arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · อายตนวิภังค์

อภิธรรมภาชนีย์ เล่ม ๓๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๙–๑๐๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๓ ในอายตนวิภังค์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

__________

๒. อภิธมฺมภาชนีย

๒. อภิธรรมภาชนีย์

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ อายตนวิภังค์ อภิธรรมภาชนีย์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๕)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๓๕ หน้า ๗๗–๘๓ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๓๕ หน้า ๑๑๓–๑๑๘

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ทฺวาทสายตนานิ: จกฺขายตนํ โสตายตนํ ฆานายตนํ ชิวฺหายตนํ กายายตนํ มนายตนํ รูปายตนํ สทฺทายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ธมฺมายตนํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

อายตนะ ๑๒ คือ

๑. จักขายตนะ ๒. รูปายตนะ

๓. โสตายตนะ ๔. สัททายตนะ

๕. ฆานายตนะ ๖. คันธายตนะ

๗. ชิวหายตนะ ๘. รสายตนะ

๙. กายายตนะ ๑๐. โผฏฐัพพายตนะ

๑๑. มนายตนะ ๑๒. ธัมมายตนะ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตมํ จกฺขายตนํ? ยํ จกฺขุํ จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย ปสาโท อตฺตภาว- ปริยาปนฺโน อนิทสฺสโน สปฺปฏิโฆ, เยน จกฺขุนา อนิทสฺสเนน สปฺปฏิเฆน รูปํ สนิทสฺสนํ สปฺปฏิฆํ ปสฺสิ วา ปสฺสติ วา ปสฺสิสฺสติ วา ปสฺเส วา, จกฺขุมฺเปตํ, จกฺขายตนมฺเปตํ, จกฺขุธาตุเปสา, จกฺขุนฺทฺริยมฺเปตํ, โลโกเปโส, ทฺวาราเปสา, สมุทฺโทเปโส, ปณฺฑรมฺเปตํ, เขตฺตมฺเปตํ, วตฺถุมฺเปตํ, เนตฺตมฺเปตํ, นยนมฺเปตํ, โอริมํ ตีรมฺเปตํ, สุญฺโญ คาโมเปโส. อิทํ วุจฺจติ จกฺขายตนํ. (๑)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

บรรดาอายตนะ ๑๒ นั้น จักขายตนะ เป็นไฉน

จักษุใดเป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ นับเนื่องในอัตภาพ เป็นรูปที่เห็น ไม่ได้แต่กระทบได้ เช่น บุคคลเคยเห็น กำลังเห็น จักเห็น หรือพึงเห็นรูปที่เห็นได้และ กระทบได้ ด้วยจักษุใด ที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ นี้เรียกว่า จักขุบ้าง จักขายตนะบ้าง จักขุธาตุบ้าง จักขุนทรีย์บ้าง โลกบ้าง ทวารบ้าง สมุทรบ้าง ปัณฑระบ้าง เขตบ้าง วัตถุบ้าง เนตรบ้าง นัยน์ตาบ้าง ฝั่งนี้บ้าง บ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่า จักขายตนะ (๑)

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑อภิ.สงฺ. ๓๔/๕๙๖/๑๘๒
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตมํ โสตายตนํ? ยํ โสตํ จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย ปสาโท อตฺตภาว-ปริยาปนฺโน อนิทสฺสโน สปฺปฏิโฆ, เยน โสเตน อนิทสฺสเนน สปฺปฏิเฆน สทฺทํ อนิทสฺสนํ สปฺปฏิฆํ สุณิ วา สุณาติ วา สุณิสฺสติ วา สุเณ วา, โสตมฺเปตํ, โสตายตนมฺเปตํ, โสตธาตุเปสา,โสตินฺทฺริยมฺเปตํ, โลโกเปโส, ทฺวาราเปสา, สมุทฺโทเปโส, ปณฺฑรมฺเปตํ, เขตฺตมฺเปตํ, วตฺถุมฺเปตํ,โอริมํ ตีรมฺเปตํ, สุญฺโญ คาโมเปโส. อิทํ วุจฺจติ โสตายตนํ. (๒)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

