arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · อายตนวิภังค์

ปัญหาปุจฉกะ เล่ม ๓๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๑–๑๑๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๓ ในอายตนวิภังค์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

_________

๓. ปญฺหาปุจฺฉก

๓. ปัญหาปุจฉกะ

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ อายตนวิภังค์ ปัญหาปุจฉกะ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๕)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๓๕ หน้า ๘๓–๙๓ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๓๕ หน้า ๑๑๙–๑๓๓

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ทฺวาทสายตนานิ: จกฺขายตนํ รูปายตนํ ฯเปฯ มนายตนํ, ธมฺมายตนํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

อายตนะ ๑๒ คือ

๑. จักขายตนะ ๒. รูปายตนะ

ฯลฯ

๑๑. มนายตนะ ๑๒. ธัมมายตนะ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ทฺวาทสนฺนํ อายตนานํ กติ กุสลา? กติ อกุสลา? กติ อพฺยากตา? ฯเปฯ กติ สรณา? กติ อรณา?

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

บรรดาอายตนะ ๑๒ อายตนะเท่าไรเป็นกุศล เท่าไรเป็นอกุศล เท่าไรเป็นอัพยากฤต ฯลฯ เท่าไรเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ เท่าไรไม่เป็นเหตุให้สัตว์ ร้องไห้

บาลี (มหาจุฬาฯ)

๑. ติก ทสายตนา อพฺยากตา. ทฺวายตนา สิยา กุสลา, สิยา อกุสลา, สิยา อพฺยากตา. ทสายตนา น วตฺตพฺพา “สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา”ติปิ, “ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา”ติปิ, “อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา”ติปิ. มนายตนํ สิยา สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ, สิยา ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ, สิยา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ. ธมฺมายตนํ สิยา สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ, สิยา ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ, สิยา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ, สิยา น วตฺตพฺพํ “สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตนฺ”ติปิ, “ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตนฺ”ติปิ, “อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตนฺ”ติปิ. ทสายตนา เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมา. ทฺวายตนา สิยา วิปากา, สิยา วิปากธมฺม-ธมฺมา, สิยา เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมา.

ปญฺจายตนา อุปาทินฺนุปาทานิยา. สทฺทายตนํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ. จตฺตาโร อายตนา สิยา อุปาทินฺนุปาทานิยา, สิยา อนุปาทินฺนุปาทานิยา, สิยา อนุปาทานิยา. ทฺวายตนา สิยา อุปาทินฺนุปาทา-นิยา, สิยา อนุปาทินฺนุปาทานิยา, สิยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา. ทสายต อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา. ทฺวายตนา สิยา สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา, สิยา อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา, สิยา อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกา. ทสายตนา อวิตกฺกอวิจารา. มนายตนํ สิยา สวิตกฺกสวิจารํ, สิยา อวิตกฺกวิจารมตฺตํ, สิยา อวิตกฺกอวิจารํ. ธมฺมายตนํ สิยา สวิตกฺกสวิจารํ, สิยา อวิตกฺกวิจารมตฺตํ, สิยา อวิตกฺกอวิจารํ, สิยา น วตฺตพฺพํ “สวิตกฺกสวิจารนฺ”ติปิ, “อวิตกฺกวิจารมตฺตนฺ”ติปิ, “อวิตกฺกอวิจารนฺ”ติปิ. ทสายตนา น วตฺตพฺพา “ปืติสหคตา”ติปิ, “สุขสหคตา”ติปิ, “อุเปกฺขาสหคตา”ติปิ. ทฺวายตนา สิยา ปืติสหคตา, สิยา สุขสหคตา, สิยา อุเปกฺขาสหคตา, สิยา น วตฺตพฺพา “ปืติสหคตา”ติปิ, “สุขสหคตา”ติปิ, อุเปกฺขาสหคตา”ติปิ.

ทสายตนา เนว ทสฺสเนน น ภาวนาย ปหาตพฺพา. ทฺวายตนา สิยา ทสฺสเนน ปหาตพฺพา, สิยา ภาวนาย ปหาตพฺพา, สิยา เนว ทสฺสเนน น ภาวนาย ปหาตพฺพา. ทสายตนา เนว ทสฺสเนน น ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา. ทฺวายตนา สิยา ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา, สิยา ภาวนาย ปหาตพฺพ-เหตุกา, สิยา เนว ทสฺสเนน น ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา. ทสายตนา เนวาจยคามินาปจยคามิโน. ทฺวายตนา สิยา อาจยคามิโน, สิยา อปจยคามิโน, สิยา เนวาจยคามินาปจยคามิโน. ทสายตนา เนวเสกฺขนาเสกฺขา. ทฺวายตนา สิยา เสกฺขา, สิยา อเสกฺขา, สิยา เนวเสกฺขนาเสกฺขา. ทสายตนา ปริตฺตา. ทฺวายตนา สิยา ปริตฺตา, สิยา มหคฺคตา, สิยา อปฺปมาณา. ทสายตนา อนารมฺมณา. ทฺวายตนา

สิยา ปริตฺตารมฺมณา, สิยา มหคฺคตารมฺมณา, สิยา อปฺปมาณารมฺมณา, สิยา น วตฺตพฺพา “ปริตฺตารมฺมณา”ติปิ, “มหคฺคตารมฺมณา”ติปิ, “อปฺปมาณารมฺมณา”ติปิ. ทสายตนา มชฺฌิมา. ทฺวายตนา สิยา หีนา, สิยา มชฺฌิมา, สิยา ปณีตา. ทสายตนา อนิยตา. ทฺวายตนา สิยา มิจฺฉตฺตนิยตา, สิยา สมฺมตฺตนิยตา, สิยา อนิยตา. ทสายตนา อนารมฺมณา. ทฺวายตนา สิยา มคฺคารมฺมณา, สิยา มคฺคเหตุกา, สิยา มคฺคา- ธิปติโน, สิยา น วตฺตพฺพา “มคฺคารมฺมณา“ติปิ, “มคฺคเหตุกา”ติปิ, “มคฺคาธิปติโน”ติปิ. ปญฺจายตนา สิยา อุปฺปนฺนา, สิยา อุปฺปาทิโน, น วตฺตพฺพา “อนุปฺปนฺนา”ติ. สทฺทายตนํ สิยา อุปฺปนฺนํ, สิยา อนุปฺปนฺนํ, น วตฺตพฺพํ

“อุปฺปาที”ติ. ปญฺจายตนา สิยา อุปฺปนฺนา, สิยา อนุปฺปนฺนา, สิยา อุปฺปาทิโน. ธมฺมายตนํ สิยา อุปฺปนฺนํ, สิยา อนุปฺปนฺนํ, สิยา อุปฺปาทิ, สิยา น วตฺตพฺพํ “อุปฺปนฺนนฺ”ติปิ, “อนุปฺปนฺนนฺ”ติปิ, “อุปฺปาที”ติปิ. เอกาทสายตนา สิยา อตีตา, สิยา อนาคตา, สิยา ปจฺจุปฺปนฺนา. ธมฺมายตนํ สิยา อตีตํ, สิยา อนาคตํ, สิยา ปจฺจุปฺปนฺนํ, สิยา น วตฺตพฺพํ “อตีตนฺ”ติปิ, “อนาคตนฺ”ติปิ, “ปจฺจุปฺปนฺนนฺ”ติปิ. ทสายตนา อนารมฺมณา. ทฺวายตนา สิยา อตีตา-รมฺมณา, สิยา อนาคตารมฺมณา, สิยา ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา, สิยา น วตฺตพฺพา “อตีตารมฺมณา”ติปิ, “อนาคตารมฺมณา”ติปิ, “ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา”ติปิ. สิยา อชฺฌตฺตา, สิยา พหิทฺธา, สิยา อชฺฌตฺต-พหิทฺธา. ทสายตนา อนารมฺมณา. ทฺวายตนา สิยา อชฺฌตฺตารมฺมณา, สิยา พหิทฺธารมฺมณา, สิยา อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณา, สิยา น วตฺตพฺพา “อชฺฌตฺตารมฺมณา”ติปิ, “พหิทฺธารมฺมณา”ติปิ, “อชฺฌตฺต-พหิทฺธารมฺมณา”ติปิ. รูปายตนํ สนิทสฺสนสปฺปฏิฆํ. นวายตนา อนิทสฺสนสปฺปฏิฆา. ทฺวายตนา อนิทสฺสนอปฺปฏิฆา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๑. ติกมาติกาวิสัชนา

