พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๐
รูปังมัคโคติกถา เล่ม ๓๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๓๗๙–๑๓๘๖ (Royal Thai)2/11 in วรรคที่ ๑๐4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๐ รูปังมัคโคติกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 37, pp. 680–684
(๙๖) ๒. รูปังมัคโคติกถา
ว่าด้วยเรื่องรูปเป็นมรรค
{๑๓๗๙} [๕๗๓] สกวาทีถามว่า รูปของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นมรรคหรือ ?
ส. รูปนั้นเป็นสภาวธรรมรับรู้อารมณ์ได้ ความนึก ความผูกใจ ความสนใจ ความทำไว้ในใจ ความจงใจ ความปรารถนา ความตั้งใจของรูปนั้นมีอยู่หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. รูปนั้นเป็นสภาวธรรมรับรู้อารมณ์ไม่ได้ ความนึก ... ความตั้งใจของรูปนั้นไม่มี มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่ารูปนั้นเป็นสภาวธรรมรับรู้อารมณ์ไม่ได้ ความนึก ... ความตั้งใจของรูปนั้นไม่มี ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “รูปของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นมรรค”{๑๓๘๐} ส. สัมมาวาจาเป็นมรรคหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมาวาจานั้นเป็นสภาวธรรมรับรู้อารมณ์ได้ ความนึก ... ความตั้งใจของสัมมาวาจานั้นมีอยู่หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายมหิสาสกะ สมิติยะ และมหาสังฆิกะ ซึ่งต่างมีความเห็นเป็นแนวเดียวกันว่า องค์มรรค ๓ คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ จัดเป็นรูป ดังนั้น จึงสรูป<*>ว่ารูปเป็นมรรคได้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๔๙)
- สรุป - ผู้รวบรวม
ส. สัมมาวาจานั้นเป็นสภาวธรรมรับรู้อารมณ์ไม่ได้ ความนึก ... ความตั้งใจของสัมมาวาจานั้นไม่มี มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าสัมมาวาจานั้นเป็นสภาวธรรมรับรู้อารมณ์ไม่ได้ ความนึก ... ความตั้งใจของสัมมาวาจานั้นไม่มี ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “สัมมาวาจาเป็นมรรค”{๑๓๘๑} ส. สัมมากัมมันตะ ... สัมมาอาชีวะเป็นมรรคหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมาอาชีวะนั้นเป็นสภาวธรรมรับรู้อารมณ์ได้ ความนึก ... ความตั้งใจของสัมมาอาชีวะนั้นมีอยู่หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ....
ส. สัมมาอาชีวะนั้นเป็นสภาวธรรมรับรู้อารมณ์ไม่ได้ ความนึก ... ความตั้งใจของสัมมาอาชีวะนั้นไม่มี มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ป. หากว่าสัมมาอาชีวะนั้นเป็นสภาวธรรมรับรู้อารมณ์ไม่ได้ ความนึก ... ความตั้งใจของสัมมาอาชีวะนั้นไม่มี ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “สัมมาอาชีวะเป็นมรรค”{๑๓๘๒} [๕๗๔] ส. สัมมาทิฏฐิเป็นมรรค และสัมมาทิฏฐินั้นเป็นสภาวธรรมรับรู้อารมณ์ได้ ความนึก ... ความตั้งใจของสัมมาทิฏฐินั้นมีอยู่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมาวาจาเป็นมรรค และสัมมาวาจานั้นเป็นสภาวธรรมรับรู้อารมณ์ได้ ความนึก ... ความตั้งใจของสัมมาวาจานั้นมีอยู่หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. สัมมาทิฏฐิเป็นมรรคและสัมมาทิฎฐินั้นเป็นสภาวธรรมรับรู้อารมณ์ได้ ความนึก ... ความตั้งใจของสัมมาทิฏฐินั้นมีอยู่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมากัมมันตะ ... สัมมาอาชีวะเป็นมรรค และสัมมาอาชีวะนั้นเป็นสภาวธรรมรับรู้อารมณ์ได้ ความนึก ... ความตั้งใจของสัมมาอาชีวะนั้นมีอยู่หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. สัมมาสังกัปปะ ... สัมมาวายามะ ... สัมมาสติ ... สัมมาสมาธิเป็นมรรค และสัมมาสมาธินั้นเป็นสภาวธรรมรับรู้อารมณ์ได้ ความนึก ... ความตั้งใจของสัมมาสมาธินั้นมีอยู่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมาวาจาเป็นมรรค และสัมมาวาจานั้นเป็นสภาวธรรมรับรู้อารมณ์ได้ ความนึก ... ความตั้งใจของสัมมาวาจานั้นมีอยู่หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. สัมมาสมาธิเป็นมรรค และสัมมาสมาธินั้นเป็นสภาวธรรมรับรู้อารมณ์ได้ ความนึก ... ความตั้งใจของสัมมาสมาธินั้นมีอยู่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมากัมมันตะ ... สัมมาอาชีวะเป็นมรรค และสัมมาอาชีวะนั้นเป็นสภาวธรรมรับรู้อารมณ์ได้ ความนึก ... ความตั้งใจของสัมมาอาชีวะนั้นมีอยู่หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๓๘๔} ส. สัมมาวาจาเป็นมรรค และสัมมาวาจานั้นเป็นสภาวธรรมรับรู้อารมณ์ไม่ได้ ความนึก ... ความตั้งใจของสัมมาวาจานั้นไม่มีหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมาทิฏฐิเป็นมรรค และสัมมาทิฏฐินั้นเป็นสภาวธรรมรับรู้อารมณ์ไม่ได้ ความนึก ... ความตั้งใจของสัมมาทิฏฐินั้นไม่มีหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. สัมมาวาจาเป็นมรรค และสัมมาวาจานั้นเป็นสภาวธรรมรับรู้อารมณ์ไม่ได้ ความนึก ... ความตั้งใจของสัมมาวาจานั้นไม่มีหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมาสังกัปปะ ... สัมมาวายามะ ... สัมมาสติ ... สัมมาสมาธิเป็นมรรค และสัมมาสมาธินั้นเป็นสภาวธรรมรับรู้อารมณ์ไม่ได้ ความนึก ... ความตั้งใจของสัมมาสมาธินั้นไม่มีหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๓๘๕} ส. สัมมากัมมันตะ ... สัมมาอาชีวะเป็นมรรค และสัมมาอาชีวะนั้นเป็นสภาวธรรมรับรู้อารมณ์ไม่ได้ ความนึก ... ความตั้งใจของสัมมาอาชีวะนั้นไม่มีหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมาทิฏฐิ ... สัมมาสังกัปปะ ... สัมมาวายามะ ... สัมมาสติ ... สัมมาสมาธิเป็นมรรค และสัมมาสมาธินั้นเป็นสภาวธรรมรับรู้อารมณ์ไม่ได้ ความนึก ... ความตั้งใจของสัมมาสมาธินั้นไม่มีหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๓๘๖} [๕๗๕] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “รูปของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นมรรค” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะเป็นมรรค มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่าสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะเป็นมรรค ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “รูปของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นมรรค”
จบ รูปังมัคโคติกถา
(๙๗) ๓. ปัญจวิญญาณสมังคิสสมัคคภาวนากถา
ว่าด้วยเรื่องการเจริญมรรคของผู้พร้อมเพรียงด้วยวิญญาณ ๕
{๑๓๘๗} [๕๗๖] สกวาทีถามว่า บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยวิญญาณ ๕ เจริญมรรคได้หรือ ?
ส.. วิญญาณ ๕ อาศัยวัตถุเกิดขึ้น อาศัยอารมณ์เกิดขึ้น มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าวิญญาณ ๕ อาศัยวัตถุเกิดขึ้น อาศัยอารมณ์เกิดขึ้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยวิญญาณ ๕ เจริญมรรคได้”
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายมหาสังฆิกะ ซึ่งมีความเห็นว่า บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยวิญญาณ ๕ มีมรรคภาวนาได้ กล่าวคือ บุคคลสามารถเจริญมรรคได้ในขณะที่จิตรับรู้อารมณ์ทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ คือ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้ดมกลิ่น ลิ้นได้ลิ้มรส กายสัมผัสเย็น ร้อนอ่อนแข็ง เพราะอาศัยพระสูตรที่ว่า ‘เห็นรูปด้วยจักขุแล้วไม่รวบถือรวม ๆ’ เป็นต้นเป็นข้ออ้าง (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๕๐)
End of รูปังมัคโคติกถา