โสตายตนะ เป็นไฉน

โสตะใดเป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ นับเนื่องในอัตภาพ เป็นรูปที่เห็น ไม่ได้แต่กระทบได้ เช่น บุคคลเคยฟัง กำลังฟัง จักฟัง หรือพึงฟังเสียงที่เห็นไม่ได้ แต่กระทบได้ด้วยโสตะใด ที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ นี้เรียกว่า โสตะบ้าง โสตายตนะ บ้าง โสตธาตุบ้าง โสตินทรีย์บ้าง โลกบ้าง ทวารบ้าง สมุทรบ้าง ปัณฑระบ้าง เขตบ้าง วัตถุบ้าง ฝั่งนี้บ้าง บ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่า โสตายตนะ (๒)

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑อภิ.สงฺ. ๓๔/๖๐๐/๑๘๓
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตมํ ฆานายตนํ? ยํ ฆานํ จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย ปสาโท อตฺตภาว- ปริยาปนฺโน อนิทสฺสโน สปฺปฏิโฆ, เยน ฆาเนน อนิทสฺสเนน สปฺปฏิเฆน คนฺธํ อนิทสฺสนํ สปฺปฏิฆํ ฆายิ วา ฆายติ วา ฆายิสฺสติ วา ฆาเย วา, ฆานมฺเปตํ, ฆานายตนมฺเปตํ, ฆานธาตุเปสา, ฆานินฺทฺริยมฺเปตํ, โลโกเปโส, ทฺวาราเปสา, สมุทฺโทเปโส, ปณฺฑรมฺเปตํ, เขตฺตมฺเปตํ, วตฺถุมฺเปตํ,โอริมํ ตีรมฺเปตํ, สุญฺโญ คาโมเปโส. อิทํ วุจฺจติ ฆานายตนํ. (๓)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ฆานายตนะ เป็นไฉน

ฆานะใดเป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ นับเนื่องในอัตภาพ เป็นรูปที่เห็น ไม่ได้แต่กระทบได้ เช่น บุคคลเคยดม กำลังดม จักดม หรือพึงดมกลิ่นที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ด้วยฆานะใด ที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ นี้เรียกว่า ฆานะบ้าง ฆานายตนะบ้าง ฆานธาตุบ้าง ฆานินทรีย์บ้าง โลกบ้าง ทวารบ้าง สมุทรบ้าง ปัณฑระบ้าง เขตบ้าง วัตถุบ้าง ฝั่งนี้บ้าง บ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่า ฆานายตนะ (๓)

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑อภิ.สงฺ. ๓๔/๖๐๔/๑๘๔
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตมํ ชิวฺหายตนํ? ยา ชิวฺหา จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย ปสาโท อตฺตภาว-ปริยาปนฺโน อนิทสฺสโน สปฺปฏิโฆ, ยาย ชิวฺหาย อนิทสฺสนาย สปฺปฏิฆาย รสํ อนิทสฺสนํ สปฺปฏิฆํ สายิ วา สายติ วา สายิสฺสติ วา สาเย วา, ชิวฺหาเปสา, ชิวฺหายตนมฺเปตํ, ชิวฺหาธาตุเปสา, ชีวฺหินฺทฺริยมฺเปตํ, โลโกเปโส, ทฺวาราเปสา, สมุทฺโทเปโส, ปณฺฑรมฺเปตํ, เขตฺตมฺเปตํ, วตฺถุมฺเปตํ,โอริมํ ตีรมฺเปตํ, สุญฺโญ คาโมเปโส. อิทํ วุจฺจติ ชิวฺหายตนํ. (๔)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ชิวหายตนะ เป็นไฉน