๑. กุสลติกวิสัชนา

อายตนะ ๑๐ เป็นอัพยากฤต อายตนะ ๒ ที่เป็นกุศลก็มี ที่เป็น อกุศลก็มี ที่เป็นอัพยากฤตก็มี

๒. เวทนาติกวิสัชนา

อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา หรือสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา มนายตนะที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี ที่สัมปยุต ด้วยทุกขเวทนาก็มี ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี ธัมมายตนะที่สัมปยุตด้วย สุขเวทนาก็มี ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาก็มี ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี ที่ กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา หรือสัมปยุตด้วย อทุกขมสุขเวทนาก็มี

๓. วิปากติกวิสัชนา

อายตนะ ๑๐ ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก อายตนะ ๒ ที่เป็นวิบาก ก็มี ที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี ที่ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี

๔. อุปาทินนติกวิสัชนา

อายตนะ ๕ กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของ อุปาทาน สัททายตนะกรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็น อารมณ์ของอุปาทาน อายตนะ ๔ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ และเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ แต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี อายตนะ ๒ ที่ กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่ กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่ กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี

๕. สังกิลิฏฐติกวิสัชนา

อายตนะ ๑๐ กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส อายตนะ ๒ ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่ เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี

๖. สวิตักกติกวิสัชนา

อายตนะ ๑๐ ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร มนายตนะที่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ที่ไม่มี วิตกมีเพียงวิจารก็มี ที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ธัมมายตนะที่มีทั้งวิตกและวิจาร ก็มี ที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารก็มี ที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีทั้ง วิตกและวิจาร ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร หรือไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี

๗. ปีติติกวิสัชนา

อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า สหรคตด้วยปีติ สหรคตด้วยสุข หรือสหรคตด้วย อุเบกขา อายตนะ ๒ ที่สหรคตด้วยปีติก็มี ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่สหรคตด้วย อุเบกขาก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สหรคตด้วยปีติ สหรคตด้วยสุข หรือสหรคตด้วย อุเบกขาก็มี

๘. ทัสสนติกวิสัชนา

อายตนะ ๑๐ ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ อายตนะ ๒ ที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้อง บน ๓ ก็มี ที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี

๙. ทัสสนเหตุติกวิสัชนา

อายตนะ ๑๐ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ อายตนะ ๒ ที่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี ที่มีเหตุต้องประหาณด้วย มรรคเบื้องบน ๓ ก็มี ที่ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี

๑๐. อาจยคามิติกวิสัชนา

อายตนะ ๑๐ ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพาน อายตนะ ๒ ที่เป็น เหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติก็มี ที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานก็มี ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานก็มี

๑๑. เสกขติกวิสัชนา

อายตนะ ๑๐ ไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคล อายตนะ ๒ ที่เป็นของ เสขบุคคลก็มี ที่เป็นของอเสขบุคคลก็มี ที่ไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคลก็มี

๑๒. ปริตตติกวิสัชนา

อายตนะ ๑๐ เป็นปริตตะ อายตนะ ๒ ที่เป็นปริตตะก็มี ที่เป็นมหัคคตะก็มี ที่เป็นอัปปมาณะก็มี

๑๓. ปริตตารัมมณติกวิสัชนา

อายตนะ ๑๐ รับรู้อารมณ์ไม่ได้ อายตนะ ๒ ที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ก็มี ที่มี มหัคคตะเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีปริตตะ เป็นอารมณ์ มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ หรือมีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี

๑๔. หีนติกวิสัชนา

อายตนะ ๑๐ เป็นชั้นกลาง อายตนะ ๒ ที่เป็นชั้นต่ำก็มี ที่เป็นชั้นกลางก็มี ที่เป็นชั้นประณีตก็มี

๑๕. มิจฉัตตติกวิสัชนา

อายตนะ ๑๐ เป็นธรรมชาติไม่แน่นอนโดยอาการทั้งสองนั้น อายตนะ ๒ ที่มี สภาวะผิดและให้ผลแน่นอนก็มี ที่มีสภาวะชอบและให้ผลแน่นอนก็มี ที่เป็น ธรรมชาติไม่แน่นอนโดยอาการทั้งสองนั้นก็มี

๑๖. มัคคารัมมณติกวิสัชนา

อายตนะ ๑๐ รับรู้อารมณ์ไม่ได้ อายตนะ ๒ ที่มีมรรคเป็นอารมณ์ก็มี ที่มี มรรคเป็นเหตุก็มี ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีมรรคเป็นอารมณ์ มี มรรคเป็นเหตุ หรือมีมรรคเป็นอธิบดีก็มี

๑๗. อุปปันนติกวิสัชนา

อายตนะ ๕ ที่เกิดขึ้นก็มี ที่จักเกิดขึ้นแน่นอนก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า ยังไม่เกิดขึ้น ก็มี สัททายตนะที่เกิดขึ้นก็มี ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า จักเกิดขึ้นแน่นอนก็มี อายตนะ ๕ ที่เกิดขึ้นก็มี ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี ที่จักเกิดขึ้นแน่นอนก็มี ธัมมายตนะ ที่เกิดขึ้นก็มี ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี ที่จักเกิดขึ้นแน่นอนก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เกิดขึ้น ยัง ไม่เกิดขึ้น หรือจักเกิดขึ้นแน่นอนก็มี

๑๘. อตีตติกวิสัชนา

อายตนะ ๑๑ ที่เป็นอดีตก็มี ที่เป็นอนาคตก็มี ที่เป็นปัจจุบันก็มี ธัมมายตนะ ที่เป็นอดีตก็มี ที่เป็นอนาคตก็มี ที่เป็นปัจจุบันก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอดีต เป็น อนาคต หรือเป็นปัจจุบันก็มี

๑๙. อตีตารัมมณติกวิสัชนา

อายตนะ ๑๐ รับรู้อารมณ์ไม่ได้ อายตนะ ๒ ที่มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์ หรือมีปัจจุบันธรรมเป็น อารมณ์ก็มี

๒๐. อัชฌัตตติกวิสัชนา

อายตนะ ๑๒ ที่เป็นภายในตนก็มี ที่เป็นภายนอกตนก็มี ที่เป็นภายในตนและ ภายนอกตนก็มี

๒๑. อัชฌัตตารัมมณติกวิสัชนา

อายตนะ ๑๐ รับรู้อารมณ์ไม่ได้ อายตนะ ๒ ที่มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ ก็มี ที่มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็น อารมณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ มีธรรมภายนอกตนเป็น อารมณ์ หรือมีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี

๒๒. สนิทัสสนติกวิสัชนา

รูปายตนะเห็นได้และกระทบได้ อายตนะ ๙ เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ อายตนะ ๒ เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้

ติกมาติกาวิสัชนา จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

๒. ทุก เอกาทสายตนา น เหตู. ธมฺมายตนํ สิยา เหตุ, สิยา น เหตุ. ทสายตนา อเหตุกา. ทฺวายตนา สิยา สเหตุกา, สิยา อเหตุกา. ทสายตนา เหตุวิปฺปยุตฺตา. ทฺวายตนา สิยา เหตุสมฺปยุตฺตา, สิยา เหตุวิปฺปยุตฺตา. ทสายตนา น วตฺตพฺพา “เหตู เจว สเหตุกา จา”ติปิ, “สเหตุกา เจว น จ เหตู“ติปิ. มนายตนํ น วตฺตพฺพํ “เหตุ เจว สเหตุกญฺจา”ติ, สิยา สเหตุกญฺเจว น จ เหตุ, สิยา น วตฺตพฺพํ “สเหตุกญฺเจว น จ เหตู”ติ. ธมฺมายตนํ สิยา เหตุ เจว สเหตุกญฺจ, สิยา สเหตุกญฺเจว น จ เหตุ, สิยา น วตฺตพฺพํ “เหตุ เจว สเหตุกญฺจา”ติปิ, “สเหตุกญฺเจว น จ เหตู”ติปิ. ทสายตนา น วตฺตพฺพา “เหตู เจว เหตุสมฺปยุตฺตา จา”ติปิ,

