พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๒
สฬายตนกถา เล่ม ๓๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๔๘๙–๑๔๙๑ (Royal Thai)4/9 in วรรคที่ ๑๒4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๒ สฬายตนกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 37, pp. 755–758
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “เพราะกรรมที่ตถาคตทำ สั่งสมเพิ่มพูน ไพบูลย์ไว้นั้น ตถาคตนั้นจึงมีเสียงดุจเสียงพรหม พูดมีสำเนียงดังเสียงนกการเวก” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น เสียงก็เป็นวิบาก
จบ สัทโทวิปาโกติกถา
(๑๑๙) ๔. สฬายตนกถา
ว่าด้วยเรื่องสฬายตนะเป็นวิบาก
{๑๔๘๙} [๖๓๘] สกวาทีถามว่า จักขายตนะเป็นวิบากหรือ ?
ส. จักขายตนะเป็นผลอันบุคคลเสวยเป็นสุข เป็นผลอันบุคคลเสวยเป็นทุกข์ ... รับรู้อารมณ์ได้ มีความนึก ... ความตั้งใจหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. จักขายตนะไม่เป็นผลอันบุคคลเสวยเป็นสุข ... รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ไม่มีความนึก ... ความตั้งใจ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
- ๑พึงดูเทียบใน ที.ปา. (แปล) ๑๑/๒๓๖/๒๐๕
- ๒ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายมหาสังฆิกะ ซึ่งมีความเห็นว่า เพราะเหตุที่สฬายตนะหรืออาตนะ<*> ๖ (คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เกิดขึ้นได้เพราะกรรมที่บุคคลทำไว้ ฉะนั้น สฬายตนะจึงจัดเป็นวิบาก (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๖๓)
- อายตนะ - ผู้รวบรวม
ส. หากว่าจักขายตนะไม่เป็นผลอันบุคคลเสวยเป็นสุข ... ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความนึก ... ความตั้งใจ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “จักขายตนะเป็นวิบาก” ...
ส. ผัสสะเป็นวิบาก ผัสสะเป็นผลอันบุคคลเสวยเป็นสุข ... รับรู้อารมณ์ได้ มีความนึก ... ความตั้งใจหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จักขายตนะเป็นวิบาก จักขายตนะเป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ... รับรู้อารมณ์ได้ มีความนึก ... ความตั้งใจหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. จักขายตนะเป็นวิบาก แต่จักขายตนะไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ... รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ไม่มีความนึก ... ความตั้งใจหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผัสสะเป็นวิบาก แต่ผัสสะไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุขหรือ ... รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ไม่มีความนึกคิด ... ความตั้งใจหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๔๙๐} [๖๓๙] ส. โสตายตนะ ... ฆานายตนะ ... ชิวหายตนะ ... กายายตนะ เป็นวิบากหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กายายตนะเป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ... รับรู้อารมณ์ได้ มีความนึก ... ความตั้งใจหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. กายายตนะไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ... รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ไม่มีความนึก ... ความตั้งใจ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่ากายายตนะไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ... รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ไม่มีความนึก ... ความตั้งใจ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “กายายตนะเป็นวิบาก” ...
ส. ผัสสะเป็นวิบาก ผัสสะเป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ... รับรู้อารมณ์ได้ มีความนึก ... ความตั้งใจหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กายายตนะเป็นวิบาก กายายตนะเป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ... รับรู้อารมณ์ได้ มีความนึก ... ความตั้งใจหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. กายายตนะเป็นวิบาก แต่กายายตนะไม่เป็นผลที่บุคคลเสวย เป็นสุข ... รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ไม่มีความนึก ... ความตั้งใจหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผัสสะเป็นวิบาก แต่ผัสสะไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุขหรือ ... รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ไม่มีความนึกคิด ... ความตั้งใจหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๔๙๑} [๖๔๐] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “สฬายตนะเป็นวิบาก” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. สฬายตนะเกิดขึ้นเพราะได้ทำกรรมไว้ มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่าสฬายตนะเกิดขึ้นเพราะได้ทำกรรมไว้ ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “สฬายตนะเป็นวิบาก”
จบ สฬายตนกถา
(๑๒๐) ๕. สัตตักขัตตุปรมกถา
ว่าด้วยเรื่องบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ
{๑๔๙๒} [๖๔๑] สกวาทีถามว่า บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะเป็นผู้เที่ยงต่อการเกิดอีกไม่เกิน ๗ ครั้งหรือ ?
ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะได้ปลงชีวิตมารดา ได้ปลงชีวิตบิดา ได้ปลงชีวิตพระอรหันต์ ได้มีจิตประทุษร้าย ยังพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อ ได้ทำลายสงฆ์ให้แตกกันได้หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๔๙๓} ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะเป็นผู้เที่ยงต่อการเกิดอีกไม่เกิน ๗ ครั้งหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะเป็นผู้ไม่ควรเพื่อตรัสรู้ธรรมในระหว่างหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
- ๑บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ บุคคลผู้มี ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง หมายถึงโสดาบันบุคคลผู้เวียนเกิดในสุคติภพอีกอย่างมากเพียง ๗ ครั้ง ก็จักบรรลุอรหัตตผลแล้วปรินิพพานไป (องฺ.ติก.อ. ๒๔๒, ขุ.ขุ.อ. ๑๖๓, ขุ.สุ.อ. ๒/๒๙) เป็นหนี่งในโสดาบันบุคคล ๓ ประเภท (ดู อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๓๑/๑๘๑)
- ๒ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอุตตราปถกะ ซึ่งตีความคำว่า ‘สัตตักขัตตุปรมะ’ ตามพยัญชนะ กล่าวคือ พระโสดาบันประเภทสัตตักขัตตุปรมะมีความแน่นอนที่จะต้องเกิดถึง ๗ ชาติ จึงจะสามารถบรรลุอรหัตตผลได้ซึ่งต่างจากความเห็นของฝ่ายสกวาทีที่เห็นว่าไม่มีข้อกำหนดแน่นอน สำหรับพระโสดาบันประเภทสัตตักขัตตุปรมะที่จะต้องเกิดอีกถึง ๗ ชาติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแก่กล้าแห่งอินทรียธรรมเฉพาะบุคคล โดยท่านที่ปัญญินทรีย์แก่กล้าอาจเกิดอีกไม่ถึง ๗ ชาติ ก็สามารถบรรลุอรหัตตผลได้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๖๓-๒๖๔)
End of สฬายตนกถา