ชิวหาใดเป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ นับเนื่องในอัตภาพ เป็นรูปที่ เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ เช่น บุคคลเคยลิ้ม กำลังลิ้ม จักลิ้ม หรือพึงลิ้มรสที่เห็นไม่ได้ แต่กระทบได้ด้วยชิวหาใด ที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ นี้เรียกว่า ชิวหาบ้าง ชิวหายตนะ บ้าง ชิวหาธาตุบ้าง ชิวหินทรีย์บ้าง โลกบ้าง ทวารบ้าง สมุทรบ้าง ปัณฑระบ้าง เขตบ้าง วัตถุบ้าง ฝั่งนี้บ้าง บ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่า ชิวหายตนะ (๔)

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑อภิ.สงฺ. ๓๔/๖๐๘/๑๘๕
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตมํ กายายตนํ? โย กาโย จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย ปสาโท อตฺตภาว- ปริยาปนฺโน อนิทสฺสโน สปฺปฏิโฆ, เยน กาเยน อนิทสฺสเนน สปฺปฏิเฆน โผฏฺฐพฺพํ อนิทสฺสนํ สปฺปฏิฆํ ผุสิ วา ผุสติ วา ผุสิสฺสติ วา ผุเส วา, กาโยเปโส, กายายตนมฺเปตํ, กายธาตุเปสา, กายินฺทฺริยมฺเปตํ, โลโกเปโส, ทฺวาราเปสา, สมุทฺโทเปโส, ปณฺฑรมฺเปตํ, เขตฺตมฺเปตํ, วตฺถุมฺเปตํ, โอริมํ ตีรมฺเปตํ, สุญฺโญ คาโมเปโส. อิทํ วุจฺจติ กายายตนํ. (๕)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

กายายตนะ เป็นไฉน

กายใดเป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ นับเนื่องในอัตภาพ เป็นรูปที่เห็นไม่ ได้แต่กระทบได้ เช่น บุคคลเคยถูกต้อง กำลังถูกต้อง จักถูกต้อง หรือพึงถูกต้อง โผฏฐัพพะที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ด้วยกายใดที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ นี้เรียกว่า กาย บ้าง กายายตนะบ้าง กายธาตุบ้าง กายินทรีย์บ้าง โลกบ้าง ทวารบ้าง สมุทรบ้าง ปัณฑระบ้าง เขตบ้าง วัตถุบ้าง ฝั่งนี้บ้าง บ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่า กายายตนะ (๕)

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑อภิ.สงฺ. ๓๔/๖๑๒/๑๘๗
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตมํ มนายตนํ? เอกวิเธน มนายตนํ: ผสฺสสมฺปยุตฺตํ.

ทุวิเธน มนายตนํ: อตฺถิ สเหตุกํ, อตฺถิ อเหตุกํ.

ติวิเธน มนายตนํ: อตฺถิ กุสลํ, อตฺถิ อกุสลํ, อตฺถิ อพฺยากตํ.

จตุพฺพิเธน มนายตนํ: อตฺถิ กามาวจรํ, อตฺถิ รูปาวจรํ, อตฺถิ อรูปาวจรํ, อตฺถิ อปริยาปนฺนํ.

ปญฺจวิเธน มนายตนํ: อตฺถิ สุขินฺทฺริยสมฺปยุตฺตํ, อตฺถิ ทุกฺขินฺทฺริยสมฺปยุตฺตํ, อตฺถิ โสมนสฺ-สินฺทฺริยสมฺปยุตฺตํ, อตฺถิ โทมนสฺสินฺทฺริยสมฺปยุตฺตํ, อตฺถิ อุเปกฺขินฺทฺริยสมฺปยุตฺตํ.

ฉพฺพิเธน มนายตนํ: จกฺขุวิญฺญาณํ, โสตวิญฺญาณํ, ฆานวิญฺญาณํ, ชิวฺหาวิญฺญาณํ, กาย- วิญฺญาณํ, มโนวิญฺญาณํ. เอวํ ฉพฺพิเธน มนายตนํ. สตฺตวิเธน มนายตนํ: จกฺขุวิญฺญาณํ, โสตวิญฺญาณํ, ฆานวิญฺญาณํ, ชิวฺหาวิญฺญาณํ, กาย-วิญฺญาณํ, มโนธาตุ, มโนวิญฺญาณธาตุ. เอวํ สตฺตวิเธน มนายตนํ.