“เหตุสมฺปยุตฺตา เจว น จ เหตู”ติปิ. มนายตนํ น วตฺตพฺพํ “เหตุ เจว เหตุสมฺปยุตฺตญฺจา”ติ, สิยา เหตุสมฺปยุตฺตญฺเจว น จ เหตุ, สิยา น วตฺตพฺพํ “เหตุสมฺปยุตฺตญฺเจว น จ เหตู”ติ. ธมฺมายตนํ สิยา เหตุ เจว เหตุสมฺปยุตฺตญฺจ, สิยา เหตุสมฺปยุตฺ- ตญฺเจว น จ เหตุ, สิยา น วตฺตพฺพํ “เหตุ เจว เหตุสมฺปยุตฺตญฺจา”ติปิ, “เหตุสมฺปยุตฺตญฺเจว น จ เหตู”ติปิ. ทสายตนา น เหตูอเหตุกา. มนายตนํ สิยา น เหตุสเหตุกํ, สิยา น เหตุอเหตุกํ. ธมฺมายตนํ สิยา น เหตุสเหตุกํ, สิยา น เหตุอเหตุกํ, สิยา น วตฺตพฺพํ “น เหตุสเหตุกนฺ”ติปิ,“น เหตุอเหตุกนฺ”ติปิ. (๑)

เอกาทสายตนา สปฺปจฺจยา. ธมฺมายตนํ สิยา สปฺปจฺจยํ, สิยา อปฺปจฺจยํ. เอกาทสายตนา สงฺขตา. ธมฺมายตนํ สิยา สงฺขตํ, สิยา อสงฺขตํ. รูปายตนํ สนิทสฺสนํ. เอกาทสายตนา อนิทสฺสนา. ทสายตนา สปฺปฏิฆา. ทฺวายตนา อปฺปฏิฆา. ทสายตนา รูปา. มนายตนํ อรูปํ. ธมฺมายตนํ สิยา รูปํ, สิยา อรูปํ. ทสายตนา โลกิยา. ทฺวายตนา สิยา โลกิยา, สิยา โลกุตฺตรา, เกนจิ วิญฺเญยฺยา, เกนจิ น วิญฺเญยฺยา. (๒)

เอกาทสายตนา โน อาสวา. ธมฺมายตนํ สิยา อาสโว, สิยา โน อาสโว. ทสายตนา สาสวา. ทฺวายตนา สิยา สาสวา, สิยา อนาสวา. ทสายตนา อาสววิปฺปยุตฺตา. ทฺวายตนา สิยา อาสวสมฺปยุตฺตา, สิยา อาสววิปฺปยุตฺตา. ทสายตนา น วตฺตพฺพา “อาสวา เจว สาสวา จา”ติ, สาสวา เจว โน จ อาสวา. มนายตนํ น วตฺตพฺพํ “อาสโว เจว สาสวญฺจา”ติ, สิยา สาสวญฺเจว โน จ อาสโว, สิยา น วตฺตพฺพํ “สาสวญฺเจว โน จ อาสโว”ติ. ธมฺมายตนํ สิยา อาสโว เจว สาสวญฺจ, สิยา สาสวญฺเจว โน จ อาสโว, สิยา น วตฺตพฺพํ “อาสโว เจว สาสวญฺจา”ติปิ, “สาสวญฺเจว โน จ อาสโว”ติปิ. ทสายตนา น วตฺตพฺพา “อาสวา เจว อาสวสมฺปยุตฺตา จา”ติปิ, “อาสวสมฺปยุตฺตา

เจว โน จ อาสวา”ติปิ. มนายตนํ น วตฺตพฺพํ “อาสโว เจว อาสวสมฺปยุตฺตญฺจา”ติ, สิยา อาสวสมฺปยุตฺ-ตญฺเจว โน จ อาสโว, สิยา น วตฺตพฺพํ “อาสวสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ อาสโว”ติ. ธมฺมายตนํ สิยา อาสโว เจว อาสวสมฺปยุตฺตญฺจ, สิยา อาสวสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ อาสโว, สิยา น วตฺตพฺพํ “อาสโว เจว อาสวสมฺปยุตฺตญฺจา”ติปิ, “อาสวสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ อาสโว”ติปิ. ทสายตนา อาสววิปฺปยุตฺตสาสวา. ทฺวายตนา สิยา อาสววิปฺปยุตฺตสาสวา, สิยา อาสววิปฺปยุตฺตอนาสวา, สิยา น วตฺตพฺพา “อาสววิปฺปยุตฺตสาสวา”ติปิ, “อาสววิปฺปยุตฺตอนาสวา”ติปิ. (๓)

เอกาทสายตนา โน สญฺโญชนา. ธมฺมายตนํ สิยา สญฺโญชนํ, สิยา โน สญฺโญชนํ. ทสายตนา สญฺโญชนิยา. ทฺวายตนา สิยา สญฺโญชนิยา, สิยา อสญฺโญชนิยา. ทสายตนา สญฺโญชน-วิปฺปยุตฺตา. ทฺวายตนา สิยา สญฺโญชนสมฺปยุตฺตา, สิยา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตา. ทสายตนา น วตฺตพฺพา “สญฺโญชนา เจว สญฺโญชนิยา จา”ติ, สญฺโญชนิยา เจว โน จ สญฺโญชนา. มนายตนํ น วตฺตพฺพํ “สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนิยญฺจา”ติ, สิยา สญฺโญชนิยญฺเจว โน จ สญฺโญชนํ, สิยา น วตฺตพฺพํ “สญฺโญชนิยญฺเจว โน จ สญฺโญชนนฺ”ติ. ธมฺมายตนํ สิยา สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนิยญฺจ, สิยา สญฺโญชนิยญฺเจว โน จ สญฺโญชนํ, สิยา น วตฺตพฺพํ “สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนิยนฺ”ติปิ,

“สญฺโญชนิยญฺเจว โน จ สญฺโญชนนฺ”ติปิ. ทสายตนา น วตฺตพฺพา “สญฺโญชนา เจว สญฺโญชนสมฺปยุตฺตา จา”ติปิ, “สญฺโญชนสมฺปยุตฺตา เจว โน จ สญฺโญชนา”ติปิ. มนายตนํ น วตฺตพฺพํ “สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนสมฺปยุตฺตญฺจา”ติ, สิยา สญฺโญชนสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ สญฺโญชนํ, สิยา น วตฺตพฺพํ “สญฺโญชนสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ สญฺโญชนนฺ”ติ. ธมฺมายตนํ สิยา สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนสมฺปยุตฺตญฺจ, สิยา สญฺโญชนสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ สญฺโญชนํ, สิยา น วตฺตพฺพํ “สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนสมฺปยุตฺตญฺจา”ติปิ, “สญฺโญชนสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ สญฺโญชนนฺ”ติปิ. ทสายตนา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตสญฺโญชนิยา, ทฺวายตนา สิยา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺต- สญฺโญชนิยา, สิยา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตอสญฺโญชนิยา, สิยา น วตฺตพฺพา “สญฺโญชนวิปฺปยุตฺต-สญฺโญชนิยา”ติปิ, “สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตอสญฺโญชนิยา”ติปิ. (๔)

