วนสังยุต
Text layerBuddha’s wordsItems 761–800 (Royal Thai)9/11 in สคาถวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
วนสํยุตฺตํ
ปฐมํ วิเวกสุตฺตํ
วนสังยุต
วิเวกสูตรที่ ๑
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต วิเวกสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 25 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ อญฺญตโร ภิกฺขุ โกสเลสุ วิหรติ อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ ฯ เตน โข ปน สมเยน โส ภิกฺขุ ทิวาวิหารคโต ปาปเก อกุสเล วิตกฺเก วิตกฺเกติ เคหนิสฺสิเต ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่ง พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่ง ในแคว้นโกศล สมัยนั้นแลภิกษุรูปนั้น พักผ่อนกลางวัน ตรึกอกุศลวิตกลามกอิงอาศัยเรือน ฯ
อถ โข ยา ตสฺมึ วนสณฺเฑ อธิวตฺถา เทวตา ตสฺส ภิกฺขุโน อนุกมฺปิกา อตฺถกามา ตํ ภิกฺขุํ สํเวเชตุกามา เยน โส ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ภิกฺขุํ คาถาหิ อชฺฌภาสิ
วิเวกกาโมสิ วนํ ปวิฏฺโฐ
อถ เต มโน นิจฺฉรติ พหิทฺธา
ตฺวํ ๑ ชโน ชนสฺมึ วินยสฺสุ ฉนฺทํ
ตโต สุขี โหหิสิ วีตราโค
อรตึ ปชหาสิ สโต
ภวาสิ สตํ ตํ สารยามเส
ปาตาลรโช หิ ทุตฺตโร
มา ตํ กามรโช อวาหริ
สกุโณ ยถา ปํสุกุณฺฑิโต ๒
วิธุนํ ปาตยติ สิตํ รชํ
เอวํ ภิกฺขุ ปธานวา สติมา
ปาตยติ สิตํ รชนฺติ ฯ
อถ โข โส ภิกฺขุ ตาย เทวตาย สํเวชิโต สํเวคมาปาทีติ ฯ
๑ ม. ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๒ โป. ยุ. กุณฺฐิโต ฯ ม. กุนฺติโต ฯ
ครั้งนั้น เทวดาที่สิงอยู่ในป่านั้น มีความเอ็นดูใคร่ประโยชน์แก่ภิกษุนั้นหวังจะให้เธอสลดใจ จึงเข้าไปหาแล้วกล่าวกะเธอด้วยคาถาว่าท่านใคร่วิเวก จึงเข้าป่า ส่วนใจของท่านแส่ซ่านไปภายนอก ท่านเป็นคนจงกำจัดความพอใจในคนเสีย แต่นั้น ท่านจักเป็นผู้มีความสุข ปราศจากความกำหนัด ท่านมีสติ ละความไม่ยินดีเสียได้ เราเตือนให้ท่านระลึกถึงธรรมของสัตบุรุษ ธุลีคือกิเลสประดุจบาดาลที่ข้ามได้ยาก ได้แก่ความกำหนัดในกามอย่าได้ครอบงำท่านเลย นกที่เปื้อนฝุ่น ย่อมสลัดธุลีที่แปดเปื้อนให้ตกไป ฉันใด ภิกษุผู้มีเพียร มีสติย่อมสลัดธุลีคือกิเลสที่แปดเปื้อนให้ตกไป ฉันนั้น ดังนี้
ลำดับนั้น ภิกษุนั้นเป็นผู้อันเทวดานั้นเตือนให้สังเวช ถึงซึ่งความสลดใจแล้วแล ฯ
ทุติยํ อุปฏฺฐานสุตฺตํ
อุปัฏฐานสูตรที่ ๒
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต อุปัฏฐานสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 25 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
เอกํ สมยํ อญฺญตโร ภิกฺขุ โกสเลสุ วิหรติ อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ ฯ เตน โข ปน สมเยน โส ภิกฺขุ ทิวาวิหารคโต สุปติ ฯ
สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่ง พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งในแคว้นโกศล สมัยนั้นแล ภิกษุรูปนั้น ไปนอนหลับในที่พักกลางวัน ฯ
อถ โข ยา ตสฺมึ วนสณฺเฑ อธิวตฺถา เทวตา ตสฺส ภิกฺขุโน อนุกมฺปิกา อตฺถกามา ตํ ภิกฺขุํ สํเวเชตุกามา เยน โส ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ภิกฺขุํ คาถาหิ อชฺฌภาสิ
อุฏฺเฐหิ ภิกฺขุ กึ โสปิ ๑ โก อตฺโถ สุปิเตน เต
อาตุรสฺส หิ เต ๒ นิทฺทา สลฺลวิทฺธสฺส รุปฺปโต
ยาย สทฺธาปพฺพชิโต ๓ อคารสฺมานคาริยํ
ตเมว สทฺธํ พฺรูเหหิ มา นิทฺทาย วสํ คมีติ ฯ
ครั้งนั้น เทวดาที่สิงอยู่ในป่านั้น มีความเอ็นดูใคร่ประโยชน์แก่ภิกษุรูปนั้นหวังจะให้เธอสลดใจจึงเข้าไปหาแล้วได้กล่าวกะเธอด้วยคาถาว่าท่านจงลุกขึ้นเถิดภิกษุ ท่านจะต้องการอะไรด้วยความหลับ ท่านผู้เร่าร้อนด้วยกิเลส อันลูกศรคือตัณหาเสียบแทง ดิ้นรนอยู่ จะมัวหลับมีประโยชน์อะไร ท่านออกจากเรือนบวชด้วยความเป็นผู้ไม่มีเรือนด้วยศรัทธาใด ท่านจงเพิ่มพูนศรัทธานั้นเถิด อย่าไปสู่อำนาจของความหลับเลย ฯ
อนิจฺจา อทฺธุวา กามา เยสุ มนฺโทว มุจฺฉิโต
