันต์ประกอบด้วยผล ๔”{๙๒๘} ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “พระอนาคามีประกอบด้วยผล ๓” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระอนาคามีได้ผล ๓ แล้ว และไม่เสื่อมจากผล ๓ นั้นมิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่าพระอนาคามีได้ผล ๓ และไม่เสื่อมจากผล ๓ นั้น ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “พระอนาคามีประกอบด้วยผล ๓”{๙๒๙} ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “พระสกทาคามีประกอบด้วยผล ๒” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระสกทาคามีได้ผล ๒ แล้ว และไม่เสื่อมจากผล ๒ นั้นมิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
- ทิฏฐิ - ผู้รวมรวม
ป. หากว่าพระสกทาคามีได้ผล ๒ แล้ว และไม่เสื่อมจากผล ๒ นั้น ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า พระสกทาคามีประกอบด้วยผล ๒{๙๓๐} ส. พระอรหันต์ได้ผล ๔ แล้ว และไม่เสื่อมจากผล ๔ นั้น ด้วยเหตุนั้น พระอรหันต์จึงชื่อว่าประกอบด้วยผล ๔ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ได้มรรค ๔ แล้วไม่เสื่อมจากมรรค ๔ นั้น ด้วยเหตุนั้น พระอรหันต์จึงชื่อว่าประกอบด้วยมรรค ๔ หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๓๑} ส. พระอนาคามีได้ผล ๓ แล้ว และไม่เสื่อมจากผล ๓ นั้น ด้วยเหตุนั้น พระอนาคามีจึงชื่อว่าประกอบด้วยผล ๓ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอนาคามีได้มรรค ๓ แล้ว และไม่เสื่อมจากมรรค ๓ นั้น ด้วยเหตุนั้น พระอนาคามีจึงชื่อว่าประกอบด้วยมรรค ๓ หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๓๒} ส. พระสกทาคามีได้ผล ๒ แล้ว และไม่เสื่อมจากผล ๒ นั้น ด้วยเหตุนั้น พระสกทาคามีจึงชื่อว่าประกอบด้วยผล ๒ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระสกทาคามีได้มรรค ๒ แล้ว และไม่เสื่อมจากมรรค ๒ นั้น ด้วยเหตุนั้น พระสกทาคามีจึงชื่อว่าประกอบด้วยมรรค ๒ หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
จบ สมันนาคตกถา
(๓๗) ๕. อุเปกขาสมันนาคตกถา
ว่าด้วยผู้ประกอบด้วยอุเบกขา
{๙๓๓} [๓๙๗] สกวาทีถามว่า พระอรหันต์ประกอบด้วยอุเบกขา ๖ หรือ ?
ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยผัสสะ ๖ ... ด้วยเวทนา ๖ ... ด้วยสัญญา ๖ ... ด้วยปัญญา ๖ หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๓๔} ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยอุเบกขา ๖ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์เห็นรูปด้วยจักขุ ฟังเสียงด้วยโสตะ สูดดมกลิ่นด้วยฆานะ ลิ้มรสด้วยชิวหา ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจได้ ... เมื่อรู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ จึงเห็นรูปด้วยจักขุ ฟังเสียงด้วยโสตะ สูดดมกลิ่นด้วยฆานะ ลิ้มรสด้วยชิวหา ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายได้หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๓๕} ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยอุเบกขา ๖ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ประกอบ ตั้งมั่นด้วยอุเบกขา ๖ เนือง ๆ สม่ำเสมอ ไม่ระคนกัน อุเบกขา ๖ ปรากฏหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอุตตราปถกะ ซึ่งมีความเห็นว่าพระอรหันต์มีอุเบกขา ๖ เกิดขึ้นในทวาร ๖ ในขณะเดียวกันตลอดเวลา (นัย อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๐๔)
End of สมันนาคตกถา