สัตติวรรค
Text layerBuddha’s wordsItems 56–77 (Royal Thai)3/8 in เทวตาสังยุต4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
ปฐมํ สตฺติสุตฺตํ
สัตติวรรคที่ ๓
สัตติสูตรที่ ๑
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรค สัตติสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 24 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
เอกมนฺตํ ฐิตา โข สา เทวตา ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ
สตฺติยา วิย โอมฏฺโฐ ฑยฺหมาเนว ๑ มตฺถเก
กามราคปฺปหานาย ๒ สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเชติ ฯ
เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า
ภิกษุพึงมีสติ เว้นรอบเพื่อละกามราคะ เหมือนบุรุษที่ถูกประหารด้วยหอกมุ่งถอนเสีย และเหมือนบุรุษที่ถูกไฟไหม้บนศีรษะ มุ่งดับไฟ ฉะนั้น ฯ
สตฺติยา วิย โอมฏฺโฐ ฑยฺหมาเนว มตฺถเก
สกฺกายทิฏฺฐิปฺปหานาย สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเชติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถาว่า
ภิกษุพึงมีสติ เว้นรอบเพื่ออันละสักกายทิฏฐิ เหมือนบุรุษถูกประหารด้วยหอก และเหมือนบุรุษที่ถูกไฟไหม้บนศีรษะ ฯ
ทุติยํ ผุสติสุตฺตํ
ผุสติสูตรที่ ๒
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรค ผุสติสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 24 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
นาผุสนฺตํ ผุสติ จ ผุสนฺตญฺจ ตโต ผุเส
ตสฺมา ผุสนฺตํ ผุสติ อปฺปทุฏฺฐปโทสินนฺติ ฯ
ท. วิบากย่อมไม่ถูกบุคคลผู้ไม่ถูกกรรม วิบากพึงถูก บุคคลผู้ถูกกรรมโดยแท้ เพราะฉะนั้น วิบากย่อมถูกบุคคลผู้ถูกกรรม ผู้ประทุษร้าย นรชนผู้ไม่ประทุษร้าย ฯ
โย อปฺปทุฏฺฐสฺส นรสฺส ทุสฺสติ
สุทฺธสฺส โปสสฺส อนงฺคณสฺส
ตเมว พาลํ ปจฺเจติ ปาปํ
สุขุโม รโช ปฏิวาตํว ขิตฺโตติ ฯ
๑ สี. ม. สพฺพตฺถ ฑยฺหมาโนวาติ ปาโฐ ทิสฺสติ ฯ ๒ สี. ม. กามราคปฺปหาเนน ฯ
ภ. บุคคลใดย่อมประทุษร้ายแก่นรชน ผู้ไม่ประทุษร้ายเป็นผู้บริสุทธิ์
ปราศจากกิเลส บาปย่อมกลับมาถึงบุคคลนั้น ผู้เป็นพาลแท้ ประดุจธุลี
อันละเอียดที่ซัดไปทวนลม ฉะนั้น ฯ
ตติยํ ชฏาสุตฺตํ
ชฏาสูตรที่ ๓
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรค ชฏาสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 24 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
อนฺโตชฏา พหิชฏา ชฏาย ชฏิตา ปชา
ตํ ตํ โคตม ปุจฺฉามิ โก อิมํ วิชฏเย ชฏนฺติ ฯ
ท. หมู่สัตว์รกทั้งภายใน รกทั้งภายนอก ถูกรกชัฏหุ้มห่อแล้ว ข้าแต่พระโคดม เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์ขอถามพระองค์ว่า ใครพึงถางรกชัฏนี้ได้ ฯ
สีเล ปติฏฺฐาย นโร สปญฺโญ จิตฺตํ ปญฺญญฺจ ภาวยํ
อาตาปี นิปโก ภิกฺขุ โส อิมํ วิชฏเย ชฏํ ๑
เยสํ ราโค จ โทโส จ อวิชฺชา จ วิราชิตา
ขีณาสวา อรหนฺโต เตสํ วิชฏิตา ชฏา
ยตฺถ นามญฺจ รูปญฺจ อเสสํ อุปรุชฺฌติ
ปฏิฆรูปสญฺญา ๒ จ เอตฺถ สา ฉิชฺชเต ๓ ชฏาติ ฯ