พทฺเธสุ มุตฺตํ อสิตํ กสฺมา ปพฺพชิตํ ตเป
ฉนฺทราคสฺส วินยา อวิชฺชาสมติกฺกมา
ตํ ญาณํ ปรโมทาตํ ๔ กสฺมา ปพฺพชิตํ ตเป
เภตฺวา ๑ อวิชฺชํ วิชฺชาย อาสวานํ ปริกฺขยา
อโสกํ อนุปายาสํ กสฺมา ปพฺพชิตํ ตเป
อารทฺธวิริยํ ปหิตตฺตํ นิจฺจํ ทฬฺหปรกฺกมํ
นิพฺพานํ อภิกงฺขนฺตํ กสฺมา ปพฺพชิตํ ตเปติ ฯ
๑ ม. ยุ. เสสิ ฯ ๒ ม. ยุ. กา ฯ ๓ ม. ยุ. สทฺธาย ปพฺพชิโต ฯ ๔ ม. ปริโมทานํ ฯ
ยุ. ปริโยทาตํ ฯ
คนเขลาหมกมุ่นอยู่ในกามารมณ์เหล่าใด กามารมณ์เหล่านั้น ไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน ความหลับจะแผดเผาบรรพชิตผู้พ้นแล้ว ผู้ไม่เกี่ยวข้องในกามารมณ์ซึ่งยังสัตว์ให้ติดอยู่ได้อย่างไร เพราะกำจัดฉันทราคะเสียได้และเพราะก้าวล่วงอวิชชาเสียได้ ญาณนั้นเป็นของบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ไฉนความหลับจะแผดเผาบรรพชิตได้ ความหลับจะแผดเผาบรรพชิต ผู้ไม่มีโศกไม่มีความแค้นใจ เพราะทำลายอวิชชาเสียด้วยวิชชา และเพราะอาสวะสิ้นไปหมดแล้วอย่างไรได้ ความหลับจะแผดเผาบรรพชิตผู้ปรารภความเพียร ผู้มีตนอันส่งไปแล้ว ผู้บากบั่นมั่นเป็นนิตย์ ผู้จำนงพระนิพพานอยู่อย่างไรได้ ฯ
ตติยํ กสฺสปโคตฺตสุตฺตํ
กัสสปโคตตสูตรที่ ๓
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต กัสสปโคตตสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 25 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
เอกํ สมยํ อายสฺมา กสฺสปโคตฺโต โกสเลสุ วิหรติ อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา กสฺสปโคตฺโต ทิวาวิหารคโต อญฺญตรํ เฉตํ โอวทติ ฯ
สมัยหนึ่ง ท่านพระกัสสปโคตร พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งในแคว้นโกศลสมัยนั้นแล ท่านอยู่ในที่พักกลางวัน กล่าวสอนนายพรานเนื้อคนหนึ่ง ฯ
อถ โข ยา ตสฺมึ วนสณฺเฑ อธิวตฺถา เทวตา อายสฺมโต กสฺสปโคตฺตสฺส อนุกมฺปิกา อตฺถกามา อายสฺมนฺตํ กสฺสปโคตฺตํ สํเวเชตุกามา เยนายสฺมา กสฺสปโคตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ กสฺสปโคตฺตํ คาถาหิ อชฺฌภาสิ
คิริทุคฺคจรํ เฉตํ อปฺปปญฺญํ อเจตสํ
อกาเล โอวทํ ภิกฺขุ มนฺโทว ปฏิภาติ มํ
สุณาติ น วิชานาติ อาโลเกติ น ปสฺสติ
ธมฺมสฺมึ ภญฺญมานสฺมึ อตฺถํ พาโล น พุชฺฌติ
สเจปิ ทส ปชฺโชเต ธารยิสฺสสิ กสฺสป
เนว ทกฺขติ รูปานิ จกฺขุ หิสฺส น วิชฺชตีติ ฯ
อถ โข อายสฺมา กสฺสปโคตฺโต ตาย เทวตาย สํเวชิโต สํเวคมาปาทีติ ฯ
๑ ม. เฉตฺวา ฯ
ครั้งนั้น เทวดาผู้สิงอยู่ในป่านั้น มีความเอ็นดูใคร่ประโยชน์แก่ท่านพระกัสสปโคตร หวังจะให้ท่านสลดใจจึงเข้าไปหา แล้วได้กล่าวกะท่านด้วยคาถาว่าภิกษุผู้กล่าวสอนนายพรานเนื้อซึ่งเที่ยวไปตามซอกเขาผู้ทรามปัญญา ไม่รู้เท่าถึงการณ์ ในกาลอันไม่ควร ย่อมปรากฏแก่เราประดุจคนเขลาเขาเป็นคนพาล ถึงฟังธรรมอยู่ก็ไม่เข้าใจเนื้อความ แสงประทีปโพลงอยู่ก็ไม่เห็น เมื่อท่านกล่าวธรรมอยู่ ย่อมไม่รู้เนื้อความ ข้าแต่ท่านกัสสป ถึงแม้ท่านจักทรงประทีปอันโพลงตั้ง ๑๐ ดวง เขาก็จักไม่เห็นรูป เพราะจักษุ (คือญาณ) ของเขาไม่มี ฯ
ลำดับนั้น ท่านกัสสปโคตร ผู้อันเทวดานั้นให้สังเวช ถึงซึ่งความสลดใจแล้ว ฯ
จตุตฺถํ สมฺพหุลสุตฺตํ
สัมพหุลสูตรที่ ๔
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต สัมพหุลสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 25 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
เอกํ สมยํ สมฺพหุลา ภิกฺขู โกสเลสุ วิหรนฺติ อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ ฯ อถ โข เต ภิกฺขู วสฺสํ วุตฺถา เตมาสจฺจเยน จาริกํ ปกฺกมึสุ ฯ
สมัยหนึ่ง ภิกษุมากด้วยกัน พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งในแคว้นโกศลครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นอยู่จำพรรษาถ้วนไตรมาสแล้วหลีกไปสู่จาริก ฯ
อถ โข ยา ตสฺมึ วนสณฺเฑ อธิวตฺถา เทวตา เต ภิกฺขู อปสฺสนฺตี ปริเทวมานา ตายํ เวลายํ อิมํ คาถํ อภาสิ