เอกาทสายตนา โน คนฺถา. ธมฺมายตนํ สิยา คนฺโถ, สิยา โน คนฺโถ. ทสายตนา คนฺถนิยา. ทฺวายตนา สิยา คนฺถนิยา, สิยา อคนฺถนิยา. ทสายตนา คนฺถวิปฺปยุตฺตา. ทฺวายตนา สิยา คนฺถ-สมฺปยุตฺตา, สิยา คนฺถวิปฺปยุตฺตา. ทสายตนา น วตฺตพฺพา “คนฺถา เจว คนฺถนิยา จา”ติ, คนฺถนิยา เจว โน จ คนฺถา. มนายตนํ น วตฺตพฺพํ “คนฺโถ เจว คนฺถนิยญฺจา”ติ, สิยา คนฺถนิยญฺเจว โน จ คนฺโถ, สิยา น วตฺตพฺพํ “คนฺถนิยญฺเจว โน จ คนฺโถ”ติ. ธมฺมายตนํ สิยา คนฺโถ เจว คนฺถนิยญฺจ, สิยา คนฺถนิยญฺเจว โน จ คนฺโถ, สิยา น วตฺตพฺพํ “คนฺโถ เจว คนฺถนิยญฺจา”ติปิ, “คนฺถนิยญฺเจว โน จ คนฺโถ”ติปิ. ทสายตนา น วตฺตพฺพา “คนฺถา เจว คนฺถสมฺปยุตฺตา

จา”ติปิ, “คนฺถสมฺปยุตฺตา เจว โน จ คนฺถา”ติปิ. มนายตนํ น วตฺตพฺพํ “คนฺโถ เจว คนฺถสมฺปยุตฺตญฺจา”ติ, สิยา คนฺถสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ คนฺโถ, สิยา น วตฺตพฺพํ “คนฺถสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ คนฺโถ”ติ. ธมฺมายตนํ สิยา คนฺโถ เจว คนฺถสมฺปยุตฺตญฺจ, สิยา คนฺถสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ คนฺโถ, สิยา น วตฺตพฺพํ “คนฺโถ เจว คนฺถสมฺป-ยุตฺตญฺจา”ติปิ, “คนฺถสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ คนฺโถ”ติปิ. ทสายตนา คนฺถวิปฺปยุตฺตคนฺถนิยา. ทฺวายตนา สิยา คนฺถวิปฺปยุตฺตคนฺถนิยา, สิยา คนฺถวิปฺปยุตฺตอคนฺถนิยา, สิยา น วตฺตพฺพา “คนฺถวิปฺปยุตฺตคนฺถ-นิยา”ติปิ, “คนฺถวิปฺปยุตฺตอคนฺถนิยา”ติปิ. (๕) เอกาทสายตนา โน โอฆา ฯเปฯ โน โยคา ฯเปฯ

โน นีวรณา. ธมฺมายตนํ สิยา นีวรณํ, สิยา โน นีวรณํ. ทสายตนา นีวรณิยา. ทฺวายตนา สิยา นีวรณิยา, สิยา อนีวรณิยา. ทสายตนา นีวรณวิปฺปยุตฺตา. ทฺวายตนา สิยา นีวรณสมฺปยุตฺตา, สิยา นีวรณวิปฺปยุตฺตา. ทสายตนา น วตฺตพฺพา “นีวรณา เจว นีวรณิยา จา”ติ, นีวรณิยา เจว โน จ นีวรณา. มนายตนํ น วตฺตพฺพํ “นีวรณญฺเจว นีวรณิยญฺจา”ติ, สิยา นีวรณิยญฺเจว โน จ นีวรณํ, สิยา น วตฺตพฺพํ “นีวรณิยญฺเจว โน จ นีวรณนฺ”ติ. ธมฺมายตนํ สิยา นีวรณญฺเจว นีวรณิยญฺจ, สิยา นีวรณิยญฺเจว โน จ นีวรณํ, สิยา น วตฺตพฺพํ “นีวรณญฺเจว นีวรณิยญฺจา”ติปิ, “นีวรณิยญฺเจว โน จ นีวรณนฺ”ติปิ. ทสายตนา น วตฺตพฺพา “นีวรณา

เจว นีวรณสมฺปยุตฺตา จา”ติปิ, “นีวรณสมฺปยุตฺตา เจว โน จ นีวรณา”ติปิ. มนายตนํ น วตฺตพฺพํ “นีวรณญฺเจว นีวรณสมฺปยุตฺตญฺจา”ติ, สิยา นีวรณสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ นีวรณํ, สิยา น วตฺตพฺพํ “นีวรณสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ นีวรณนฺ”ติ. ธมฺมายตนํ สิยา นีวรณญฺเจว นีวรณสมฺปยุตฺตญฺจ, สิยา นีวรณสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ นีวรณํ, สิยา น วตฺตพฺพํ “นีวรณญฺเจว นีวรณสมฺปยุตฺตญฺจา”ติปิ, “นีวรณสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ นีวรณนฺ”ติปิ. ทสายตนา นีวรณวิปฺปยุตฺตนีวรณิยา. ทฺวายตนา สิยา นีวรณวิปฺปยุตฺตนีวรณิยา, สิยา นีวรณวิปฺปยุตฺตอนีวรณิยา, สิยา น วตฺตพฺพา “นีวรณวิปฺปยุตฺต- นีวรณิยา”ติปิ, “นีวรณวิปฺปยุตฺตอนีวรณิยา”ติปิ. (๘)

เอกาทสายตนา โน ปรามาสา. ธมฺมายตนํ สิยา ปรามาโส, สิยา โน ปรามาโส. ทสายตนา ปรามฏฺฐา. ทฺวายตนา สิยา ปรามฏฺฐา, สิยา อปรามฏฺฐา. ทสายตนา ปรามาสวิปฺปยุตฺตา. มนายตนํ สิยา ปรามาสสมฺปยุตฺตํ, สิยา ปรามาสวิปฺปยุตฺตํ. ธมฺมายตนํ สิยา ปรามาสสมฺปยุตฺตํ, สิยา ปรามาสวิปฺปยุตฺตํ, สิยา น วตฺตพฺพํ “ปรามาสสมฺปยุตฺตนฺ”ติปิ, “ปรามาสวิปฺปยุตฺตนฺ”ติปิ. ทสายตนา น วตฺตพฺพา “ปรามาสา เจว ปรามฏฺฐา จา”ติ, ปรามฏฺฐา เจว โน จ ปรามาสา. มนายตนํ น วตฺตพฺพํ “ปรามาโส เจว ปรามฏฺฐญฺจา”ติ, สิยา ปรามฏฺฐญฺเจว โน จ ปรามาโส, สิยา น วตฺตพฺพํ “ปรามฏฺฐญฺเจว โน จ ปรามาโส”ติ. ธมฺมายตนํ สิยา ปรามาโส เจว ปรามฏฺฐญฺจ, สิยา ปรามฏฺฐญฺเจว โน จ ปรามาโส, สิยา น วตฺตพฺพํ “ปรามาโส เจว ปรามฏฺฐญฺจา”ติปิ, “ปรามฏฺฐญฺเจว โน จ ปรามาโส”ติปิ. ทสายตนา ปรามาสวิปฺปยุตฺตปรามฏฺฐา. ทฺวายตนา สิยา ปรามาสวิปฺปยุตฺตปรามฏฺฐา, สิยา ปรามาสวิปฺปยุตฺตอปรามฏฺฐา, สิยา น วตฺตพฺพา “ปรามาสวิปฺป-ยุตฺตปรามฏฺฐา”ติปิ, “ปรามาสวิปฺปยุตฺตอปรามฏฺฐา”ติปิ. (๙)

ทสายตนา อนารมฺมณา. มนายตนํ สารมฺมณํ. ธมฺมายตนํ สิยา สารมฺมณํ, สิยา อนารมฺมณํ. มนายตนํ จิตฺตํ. เอกาทสายตนา โน จิตฺตา. เอกาทสายตนา อเจตสิกา. ธมฺมายตนํ สิยา เจตสิกํ, สิยา อเจตสิกํ. ทสายตนา จิตฺตวิปฺปยุตฺตา. ธมฺมายตนํ สิยา จิตฺตสมฺปยุตฺตํ, สิยา จิตฺตวิปฺปยุตฺตํ. มนายตนํ น วตฺตพฺพํ “จิตฺเตน สมฺปยุตฺตนฺ”ติปิ, “จิตฺเตน วิปฺปยุตฺตนฺ”ติปิ. ทสายตนา จิตฺตวิสํสฏฺฐา. ธมฺมายตนํ สิยา จิตฺตสํสฏฺฐํ, สิยา จิตฺตวิสํสฏฺฐํ. มนายตนํ น วตฺตพฺพํ “จิตฺเตน สํสฏฺฐนฺ”ติปิ, “จิตฺเตน วิสํสฏฺฐนฺ”ติปิ. ฉายตนา โน จิตฺตสมุฏฺฐานา. ฉายตนา สิยา จิตฺตสมุฏฺฐานา, สิยา โน จิตฺตสมุฏฺฐานา. เอกาทสายตนา