อฏฺฐวิเธน มนายตนํ: จกฺขุวิญฺญาณํ, โสตวิญฺญาณํ, ฆานวิญฺญาณํ, ชิวฺหาวิญฺญาณํ, กาย- วิญฺญาณํ อตฺถิ สุขสหคตํ, อตฺถิ ทุกฺขสหคตํ, มโนธาตุ, มโนวิญฺญาณธาตุ. เอวํ อฏฺฐวิเธน มนายตนํ.

นววิเธน มนายตนํ: จกฺขุวิญฺญาณํ, โสตวิญฺญาณํ, ฆานวิญฺญาณํ, ชิวฺหาวิญฺญาณํ, กาย- วิญฺญาณํ, มโนธาตุ, มโนวิญฺญาณธาตุ อตฺถิ กุสลํ, อตฺถิ อกุสลํ, อตฺถิ อพฺยากตํ. เอวํ นววิเธน มนายตนํ.

ทสวิเธน มนายตนํ: จกฺขุวิญฺญาณํ, โสตวิญฺญาณํ, ฆานวิญฺญาณํ, ชิวฺหาวิญฺญาณํ, กาย- วิญฺญาณํ อตฺถิ สุขสหคตํ, อตฺถิ ทุกฺขสหคตํ, มโนธาตุ, มโนวิญฺญาณธาตุ อตฺถิ กุสลํ, อตฺถิ อกุสลํ, อตฺถิ อพฺยากตํ. เอวํ ทสวิเธน มนายตนํ.

เอกวิเธน มนายตนํ: ผสฺสสมฺปยุตฺตํ.

ทุวิเธน มนายตนํ: อตฺถิ สเหตุกํ, อตฺถิ อเหตุกํ.

ติวิเธน มนายตนํ: อตฺถิ สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ, อตฺถิ ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ, อตฺถิ อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ ฯเปฯ เอวํ พหุวิเธน มนายตนํ. อิทํ วุจฺจติ มนายตนํ. (๖)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

มนายตนะ เป็นไฉน

มนายตนะหมวดละ ๑ ได้แก่ มนายตนะที่สัมปยุตด้วยผัสสะ

มนายตนะหมวดละ ๒ ได้แก่ มนายตนะที่มีเหตุก็มี ที่ไม่มีเหตุก็มี

มนายตนะหมวดละ ๓ ได้แก่ มนายตนะที่เป็นกุศลก็มี ที่เป็นอกุศลก็มี ที่เป็นอัพยากฤตก็มี

มนายตนะหมวดละ ๔ ได้แก่ มนายตนะที่เป็นกามาวจรก็มี ที่เป็นรูปาวจร ก็มี ที่เป็นอรูปาวจรก็มี ที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ก็มีมนายตนะหมวดละ ๕ ได้แก่ มนายตนะที่สัมปยุตด้วยสุขินทรีย์ก็มี ที่สัมปยุต ด้วยทุกขินทรีย์ก็มี ที่สัมปยุตด้วยโสมนัสสินทรีย์ก็มี ที่สัมปยุตด้วยโทมนัสสินทรีย์ ก็มี ที่สัมปยุตด้วยอุเปกขินทรีย์ก็มีมนายตนะหมวดละ ๖ ได้แก่ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ และมโนวิญญาณ

มนายตนะหมวดละ ๖ มีด้วยอาการอย่างนี้

มนายตนะหมวดละ ๗ ได้แก่ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนธาตุ และมโนวิญญาณธาตุ

มนายตนะหมวดละ ๗ มีด้วยอาการอย่างนี้

มนายตนะหมวดละ ๘ ได้แก่ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่สหรคตด้วยทุกข์ก็มี มโนธาตุ และมโนวิญญาณธาตุ

มนายตนะหมวดละ ๘ มีด้วยอาการอย่างนี้

มนายตนะหมวดละ ๙ ได้แก่ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนธาตุ และมโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นกุศลก็มี ที่เป็น อกุศลก็มี ที่เป็นอัพยากฤตก็มี