ภ. นรชนผู้มีปัญญา ตั้งมั่นแล้วในศีล อบรมจิตและปัญญาให้เจริญอยู่ เป็นผู้มีความเพียร มีปัญญารักษาตนรอดภิกษุนั้นพึงถางรกชัฏนี้ได้ ราคะก็ดี โทสะก็ดี อวิชชาก็ดีบุคคลทั้งหลายใด กำจัดเสียแล้วบุคคลทั้งหลายนั้น เป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตัณหาเป็นเครื่องยุ่งอันบุคคลทั้งหลายนั้นสางเสียแล้ว นามก็ดี รูปก็ดีปฏิฆสัญญาและรูปสัญญาก็ดี ย่อมดับหมดในที่ใด ตัณหาเป็นเครื่องยุ่งนั้น ย่อมขาดไปในที่นั้น ฯ
จตุตฺถํ มโนนิวารณสุตฺตํ
มโนนิวารณสูตรที่ ๔
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรค มโนนิวารณสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 24 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
ยโต ยโต มโน นิวารเย น ทุกฺขเมติ นํ ตโต ตโต
ส สพฺพโต มโน นิวารเย ส สพฺพโต ทุกฺขา ปมุจฺจตีติ ๔ ฯ
ท. บุคคลพึงห้ามใจแต่อารมณ์ใดๆ ทุกข์ย่อมไม่มาถึงบุคคลนั้นเพราะอารมณ์นั้นๆ บุคคลนั้นพึงห้ามใจแต่อารมณ์ทั้งปวง บุคคลนั้นย่อมพ้นจากทุกข์เพราะอารมณ์ทั้งปวง ฯ
น สพฺพโต มโน นิวารเย มโน ยตตฺตมาคตํ ๕
ยโต ยโต จ ปาปกํ ตโต ตโต มโน นิวารเยติ ฯ
ภ. บุคคลไม่ควรห้ามใจแต่อารมณ์ทั้งปวง ที่เป็นเหตุให้ใจมาถึงความสำรวม บาปย่อมเกิดขึ้นแต่อารมณ์ใดๆ บุคคลพึงห้ามใจแต่อารมณ์นั้นๆ ฯ
ปญฺจมํ อรหนฺตสุตฺตํ
อรหันตสูตรที่ ๕
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรค อรหันตสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 24 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
โย โหติ ภิกฺขุ อรหํ กตาวี
ขีณาสโว อนฺติมเทหธารี ๖
อหํ วทามีติปิ โส วเทยฺย
มมํ วทนฺตีติปิ โส วเทยฺยาติ ฯ
๑ โป. ยุ. ชฏนฺติ ฯ ๒ ม. ยุ. ปฏิมํ ฯ ๓ ม. เอตฺเถสา วิชเฏ ฯ ๔ โป.
ม. ยุ. อิติสทฺโท นตฺถิ ฯ ๕ ม. ยุ. น มโน สํยตตฺตมาคตํ ฯ
๖ สี. สพฺพตฺถหนฺติมเทหธารีติ ปาโฐ ทิสฺสติ ฯ
ท. ภิกษุใดเป็นผู้ไกลจากกิเลส มีกิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้วเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเราดังนี้บ้าง ฯ
โย โหติ ภิกฺขุ อรหํ กตาวี
ขีณาสโว อนฺติมเทหธารี
อหํ วทามีติปิ โส วเทยฺย
มมํ วทนฺตีติปิ โส วเทยฺย
โลเก สมญฺญํ กุสโล วิทิตฺวา
โวหารมตฺเตน โส โวหเรยฺยาติ ฯ
ภ. ภิกษุใดเป็นผู้ไกลจากกิเลส มีกิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้วเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้างบุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเราดังนี้บ้าง ภิกษุนั้นฉลาด ทราบคำพูดในโลกพึงกล่าวตามสมมติที่พูดกัน ฯ
โย โหติ ภิกฺขุ อรหํ กตาวี
ขีณาสโว อนฺติมเทหธารี
มานํ นุ โข โส อุปาคมฺม ๑ ภิกฺขุ
อหํ วทามีติปิ โส วเทยฺย
มม วทนฺตีติปิ โส วเทยฺยาติ ฯ
ท. ภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ มีกิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้นยังติดมานะหรือหนอ จึงกล่าวว่าเราพูดดังนี้บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเรา ดังนี้บ้าง ฯ
ปหีนมานสฺส น สนฺติ คนฺถา
