พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · ธรรมบท
๒. อัปปมาทวรรค เล่ม ๒๕
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๒ (Royal Thai)2/26 in ธรรมบท4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท อัปปมาทวรรค (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 40 · Chaloem Phrakiat Volume 25)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 25, pp. 32–36
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท
๒. อัปปมาทวรรค
หมวดว่าด้วยความไม่ประมาท
๑. เรื่องพระนางสามาวดี
{๑๒} [๒๑] ความไม่ประมาทเป็นทางให้ถึงอมตะ ความประมาท เป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาทชื่อว่าย่อมไม่ตาย ผู้ที่ประมาทแล้วย่อมเป็นเหมือนคนที่ตายแล้ว[๒๒] บัณฑิตทราบข้อความนั่นโดยความต่างกันแล้ว ดำรงอยู่ ในความไม่ประมาท ยินดีในธรรมเป็นที่โคจรของพระ อริยะทั้งหลาย ย่อมเพลิดเพลินอยู่ในความไม่ประมาท
[๒๓] บัณฑิตเหล่านั้นเป็นปราชญ์ เป็นผู้เพ่งพินิจ มีความ เพียรไม่ย่อหย่อน มีความบากบั่นมั่นเป็นนิจ ย่อมได้ สัมผัสนิพพานอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ ที่ไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า
- ๑ความไม่ประมาทเป็นชื่อของคุณธรรมคือสติ หมายถึงความไม่อยู่ปราศจากสติ (ขุ.ธ.อ. ๒/๖๐)
- ๒อมตะ หมายถึงพระนิพพาน ซึ่งมีสภาพไม่แก่ ไม่ตาย เพราะไม่เกิด (ขุ.ธ.อ. ๒/๖๐)
- ๓ธรรมเป็นที่โคจรของพระอริยะทั้งหลาย หมายถึงโพธิปักขิยธรรม (ธรรมเป็นฝ่ายแห่งการตรัสรู้) ๓๗ ประการ (คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค ๘) และโลกุตรธรรม ๙ คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ (ขุ.ธ.อ. ๒/๖๑)
- ๔เป็นผู้เพ่งพินิจ หมายถึงเป็นผู้เพ่งพินิจด้วยสมาธิจิตที่แน่วแน่ หรือสมาธิขั้นฌาน แยกตามการเพ่งเป็น ๒ ประเภท คือ (๑) อารัมมณูปนิชฌาน การเพ่งอารมณ์มีกสิณเป็นต้น ได้แก่ สมาบัติ ๘ คือ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ (๒) ลักขณูปนิชฌาน การเพ่งลักษณะ ได้แก่ วิปัสสนา มรรค และ ผล (นัย วิ.อ. ๑/๑๔๑, ขุ.ธ.อ. ๒/๖๑-๖๕)
๒. อัปปมาทวรรค ๔. เรื่องพาลนักษัตร
๒. เรื่องนายกุมภโฆสก
[๒๔] ยศย่อมเจริญโดยยิ่งแก่บุคคลผู้มีความขยันหมั่นเพียร มีสติ มีการงานบริสุทธิ์ ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ สำรวม ระวัง เลี้ยงชีพโดยธรรม และไม่ประมาท
๓. เรื่องพระจูฬปันถก
[๒๕] ผู้มีปัญญาพึงสร้างเกาะคือที่พึ่งที่ห้วงนํ้าท่วมไม่ถึงด้วย ความหมั่น ด้วยความไม่ประมาท ด้วยความสำรวมระวัง และด้วยการฝึกฝนอินทรีย์
๔. เรื่องพาลนักษัตร
[๒๖] พวกคนพาลผู้ด้อยปัญญาย่อมประกอบเนือง ๆ ซึ่งความประมาท ส่วนผู้มีปัญญาดีย่อมรักษาความไม่ประมาทไว้ เหมือนรักษาทรัพย์ที่ประเสริฐสุดไว้ฉะนั้น[๒๗] ท่านทั้งหลายอย่าประกอบเนือง ๆ ซึ่งความประมาท อย่าประกอบเนือง ๆ ซึ่งความเชยชิดด้วยอำนาจความยินดีในกาม เพราะว่าคนที่ไม่ประมาทแล้ว เพ่งพินิจอยู่ ย่อมบรรลุถึงสุขอันไพบูลย์ได้
- ๑ยศ ในที่นี้หมายถึงทั้งความเป็นใหญ่ ความมีโภคสมบัติ ความนับถือ ความมีเกียรติ และการ สรรเสริญ (ขุ.ธ.อ. ๓/๖๙)
- ๒เกาะคือที่พึ่งที่หัวงนํ้าท่วมไม่ถึง หมายถึงอรหัตผลที่กิเสสดุจห้วงนํ้า (โอฆะ) ๔ คือ กาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชา ท่วมไม่ถึง (ขุ.ธ.อ.๒/๘๓)
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท
๕. เรื่องพระมหากัสสปเถระ