อรติ วิย เมชฺชํ ขายติ
พหุเก ทิสฺวาน วิวิตฺเต อาสเน
เต จิตฺตกถา พหุสฺสุตา
โกเม โคตมสาวกา คตาติ ฯ
ครั้งนั้น เทวดาผู้สิงอยู่ในแนวป่านั้น เมื่อไม่เห็นภิกษุเหล่านั้นก็คร่ำครวญถึงได้กล่าวคาถานี้ในเวลานั้นว่า
ความสนิทสนมย่อมปรากฏประดุจความไม่ยินดีเพราะเห็นภิกษุเป็นอันมากในอาสนะอันสงัด ท่านเหล่านั้น เป็นพหุสูตมีถ้อยคำไพเราะท่านเป็นสาวกของพระโคดม ไปที่ไหนกันเสียแล้ว ฯ
เอวํ วุตฺเต อญฺญตรา เทวตา ตํ เทวตํ คาถาย อชฺฌภาสิ
มคธํ คตา โกสลํ คตา
เอกจฺจิยา ปน วชฺชิภูมิยา
มกฏา ๑ วิย สงฺฆจาริโน ๒
อนิเกตา วิหรนฺติ ภิกฺขโวติ ฯ
เมื่อเทวดานั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เทวดาอีกองค์หนึ่งได้กล่าวกะเทวดานั้นด้วยคาถาว่า
ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ไม่อาลัยที่อยู่ เที่ยวไปเป็นหมู่ประดุจวานร ไปสู่แคว้นมคธและโกศล บางพวกก็บ่ายหน้าไปสู่แคว้นวัชชี ฯ
ปญฺจมํ อานนฺทสุตฺตํ
อานันทสูตรที่ ๕
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต อานันทสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 25 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
เอกํ สมยํ อายสฺมา อานนฺโท โกสเลสุ วิหรติ อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา อานนฺโท อติเวลํ คิหิสญฺญตฺติพหุโล วิหรติ ฯ
สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์ พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งในแคว้นโกศลสมัยนั้นแล ท่านพระอานนท์ เป็นผู้มากไปด้วยการรับแขกฝ่ายคฤหัสถ์เกินเวลาอยู่ ฯ
อถ โข ยา ตสฺมึ วนสณฺเฑ อธิวตฺถา เทวตา อายสฺมโต อานนฺทสฺส อนุกมฺปิกา อตฺถกามา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ สํเวเชตุกามา เยนายสฺมา อานนฺโท เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ คาถาย อชฺฌภาสิ
รุกฺขมูลคหนํ ปสกฺกิย
นิพฺพานํ หทยสฺมึ โอปิย
ฌาย โคตม มา [๑]- ปมาโท
กึ เต ปีฬิปีฬิกา กริสฺสตีติ ฯ
อถ โข อายสฺมา อานนฺโท ตาย เทวตาย สํเวชิโต สํเวคมาปาทีติ ฯ
๑ ม. ยุ. มคา ฯ ๒ ม. อสงฺฆจาริโน ฯ
ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิงอยู่ในแนวป่านั้น มีความเอ็นดู ใคร่ประโยชน์แก่ท่านพระอานนท์ ใคร่จะให้ท่านสังเวชจึงเข้าไปหาถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านด้วยคาถาว่าท่านเข้าไปสู่ที่รกคือโคนต้นไม้แล้ว จงใส่ใจถึงพระนิพพาน โคตมะ
ท่านจงเพ่งฌาน อย่าประมาท ถ้อยคำที่สนทนาของท่านจักทำอะไรได้ ฯ
ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ เป็นผู้อันเทวดานั้นให้สังเวชถึงซึ่งความ
สลดใจแล้วแล ฯ
ฉฏฺฐํ อนุรุทฺธสุตฺตํ
อนุรุทธสูตรที่ ๖
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต อนุรุทธสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 25 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
เอกํ สมยํ อายสฺมา อนุรุทฺโธ โกสเลสุ วิหรติ อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ ฯ
สมัยหนึ่ง ท่านพระอนุรุทธพำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งในแคว้นโกศล ฯ
อถ โข อญฺญตรา ตาวตึสกายิกา เทวตา ชาลินี นาม อายสฺมโต อนุรุทฺธสฺส ปุราณทุติยิกา เยนายสฺมา อนุรุทฺโธ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ อนุรุทฺธํ คาถาย อชฺฌภาสิ
ตตฺถ จิตฺตํ ปณิเธหิ ยตฺถ เต วุสิตํ ปุเร
ตาวตึเสสุ เทเวสุ สพฺพกามสมิทฺธิสุ
ปุรกฺขโต ปริวุโต เทวคเณหิ ๒ โสภสีติ ฯ
ครั้งนั้นแล เทวดาชั้นดาวดึงส์องค์หนึ่งชื่อชาลิ นีเป็นภรรยาเก่าของ
ท่านพระอนุรุทธ เข้าไปหาท่านถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านด้วยคาถาว่าท่านจงตั้งจิตของท่านไว้ในหมู่ทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ซึ่งพรั่งพร้อมด้วยอารมณ์อันน่าใคร่ทั้งปวง ที่ท่านเคยอยู่ในกาลก่อนท่านจะเป็นผู้อันหมู่เทวดาแวดล้อมเป็นบริวาร ย่อมงดงาม ฯ