มนายตนะหมวดละ ๙ มีด้วยอาการอย่างนี้

มนายตนะหมวดละ ๑๐ ได้แก่ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่สหรคตด้วยทุกข์ก็มี มโนธาตุ และมโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นกุศลก็มี ที่เป็นอกุศลก็มี ที่เป็นอัพยากฤตก็มี

มนายตนะหมวดละ ๑๐ มีด้วยอาการอย่างนี้

มนายตนะหมวดละ ๑ ได้แก่ มนายตนะที่สัมปยุตด้วยผัสสะ

มนายตนะหมวดละ ๒ ได้แก่ มนายตนะที่มีเหตุก็มี ที่ไม่มีเหตุก็มี

มนายตนะหมวดละ ๓ ได้แก่ มนายตนะที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี ที่ สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาก็มี ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี

ฯลฯ

มนายตนะหมวดละมากอย่างมีด้วยอาการอย่างนี้

นี้เรียกว่า มนายตนะ (๖)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตมํ รูปายตนํ? ยํ รูปํ จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย วณฺณนิภา สนิทสฺสนํ สปฺปฏิฆํ นีลํ ปืตกํ โลหิตกํ โอทาตํ กาฬกํ มญฺชิฏฺฐกํ หริ หริวณฺณํ อมฺพงฺกุรวณฺณํ ทีฆํ รสฺสํ อณุํ ถูลํ วฏฺฏํ ปริมณฺฑลํ จตุรสฺสํ ฉฬํสํ อฏฺฐํสํ โสฬสํสํ นินฺนํ ถลํ ฉายา อาตโป อาโลโก อนฺธกาโร อพฺภา มหิกา ธูโม รโช จนฺทมณฺฑลสฺส วณฺณนิภา สูริยมณฺฑลสฺส วณฺณนิภา ตารกรูปานํ วณฺณนิภา อาทาสมณฺฑลสฺส วณฺณนิภา มณิสงฺขมุตฺตเวฬุริยสฺส วณฺณนิภา ชาตรูปรชตสฺส วณฺณนิภา, ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย วณฺณนิภา สนิทสฺสนํ สปฺปฏิฆํ, ยํ รูปํ สนิทสฺสนํ สปฺปฏิฆํ จกฺขุนา อนิทสฺสเนน สปฺปฏิเฆน ปสฺสิ วา ปสฺสติ วา ปสฺสิสฺสติ วา ปสฺเส วา, รูปมฺเปตํ, รูปายตนมฺเปตํ, รูปธาตุเปสา. อิทํ วุจฺจติ รูปายตนํ. (๗)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

รูปายตนะ เป็นไฉน

รูปใดเป็นสีต่าง ๆ อาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นรูปที่เห็นได้และกระทบได้ เช่น สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว สีดำ สีหงสบาท สีคล้ำ สีเขียวใบไม้ สีม่วง ยาว สั้น ละเอียด หยาบ กลม รี สี่เหลี่ยม หกเหลี่ยม แปดเหลี่ยม สิบหกเหลี่ยม ลุ่ม ดอน เงา แดด สว่าง มืด เมฆ หมอก ควัน ละออง แสงจันทร์ แสงอาทิตย์ แสงดาว แสงกระจก แสงแก้วมณี แสงสังข์ แสงแก้วมุกดา แสงแก้วไพฑูรย์ แสงทอง แสงเงิน หรือรูปแม้อื่นใด ที่เป็นสีต่าง ๆ อาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นรูปที่เห็น ได้และกระทบได้มีอยู่ เช่น บุคคลเคยเห็น กำลังเห็น จักเห็น หรือพึงเห็นรูปใดที่เห็น ได้และกระทบได้ ด้วยจักษุที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ นี้เรียกว่า รูปบ้าง รูปายตนะบ้าง รูปธาตุบ้าง นี้เรียกว่า รูปายตนะ (๗)

