พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๙
อัจจันตนิยามกถา เล่ม ๓๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๗๙๒–๑๘๐๐ (Royal Thai)7/8 in วรรคที่ ๑๙4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๙ อัจจันตนิยามกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 37, pp. 954–959
{๑๗๙๑} [๘๔๖] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “นิพพานธาตุเป็นกุศล” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. นิพพานธาตุเป็นสภาวธรรมไม่มีโทษมิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่านิพพานธาตุเป็นสภาวธรรมไม่มีโทษ ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “นิพพานธาตุเป็นกุศล”
จบ กุสลกถา
(๑๙๒) ๗. อัจจันตนิยามกถา
ว่าด้วยเรื่องปุถุชนมีนิยามโดยส่วนเดียว
{๑๗๙๒} [๘๔๗] สกวาทีถามว่า ความเป็นผู้มีนิยามโดยส่วนเดียวมีอยู่แก่ปุถุชนหรือ ?
ส. บุคคลผู้ทำมาตุฆาตเป็นผู้มีนิยามโดยส่วนเดียว บุคคลผู้ทำปิตุฆาต ... บุคคลผู้ทำอรหันตฆาต ... บุคคลผู้ทำโลหิตุปาท ... บุคคลผู้ทำสังฆเภท เป็นผู้แน่นอนโดยส่วนเดียวหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอุตตราปถกะ ซึ่งมีความเห็นว่า ปุถุชนคือนิยตมิจฉาทิฏฐิ บุคคลมีนิยามคือความกำหนดแน่นอนแห่งคติที่ไปเกิดในอบายโดยส่วนเดียว คือ ไม่มีโอกาสพ้นจากอบายกลับไปเกิดในสุคติภูมิได้ เพราะอาศัยพระสูตรที่ว่า ‘บุคคลที่จมแล้วคราวเดียวก็จมลงเลย’ (องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๑๕/๑๙, อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๒๓/๑๗๑,๒๐๓/๒๗๒) ดังนี้เป็นข้ออ้าง ซึ่งต่างจากความเห็นของฝ่ายสกวาทีที่เห็นว่ามีโอกาสพ้นจากอบายได้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๐๗)
[๘๔๘] ส. ความเป็นผู้มีนิยามโดยส่วนเดียวมีอยู่แก่ปุถุชนหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิจิกิจฉาพึงเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยส่วนเดียวหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าวิจิกิจฉาพึงเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยส่วนเดียว ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ความเป็นผู้มีนิยามโดยส่วนเดียวมีอยู่แก่ปุถุชน”{๑๗๙๓} ส. วิจิกิจฉาไม่พึงเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยส่วนเดียวหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้แน่นอนโดยส่วนเดียวละวิจิกิจฉาได้หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. บุคคลผู้แน่นอนโดยส่วนเดียวละวิจิกิจฉาได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรคหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ละได้ด้วยสกทาคามิมรรค ... ละได้ด้วยอนาคามิมรรค ... ละได้ด้วยอรหัตตมรรคหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ละได้ด้วยมรรคไหน ?
ป. ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล
ส. มรรคฝ่ายอกุศลเป็นสภาวธรรมนำออกจากวัฏฏทุกข์ ให้ถึงความสิ้นทุกข์ ให้ถึงความตรัสรู้ ให้ถึงนิพพาน ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ... ไม่เป็นอารมณ์ของสิ่งกิเลสหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. มรรคฝ่ายอกุศลไม่เป็นธรรมนำออกจากวัฏฏทุกข์ ... เป็นอารมณ์ของสังกิเลสมิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่ามรรคฝ่ายอกุศลไม่เป็นธรรมนำออกจากวัฏฏทุกข์ ... เป็นอารมณ์ของสังกิเลส ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลผู้แน่นอนโดยส่วนเดียวละวิจิกิจฉาได้ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล”{๑๗๙๔} [๘๔๙] ส. อุจเฉททิฏฐิ (ความเห็นว่าขาดสูญ) พึงเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยสัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่าเที่ยง) หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าอุจเฉททิฏฐิพึงเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยสัสสตทิฏฐิ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ความเป็นผู้มีนิยามโดยส่วนเดียวมีอยู่แก่ปุถุชน”{๑๗๙๕} ส. อุจเฉททิฏฐิไม่พึงเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยสัสสตทิฏฐิหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ละอุจเฉททิฏฐิได้หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ละอุจเฉททิฏฐิได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรคหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ละได้ด้วยสกทาคามิมรรค ... ด้วยอนาคามิมรรค ... ด้วยอรหัตตมรรคหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ละได้ด้วยมรรคไหน
ป. ละได้ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล
ส. มรรคฝ่ายอกุศล ... ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลผู้แน่นอนโดยสัสสตทิฏฐิละอุจเฉททิฏฐิได้ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล”{๑๗๙๖} [๘๕๐] ส. สัสสตทิฏฐิพึงเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยอุจเฉททิฏฐิหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าสัสสตทิฏฐิพึงเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยอุจเฉททิฎฐิ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ความเป็นผู้มีนิยามโดยส่วนเดียวมีอยู่แก่ปุถุชน”{๑๗๙๗} ส. สัสสตทิฏฐิไม่พึงเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยอุจเฉททิฏฐิหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ละสัสสตทิฏฐิได้หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ละสัสสตทิฏฐิได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรคหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ละได้ด้วยสกทาคามีมรรค ... ด้วยอรหัตตมรรคหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ด้วยมรรคไหน ?
