พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย เทวตาสังยุต · อาทิตตวรรค
๑๐. ฆฏิกรสูตร เล่ม ๑๕
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๕๒–๑๕๗ (Royal Thai)10/10 in อาทิตตวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรค ฆฏิกรสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 24 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 15, pp. 62–65
สวรรค์อันเป็นที่อุบัติของพวกเขา หากพวกเขากลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ย่อมเกิดในตระกูลที่มั่งคั่ง ซึ่งจะหา เสื้อผ้า อาหาร ความร่าเริง และความสนุกสนานได้โดยไม่ยากย่อมมีอำนาจแผ่ไปในโภคทรัพย์ที่ผู้อื่นหาสะสมไว้ บันเทิงใจอยู่ นั่นเป็นวิบากในภพนี้ ทั้งภพหน้าก็เป็นสุคติอีกด้วย
๑๐. ฆฏิการสูตร
ว่าด้วยเครื่องผูกคือยาน
{๑๕๒} [๕๐] ท้าวฆฏิการพรหมกราบทูลว่า
ภิกษุ ๗ รูปซึ่งมีราคะและโทสะสิ้นแล้ว ข้ามพ้นตัณหาในโลกได้แล้ว หลุดพ้นแล้ว เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกชั้นอวิหาแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า
ก็ภิกษุเหล่านั้นคือผู้ใดบ้าง ที่ข้ามเครื่องข้องอันเป็นบ่วงของมารที่ข้ามได้แสนยาก ละกายของมนุษย์ ก้าวล่วงทิพยโยคะได้แล้ว
- ๑หลุดพ้นแล้ว หมายถึงในระหว่างที่บังเกิดในพรหมโลกชั้นอวิหา (ชั้นที่ ๑ ของสุทธาวาสภูมิ ๕) ก็หลุดพ้นจากกิเลสด้วยอรหัตตผลวิมุตติ (สํ.ส.อ. ๘๘) คือสำเร็จจากพระอนาคามีเป็นพระอรหันต์
- ๒ละกายของมนุษย์ ในที่นี้หมายถึงละสังโยชน์เบื้องต่ำ (โอรัมภาคิยสังโยชน์) ๕ ก้าวล่วงทิพยโยคะ หมายถึงละสังโยชน์เบื้องสูง (อุทธัมภาคิยสังโยชน์) ๕ (สํ.ส.อ. ๘๘) อนึ่ง เกี่ยวกับสังโยชน์พึงดูเชิงอรรถ ๑ ๒ ข้อ ๕ (กติฉินทิสูตร) หน้า ๖ ในเล่มนี้
ฆฏิการพรหมกราบทูลว่า
ท่านเหล่านั้น คือ ท่านอุปกภิกษุ ๑ ท่านผลคัณฑภิกษุ ๑ ท่านปุกกุสาติภิกษุ ๑ ท่านภัททิยภิกษุ ๑ ท่านขัณฑเทวภิกษุ ๑ ท่านพหุทันตีภิกษุ ๑ ท่านสิงคิยภิกษุ ๑ รวม ๗ ท่าน ท่านเหล่านั้นล้วนแต่ละกายของมนุษย์ ก้าวล่วงทิพยโยคะได้แล้ว{๑๕๓} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ท่านเป็นคนพูดดีจึงกล่าวสรรเสริญภิกษุเหล่านั้นผู้ละบ่วงมารได้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นรู้ธรรมของใครเล่า จึงตัดเครื่องผูกคือภพได้{๑๕๔} ฆฏิการพรหมกราบทูลว่า
ท่านเหล่านั้นรู้ธรรมของผู้ใดจึงตัดเครื่องผูกคือภพได้ ผู้นั้นหาใช่ผู้นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ และธรรมนั้นเล่าก็หาใช่ธรรมนอกจากคำสั่งสอนของพระองค์ไม่นามและรูปดับไม่เหลือในธรรมใด ท่านเหล่านั้นได้รู้ธรรมนั้นในพระศาสนานี้จึงตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้