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑สีหงสบาท สีคล้ายเท้าหงส์ สีแดงปนเหลือง สีแดงเรื่อ หรือ สีแสดก็ว่า (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕)
  2. ๒อภิ.สงฺ. ๓๔/๖๑๖/๑๘๘
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตมํ สทฺทายตนํ? โย สทฺโท จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย อนิทสฺสโน สปฺปฏิโฆ เภริสทฺโท มุทิงฺคสทฺโท สงฺขสทฺโท ปณวสทฺโท คีตสทฺโท วาทิตสทฺโท สมฺมสทฺโท ปาณิสทฺโท สตฺตานํ นิคฺโฆสสทฺโท ธาตูนํ สนฺนิฆาตสทฺโท วาตสทฺโท อุทกสทฺโท มนุสฺสสทฺโท อมนุสฺสสทฺโท, โย วา ปนญฺโญปิ อตฺถิ สทฺโท จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย อนิทสฺสโน สปฺปฏิโฆ, ยํ สทฺทํ อนิทสฺสนํ สปฺปฏิฆํ โสเตน อนิทสฺสเนน สปฺปฏิเฆน สุณิ วา สุณาติ วา สุณิสฺสติ วา สุเณ วา, สทฺโทเปโส, สทฺทายตนมฺเปตํ, สทฺทธาตุเปสา. อิทํ วุจฺจติ สทฺทายตนํ. (๘)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สัททายตนะ เป็นไฉน

เสียงใดอาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นรูปที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ เช่น เสียงกลอง เสียงตะโพน เสียงสังข์ เสียงบัณเฑาะว์ เสียงขับร้อง เสียงประโคม เสียงกรับ เสียง ปรบมือ เสียงร้องของสัตว์ เสียงกระทบกันแห่งธาตุ เสียงลม เสียงน้ำ เสียงมนุษย์ เสียงอมนุษย์ หรือเสียงแม้อื่นใด อาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นรูปที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ มีอยู่ เช่น บุคคลเคยฟัง กำลังฟัง จักฟัง หรือพึงฟังเสียงใด ที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ ด้วยโสตะที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ นี้เรียกว่า สัททะบ้าง สัททายตนะบ้าง สัททธาตุ บ้าง นี้เรียกว่า สัททายตนะ (๘)

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑อภิ.สงฺ. ๓๔/๖๒๐/๑๙๐
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตมํ คนฺธายตนํ? โย คนฺโธ จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย อนิทสฺสโน สปฺปฏิโฆ มูลคนฺโธ สารคนฺโธ ตจคนฺโธ ปตฺตคนฺโธ ปุปฺผคนฺโธ ผลคนฺโธ อามคนฺโธ วิสฺสคนฺโธ สุคนฺโธ ทุคฺคนฺโธ, โย วา ปนญฺโญปิ อตฺถิ คนฺโธ จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย อนิทสฺสโน สปฺปฏิโฆ, ยํ คนฺธํ อนิทสฺสนํ สปฺปฏิฆํ ฆาเนน อนิทสฺสเนน สปฺปฏิเฆน ฆายิ วา ฆายติ วา ฆายิสฺสติ วา ฆาเย วา, คนฺโธเปโส, คนฺธายตนมฺเปตํ, คนฺธธาตุเปสา. อิทํ วุจฺจติ คนฺธายตนํ. (๙)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

คันธายตนะ เป็นไฉน

กลิ่นใดอาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นรูปที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ เช่น กลิ่นรากไม้ กลิ่นแก่นไม้ กลิ่นเปลือกไม้ กลิ่นใบไม้ กลิ่นดอกไม้ กลิ่นผลไม้ กลิ่นบูด กลิ่นเน่า กลิ่นหอม กลิ่นเหม็น หรือกลิ่นแม้อื่นใด อาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นรูปที่เห็นไม่ได้แต่ กระทบได้มีอยู่ เช่น บุคคลเคยดม กำลังดม จักดม หรือพึงดมกลิ่นใดที่เห็นไม่ได้แต่ กระทบได้ ด้วยฆานะที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ นี้เรียกว่า คันธะบ้าง คันธายตนะบ้าง คันธธาตุบ้าง นี้เรียกว่า คันธายตนะ (๙)