ทุคฺคตา เทวกญฺญาโย สกฺกายสฺมึ ปติฏฺฐิตา
เต จาปิ ทุคฺคตา สตฺตา เทวกญฺญาหิ ปตฺถิตาติ ฯ
๑ ยุ. เอตฺถนฺตเร จสทฺโท อตฺถิ ฯ ๒ ม. ยุ. เทวกญฺญาหิ ฯ
อ. เหล่านางเทพกัลยาผู้มีคติอันทราม ดำรงมั่นอยู่ในกายของตนสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น แม้เป็นผู้มีคติอันทรามก็ถูกนางเทพกัลยาปรารถนา ฯ
น เต สุขํ ปชานนฺติ เย น ปสฺสนฺติ นนฺทนํ
อาวาสํ นรเทวานํ ติทสานํ ยสสฺสินนฺติ ฯ
ท. เหล่าสัตว์ผู้ไม่ได้เห็นที่อยู่อันเป็นที่น่าเพลิดเพลินของนรเทพชั้นไตรทศ ผู้มียศ ก็ชื่อว่าไม่รู้จักความสุข ฯ
น ตฺวํ พาเล วิชานาสิ ยถา อรหตํ วโจ
อนิจฺจา สพฺเพ สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน
อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโข
นตฺถิทานิ ปุนาวาโส เทวกายสฺมิ ชาลินี
วิกฺขีโณ ชาติสํสาโร นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ ฯ
อ. ดูกรเทวดาผู้เขลา ท่านไม่รู้แจ้งตามคำของพระอรหันต์ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง มีอันเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา บังเกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมไป การเข้าไประงับสังขารเหล่านั้นเสียได้เป็นสุข บัดนี้การอยู่ครอบครองของเราไม่มีอีกต่อไป ตัณหาประดุจดังว่าข่ายในหมู่เทพของเราก็ไม่มีสงสารคือชาติสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่ ไม่มีอีกต่อไป ฯ
สตฺตมํ นาคทตฺตสุตฺตํ
นาคทัตตสูตรที่ ๗
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต นาคทัตตสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 25 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
เอกํ สมยํ อายสฺมา นาคทตฺโต โกสเลสุ วิหรติ อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา นาคทตฺโต อติกาเลน คามํ ปวิสติ อติทิวา ปฏิกฺกมติ ฯ
สมัยหนึ่ง ท่านพระนาคทัตตะ พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งในแคว้นโกศลสมัยนั้นแล ท่านพระนาคทัตตะเข้าไปสู่บ้านแต่เช้าตรู่และกลับมาหลังเที่ยง ฯ
อถ โข ยา ตสฺมึ วนสณฺเฑ อธิวตฺถา เทวตา อายสฺมโต นาคทตฺตสฺส อนุกมฺปิกา อตฺถกามา อายสฺมนฺตํ นาคทตฺตํ สํเวเชตุกามา เยนายสฺมา นาคทตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ นาคทตฺตํ คาถาหิ อชฺฌภาสิ
กาเล ปวิสฺส นาคทตฺต ทิวา จ อาคนฺตฺวา อติเวลจารี
สํสฏฺโฐ คหฏฺเฐหิ สมานสุขทุกฺโข
ภายามิ นาคทตฺตํ สุปคพฺภํ กุเลสุ วินิพทฺธํ
มาเหว มจฺจุรญฺโญ พลวโต อนฺตกสฺส วสเมสีติ ๑ ฯ
อถ โข อายสฺมา นาคทตฺโต ตาย เทวตาย สํเวชิโต สํเวคมาปาทีติ ฯ
๑ ม. วสํ อุเปสิ ฯ ยุ. วสเมยฺยาติ ฯ
ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิงอยู่ในแนวป่านั้น มีความเอ็นดู ใคร่ประโยชน์แก่ท่านพระนาคทัตตะ ใคร่จะให้ท่านสังเวช จึงเข้าไปหาถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านด้วยคาถาว่า
ท่านนาคทัตตะ ท่านเข้าไปแล้วในกาลและกลับมาในกลางวัน(ท่าน)
มีปรกติเที่ยวไปเกินเวลา คลุกคลีกับคฤหัสถ์ พลอยร่วมสุขร่วมทุกข์กับเขา เราย่อมกลัวพระนาคทัตตะ ผู้คะนองสิ้นดี และพัวพันในสกุลทั้งหลาย ท่านอย่าไปสู่อำนาจของมัจจุราชผู้มีกำลัง ผู้กระทำซึ่งที่สุดเลย ฯ
ลำดับนั้น ท่านพระนาคทัตตะ เป็นผู้อันเทวดานั้นให้สังเวชถึงซึ่งความสลดใจแล้วแล ฯ
อฏฺฐมํ กุลฆรณีสุตฺตํ
กุลฆรณีสูตรที่ ๘
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต กุลฆรณีสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 25 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
เอกํ สมยํ อญฺญตโร ภิกฺขุ โกสเลสุ วิหรติ อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ ฯ เตน โข ปน สมเยน โส ภิกฺขุ อญฺญตรสฺมึ กุเล อติเวลํ อชฺโฌคาฬฺหปฺปตฺโต วิหรติ ฯ
สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่ง พำนักอยู่ในราวป่าแห่งหนึ่งในแคว้นโกศลสมัยนั้นแล ภิกษุนั้นไปอยู่คลุกคลีในสกุลแห่งหนึ่งเกินเวลา ฯ
