arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · ญาณวิภังค์

นิเทศ เล่ม ๓๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๐๑–๘๓๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๓ ในญาณวิภังค์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ ญาณวิภังค์ นิเทศ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๕ หน้า ๕๔๙–๕๗๕

หน้า ๕๔๙

อันองอาจ บันลือสีหนาทในหมู่บริษัท หมุนพรหมจักรให้เป็นไปได้

พระตถาคตทรงประกอบด้วยกำลังเหล่าใดจึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร กำลังเหล่านี้ชื่อว่ากำลัง ๑๐ ของพระตถาคต

ญาณวัตถุหมวดละ ๑๐ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้

จบ มาติกา

๑. เอกกนิทเทส

{๘๐๑} [๗๖๑] วิญญาณ ๕ ไม่เป็นเหตุทั้งนั้น ไม่มีเหตุทั้งนั้น วิปปยุตจากเหตุทั้งนั้น มีปัจจัยปรุงแต่งทั้งนั้น เป็นสังขตธรรมทั้งนั้น เป็นอรูปธรรมทั้งนั้น เป็นโลกิยะทั้งนั้น เป็นอารมณ์ของอาสวะทั้งนั้น เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ทั้งนั้น เป็นอารมณ์ของคันถะทั้งนั้น เป็นอารมณ์ของโอฆะทั้งนั้น เป็นอารมณ์ของโยคะทั้งนั้น เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ทั้งนั้น เป็นอารมณ์ของปรามาสทั้งนั้น เป็นอารมณ์ของอุปาทานทั้งนั้น เป็นอารมณ์ของกิเลสทั้งนั้น เป็นอัพยากฤตทั้งนั้น เป็นธรรมรับรู้อารมณ์ได้ทั้งนั้น ไม่เป็นเจตสิกทั้งนั้น เป็นวิบากทั้งนั้น อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิยึดครองและเป็นอารมณ์ของอุปาทานทั้งนั้น อันกิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสทั้งนั้น หาใช่มีทั้งวิตกและวิจารไม่ทั้งนั้น หาใช่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารไม่ทั้งนั้น ไม่มีทั้งวิตกและวิจารทั้งนั้น ไม่สหรคตด้วยปีติทั้งนั้น อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ ไม่พึงประหาณทั้งนั้น ไม่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณทั้งนั้น ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติและไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานทั้งนั้น ไม่เป็นของเสกขบุคคล

หน้า ๕๕๐

และไม่เป็นของอเสกขบุคคลทั้งนั้น เป็นปริตตะทั้งนั้น เป็นกามาวจรทั้งนั้น ไม่เป็นรูปาวจรทั้งนั้น ไม่เป็นอรูปาวจรทั้งนั้น นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ทั้งนั้น หาใช่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ไม่ทั้งนั้น ให้ผลไม่แน่นอนทั้งนั้น ไม่เป็นเหตุนำออกจากสังสารทุกข์ทั้งนั้น เป็นธรรมเกิดขึ้นทั้งนั้น อันมโนวิญญาณพึงรู้ได้ทั้งนั้น เป็นของไม่เที่ยงทั้งนั้น ถูกชราครอบงำทั้งนั้น{๘๐๒} [๗๖๒] คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเกิดแล้ว มีอารมณ์เกิดแล้ว คือ เมื่อวัตถุเกิดขึ้น เมื่ออารมณ์เกิดขึ้น วิญญาณ ๕ ก็เกิดขึ้น

คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเกิดก่อน มีอารมณ์เกิดก่อน คือ เมื่อวัตถุเกิดก่อน เมื่ออารมณ์เกิดก่อน วิญญาณ ๕ จึงเกิดขึ้น

คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเป็นภายใน มีอารมณ์เป็นภายนอก คือ วัตถุของวิญญาณ ๕ เป็นภายใน อารมณ์ของวิญญาณ ๕ เป็นภายนอก

คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุยังไม่แตกดับ มีอารมณ์ยังไม่แตกดับ คือ วิญญาณ ๕ เกิดขึ้น ในเมื่อวัตถุยังไม่แตกดับ ในเมื่ออารมณ์ยังไม่แตกดับ

คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุต่างกัน มีอารมณ์ต่างกัน มีอธิบายว่า วัตถุและอารมณ์ของจักขุวิญญาณเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุและอารมณ์ของโสตวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่ง วัตถุและอารมณ์ของฆานวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่ง วัตถุและอารมณ์ของชิวหาวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่ง วัตถุและอารมณ์ของกายวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่ง[๗๖๓] คำว่า วิญญาณ ๕ ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกันและกัน มีอธิบายว่า โสตวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของโสตวิญญาณ ฆานวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณย่อมไม่