โน จิตฺตสหภุโน. ธมฺมายตนํ สิยา จิตฺตสหภู, สิยา โน จิตฺตสหภู. เอกาทสายตนา โน จิตฺตานุปริวตฺติโน. ธมฺมายตนํ สิยา จิตฺตานุปริวตฺติ, สิยา โน จิตฺตานุปริวตฺติ. เอกาทสายตนา โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานา. ธมฺมายตนํ สิยา จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานํ, สิยา โน จิตฺต- สํสฏฺฐสมุฏฺฐานํ. เอกาทสายตนา โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานสหภุโน. ธมฺมายตนํ สิยา จิตฺตสํสฏฺฐ- สมุฏฺฐานสหภู, สิยา โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานสหภู. เอกาทสายตนา โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานานุ-ปริวตฺติโน. ธมฺมายตนํ สิยา จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานานุปริวตฺติ, สิยา โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานานุปริวตฺติ. (๑๐)

ฉายตนา อชฺฌตฺติกา. ฉายตนา พาหิรา. นวายตนา อุปาทา. ทฺวายตนา โน อุปาทา.ธมฺมายตนํ สิยา อุปาทา, สิยา โน อุปาทา. ปญฺจายตนา อุปาทินฺนา. สทฺทายตนํ อนุปาทินฺนํ. ฉายตนา สิยา อุปาทินฺนา, สิยา อนุปาทินฺนา. เอกาทสายตนา โน อุปาทานา. ธมฺมายตนํ สิยา อุปาทานํ, สิยา โน อุปาทาน ํ. ทสายตนา อุปาทานิยา. ทฺวายตนา สิยา อุปาทานิยา, สิยา อนุปาทานิยา. ทสายตนา อุปาทานวิปฺปยุตฺตา. ทฺวายตนา สิยา อุปาทานสมฺปยุตฺตา, สิยา อุปาทานวิปฺปยุตฺตา. ทสายตนา น วตฺตพฺพา “อุปาทานา เจว อุปาทานิยา จา”ติ, อุปาทานิยา เจว โน จ อุปาทานา. มนายตนํ น วตฺตพฺพํ “อุปาทานญฺเจว อุปาทานิยญฺจา”ติ, สิยา อุปาทานิยญฺเจว

โน จ อุปาทานํ, สิยา น วตฺตพฺพํ “อุปาทานิยญฺเจว โน จ อุปาทานนฺ”ติ. ธมฺมายตนํ สิยา อุปาทานญฺเจว อุปาทานิยญฺจ, สิยา อุปาทานิยญฺเจว โน จ อุปาทานํ, สิยา น วตฺตพฺพํ “อุปาทานญฺเจว อุปาทานิยญฺจา”ติปิ, “อุปาทานิยญฺเจว โน จ อุปาทานนฺ”ติปิ. ทสายตนา น วตฺตพฺพา “อุปาทานา เจว อุปาทานสมฺปยุตฺตา จา”ติปิ, “อุปาทานสมฺปยุตฺตา เจว โน จ อุปาทานา”ติปิ. มนายตนํ น วตฺตพฺพํ “อุปาทานิยญฺเจว อุปาทานสมฺปยุตฺตญฺจา”ติ, สิยา อุปาทานสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ อุปาทานํ, สิยา น วตฺตพฺพํ “อุปาทานสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ อุปาทานนฺ”ติ. ธมฺมายตนํ สิยา อุปาทานญฺเจว อุปาทานสมฺปยุตฺตญฺจ, สิยา อุปาทานสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ อุปาทานํ, สิยา น วตฺตพฺพํ “อุปาทานญฺเจว อุปาทานสมฺปยุตฺตญฺจา”ติปิ, “อุปาทานสมฺปยุตฺ-ตญฺเจว โน จ อุปาทานนฺ”ติปิ. ทสายตนา อุปาทานวิปฺปยุตฺตอุปาทานิยา. ทฺวายตนา สิยา อุปาทาน-สมฺปยุตฺตอุปาทานิยา, สิยา อุปาทานวิปฺปยุตฺตอนุปาทานิยา, สิยา น วตฺตพฺพา “อุปาทานวิปฺปยุตฺต- อุปาทานิยา”ติปิ, “อุปาทานวิปฺปยุตฺตอนุปาทานิยา”ติปิ. (๑๑)

เอกาทสายตนา โน กิเลสา. ธมฺมายตนํ สิยา กิเลโส, สิยา โน กิเลโส. ทสายตนา สงฺกิเลสิกา. ทฺวายตนา สิยา สงฺกิเลสิกา, สิยา อสงฺกิเลสิกา. ทสายตนา อสงฺกิลิฏฺฐา. ทฺวายตนา สิยา สงฺกิลิฏฺฐา, สิยา อสงฺกิลิฏฺฐา. ทสายตนา กิเลสวิปฺปยุตฺตา. ทฺวายตนา สิยา กิเลสสมฺปยุตฺตา, สิยา กิเลสวิปฺปยุตฺตา. ทสายตนา น วตฺตพฺพา “กิเลสา เจว สงฺกิเลสิกา จา”ติ, สงฺกิเลสิกา เจว โน จ กิเลสา. มนายตนํ น วตฺตพฺพํ “กิเลโส เจว สงฺกิเลสิกญฺจา”ติ, สิยา สงฺกิเลสิกญฺเจว โน จ กิเลโส, สิยา น วตฺตพฺพํ “สงฺกิเลสิกญฺเจว โน จ กิเลโส”ติ. ธมฺมายตนํ สิยา กิเลโส เจว สงฺกิเลสิกญฺจ, สิยา สงฺกิเลสิกญฺเจว โน จ กิเลโส,

สิยา น วตฺตพฺพํ “กิเลโส เจว สงฺกิเลสิกญฺจา”ติปิ, “สงฺกิเลสิกญฺเจว โน จ กิเลโส”ติปิ. ทสายตนา น วตฺตพฺพา “กิเลสา เจว สงฺกิลิฏฺฐา จา”ติปิ, สงฺกิลิฏฺฐา เจว โน จ กิเลสา”ติปิ. มนายตนํ น วตฺตพฺพํ “กิเลโส เจว สงฺกิลิฏฺฐญฺจา”ติ, สิยา สงฺกิลิฏฺฐญฺเจว โน จ กิเลโส, สิยา น วตฺตพฺพํ “สงฺกิลิฏฺฐญฺเจว โน จ กิเลโส”ติ. ธมฺมายตนํ สิยา กิเลโส เจว สงฺกิลิฏฺฐญฺจ, สิยา สงฺกิลิฏฺฐญฺเจว โน จ กิเลโส, สิยา น วตฺตพฺพํ “กิเลโส เจว สงฺกิลิฏฺฐญฺจา”ติปิ, “สงฺกิลิฏฺฐญฺเจว โน จ กิเลโส”ติปิ.

