พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · เตรสนิบาต
๒. ผันทนชาดก เล่ม ๒๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๗๓๘–๑๗๕๐ (Royal Thai)2/10 in เตรสนิบาต4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
๒ ผนฺทนชาตกํ
๒. ผันทนชาดก
การผูกเวรของหมีและไม้ตะคร้อ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เตรสนิบาต ผันทนชาดก (Royal Thai Volume 27 · Mahachula Volume 27 · Mahamakut Volume 60 · Chaloem Phrakiat Volume 27)
กุฐาริหตฺโถ ปุริโส วนโมคฺคยฺห ติฏฺฐสิ
ปุฏฺโฐ เม สมฺม อกฺขาหิ กึ ทารุํ เฉตุมิจฺฉสิ ฯ
ท่านเป็นบุรุษถือขวานมาสู่ป่า ยืนอยู่ ดูกรสหาย เราถามท่าน ท่านจงบอกแก่เรา ท่านต้องการจะตัดไม้หรือ.
อีโส ๑ วนานิ จรสิ สมานิ วิสมานิ จ
ปุฏฺโฐ เม สมฺม อกฺขาหิ กึ ทารุํ เนมิยา ทฬฺหํ ฯ
เจ้าเป็นหมี เที่ยวอยู่ทั่วไปทั้งที่ทึบ และที่โปร่ง ดูกรสหาย เราถามเจ้าขอเจ้าจงบอกแก่เรา ไม้อะไรที่จะทำเป็นกงรถได้มั่นคงดี?
เนว สาโล น ขทิโร นาสฺสกณฺโณ กุโต ธโว
รุกฺโข จ ๒ ผนฺทโน นาม ตํ ทารุํ เนมิยา ทฬฺหํ ฯ
ไม้รังก็ไม่มั่นคง ไม้ตะเคียนก็ไม่มั่นคง ไม้หูกวางจะมั่นคงที่ไหนเล่าแต่ว่า ต้นไม้ชื่อว่าต้นตะคร้อนั่นแหละ ทำเป็นกงรถมั่นคงดีนัก.
กีทิสานิสฺส ปตฺตานิ ขนฺโธ วา ปน กีทิโส
ปุฏฺโฐ เม สมฺม อกฺขาหิ ยถา ชาเนมุ ผนฺทนํ ฯ
ต้นตะคร้อนั้นใบเป็นอย่างไร อนึ่ง ลำต้นเป็นอย่างไร ดูกรสหาย เราถามเจ้า ขอเจ้าจงบอกแก่เรา เราจะรู้จักไม้ตะคร้อได้อย่างไร?
ยสฺส สาขา ปลมฺพนฺติ นมนฺติ น จ ภญฺชเร
โส รุกฺโข ผนฺทโน นาม ยสฺส มูเล อหํ ฐิโต ฯ
กิ่งทั้งหลายแห่งต้นไม้ใด ย่อมห้อยลงด้วย ย่อมน้อมลงด้วย แต่ไม่หักต้นไม้นั้นชื่อว่าต้นตะคร้อ ที่เรายืนอยู่ใกล้โคนต้นนี่.
อรานํ จกฺกนาภีนํ อีสาเนมิรถสฺส จ
สพฺพสฺส เต กมฺมนิโย อยํ เหสฺสติ ผนฺทโน ฯ
ต้นไม้นี้แหละชื่อว่าต้นตะคร้อ เป็นต้นไม้ควรแก่การงานของท่านทุกอย่าง คือ ควรแก่กำ ล้อ ดุม งอน และกงรถ.
อิติ ผนฺทนรุกฺโขปิ เทวตา ๓ อชฺฌภาสถ
มยฺหมฺปิ วจนํ อตฺถิ ภารทฺวาช สุโณหิ เม ฯ
เทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นตะคร้อได้กล่าวดังนี้ว่า ดูกรภารทวาชะ แม้ถ้อยคำของเรามีอยู่ เชิญท่านฟังถ้อยคำของเราบ้าง.
อิมสฺส ๔ อุปกฺขนฺธมฺหา อุกฺกจฺจ จตุรงฺคุลํ
เตน เนมึ ปริหเรสิ ๕ เอวํ ทฬฺหตรํ สิยา ฯ
ท่านจงลอกหนังประมาณ ๔ นิ้ว จากคอแห่งหมีตัวนี้ แล้วจงเอาหนังหุ้มกงรถ เมื่อทำได้อย่างนั้น กงรถของท่านก็จะพึงเป็นของมั่นคง.
อิติ ผนฺทนรุกฺโขปิ เวรํ กปฺเปสิ เทวตา ๖
ชาตานญฺจ อชาตานํ อีสานํ ทุกฺขมาวหิ ฯ
เทวดาผู้สิงอยู่ต้นตะคร้อ จองเวรได้สำเร็จ นำความทุกข์มาให้แก่หมีทั้งหลาย ที่เกิดแล้ว และยังไม่เกิด ด้วยประการฉะนี้.
อิจฺเจวํ ๗ ผนฺทโน อีสํ อีโส จ ปน ผนฺทนํ
อญฺญมญฺญํ วิวาเทน อญฺญมญฺญมฆาตยุํ ฯ
๑ ม. สพฺพตฺถ อิสฺโส ฯ สี. อิโส ฯ ๒ สี. ยุ. รุกฺโขว ฯ ๓ ม. ตาวเท ฯ
๔ ม. อิสฺสสฺส ฯ ๕ ม. ปสาเรสิ ฯ ๖ ม. อปฺเปสิ ตาวเท ฯ ๗ สี. ยุ. อิจฺเจว ฯ
ไม้ตะคร้อฆ่าหมี และหมีก็ฆ่าไม้ตะคร้อ ต่างก็ฆ่ากันและกัน ด้วยการวิวาทกัน ด้วยประการฉะนี้.
เอวเมว มนุสฺเสสุ ๑ วิวาโท ยตฺถ ชายติ
มยูรนจฺจํ นจฺจนฺติ ยถา เต อีสผนฺทนา ฯ
ในหมู่มนุษย์ ความวิวาทเกิดขึ้น ณ ที่ใด มนุษย์ทั้งหลายในที่นั้น ย่อมฟ้อนรำดังนกยูงรำแพนหาง เหมือนหมีและไม้ตะคร้อ ฉะนั้น.
ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา
สมฺโมทถ มา วิวทิตฺถ ๒ มา โหถ อีสผนฺทนา ฯ
เพราะเหตุนั้น อาตมภาพขอถวายพระพรแก่บพิตรทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่บพิตรทั้งหลาย เท่าที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้ ขอบพิตรทั้งหลายจงร่วมบันเทิงใจ อย่าวิวาทกัน อย่าเป็นดังหมีและไม้ตะคร้อเลย.
สามคฺยเมว ๓ สิกฺเขถ พุทฺเธเหตํ ปสํสิตํ
สามคฺยรโต ๔ ธมฺมฏฺโฐ โยคกฺเขมา น ธํสตีติ ฯ
ผนฺทนชาตกํ ทุติยํ ฯ
ขอบพิตรทั้งหลายจงศึกษาความสามัคคี ความสามัคคีนั้นแหละ พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญแล้ว บุคคลผู้ยินดีในสามัคคีธรรม ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมไม่คลาดจากธรรม อันเป็นแดนเกษมจากโยคะ.
จบ ผันทนชาดกที่ ๒.
End of ๒. ผันทนชาดก