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑อภิ.สงฺ. ๓๔/๖๒๔/๑๙๒
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตมํ รสายตนํ? โย รโส จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย อนิทสฺสโน สปฺปฏิโฆ มูลรโส ขนฺธรโส ตจรโส ปตฺตรโส ปุปฺผรโส ผลรโส อมฺพิลํ มธุรํ ติตฺตกํ กฏุกํ โลณิกํ ขาริกํ ลมฺพิกํ กสาโว สาทุ อสาทุ, โย วา ปนญฺโญปิ อตฺถิ รโส จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย อนิทสฺสโน สปฺปฏิโฆ, ยํ รสํ อนิทสฺสนํ สปฺปฏิฆํ ชิวฺหาย อนิทสฺสนาย สปฺปฏิฆาย สายิ วา สายติ วา สายิสฺสติ วา สาเย วา, รโสเปโส, รสายตนมฺเปตํ, รสธาตุเปสา. อิทํ วุจฺจติ รสายตนํ. (๑๐)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

รสายตนะ เป็นไฉน

รสใดอาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นรูปที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ เช่น รสรากไม้ รสลำต้น รสเปลือกไม้ รสใบไม้ รสดอกไม้ รสผลไม้ รสเปรี้ยว หวาน ขม เผ็ด เค็ม ขื่น เฝื่อน ฝาด อร่อย ไม่อร่อย หรือรสแม้อื่นใดอาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นรูปที่เห็น ไม่ได้แต่กระทบได้มีอยู่ เช่น บุคคลเคยลิ้ม กำลังลิ้ม จักลิ้ม หรือพึงลิ้มรสใดที่เห็น ไม่ได้แต่กระทบได้ ด้วยชิวหาที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ นี้เรียกว่า รสบ้าง รสายตนะ บ้าง รสธาตุบ้าง นี้เรียกว่า รสายตนะ (๑๐)

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑อภิ.สงฺ. ๓๔/๖๒๘/๑๙๓
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตมํ โผฏฺฐพฺพายตนํ? ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ กกฺขฬํ มุทุกํ สณฺหํ ผรุสํ สุขสมฺผสฺสํ ทุกฺขสมฺผสฺสํ ครุกํ ลหุกํ, ยํ โผฏฺฐพฺพํ อนิทสฺสนํ สปฺปฏิฆํ กาเยน อนิทสฺสเนน สปฺปฏิเฆน ผุสิ วา ผุสติ วา ผุสิสฺสติ วา ผุเส วา, โผฏฺฐพฺโพเปโส, โผฏฺฐพฺพายตนมฺเปตํ, โผฏฺฐพฺพธาตุเปสา. อิทํ วุจฺจติ โผฏฺฐพฺพายตนํ. (๑๑)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

โผฏฐัพพายตนะ เป็นไฉน

ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ที่แข็ง อ่อน ละเอียด หยาบ มีสัมผัสเป็นสุข มีสัมผัสเป็นทุกข์ หนัก เบา เช่น บุคคลเคยถูกต้อง กำลังถูกต้อง จักถูกต้อง หรือพึงถูกต้องโผฏฐัพพะใดที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ ด้วยกายที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ นี้เรียกว่า โผฏฐัพพะบ้าง โผฏฐัพพายตนะบ้าง โผฏฐัพพธาตุบ้าง นี้เรียกว่า โผฏฐัพพายตนะ (๑๑)

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑อภิ.สงฺ. ๓๔/๖๔๗/๑๙๖
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตมํ ธมฺมายตนํ? เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ, ยญฺจ รูปํ อนิทสฺสนอปฺปฏิฆํ ธมฺมายตนปริยาปนฺนํ, อสงฺขตา จ ธาตุ.