อถ โข ยา ตสฺมึ วนสณฺเฑ อธิวตฺถา เทวตา ตสฺส ภิกฺขุโน อนุกมฺปิกา อตฺถกามา ตํ ภิกฺขุํ สํเวเชตุกามา ยา ตสฺมึ กุเล กุลฆรณี ตสฺสา วณฺณํ อภินิมฺมินิตฺวา เยน โส ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ภิกฺขุํ คาถาย อชฺฌภาสิ
นทีตีเรสุ สณฺฐาเน สภาสุ รถิยาสุ จ
ชนา สงฺคมฺม มนฺเตนฺติ มญฺจ ตญฺจ กิมนฺตรนฺติ ฯ
ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิงอยู่ในราวป่านั้น มีความเอ็นดูใคร่ประโยชน์แก่ภิกษุนั้นใคร่จะให้เธอสังเวช จึงเนรมิตเพศแห่งหญิงแม่เรือนในตระกูลนั้นเข้าไปหาถึงที่อยู่ครั้นแล้วได้กล่าวกะภิกษุนั้นด้วยคาถาว่า
ชนทั้งหลาย ย่อมประชุมสนทนากันที่ฝั่งแม่น้ำในโรงที่พัก ในสภา และในถนน ส่วนเราและท่านเป็นดังรือ ฯ
พหู หิ สทฺทา ปจฺจูหา ขมิตพฺพา ตปสฺสินา
น เตน มงฺกุโหตพฺพํ น หิ เตน กิลิสฺสติ
โย จ สทฺทปฺปริตฺตาสี วเน วาตมิโค ยถา
ลหุจิตฺโตติ ตํ อาหุ นาสฺส สมฺปชฺชเต วตนฺติ ฯ
แท้จริงเสียงที่เป็นข้าศึกมีมากอันท่านผู้มีตบะ พึงอดทน ไม่พึงเก้อเขินเพราะเหตุนั้น เพราะสัตว์หาได้เศร้าหมองด้วยเหตุนั้นไม่ แต่ผู้ใดมักสะดุ้งเพราะเสียงประดุจเนื้อทรายในป่า นักปราชญ์กล่าวผู้นั้นว่ามีจิตเบา วัตรของเขาย่อมไม่สมบูรณ์ ฯ
นวมํ วชฺชีปุตฺตสุตฺตํ
วัชชีปุตตสูตรที่ ๙
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต วัชชีปุตตสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 25 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
เอกํ สมยํ อญฺญตโร วชฺชีปุตฺตโก ภิกฺขุ เวสาลิยํ วิหรติ อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ ฯ เตน โข ปน สมเยน [๑]- เวสาลิยํ สพฺพรตฺติวาโร ๒ โหติ ฯ
สมัยหนึ่ง ภิกษุวัชชีบุตรรูปหนึ่ง พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งใกล้เมืองเวสาลีสมัยนั้นแล วาระแห่งมหรสพตลอดราตรีทั้งปวงย่อมมีในเมืองเวสาลี ฯ
อถ โข โส ภิกฺขุ เวสาลิยํ ตุริย ตาฬิต วาทิตนิคฺโฆสสทฺทํ สุตฺวา ปริเทวมาโน ตายํ เวลายํ อิมํ คาถํ อภาสิ
เอกกา มยํ อรญฺเญ วิหราม
อปวิฏฺฐํว ๑ วนสฺมึ ทารุกํ
เอตาทิสิกาย รตฺติยา
โก สุ นามเมฺหหิ ปาปิโยติ ฯ
๑ ม. เอตฺถนฺตเร วชฺชิปุตฺตโกติ อตฺถิ ฯ ๒ ม. ยุ. อ. สพฺพรตฺติจาโร ฯ
ครั้งนั้นแล ภิกษุนั้นได้ฟังเสียงกึกก้องแห่งดนตรี อันบุคคลตีและบรรเลงแล้วในเมืองเวสาลี คร่ำครวญอยู่ ได้ภาษิตคาถานี้ในเวลานั้นว่าเราเป็นคนๆ เดียวอยู่ในป่า ประดุจท่อนไม้ที่เขาทิ้งแล้วในป่า ฉะนั้นใครจะเป็นผู้ลามกกว่าเราในราตรีเช่นนี้หนอ ฯ
อถ โข ยา ตสฺมึ วนสณฺเฑ อธิวตฺถา เทวตา ตสฺส ภิกฺขุโน อนุกมฺปิกา อตฺถกามา ตํ ภิกฺขุํ สํเวเชตุกามา เยน โส๊ ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ภิกฺขุํ คาถาย อชฺฌภาสิ
เอกโกว ตฺวํ อรญฺเญ วิหรสิ
อปวิฏฺฐํว วนสฺมึ ทารุกํ
ตสฺส เต พหุกา ปิหยนฺติ
เนรยิกา วิย สคฺคคามินนฺติ ฯ
อถ โข โส ภิกฺขุ ตาย เทวตาย สํเวชิโต สํเวคมาปาทีติ ฯ
ลำดับนั้น เทวดาผู้สิงอยู่ในแนวป่านั้น มีความเอ็นดู ใคร่ประโยชน์แก่เธอใคร่จะยังเธอให้สลดจึงเข้าไปหาจนถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะเธอด้วยคาถาว่าท่านเป็นคนๆ เดียวเท่านั้นอยู่ในป่า ประดุจท่อนไม้ที่เขาทิ้งแล้วในป่าฉะนั้น เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมากย่อมรักท่าน ประดุจสัตว์นรกรักผู้ที่จะไปสวรรค์ ฉะนั้น ฯ
ลำดับนั้นแล ภิกษุนั้นเป็นผู้อันเทวดาให้สังเวชถึงซึ่งความสลดแล้วแล ฯ
ทสมํ สชฺฌายสุตฺตํ
สัชฌายสูตรที่ ๑๐
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต สัชฌายสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 25 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
เอกํ สมยํ อญฺญตโร ภิกฺขุ โกสเลสุ วิหรติ อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ ฯ เตน โข ปน สมเยน โส ภิกฺขุ ยํ สุทํ ปุพฺเพ อติเวลํ สชฺฌายพหุโล วิหรติ ฯ โส อปเรน สมเยน อปฺโปสฺสุกฺโก ตุณฺหีภูโต สกมายติ ๒ ฯ
สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่ง พำนักอยู่ในป่าแห่งหนึ่งในแคว้นโกศล สมัยนั้น
ภิกษุนั้น นัยว่าเมื่อก่อนเป็นผู้มากไปด้วยการสาธยายเกินเวลาอยู่ สมัยต่อมา เธอเป็นผู้ขวนขวายน้อยเป็นผู้นิ่ง ยังกาลให้ล่วงไป ฯ
อถ โข ยา ตสฺมึ วนสณฺเฑ อธิวตฺถา เทวตา ตสฺส ภิกฺขุโน ธมฺมํ อสุณนฺตี เยน โส ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ภิกฺขุํ คาถาย อชฺฌภาสิ
กสฺมา ตุวํ ธมฺมปทานิ ภิกฺขุ
นาธียสิ ๑ ภิกฺขูหิ สํวสนฺโต
สุตฺวาน ธมฺมํ ลภติปฺปสาทํ
ทิฏฺเฐว ธมฺเม ลภติปฺปสํสนฺติ ฯ
๑ ม. อปวิทฺธํว ฯ ๒ ม. ยุ. สงฺกสายติ ฯ
ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิงอยู่ในแนวป่านั้น ไม่ได้ฟังธรรมของเธอ จึงเข้าไปหาถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะเธอด้วยคาถาว่า
ภิกษุ ท่านอยู่ร่วมกับภิกษุทั้งหลาย ย่อมไม่สาธยายบทแห่ง พระธรรมเพราะเหตุไร บุคคลฟังธรรมแล้วย่อมได้ความเลื่อมใส ผู้กล่าวธรรมย่อมได้รับความสรรเสริญในทิฏฐธรรมเทียว ฯ
อหุ ปุเร ธมฺมปเทสุ ฉนฺโท
ยาว วิราเคน สมาคมิมฺห
ยโต วิราเคน สมาคมิมฺห
ยงฺกิญฺจิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา
อญฺญาย นิกฺเขปนมาหุ สนฺโตติ ฯ
ภิ. ความพอใจในบทแห่งพระธรรมได้มีแล้วในกาลก่อน จนถึงกาลที่เรามาร่วมด้วยวิราคะและเพราะเรามาร่วมด้วยวิราคะแล้ว สัตบุรุษทั้งหลายรู้ทั่วถึง รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวการเสียสละ(อารมณ์นั้นๆ) เสีย ฯ
เอกาทสมํ อโยนิโสมนสิการสุตฺตํ
อโยนิโสมนสิการสูตรที่ ๑๑
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต อโยนิโสมนสิการสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 25 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
เอกํ สมยํ อญฺญตโร ภิกฺขุ โกสเลสุ วิหรติ อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ ฯ เตน โข ปน สมเยน โส ภิกฺขุ ทิวาวิหารคโต ปาปเก อกุสเล วิตกฺเก วิตกฺเกติ เสยฺยถีทํ กามวิตกฺกํ พฺยาปาทวิตกฺกํ วิหึสาวิตกฺกํ ฯ
สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่ง พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งในแคว้นโกศล สมัยนั้นแล เธอไปที่พักในกลางวัน ตรึกอกุศลวิตกอันลามกคือกามวิตกพยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก ฯ
อถ โข ยา ตสฺมึ วนสณฺเฑ อธิวตฺถา เทวตา ตสฺส ภิกฺขุโน อนุกมฺปิกา อตฺถกามา ตํ ภิกฺขุํ สํเวเชตุกามา เยน โส ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ภิกฺขุํ คาถาหิ อชฺฌภาสิ
อโยนิโส มนสิการา โส ๑ วิตกฺเกหิ ขชฺชสิ ๒
อโยนิโส ปฏินิสฺสชฺช โยนิโส อนุวิจินฺตย
สตฺถารํ ธมฺมํ อารพฺภ สงฺฆํ สีลานิ วตฺตโน
อธิคจฺฉสิ ปาโมชฺชํ ปีติสุขมสํสยํ
ตโต ปามุชฺชพหุโล ๓ ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสสีติ ฯ
อถ โข โส ภิกฺขุ ตาย เทวตาย สํเวชิโต สํเวคมาปาทีติ ฯ
๑ นาทียสีติปิ ปาเฐน ภวิตพฺพํ ฯ
ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิงอยู่ในแนวป่านั้น มีความเอ็นดู ใคร่ประโยชน์ แก่
ภิกษุนั้น หวังจะให้ภิกษุนั้นสังเวช จึงเข้าไปหาถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะภิกษุนั้น
ด้วยคาถาว่า
ท่านถูกวิตกกิน เพราะมนสิการไม่แยบคาย ท่านจงละมนสิการไม่
แยบคายเสีย และจงใคร่ครวญโดยแยบคาย ท่านปรารภพระศาสดาพระธรรม พระสงฆ์ และศีลของตนแล้วจะบรรลุความปราโมทย์ ปีติและสุขโดยไม่ต้องสงสัย แต่นั้นท่านจักเป็นผู้มากด้วยความปราโมทย์จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ฯ
ลำดับนั้นแล ภิกษุนั้น เป็นผู้อันเทวดานั้นให้สังเวชถึงซึ่งความสลดใจแล้วแล ฯ
ทฺวาทสมํ มชฺฌนฺติกสุตฺตํ
มัชฌันติกสูตรที่ ๑๒
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต มัชฌันติกสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 25 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