ป. ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล
ส. มรรคฝ่ายอกุศล ... ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลผู้แน่นอนโดยอุจเฉททิฏฐิละสัสสตทิฏฐิได้ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล”
{๑๗๙๘} [๘๕๐] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “ความเป็นผู้มีนิยามโดยส่วนเดียวมีอยู่แก่ปุถุชน” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ประกอบด้วยอกุศลธรรมฝ่ายดำโดยส่วนเดียว บุคคลนั้นเป็นผู้จมแล้วคราวเดียวก็จมลงเลย” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น ความเป็นผู้มีนิยามโดยส่วนเดียวต้องมีอยู่แก่ปุถุชน
{๑๗๙๙} [๘๕๒] ส. เพราะท่านเข้าใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ประกอบด้วยอกุศลธรรมฝ่ายดำโดยส่วนเดียว บุคคลนั้นเป็นผู้จมแล้วคราวเดียวก็จมลงเลย’ ดังนี้ และโดยเหตุนั้น ท่านจึงสันนิษฐานว่า “ความเป็นผู้มีนิยามโดยส่วนเดียวมีอยู่แก่ปุถุชน” หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบาง คนในโลกนี้เป็นผู้โผล่ขึ้นแล้วจมลงอีก” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผุดขึ้นแล้วกลับจมลงทุกครั้งหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
- ๑พึงดูเทียบใน องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๑๕/๑๙, อภิ.ปุ. (แปล) ๗๖/๒๓/๑๗๑,๒๐๓/๒๗๒
{๑๘๐๐} ส. เพราะท่านเข้าใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ประกอบด้วยอกุศลธรรมฝ่ายดำโดยส่วนเดียว บุคคลนั้นเป็นผู้จมแล้วคราวเดียวก็จมลงเลย’ ดังนี้ และโดยเหตุนั้น ท่านจึงสันนิษฐานว่า “ความเป็นผู้มีนิยามโดยส่วนเดียวมีอยู่แก่ปุถุชน” หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้โผล่ขึ้นแล้วยืนอยู่ เป็นผู้โผล่ขึ้นแล้วเหลียวไปมา เป็นผู้โผล่ขึ้นแล้วว่ายข้ามไป เป็นผู้โผล่ขึ้นแล้วว่ายไปถึงที่ตื้นพอหยั่งถึง (ได้ที่พึ่ง)” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลเป็นผู้โผล่ขึ้นแล้วว่ายไปถึงที่ตื้นพอหยั่งถึงได้ทุกครั้งหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
จบ อัจจันตนิยามกถา
(๑๙๓) ๘. อินทริยกถา
ว่าด้วยเรื่องไม่มีอินทรียธรรมที่เป็นโลกิยะ
{๑๘๐๑} [๘๕๓] สกวาทีถามว่า สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มีหรือ ?
- ๑พึงดูเทียบใน องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๑๕/๑๙, อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๒๓/๑๗๑
- ๒ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายเหตุวาทและมหิสาสกะ ซึ่งมีความเห็นว่า ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญาที่เป็นโลกิยะ ไม่จัดเป็นอินทรียธรรมหรือไม่เรียกว่าอินทรีย์ ซึ่งต่างจากความเห็นของฝ่ายสกวาทีที่เห็นว่าจัดเป็นอินทรียธรรม (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๐๙)
End of อัจจันตนิยามกถา