ตตฺถ กตโม เวทนากฺขนฺโธ? เอกวิเธน เวทนากฺขนฺโธ: ผสฺสสมฺปยุตฺโต ฯเปฯ เอวํ ทสวิเธน เวทนากฺขนฺโธฯ เปฯ เอวํ พหุวิเธน เวทนากฺขนฺโธ. อยํ วุจฺจติ เวทนากฺขนฺโธ. (๑)

ตตฺถ กตโม สญฺญากฺขนฺโธ? เอกวิเธน สญฺญากฺขนฺโธ: ผสฺสสมฺปยุตฺโต ฯเปฯ เอวํ ทสวิเธน สญฺญากฺขนฺโธ ฯเปฯ เอวํ พหุวิเธน สญฺญากฺขนฺโธ. อยํ วุจฺจติ สญฺญากฺขนฺโธ. (๒)

ตตฺถ กตโม สงฺขารกฺขนฺโธ? เอกวิเธน สงฺขารกฺขนฺโธ: จิตฺตสมฺปยุตฺโต ฯเปฯ เอวํ ทสวิเธน สงฺขารกฺขนฺโธ ฯเปฯ เอวํ พหุวิเธน สงฺขารกฺขนฺโธ. อยํ วุจฺจติ สงฺขารกฺขนฺโธ. (๓)

ตตฺถ กตมํ รูปํ อนิทสฺสนอปฺปฏิฆํ ธมฺมายตนปริยาปนฺนํ? อิตฺถินฺทฺริยํ ฯเปฯ กพฬิงฺกาโร อาหาโร. อิทํ วุจฺจติ รูปํ อนิทสฺสนอปฺปฏิฆํ ธมฺมายตนปริยาปนฺนํ. (๔) ตตฺถ กตมา อสงฺขตา ธาตุ? ราคกฺขโย โทสกฺขโย โมหกฺขโย. อยํ วุจฺจติ อสงฺขตา ธาตุ. (๕) อิทํ วุจฺจติ ธมฺมายตนํ. อภิธมฺมภาชนียํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ธัมมายตนะ เป็นไฉน

เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ รูปที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ ซึ่ง นับเนื่องในธัมมายตนะ และธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง เวทนาขันธ์ เป็นไฉน

เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ ได้แก่ เวทนาขันธ์ที่สัมปยุตด้วยผัสสะ

ฯลฯ

เวทนาขันธ์หมวดละ ๑๐ มีด้วยอาการอย่างนี้

ฯลฯ

เวทนาขันธ์หมวดละมากอย่างมีด้วยอาการอย่างนี้ นี้เรียกว่า เวทนาขันธ์ (๑)สัญญาขันธ์ เป็นไฉน

สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ ได้แก่ สัญญาขันธ์ที่สัมปยุตด้วยผัสสะ

ฯลฯ

สัญญาขันธ์หมวดละ ๑๐ มีด้วยอาการอย่างนี้

ฯลฯ

สัญญาขันธ์หมวดละมากอย่างมีด้วยอาการอย่างนี้

นี้เรียกว่า สัญญาขันธ์ (๒)

สังขารขันธ์ เป็นไฉน

สังขารขันธ์หมวดละ ๑ ได้แก่ สังขารขันธ์ที่สัมปยุตด้วยจิต

ฯลฯ

สังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ มีด้วยอาการอย่างนี้

ฯลฯ

สังขารขันธ์หมวดละมากอย่างมีด้วยอาการอย่างนี้

นี้เรียกว่า สังขารขันธ์ (๓)

รูปที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ซึ่งนับเนื่องในธัมมายตนะ เป็นไฉน

อิตถินทรีย์ ฯลฯ กวฬิงการาหาร นี้เรียกว่า รูปที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ ซึ่งนับเนื่องในธัมมายตนะ (๔)ธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง เป็นไฉน

สภาวธรรมเป็นที่สิ้นราคะ เป็นที่สิ้นโทสะ เป็นที่สิ้นโมหะ นี้เรียกว่า ธาตุที่ ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง (๕)นี้เรียกว่า ธัมมายตนะ

อภิธรรมภาชนีย์ จบ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑คำบาลีคือ อสงฺขตา ธาตุ แปลว่า ธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ได้แก่ พระนิพพาน (อภิ.วิ.อ. ๑๖๗/๕๗)

จบ อภิธรรมภาชนีย์