arnon.worldSign in

พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๑

ญาณกถา เล่ม ๓๗

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๔๔๙–๑๔๕๐ (Royal Thai)2/8 in วรรคที่ ๑๑4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๑ ญาณกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 37, pp. 727–729

Page 727

ส. ถูกแล้ว

ป. อนุสัยสัมปยุตด้วยจิตนั้นหรือ ?

ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ป. ถ้าอย่างนั้น อนุสัยก็ต้องวิปปยุตจากจิต

ป. ปุถุชนเมื่อจิตที่เป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤตเป็นไปอยู่ ท่านยอมรับว่า “ผู้มีราคะ” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. ราคะสัมปยุตด้วยจิตนั้นหรือ ?

ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ป. ถ้าอย่างนั้น ราคะก็ต้องวิปปยุตจากจิต

จบ ติสโสปิอนุสยกถา

(๑๐๙) ๔. ญาณกถา

ว่าด้วยเรื่องญาณของพระอริยบุคคล

{๑๔๔๙} [๖๑๔] สกวาทีถามว่า เมื่อความไม่รู้ปราศไปแล้ว เมื่อจิตที่เป็นญาณวิปปยุตเป็นไปอยู่ ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นผู้มีญาณ” หรือปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายมหาสังฆิกะ ซึ่งมีความเห็นว่า ในขณะที่อัญญาณคือความไม่รู้สิ้นไปด้วยมรรคญาณ เมื่อจิตที่ปราศจากญาณ (ญาณวิปปยุต) มีจักขุวิญญาณจิตเป็นต้น เป็นไปอยู่ คือทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ เพราะเหตุที่มรรคจิตนั้นไม่เป็นไป คือไม่ทำหน้าที่ ฉะนั้น จึงไม่ควรเรียกพระอริยบุคคลนั้นว่าผู้มีญาณ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๕๖)
Page 728

ส. เมื่อราคะปราศไปแล้ว ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นผู้ปราศจากราคะ” หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. เมื่อความไม่รู้ปราศไปแล้ว เมื่อจิตที่เป็นญาณวิปปยุตเป็นไปอยู่ ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นผู้มีญาณ” หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. เมื่อโทสะปราศไปแล้ว ... เมื่อโมหะปราศไปแล้ว ... เมื่อกิเลสปราศไปแล้ว ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นผู้หมดกิเลส” หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๔๕๐} ส. เมื่อราคะปราศไปแล้ว ท่านจึงยอมรับว่า “เป็นผู้ปราศจากราคะ” หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. เมื่อความไม่รู้ปราศไปแล้ว เมื่อจิตที่เป็นญาณวิปปยุตเป็นไปอยู่ ท่านจึงยอมรับว่า “เป็นผู้มีญาณ” หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. เมื่อโทสะปราศไปแล้ว ... เมื่อโมหะปราศไปแล้ว ... เมื่อกิเลสปราศไปแล้ว ท่านจึงยอมรับว่า “เป็นผู้หมดกิเลส” หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. เมื่อความไม่รู้ปราศไปแล้ว เมื่อจิตที่เป็นญาณวิปปยุตเป็นไปอยู่ ท่านจึงยอมรับว่า “เป็นผู้มีญาณ” หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

[๖๑๕] ป. เมื่อความไม่รู้ปราศไปแล้ว เมื่อจิตที่เป็นญาณวิปปยุตเป็นไปอยู่ ท่านจึงยอมรับว่า “เป็นผู้มีญาณ” หรือ ?

Page 729

ส. ถูกแล้ว

ป. ชื่อว่าผู้มีญาณด้วยญาณที่เป็นอดีตชื่อว่าผู้มีญาณด้วยญาณที่ดับไปแล้ว ที่ปราศไปแล้ว ที่สงบระงับแล้วหรือ ?

ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

จบ ญาณกถา

(๑๑๐) ๕. ญาณังจิตตวิปยุตตันติกถา

ว่าด้วยเรื่องญาณวิปปยุตจากจิต

{๑๔๕๑} [๖๑๖] สกวาทีถามว่า ญาณวิปปยุตจากจิตหรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. ญาณนั้นเป็นรูป เป็นนิพพานเป็นจักขายตนะ ... เป็นโผฏฐัพพายตนะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. ญาณวิปปยุตจากจิตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละสัมมาทิฏฐิธัมมวิจยสัมโพชฌงค์วิปปยุตจากจิตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายปุพพเสลิยะ ซึ่งมีความเห็นว่า เพราะเหตุที่พระอรหันต์ผู้พร้อมเพรียงด้วยจักขุวิญญาณจิตเป็นต้นชื่อว่าผู้มีญาณคือมรรคญาณที่ได้บรรลุแล้ว แต่มรรคญาณของพระอรหันต์นั้นไม่สัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณจิตเป็นต้นนั้น ฉะนั้น ญาณของพระอรหันต์จึงชื่อว่าวิปปยุตจากจิต (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๕๖-๒๕๗)

End of ญาณกถา