[๒๘] เมื่อใด บัณฑิตบรรเทาความประมาทเสียได้ด้วยความไม่ ประมาท เมื่อนั้น บัณฑิตนั้นขึ้นสู่ปัญญาดุจปราสาท เป็นผู้ไม่มีความโศก ย่อมพิจารณาเห็นหมู่สัตว์ผู้มีความ โศกได้ ธีรชนย่อมพิจารณาเห็นคนพาลทั้งหลายได้ เหมือน คนที่อยู่บนภูเขามองเห็นคนที่อยู่บนพื้นดินฉะนั้น
๖. เรื่องภิกษุสองสหาย
[๒๙] คนมีปัญญาดี เมื่อคนอื่น ๆ มัวประมาทกัน ตัวเองไม่ประมาท เมื่อคนอื่น ๆ มัวหลับกัน ตัวเองตื่นอยู่โดยมาก ย่อมทิ้งคนเหล่านั้นไป เหมือนม้าที่มีกำลังเร็วทิ้ง ม้าที่ไม่มีกำลังไปฉะนั้น
๗. เรื่องท้าวสักกะ
[๓๐] ท้าวมัฆวานถึงความเป็นผู้ประเสริฐสุดกว่าทวยเทพเพราะ ความไม่ประมาท บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญความ ไม่ประมาท ความประมาทบัณฑิตตำหนิแล้วทุกเมื่อ
- ๑ปัญญาดุจปราสาท หมายถึงทิพพจักขุญาณ ญาณคือตาทิพย์ อันบริสุทธิ์ (ขุ.ธ.อ. ๒/๘๗)
- ๒ตื่นอยู่โดยมาก ในที่นี้หมายถึงมีสติเต็มที่ (ขุ.ธ.อ. ๒/๘๙)
๒. อัปปมาทวรรค ๙. เรื่องพระนิคมวาสีติสสเถระ
๘. เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง
[๓๑] ภิกษุผู้ยินดีในความไม่ประมาทหรือผู้เห็นภัยในความ ประมาท ย่อมเผาสังโยชน์น้อยใหญ่ไปได้ เหมือน ไฟไหม้เชื้อน้อยใหญ่มอดไปฉะนั้น
๙. เรื่องพระนิคมวาสีติสสเถระ
[๓๒] ภิกษุผู้ยินดีในความไม่ประมาท หรือผู้เห็นภัยในความ ประมาท ไม่ควรที่จะเสื่อม ย่อมอยู่ใกล้นิพพานโดยแท้
จบ อัปปมาทวรรคที่ ๒
- ๑สังโยชน์ หมายถึงกิเลสที่ผูกมัดสัตว์ไว้ในภพ มี ๑๐ อย่าง โดยจำแนกเป็น โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ คือ (๑) สักกายทิฏฐิ ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน (๒) วิจิกิจฉา ความสงสัย (๓) สีสัพพตปรามาส ความเชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยอำนาจศีลพรต (๔) กามฉันทะ ความพอใจ ในกาม (๕) พยาบาท ความคิดแก้แค้นผู้อี่น อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง ๕ คือ (๑) รูปราคะ ความติดอยู่ในรูปภพ (๒) อรูปราคะ ความติดอยู่ในอรูปภพ (๓) มานะ ความถือตัวว่าเป็นนั่นเป็นนี่ (๔) อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน (๕) อวิชชา ความหลงอันเป็นเหตุไม่รู้จริง {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕/๓๑๒, ขุ.ธ.อ. ๒/๑๐๖}
- ๒ไม่ควรที่จะเสื่อม หมายถึงไม่มีทางเสื่อมจากสมถะและวิปัสสนา มรรคและผลทีได้บรรลุแล้ว อีกทั้งยังจะได้บรรลุมรรคผลที่ยังไม่ได้บรรลุอีกด้วย (ขุ.ธ.อ. ๒/๑๐๙)
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท
๓. จิตตวรรค
หมวดว่าด้วยการฝึกจิต
๑. เรื่องพระเมฆิยเถระ
{๑๓} [๓๓] ผู้มีปัญญาย่อมทำจิตที่ดิ้นรน กลับกลอก รักษาได้ยาก ห้ามได้ยาก ให้ตรงได้ เหมือนช่างศรดัดลูกศรให้ตรงได้ ฉะนั้น[๓๔] จิตนี้อันผู้บำเพ็ญเพียรยกขึ้นแล้วจากอาลัยคือกามคุณ ๕ เพื่อจะละบ่วงมาร ย่อมดิ้นรน ดุจปลาที่ชาวประมง ยกขึ้นจากที่อยู่คือนํ้าแล้วโยนไปบนบกดิ้นรนอยู่ฉะนั้น
๒. เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง
[๓๕] การฝึกจิตที่ข่มได้ยาก รวดเร็ว มักตกไปในอารมณ์น่าใคร่เสมอ เป็นความดี เพราะว่าจิตที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้
๓. เรื่องพระอุกกัณฐิตภิกษุ
[๓๖] ผู้มีปัญญาพึงรักษาจิตที่เห็นได้ยาก ละเอียดอ่อนยิ่งนัก มักตกไปในอารมณ์น่าใคร่เสมอ เพราะว่าจิตที่คุ้มครอง แล้วนำสุขมาให้
- ๑บ่วงมาร ในที่นี้หมายถึงวงจรกิเลส (กิเลสวัฏ) ซึ่งประกอบด้วยอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน (ขุ.ธ.อ. ๒/๑๑๒)
End of ๒. อัปปมาทวรรค