เอกํ สมยํ อญฺญตโร ภิกฺขุ โกสเลสุ วิหรติ อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ ฯ
สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่ง พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งในแคว้นโกศล ฯ
อถ โข ยา ตสฺมึ วนสณฺเฑ อธิวตฺถา เทวตา เยน โส ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺติเก อิมา คาถา อภาสิ
ฐิเต มชฺฌนฺติเก กาเล สนฺนิสินฺเนสุ ๔ ปกฺขิสุ
สณเตว พฺรหารญฺญํ ตํ ภยํ ปฏิภาติ มํ
ฐิเต มชฺฌนฺติเก กาเล สนฺนิสินฺเนสุ ปกฺขิสุ
สณเตว พฺรหารญฺญํ สา รติ ปฏิภาติ มนฺติ ฯ
ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิงอยู่ในป่านั้น เข้าไปหาถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ในสำนักของภิกษุนั้นว่า
ในกาลกำลังเที่ยงวัน เมื่อนกทั้งหลายจับเจ่าแล้ว ภัยนั้นย่อมปรากฏแก่เรา ประดุจป่าใหญ่ส่งเสียงอยู่ ฯ
ภิ. ในกาลกำลังเที่ยง เมื่อนกทั้งหลายจับเจ่าแล้ว ความยินดีนั้นย่อมปรากฏแก่เรา ประดุจป่าใหญ่ส่งเสียงอยู่ ฉะนั้น ฯ
เตรสมํ ปากตินฺทฺริยสุตฺตํ
ปากตินทริยสูตรที่ ๑๓
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต ปากตินทริยสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 25 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
เอกํ สมยํ สมฺพหุลา ภิกฺขู โกสเลสุ วิหรนฺติ อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ อุทฺธตา อุนฺนฬา จปลา มุขรา วิกิณฺณวาจา มุฏฺฐสฺสติโน อสมฺปชานา อสมาหิตา วิพฺภนฺตจิตฺตา ปากตินฺทฺริยา ฯ
๑ ยุ. โภ ฯ ๒ ยุ. มชฺชสิ ฯ ๓ ม. ยุ. ปาโมชฺชพหุโล ฯ ๔ ม. สนฺนิสีเวสุ ฯ
สมัยหนึ่ง ภิกษุมากด้วยกัน พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งในแคว้นโกศลล้วนเป็นผู้ฟุ้งซ่าน เห่อเหิม ขี้โอ่ ปากกล้า พูดเหลวไหลมีสติฟั่นเฟือน ไม่รู้สึกตน ไม่หนักแน่น จิตไม่มั่นคง มีอินทรีย์อันเปิดเผย ฯ
อถ โข ยา ตสฺมึ วนสณฺเฑ อธิวตฺถา เทวตา เตสํ ภิกฺขูนํ อนุกมฺปิกา อตฺถกามา เต ภิกฺขู สํเวเชตุกามา เยน เต ภิกฺขู เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เต ภิกฺขู คาถาหิ อชฺฌภาสิ
สุขชีวิโน ปุเร อาสุํ ภิกฺขู โคตมสาวกา
อนิจฺฉา ปิณฺฑํ เอสนา อนิจฺฉา สยนาสนํ
โลเก อนิจฺจตํ ญตฺวา ทุกฺขสฺสนฺตํ อกํสุ เต
ทุปฺโปสํ กตฺวา อตฺตานํ คาเม คามณิกา วิย
ภุตฺวา ภุตฺวา นิปชฺชนฺติ ปราคาเรสุ มุจฺฉิตา
สงฺฆสฺส อญฺชลึ กตฺวา อิเธกจฺเจ วทามหํ
อปวิฏฺฐา ๑ อนาถา เต ยถา เปตา ตเถว เต
เย โข ปมตฺตา วิหรนฺติ เต เม สนฺธาย ภาสิตํ
เย อปฺปมตฺตา วิหรนฺติ นโม เตสํ กโรมหนฺติ ฯ
อถ โข เต ภิกฺขู ตาย เทวตาย สํเวชิตา สํเวคมาปาทุนฺติ ฯ
ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิงอยู่ในแนวป่านั้น มีความเอ็นดู ใคร่ประโยชน์แก่ภิกษุเหล่านั้นหวังจะให้พวกเธอสังเวชจึงเข้าไปหาถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะพวกเธอด้วยคาถาว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นสาวก ของพระสมณโคดมในกาลก่อน มีปกติเป็นอยู่ง่าย ไม่มักได้ แสวงหาบิณฑบาต [ตามได้] ไม่มักได้แสวงหาเสนาสนะ[ตามได้] ท่านเหล่านั้นรู้ความไม่เที่ยงในโลกแล้ว ได้กระทำที่สุดแห่งทุกข์แล้ว [ส่วนพวกท่าน] ทำตนให้เป็นผู้เลี้ยงยาก ประดุจผู้เอาเปรียบชาวบ้านในบ้าน กินแล้วๆ ก็นอนหมกมุ่นอยู่ในเรือนของคนอื่น เราขอกระทำอัญชลีแก่พระสงฆ์แล้วขอกล่าวถึงภิกษุที่ควรกล่าวบางพวกในพระศาสนานี้ ท่านเหล่านั้นถูกเขาทอดทิ้งหาที่พึ่งมิได้ เหมือนอย่างคนที่ตายแล้ว ถูกเขาทอดทิ้งไว้ในป่าช้า ฉะนั้น เรากล่าวหมายถึงภิกษุจำพวกที่เป็นผู้ประมาทอยู่ แต่ท่านเหล่าใดเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่ เราขอกระทำการนอบน้อมแก่ท่านเหล่านั้น ฯ
ลำดับนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้อันเทวดานั้นให้สังเวชถึงซึ่งความสลดใจแล้วแล ฯ