ทสายตนา น วตฺตพฺพา “กิเลสา เจว กิเลสสมฺปยุตฺตา จา”ติปิ, “กิเลสสมฺปยุตฺตา เจว โน จ น กิเลสา”ติปิ. มนายตนํ น วตฺตพฺพํ “กิเลโส เจว กิเลสสมฺปยุตฺตญฺจา”ติ, สิยา กิเลสสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ กิเลโส, สิยา น วตฺตพฺพํ “กิเลสสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ กิเลโส”ติ. ธมฺมายตนํ สิยา กิเลโส เจว กิเลสสมฺปยุตฺตญฺจ, สิยา กิเลสสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ กิเลโส, สิยา น วตฺตพฺพํ “กิเลโส เจว กิเลสสมฺปยุตฺตญฺจา”ติปิ, “กิเลสสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ กิเลโส”ติปิ. ทสายตนา กิเลสวิปฺปยุตฺต- สงฺกิเลสิกา. ทฺวายตนา สิยา กิเลสวิปฺปยุตฺตสงฺกิเลสิกา, สิยา กิเลสวิปฺปยุตฺตอสงฺกิเลสิกา, สิยา น วตฺตพฺพา “กิเลสวิปฺปยุตฺตสงฺกิเลสิกา”ติปิ, “กิเลสวิปฺปยุตฺตอสงฺกิเลสิกาติปิ. (๑๒)

ทสายตนา น ทสฺสเนน ปหาตพฺพา. ทฺวายตนา สิยา ทสฺสเนน ปหาตพฺพา, สิยา น ทสฺสเนน ปหาตพฺพา. ทสายตนา น ภาวนาย ปหาตพฺพา. ทฺวายตนา สิยา ภาวนาย ปหาตพฺพา, สิยา น ภาวนาย ปหาตพฺพา. ทสายตนา น ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา. ทฺวายตนา สิยา ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา, สิยา น ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา. ทสายตนา น ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา. ทฺวายตนา สิยา ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา, สิยา น ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา. ทสายตนา อวิตกฺกา. ทฺวายตนา สิยา สวิตกฺกา, สิยา อวิตกฺกา. ทสายตนา อวิจารา. ทฺวายตนา สิยา สวิจารา, สิยา อวิจารา. ทสายตนา อปฺปืติกา. ทฺวายตนา สิยา สปฺปืติกา, สิยา อปฺปืติกา. ทสายตนา น ปืติสหคตา. ทฺวายตนา สิยา ปืติสหคตา, สิยา น ปืติสหคตา. ทสายตนา น สุขสหคตา. ทฺวายตนา สิยา สุขสหคตา, สิยา น สุขสหคตา. ทสายตนา น อุเปกฺขาสหคตา. ทฺวายตนา สิยา อุเปกฺขา- สหคตา, สิยา น อุเปกฺขาสหคตา.

ทสายตนา กามาวจรา. ทฺวายตนา สิยา กามาวจรา, สิยา น กามาวจรา. ทสายตนา น รูปาวจรา. ทฺวายตนา สิยา รูปาวจรา, สิยา น รูปาวจรา. ทสายตนา น อรูปาวจรา. ทฺวายตนา สิยา อรูปาวจรา, สิยา น อรูปาวจรา. ทสายตนา ปริยาปนฺนา. ทฺวายตนา สิยา ปริยาปนฺนา, สิยา อปริยาปนฺนา. ทสายตนา อนิยฺยานิกา. ทฺวายตนา สิยา นิยฺยานิกา, สิยา อนิยฺยานิกา. ทสายตนา อนิยตา. ทฺวายตนา สิยา นิยตา, สิยา อนิยตา. ทสายตนา สอุตฺตรา. ทฺวายตนา สิยา สอุตฺตรา, สิยา อนุตฺตรา. ทสายตนา อรณา. ทฺวายตนา สิยา สรณา, สิยา อรณาติ. (๑๓) ปญฺหาปุจฺฉกํ. อายตนวิภงฺโค สมตฺโถ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๒. ทุกมาติกาวิสัชนา

๑. เหตุโคจฉกวิสัชนา

อายตนะ ๑๑ ไม่เป็นเหตุ ธัมมายตนะที่เป็นเหตุก็มี ที่ไม่เป็นเหตุก็มี

อายตนะ ๑๐ ไม่มีเหตุ อายตนะ ๒ ที่มีเหตุก็มี ที่ไม่มีเหตุก็มี

อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากเหตุ อายตนะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยเหตุก็มี ที่วิปปยุต จากเหตุก็มีอายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและมีเหตุ หรือมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและมีเหตุ ที่มีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี ที่กล่าวไม่ได้ ว่า มีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี ธัมมายตนะที่เป็นเหตุและมีเหตุก็มี ที่มีเหตุแต่ไม่เป็น เหตุก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและมีเหตุ หรือมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี

อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ หรือสัมปยุตด้วย เหตุแต่ไม่เป็นเหตุ มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ ที่สัมปยุต ด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี ธัมมายตนะที่เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุก็มี ที่สัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ หรือสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ ก็มีอายตนะ ๑๐ ไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุ มนายตนะที่ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุก็มี ที่ไม่ เป็นเหตุและไม่มีเหตุก็มี ธัมมายตนะที่ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุก็มี ที่ไม่เป็นเหตุและ ไม่มีเหตุก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ หรือไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุก็มี

๒. จูฬันตรทุกวิสัชนา

อายตนะ ๑๑ มีปัจจัยปรุงแต่ง ธัมมายตนะที่มีปัจจัยปรุงแต่งก็มี ที่ไม่มีปัจจัย ปรุงแต่งก็มี

อายตนะ ๑๑ ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ธัมมายตนะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งก็มี ที่ไม่ถูก ปัจจัยปรุงแต่งก็มี

รูปายตนะเห็นได้ อายตนะ ๑๑ เห็นไม่ได้

อายตนะ ๑๐ กระทบได้ อายตนะ ๒ กระทบไม่ได้

อายตนะ ๑๐ เป็นรูป มนายตนะไม่เป็นรูป ธัมมายตนะที่เป็นรูปก็มี ที่ไม่เป็น รูปก็มี

อายตนะ ๑๐ เป็นโลกิยะ อายตนะ ๒ ที่เป็นโลกิยะก็มี ที่เป็นโลกุตตระก็มี

อายตนะ ๑๒ ที่จิตบางดวงรู้ได้ก็มี ที่จิตบางดวงรู้ไม่ได้ก็มี

๓. อาสวโคจฉกวิสัชนา

อายตนะ ๑๑ ไม่เป็นอาสวะ ธัมมายตนะที่เป็นอาสวะก็มี ที่ไม่เป็นอาสวะก็มี

อายตนะ ๑๐ เป็นอารมณ์ของอาสวะ อายตนะ ๒ ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ก็มี ที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี

อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากอาสวะ อายตนะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยอาสวะก็มี ที่ วิปปยุตจากอาสวะก็มี

อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือเป็น อารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและเป็น อารมณ์ของอาสวะ ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี ธัมมายตนะที่เป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ ของอาสวะก็มี ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็น อาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือเป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มีอายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ หรือสัมปยุต ด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วย

อาสวะ ที่สัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วย อาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี ธัมมายตนะที่เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะก็มี ที่ สัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วย อาสวะ หรือสัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มีอายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะ อายตนะ ๒ ที่ วิปปยุตจากอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี ที่วิปปยุตจากอาสวะและไม่เป็น อารมณ์ของอาสวะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือวิปปยุตจากอาสวะและไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี

๔. สัญโญชนโคจฉกวิสัชนา

อายตนะ ๑๑ ไม่เป็นสังโยชน์ ธัมมายตนะที่เป็นสังโยชน์ก็มี ที่ไม่เป็นสังโยชน์ ก็มีอายตนะ ๑๐ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ อายตนะ ๒ ที่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ก็มี ที่ไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ก็มี

อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากสังโยชน์ อายตนะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยสังโยชน์ก็มี ที่ วิปปยุตจากสังโยชน์ก็มี

อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังโยชน์และเป็นอารมณ์ของสังโยชน์ หรือ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังโยชน์และ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ที่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี ที่กล่าวไม่ ได้ว่า เป็นอารมณ์ของสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี ธัมมายตนะที่เป็นสังโยชน์และ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ก็มี ที่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี ที่กล่าว ไม่ได้ว่า เป็นสังโยชน์และเป็นอารมณ์ของสังโยชน์ หรือเป็นอารมณ์ของสังโยชน์แต่ไม่ เป็นสังโยชน์ก็มีอายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังโยชน์และสัมปยุตด้วยสังโยชน์ หรือสัมปยุต ด้วยสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์

มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังโยชน์และสัมปยุต ด้วยสังโยชน์ ที่สัมปยุตด้วยสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุต ด้วยสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี ธัมมายตนะที่เป็นสังโยชน์และสัมปยุตด้วย สังโยชน์ก็มี ที่สัมปยุตด้วยสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็น สังโยชน์และสัมปยุตด้วยสังโยชน์ หรือสัมปยุตด้วยสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มีอายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากสังโยชน์แต่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ อายตนะ ๒ ที่วิปปยุตจากสังโยชน์แต่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ก็มี ที่วิปปยุตจากสังโยชน์และไม่ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากสังโยชน์แต่เป็นอารมณ์ของ สังโยชน์ หรือวิปปยุตจากสังโยชน์และไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ก็มี

๕. คันถโคจฉกวิสัชนา

อายตนะ ๑๑ ไม่เป็นคันถะ ธัมมายตนะที่เป็นคันถะก็มี ที่ไม่เป็นคันถะก็มี

อายตนะ ๑๐ เป็นอารมณ์ของคันถะ อายตนะ ๒ ที่เป็นอารมณ์ของคันถะก็มี ที่ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะก็มีอายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากคันถะ อายตนะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยคันถะก็มี ที่ วิปปยุตจากคันถะก็มี

อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถะและเป็นอารมณ์ของคันถะ หรือเป็น อารมณ์ของคันถะแต่ไม่เป็นคันถะ มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถะและเป็น อารมณ์ของคันถะ ที่เป็นอารมณ์ของคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็น อารมณ์ของคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี ธัมมายตนะที่เป็นคันถะและเป็นอารมณ์ของ คันถะก็มี ที่เป็นอารมณ์ของคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถะและ เป็นอารมณ์ของคันถะ หรือเป็นอารมณ์ของคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มีอายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะ หรือสัมปยุตด้วย คันถะแต่ไม่เป็นคันถะ มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะ

ที่ สัมปยุตด้วยคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยคันถะแต่ไม่เป็น คันถะก็มี ธัมมายตนะที่เป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะก็มี ที่สัมปยุตด้วยคันถะแต่ ไม่เป็นคันถะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะ หรือสัมปยุตด้วย คันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มีอายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากคันถะแต่เป็นอารมณ์ของคันถะ อายตนะ ๒ ที่ วิปปยุตจากคันถะแต่เป็นอารมณ์ของคันถะก็มี ที่วิปปยุตจากคันถะและไม่เป็น อารมณ์ของคันถะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากคันถะแต่เป็นอารมณ์ของคันถะ หรือวิปปยุตจากคันถะและไม่เป็นอารมณ์ของคันถะก็มี

๖-๘. โอฆโคจฉกาทิวิสัชนา

อายตนะ ๑๑ ไม่เป็นโอฆะ ฯลฯ ไม่เป็นโยคะ ฯลฯ ไม่เป็นนิวรณ์ ธัมมายตนะ ที่เป็นนิวรณ์ก็มี ที่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี

อายตนะ ๑๐ เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ อายตนะ ๒ ที่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ ก็มี ที่ไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ก็มี

อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากนิวรณ์ อายตนะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยนิวรณ์ก็มี ที่ วิปปยุตจากนิวรณ์ก็มีอายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนิวรณ์และเป็นอารมณ์ของนิวรณ์ หรือเป็น อารมณ์ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นนิวรณ์และเป็น อารมณ์ของนิวรณ์ ที่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็น อารมณ์ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี ธัมมายตนะที่เป็นนิวรณ์และเป็นอารมณ์ของ นิวรณ์ก็มี ที่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนิวรณ์ และเป็นอารมณ์ของนิวรณ์ หรือเป็นอารมณ์ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มีอายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์

หรือสัมปยุต ด้วยนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วย นิวรณ์ ที่สัมปยุตด้วยนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยนิวรณ์ แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี ธัมมายตนะที่เป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์ก็มี ที่สัมปยุต ด้วยนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์ หรือที่สัมปยุตด้วยนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มีอายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากนิวรณ์แต่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ อายตนะ ๒ ที่ วิปปยุตจากนิวรณ์แต่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ก็มี ที่วิปปยุตจากนิวรณ์และไม่เป็น อารมณ์ของนิวรณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากนิวรณ์แต่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ หรือวิปปยุตจากนิวรณ์และไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ก็มี

๙. ปรามาสโคจฉกวิสัชนา

อายตนะ ๑๑ ไม่เป็นปรามาส ธัมมายตนะที่เป็นปรามาสก็มี ที่ไม่เป็นปรามาส ก็มี

อายตนะ ๑๐ เป็นอารมณ์ของปรามาส อายตนะ ๒ ที่เป็นอารมณ์ของ ปรามาสก็มี ที่ไม่เป็นอารมณ์ของปรามาสก็มี

อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากปรามาส มนายตนะที่สัมปยุตด้วยปรามาสก็มี ที่ วิปปยุตจากปรามาสก็มี ธัมมายตนะที่สัมปยุตด้วยปรามาสก็มี ที่วิปปยุตจาก ปรามาสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยปรามาส หรือวิปปยุตจากปรามาสก็มี

อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามาสและเป็นอารมณ์ของปรามาส หรือ เป็นอารมณ์ของปรามาสแต่ไม่เป็นปรามาส มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามาสและเป็นอารมณ์ของปรามาส ที่เป็นอารมณ์ของปรามาสแต่ไม่เป็นปรามาสก็มี ที่ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอารมณ์ของปรามาสแต่ไม่เป็นปรามาสก็มี ธัมมายตนะที่เป็น ปรามาสและเป็นอารมณ์ของปรามาสก็มี ที่เป็นอารมณ์ของปรามาสแต่ไม่เป็น ปรามาสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามาสและเป็นอารมณ์ของปรามาส หรือเป็น อารมณ์ของปรามาสแต่ไม่เป็นปรามาสก็มี

อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากปรามาสแต่เป็นอารมณ์ของปรามาส อายตนะ ๒ ที่วิปปยุตจากปรามาสแต่เป็นอารมณ์ของปรามาสก็มี ที่วิปปยุตจากปรามาสและ ไม่เป็นอารมณ์ของปรามาสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากปรามาสแต่เป็นอารมณ์ ของปรามาส หรือวิปปยุตจากปรามาสและไม่เป็นอารมณ์ของปรามาสก็มี

๑๐. มหันตรทุกวิสัชนา

อายตนะ ๑๐ รับรู้อารมณ์ไม่ได้ มนายตนะรับรู้อารมณ์ได้ ธัมมายตนะที่รับรู้ อารมณ์ได้ก็มี ที่รับรู้อารมณ์ไม่ได้ก็มี

มนายตนะเป็นจิต อายตนะ ๑๑ ไม่เป็นจิต

อายตนะ ๑๑ ไม่เป็นเจตสิก ธัมมายตนะที่เป็นเจตสิกก็มี ที่ไม่เป็นเจตสิกก็มี

อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากจิต ธัมมายตนะที่สัมปยุตด้วยจิตก็มี ที่วิปปยุตจาก จิตก็มี มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยจิต หรือวิปปยุตจากจิต

อายตนะ ๑๐ ไม่ระคนกับจิต ธัมมายตนะที่ระคนกับจิตก็มี ที่ไม่ระคนกับจิต ก็มี มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า ระคนกับจิต หรือไม่ระคนกับจิต

อายตนะ ๖ ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน อายตนะ ๖ ที่มีจิตเป็นสมุฏฐานก็มี ที่ไม่มี จิตเป็นสมุฏฐานก็มี

อายตนะ ๑๑ ไม่เกิดพร้อมกับจิต ธัมมายตนะที่เกิดพร้อมกับจิตก็มี ที่ไม่เกิด พร้อมกับจิตก็มี