วิธูปิตา มานคนฺถสฺส ๒ สพฺเพ
ส วีติวตฺโต ยมตํ สุเมโธ
อหํ วทามีติปิ โส วเทยฺย
มมํ วทนฺตีติปิ โส วเทยฺย ๓
โลเก สมญฺญํ ๔ กุสโล วิทิตฺวา
โวหารมตฺเตน โส โวหเรยฺยาติ ฯ
๑ โป. ม. อุปคมฺม ฯ ๒ สี. ม. มานคนฺธสฺส ฯ ๓ สี. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ
๔ โป. ม. มญฺญตํ. ฯ
ภ. กิเลสเป็นเครื่องผูกทั้งหลาย มิได้มีแก่ภิกษุที่ละมานะเสียแล้วมานะและคันถะทั้งปวง อันภิกษุนั้นกำจัดเสียแล้วภิกษุเป็นผู้มีปัญญาดีล่วงเสียแล้วซึ่งความสำคัญ ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเราดังนี้บ้าง ภิกษุนั้นฉลาด ทราบคำพูดในโลก พึงกล่าวตามสมมติที่พูดกัน ฯ
ฉฏฺฐํ ปชฺโชตสุตฺตํ
ปัชโชตสูตรที่ ๖
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรค ปัชโชตสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 24 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
กติ โลกสฺมิ ปชฺโชตา เยหิ โลโก ปกาสติ ๑
ภควนฺตํ ปุฏฺฐุมาคมฺม กถํ ชาเนมุ ตํ มยนฺติ ฯ
ท. โลกย่อมรุ่งเรืองเพราะแสงสว่างทั้งหลายใด แสงสว่างทั้งหลายนั้นย่อมมีอยู่เท่าไรในโลก ข้าพระองค์ทั้งหลายมาเพื่อจะทูลถามพระผู้มีพระภาค ไฉนจะรู้จักแสงสว่างที่ทูลถามนั้น ฯ
จตฺตาโร โลเก ปชฺโชตา ปญฺจเมตฺถ น วิชฺชติ
ทิวา ตปติ อาทิจฺโจ รตฺติมาภาติ จนฺทิมา
อถ อคฺคิ ทิวารตฺตึ ตตฺถ ตตฺถ ปกาสติ ๒
สมฺพุทฺโธ ตปตํ เสฏฺโฐ เอสา อาภา อนุตฺตราติ ฯ
ภ. แสงสว่างทั้งหลายมีอยู่ ๔ อย่างในโลก แสงสว่างที่๕ มิได้มีในโลกนี้ ดวงอาทิตย์สว่างในกลางวัน ดวงจันทร์สว่างในกลางคืน อนึ่งไฟย่อมรุ่งเรืองในกลางวันและกลางคืนทุกหนแห่ง พระสัมพุทธเจ้าประเสริฐกว่าแสงสว่างทั้งหลายแสงสว่างของพระสัมพุทธเจ้า เป็นแสงสว่างอย่างเยี่ยม ฯ
สตฺตมํ สรสุตฺตํ
สรสูตรที่ ๗
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรค สรสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 24 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
กุโต สรา นิวตฺตนฺติ กตฺถ วฏฺฏํ น วตฺตติ ๓
กตฺถ นามญฺจ รูปญฺจ อเสสํ อุปรุชฺฌตีติ ฯ
ท. สงสารทั้งหลายย่อมกลับแต่ที่ไหน วัฏฏะย่อมไม่เป็นไปในที่ไหนนามก็ดี รูปก็ดี ย่อมดับหมดในที่ไหน ฯ
ยตฺถ อาโป จ ปฐวี เตโช วาโย น คาธติ
อโต สรา นิวตฺตนฺติ เอตฺถ วฏฺฏํ น วตฺตติ
เอตฺถ นามญฺจ รูปญฺจ อเสสํ อุปรุชฺฌตีติ ฯ
ภ. น้ำ ดิน ไฟ ลม ย่อมไม่ตั้งอยู่ในที่ใด สงสารทั้งหลายย่อมกลับแต่ที่นี้ วัฏฏะย่อมไม่เป็นไปในที่นี้ นามก็ดีรูปก็ดี ย่อมดับหมดในที่นี้ ฯ
อฏฺฐมํ มหทฺธนสุตฺตํ
มหัทธนสูตรที่ ๘
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรค มหัทธนสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 24 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
มหทฺธนา มหาโภคา รฏฺฐวนฺโตปิ ขตฺติยา
อญฺญมญฺญาภิคิชฺฌนฺติ กาเมสุ อนลงฺกตา
เตสุ อุสฺสุกชาเตสุ ภวโสตานุสาริสุ
โรธตณฺหํ ๔ ปวาหึสุ ๕ เก โลกสฺมึ อนุสฺสุกาติ ฯ
๑-๒ สี. ปภาสติ ฯ ๓ ยุ. วฏฺฏติ ฯ ๔ สี. โกธตณฺหํ ฯ ยุ. เคธตณฺหํ ฯ