จุทฺทสมํ ปทุมปุปฺผสุตฺตํ
ปทุมปุบผสูตรที่ ๑๔
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต ปทุมปุบผสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 25 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
เอกํ สมยํ อญฺญตโร ภิกฺขุ โกสเลสุ วิหรติ อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ ฯ เตน โข ปน สมเยน โส ภิกฺขุ ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต โปกฺขรณึ โอคาเหตฺวา ปทุมํ อุปสิงฺฆติ ฯ
สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่ง พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งในแคว้นโกศล สมัยนั้นแล ภิกษุนั้นกลับจากบิณฑบาตภายหลังเวลาฉัน ลงสู่สระโบกขรณีแล้วสูดดมดอกปทุม ฯ
อถ โข ยา ตสฺมึ วนสณฺเฑ อธิวตฺถา เทวตา ตสฺส ภิกฺขุโน อนุกมฺปิกา อตฺถกามา ตํ ภิกฺขุํ สํเวเชตุกามา เยน โส ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ภิกฺขุํ คาถาย อชฺฌภาสิ
ยเมตํ วาริชํ ปุปฺผํ อทินฺนํ อุปสิงฺฆสิ
เอกงฺคเมตํ เถยฺยานํ คนฺธตฺเถโนสิ มาริสาติ ฯ
๑ ม. ยุ. อปวิทฺธา ฯ
ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิงอยู่ในแนวป่านั้น มีความเอ็นดู ใคร่ประโยชน์แก่ภิกษุนั้น หวังจะให้เธอสลด จึงเข้าไปหาถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะเธอด้วยคาถาว่าท่านสูดดมดอกไม้ที่เกิดในน้ำซึ่งใครๆ ไม่ได้ให้แล้ว นี้เป็นองค์อันหนึ่งแห่งความเป็นขะโมย ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นผู้ขะโมยกลิ่น ฯ
น หรามิ น ภญฺชามิ อารา สิงฺฆามิ วาริชํ
อถ เกน นุ วณฺเณน คนฺธตฺเถโนติ วุจฺจติ
ยฺวายํ ภึสานิ ขนติ ปุณฺฑรีกานิ ภญฺชติ
เอวํ อากิณฺณกมฺมนฺโต กสฺมา เอโส น วุจฺจตีติ ฯ
ภิ. เราไม่ได้นำไป เราไม่ได้หัก เราดมดอกไม้ที่เกิดในน้ำห่างๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านจะเรียกว่าเป็นผู้ขะโมยกลิ่นด้วยเหตุดังรือ ส่วนบุคคลที่ขุดเง่าบัว หักดอกบัวบุณฑริกเป็นผู้มีการงานอันเกลื่อนกล่นอย่างนี้ไฉนท่านจึงไม่เรียกเขาว่าเป็นขะโมย ฯ
อากิณฺณลุทฺโธ ปุริโส อติเวลํว ๑ มกฺขิโต
ตสฺมึ เม วจนํ นตฺถิ ตญฺจ อรหามิ วตฺตเว
อนงฺคณสฺส โปสสฺส นิจฺจํ สุจิคเวสิโน
วาลคฺคมตฺตํ ปาปสฺส อพฺภามตฺตํว ขายตีติ ฯ
เท. บุรุษผู้มีบาปหนา แปดเปื้อนด้วยราคาทิกิเลสเกินเหตุเราไม่พูดถึงคนนั้น แต่เราควรจะกล่าวกะท่าน บาปประมาณเท่าปลายขนทราย ย่อมปรากฏประดุจเท่าก้อนเมฆในนภากาศแก่บุรุษผู้ไม่มีกิเลส ดังว่าเนิน ผู้มักแสวงหาไตรสิกขาอันสะอาดเป็นนิจ ฯ
อทฺธา มํ ยกฺข ชานาสิ อโถ มํ อนุกมฺปสิ
ปุนปิ ยกฺข วชฺชาสิ ยทา ปสฺสสิ เอทิสนฺติ ฯ
ภิ. ดูก่อนเทวดา ท่านรู้จักเราแน่ละ และท่านเอ็นดูเราดูก่อนเทวดา ท่านเห็นกรรมเช่นนี้ในกาลใด ท่านพึงกล่าวอีก[ในกาลนั้น] เถิด ฯ
เนว ตํ อุปชีวามิ นปิ เต ภทฺทกมฺหเส ๒
ตฺวเมว ภิกฺขุ ชาเนยฺย เยน คจฺเฉยฺย สุคตินฺติ ฯ
อถ โข โส ภิกฺขุ ตาย เทวตาย สํเวชิโต สํเวคมาปาทีติ ฯ
วนสํยุตฺตํ สมตฺตํ ฯ
ตสฺสุทฺทานํ
วิเวกํ อุปฏฺฐานญฺจ กสฺสปโคตฺเตน สมฺพหุลา
อานนฺโท อนุรุทฺธญฺจ นาคทตฺตญฺจ กุลฆรณี
วชฺชีปุตฺโต จ เวสาลี สชฺฌาเยน อโยนิโส
มชฺฌนฺตกาลมฺหิ ปากตินฺทฺริยา ปทุมปุปฺเผน จุทฺทส ภเวติ ฯ
๑ ม. ยุ. ธาติเจลํว ฯ ๒ ม. ภตกามหเส ฯ ยุ. กตกมฺมเส ฯ
เราไม่ได้อาศัยท่านเป็นอยู่เลย และเราไม่ได้มีความเจริญ เพราะท่านดูก่อนภิกษุ ท่านพึงไปสุคติได้ด้วยกรรมที่ท่านพึงรู้ ฯ
ลำดับนั้นแล ภิกษุนั้นเป็นผู้อันเทวดานั้นให้สลด ถึงซึ่งความสังเวชแล้วแล ฯ
วนสังยุต จบบริบูรณ์
__________
รวมพระสูตรแห่งวนสังยุต มี ๑๔ สูตร คือ
วิเวกสูตรที่ ๑ อุปัฏฐานสูตรที่ ๒ กัสสปโคตตสูตรที่ ๓ สัมพหุลสูตรที่ ๔ อานันทสูตรที่ ๕ อนุรุทธสูตรที่ ๖ นาคทัตตสูตรที่ ๗ กุลฆรณีสูตรที่ ๘ วัชชีปุตตสูตรที่ ๙ สัชฌายสูตรที่ ๑๐ อโยนิโสมนสิการสูตรที่ ๑๑ มัชฌันติกสูตรที่ ๑๒ปากตินทริยสูตรที่ ๑๓ กับปทุมปุบผสูตรครบ ๑๔ ฯ
End of วนสังยุต