{๑๕๕} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ท่านกล่าวคำลึกซึ้ง รู้ได้ยาก เขาใจให้ดีได้ยาก ท่านรู้ธรรมของใครจึงกล่าวคำเช่นนี้ได้
{๑๕๖} ฆฏิการพรหมกราบทูลว่า
เมื่อก่อนข้าพระองค์เป็นช่างหม้อ ปั้นหม้ออยู่ในเวภฬิงคชนบท เป็นผู้เลี้ยงมารดาและบิดา ได้เป็นอุบาสกของพระกัสสปพุทธเจ้า เป็นผู้เว้นจากเมถุนธรรม
เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ข้องเกี่ยวด้วยอามิส ได้เคยเป็นคนร่วมบ้านเดียวกับพระองค์ ทั้งได้เคยเป็นสหายของพระองค์ในปางก่อนข้าพระองค์รู้จักภิกษุ ๗ รูปเหล่านี้ ผู้หลุดพ้นแล้ว มีราคะและโทสะสิ้นแล้ว ผู้ข้ามตัณหาในโลกได้แล้ว
{๑๕๗} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนช่างหม้อ ท่านกล่าวเรื่องใด เรื่องนั้นได้เป็นจริงแล้วอย่างนั้นในครั้งนั้น เมื่อก่อนท่านเคยเป็นช่างหม้อปั้นหม้ออยู่ในเวภฬิงคชนบท เป็นผู้เลี้ยงมารดาและบิดา เป็นอุบาสกของพระกัสสปพุทธเจ้า เป็นผู้เว้นจากเมถุนธรรม เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่เกี่ยวข้องด้วยอามิส เป็นคนเคยร่วมบ้านเดียวกันกับเรา ทั้งได้เคยเป็นสหายของเราในปางก่อนพระสังคีติกาจารย์กล่าวเพิ่มเติมว่า
สหายเก่าทั้งสองคนผู้เคยอบรมตนมาแล้ว ทรงไว้ซึ่งสรีระเป็นชาติสุดท้ายได้มาพบกันแล้วด้วยประการฉะนี้
จบ อาทิตตวรรคที่ ๕
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อาทิตตสูตร ๒. กินททสูตร
๓. อันนสูตร ๔. เอกมูลสูตร
๕. อโนมิยสูตร ๖. อัจฉราสูตร
๗. วนโรปสูตร ๘. เชตวนสูตร
๙. มัจฉริสูตร ๑๐. ฆฏิการสูตร
๖. ชราวรรค
หมวดว่าด้วยความชรา
๑. ชราสูตร
ว่าด้วยเทวดาถามปัญหา ๔ ข้อ
{๑๕๘} [๕๑] เทวดาทูลถาม
อะไรยังประโยชน์ให้สำเร็จตราบเท่าชรา อะไรตั้งมั่นแล้วยังประโยชน์ให้สำเร็จ อะไรเป็นรัตนะของคนทั้งหลาย อะไรโจรลักไปได้ยาก{๑๕๙} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ศีลยังประโยชน์ให้สำเร็จตราบเท่าชรา ศรัทธาตั้งมั่นแล้วยังประโยชน์ให้สำเร็จ ปัญญาเป็นรัตนะของคนทั้งหลาย บุญอันโจรลักไปได้ยาก
๒. อชรสาสูตร
ว่าด้วยเทวดาถามปัญหา ๔ ข้อ
{๑๖๐} [๕๒] เทวดาทูลถามว่า
อะไรเพราะไม่วิบัติจึงยังประโยชน์ให้สำเร็จ อะไรดำรงมั่นแล้วยังประโยชน์ให้สำเร็จ อะไรเป็นรัตนะของคนทั้งงหลาย อะไรอันโจรลักไปไม่ได้
- ๑บุญอันโจรลักไปได้ยาก หมายถึงใคร ๆไม่สามารถลักไปได้เลย เพราะว่าบุญนั้นเป็นนามธรรม คือปราศจากรูปร่าง (สํ.ส.อ. ๙๐)
End of ๑๐. ฆฏิกรสูตร