๕ ม. ยุ ปชหึสุ ฯ
ท. กษัตริย์ทั้งหลายมีทรัพย์มาก มีสมบัติมาก ทั้งมีแว่นแคว้น ไม่รู้จักพอในกามทั้งหลาย ย่อมขันแข่งซึ่งกันและกันเมื่อกษัตริย์ทั้งหลายนั้นมัวขวนขวาย ลอยไปตามกระแสแห่งภพ บุคคลพวกไหนไม่มีความขวนขวาย ละความโกรธและความทะเยอทะยานเสียแล้วในโลก ฯ
หิตฺวา อคารํ ปพฺพชิตา หิตฺวา ปุตฺตํ ปสุมฺปิยํ
หิตฺวา ราคญฺจ โทสญฺจ อวิชฺชญฺจ วิราชิย
ขีณาสวา อรหนฺโต เต โลกสฺมึ อนุสฺสุกาติ ฯ
ภ. บุคคลทั้งหลาย ละเรือน ละบุตร ละปศุสัตว์ที่รักบวชแล้ว กำจัดราคะโทสะ และอวิชชาเสียแล้ว เป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ไกลจากกิเลสบุคคลพวกนั้นเป็นผู้ไม่ขวนขวายในโลก ฯ
นวมํ จตุจกฺกสุตฺตํ
จตุจักกสูตรที่ ๙
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรค จตุจักกสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 24 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
จตุจกฺกํ นวทฺวารํ ปุณฺณํ โลเภน สํยุตํ
ปงฺกชาตํ มหาวีร กถํ ยาตฺรา ภวิสฺสตีติ ฯ
ท. ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก สรีระมีจักร ๔ มีทวาร ๙ เต็มด้วยของไม่สะอาด ประกอบด้วยโลภะ ย่อมเป็นดังว่าเปือกตมความออกไป (จากทุกข์) ได้ จักมีได้อย่างไร ฯ
เฉตฺวา นทฺธึ ๑ วรตฺตญฺจ อิจฺฉาโลภญฺจ ปาปกํ
สมูลํ ตณฺหํ อพฺพุยฺห ๒ เอวํ ยาตฺรา ภวิสฺสตีติ ฯ
ภ. ตัดความผูกโกรธด้วย กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดด้วยความปรารถนาและความโลภอันลามกด้วย ถอนตัณหาอันมีอวิชชาเป็นมูลเสียแล้วอย่างนี้ ความออกไป (จากทุกข์)จึงจักมีได้ ฯ
ทสมํ เอณิชงฺฆสุตฺตํ
เอณิชังคสูตรที่ ๑๐
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรค เอณิชังคสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 24 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
เอณิชงฺฆํ กิสํ วีรํ อปฺปาหารํ อโลลุปํ
สีหํเวกจรํ นาคํ กาเมสุ อนเปกฺขินํ
อุปสงฺกมฺม ปุจฺฉาม กถํ ทุกฺขา ปมุจฺจตีติ ฯ
ท. พวกข้าพระองค์เข้ามาเฝ้าแล้ว ขอทูลถามพระองค์ผู้มีความเพียรซูบผอม มีแข้งดังเนื้อทราย มีอาหารน้อย ไม่มีความโลภ เป็นเหมือนราชสีห์และช้างเที่ยวไปผู้เดียว ไม่มีห่วงใยในกามทั้งหลาย บุคคลจะพ้นจากทุกข์ได้อย่างไร ฯ
ปญฺจ กามคุณา โลเก มโนฉฏฺฐา ปเวทิตา
เอตฺถ ฉนฺทํ วิราชิตฺวา เอวํ ทุกฺขา ปมุจฺจตีติ ฯ
สตฺติวคฺโค ตติโย ฯ
ตสฺสุทฺทานํ
สตฺติยา ผุสติ เจว ชฏา มโนนิวารณา
อรหนฺเตน ปชฺโชโต สรา มหทฺธเนน จ
จตุจกฺเกน นวมํ เอณิชงฺเฆน เต ทสาติ ฯ
_______________
สตุลฺลปกายิกวคฺโค จตุตฺโถ
๑ สี. ยุ. นนฺทึ ฯ ๒ อพฺพุฬฺหาติปิ ปาโฐ ฯ
ภ. กามคุณ ๕ มีใจเป็นที่ ๖ บัณฑิตประกาศแล้วในโลก บุคคลเลิก
ความพอใจในนามรูปนี้ได้แล้ว ก็พ้นจากทุกข์ได้อย่างนี้ ฯ
จบสัตติวรรคที่ ๓
_____________________
สูตรที่กล่าวในสัตติวรรคนั้น สัตติสูตร ผุสติสูตร ชฏาสูตร มโนนิวารณสูตรอรหันตสูตร ปัชโชตสูตร สรสูตร มหัทธนสูตร จตุจักกสูตร เป็นที่ ๙ กับเอณิชังคสูตรครบ ๑๐ ฉะนี้แล ฯ
End of สัตติวรรค