อายตนะ ๑๑ ไม่เป็นไปตามจิต ธัมมายตนะที่เป็นไปตามจิตก็มี ที่ไม่เป็นไป ตามจิตก็มี

อายตนะ ๑๑ ไม่ระคนกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน ธัมมายตนะที่ระคนกับจิต และมีจิตเป็นสมุฏฐานก็มี ที่ไม่ระคนกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐานก็มีอายตนะ ๑๑ ไม่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเกิดพร้อมกับจิต ธัมมายตนะ ที่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเกิดพร้อมกับจิตก็มี ที่ไม่ระคนกับจิตมีจิตเป็น สมุฏฐานและเกิดพร้อมกับจิตก็มี

อายตนะ ๑๑ ไม่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเป็นไปตามจิต ธัมมายตนะ ที่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเป็นไปตามจิตก็มี ที่ไม่ระคนกับจิตมีจิตเป็น สมุฏฐานและเป็นไปตามจิตก็มี

อายตนะ ๖ เป็นภายใน อายตนะ ๖ เป็นภายนอก

อายตนะ ๙ เป็นอุปาทายรูป อายตนะ ๒ ไม่เป็นอุปาทายรูป ธัมมายตนะที่ เป็นอุปาทายรูปก็มี ที่ไม่เป็นอุปาทายรูปก็มี

๑๑. อุปาทานโคจฉกวิสัชนา

อายตนะ ๕ กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ สัททายตนะกรรมอัน ประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ อายตนะ ๖ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหา และทิฏฐิยึดถือก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือก็มี

อายตนะ ๑๑ ไม่เป็นอุปาทาน ธัมมายตนะที่เป็นอุปาทานก็มี ที่ไม่เป็น อุปาทานก็มี

อายตนะ ๑๐ เป็นอารมณ์ของอุปาทาน อายตนะ ๒ ที่เป็นอารมณ์ของ อุปาทานก็มี ที่ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี

อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากอุปาทาน อายตนะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานก็มี ที่วิปปยุตจากอุปาทานก็มี

อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน หรือ เป็นอารมณ์ของอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทาน มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทาน และเป็นอารมณ์ของอุปาทาน ที่เป็นอารมณ์ของอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี ที่ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอารมณ์ของอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี ธัมมายตนะที่เป็น อุปาทานและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่เป็นอารมณ์ของอุปาทานแต่ไม่เป็น อุปาทานก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน หรือเป็น อารมณ์ของอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มีอายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทาน หรือ สัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทาน

มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นอารมณ์ของ อุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทาน ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี ที่ กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี ธัมมายตนะที่เป็น อุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทานก็มี ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทาน หรือสัมปยุตด้วยอุปาทาน แต่ไม่เป็นอุปาทานก็มีอายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากอุปาทานแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน อายตนะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่วิปปยุตจากอุปาทานและ ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากอุปาทานแต่เป็นอารมณ์ ของอุปาทาน หรือวิปปยุตจากอุปาทานและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี

๑๒. กิเลสโคจฉกวิสัชนา

อายตนะ ๑๑ ไม่เป็นกิเลส ธัมมายตนะที่เป็นกิเลสก็มี ที่ไม่เป็นกิเลสก็มี

อายตนะ ๑๐ เป็นอารมณ์ของกิเลส อายตนะ ๒ ที่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่ ไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี

อายตนะ ๑๐ กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมอง อายตนะ ๒ ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองก็มี ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองก็มี

อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากกิเลส อายตนะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยกิเลสก็มี ที่วิปปยุต จากกิเลสก็มี

อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและเป็นอารมณ์ของกิเลส หรือเป็น อารมณ์ของกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลส มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและเป็นอารมณ์ ของกิเลส ที่เป็นอารมณ์ของกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอารมณ์ของ กิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ธัมมายตนะที่เป็นกิเลสและเป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่เป็น อารมณ์ของกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและเป็นอารมณ์ของ กิเลส หรือเป็นอารมณ์ของกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มีอายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและกิเลสทำให้เศร้าหมอง หรือกิเลส ทำให้เศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลส มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและกิเลสทำให้

เศร้าหมอง หรือกิเลสทำให้เศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า กิเลส ทำให้เศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ธัมมายตนะที่เป็นกิเลสและกิเลสทำให้เศร้าหมองก็มี ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและกิเลสทำให้ เศร้าหมอง หรือกิเลสทำให้เศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลสก็มีอายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลส หรือสัมปยุตด้วย กิเลสแต่ไม่เป็นกิเลส มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลส ที่ สัมปยุตด้วยกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยกิเลสแต่ไม่เป็น กิเลสก็มี ธัมมายตนะที่เป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลสก็มี ที่สัมปยุตด้วยกิเลสแต่ไม่ เป็นกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลส หรือสัมปยุตด้วย กิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มีอายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากกิเลสแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส อายตนะ ๒ ที่ วิปปยุตจากกิเลสแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่วิปปยุตจากกิเลสและไม่เป็น อารมณ์ของกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากกิเลสแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส หรือวิปปยุตจากกิเลสและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี

๑๓. ปิฏฐิทุกวิสัชนา

อายตนะ ๑๐ ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค อายตนะ ๒ ที่ต้อง ประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี ที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี

อายตนะ ๑๐ ไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ อายตนะ ๒ ที่ต้องประหาณ ด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี ที่ไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี

อายตนะ ๑๐ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค อายตนะ ๒ ที่มีเหตุ ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี ที่ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี

อายตนะ ๑๐ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ อายตนะ ๒ ที่มีเหตุ ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี ที่ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มีอายตนะ ๑๐ ไม่มีวิตก อายตนะ ๒ ที่มีวิตกก็มี ที่ไม่มีวิตกก็มี

อายตนะ ๑๐ ไม่มีวิจาร อายตนะ ๒ ที่มีวิจารก็มี ที่ไม่มีวิจารก็มี

อายตนะ ๑๐ ไม่มีปีติ อายตนะ ๒ ที่มีปีติก็มี ที่ไม่มีปีติก็มี

อายตนะ ๑๐ ไม่สหรคตด้วยปีติ อายตนะ ๒ ที่สหรคตด้วยปีติก็มี ที่ไม่ สหรคตด้วยปีติก็มี

อายตนะ ๑๐ ไม่สหรคตด้วยสุข อายตนะ ๒ ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่ไม่ สหรคตด้วยสุขก็มี

อายตนะ ๑๐ ไม่สหรคตด้วยอุเบกขา อายตนะ ๒ ที่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี ที่ไม่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี

อายตนะ ๑๐ เป็นกามาวจร อายตนะ ๒ ที่เป็นกามาวจรก็มี ที่ไม่เป็น กามาวจรก็มี

อายตนะ ๑๐ ไม่เป็นรูปาวจร อายตนะ ๒ ที่เป็นรูปาวจรก็มี ที่ไม่เป็นรูปาวจรก็มี

อายตนะ ๑๐ ไม่เป็นอรูปาวจร อายตนะ ๒ ที่เป็นอรูปาวจรก็มี ที่ไม่เป็น อรูปาวจรก็มี

อายตนะ ๑๐ นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ อายตนะ ๒ ที่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ก็มี ที่ไม่ นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ก็มี

อายตนะ ๑๐ ไม่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ อายตนะ ๒ ที่เป็นเหตุนำออก จากวัฏฏทุกข์ก็มี ที่ไม่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ก็มี

อายตนะ ๑๐ ให้ผลไม่แน่นอน อายตนะ ๒ ที่ให้ผลแน่นอนก็มี ที่ให้ผลไม่แน่ นอนก็มี

อายตนะ ๑๐ มีธรรมอื่นยิ่งกว่า อายตนะ ๒ ที่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าก็มี ที่ไม่มี ธรรมอื่นยิ่งกว่าก็มี

อายตนะ ๑๐ ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ อายตนะ ๒ ที่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ก็มี ที่ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ก็มี

ปัญหาปุจฉกะ จบ

อายตนวิภังค์ จบบริบูรณ์

จบ ปัญหาปุจฉกะ