หน้า ๕๕๑

เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของโสตวิญญาณ ... จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของฆานวิญญาณ ... จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของชิวหาวิญญาณ ... จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของโสตวิญญาณ ฆานวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของฆานวิญญาณ ชิวหาวิญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของชิวหาวิญญาณ[๗๖๔] คำว่า วิญญาณ ๕ ย่อมไม่เกิดขึ้นเพราะไม่ใส่ใจ คือ เมื่อใส่ใจอารมณ์ วิญญาณ ๕ จึงเกิดขึ้น

คำว่า วิญญาณ ๕ ย่อมไม่เกิดขึ้นเพราะไม่ทำไว้ในใจ คือ เมื่อทำอารมณ์ไว้ในใจ วิญญาณ ๕ จึงเกิดขึ้น

คำว่า วิญญาณ ๕ จะเกิดขึ้นโดยไม่สับสนกันก็หาไม่ คือ วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นตามลำดับของกันและกัน

คำว่า วิญญาณ ๕ จะเกิดขึ้นไม่ก่อนไม่หลังกันก็หาไม่ คือ วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นในขณะเดียวกัน

[๗๖๕] คำว่า วิญญาณ ๕ ย่อมไม่เกิดขึ้นต่อจากลำดับของกันและกัน มีอธิบายว่า โสตวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่โสตวิญญาณเกิด ฆานวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ฆานวิญญาณเกิด ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ชิวหาวิญญาณ

หน้า ๕๕๒

เกิด กายวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่โสตวิญญาณเกิด ... จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ฆานวิญญาณเกิด ... จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ชิวหาวิญญาณเกิด ... จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด โสตวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่โสตวิญญาณเกิด ฆานวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ฆานวิญญาณเกิด ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ชิวหาวิญญาณเกิด[๗๖๖] คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่มีความผูกใจ คือ ความสนใจ ความคำนึง ความไตร่ตรอง หรือความใส่ใจย่อมไม่มีแก่วิญญาณ ๕

คำว่า บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไร ๆ ด้วยวิญญาณ ๕ คือ บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไร ๆ ด้วยวิญญาณ ๕

คำว่า เว้นแต่อารมณ์ที่เพียงตกไป คือ เว้นเพียงอารมณ์ที่ปรากฏ

คำว่า บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไร ๆ แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ คือ บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไร ๆ แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕

คำว่า บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถ อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยวิญญาณ ๕ คือ บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ การเดิน การยืน การนั่ง การนอน ด้วยวิญญาณ ๕

คำว่า บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งแม้ต่อจากลำดับ แห่งวิญญาณ ๕ คือ บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ

หน้า ๕๕๓

การเดิน การยืน การนั่ง การนอน แม้ด้วยมโนธาตุต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕

คำว่า บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม ไม่ประกอบวจีกรรมด้วยวิญญาณ ๕ คือ บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม วจีกรรมด้วยวิญญาณ ๕คำว่า บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม ไม่ประกอบวจีกรรมแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ คือ บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม วจีกรรมแม้ด้วยมโนธาตุต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕คำว่า บุคคลย่อมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรมด้วยวิญญาณ ๕ คือ บุคคลมิได้สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรมด้วยวิญญาณ ๕

คำว่า บุคคลยอมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรมแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ คือ บุคคลมิได้สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕คำว่า บุคคลย่อมไม่เข้าสมาบัติ ไม่ออกจากสมาบัติด้วยวิญญาณ ๕ คือ บุคคลมิได้เข้าสมาบัติ มิได้ออกจากสมาบัติด้วยวิญญาณ ๕

คำว่า บุคคลย่อมไม่เข้าสมาบัติ ไม่ออกจากสมาบัติแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ คือ บุคคลมิได้เข้าสมาบัติ มิได้ออกจากสมาบัติแม้ด้วยมโนธาตุต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕คำว่า บุคคลย่อมไม่จุติ ไม่เกิดด้วยวิญญาณ ๕ คือ บุคคลมิได้จุติ มิได้เกิดด้วยวิญญาณ ๕

คำว่า บุคคลย่อมไม่จุติ ไม่เกิดแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ คือ บุคคลมิได้จุติ มิได้เกิดแม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕

คำว่า บุคคลย่อมไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝันด้วยวิญญาณ ๕ คือ บุคคลมิได้หลับ มิได้ตื่น มิได้ฝัน ด้วยวิญญาณ ๕

หน้า ๕๕๔

คำว่า บุคคลย่อมไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝันแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ คือ บุคคลมิได้หลับ มิได้ตื่น มิได้ฝันแม้ด้วยมโนธาตุต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕

ความรู้เรื่องวิญญาณ ๕ ดังกล่าวมานี้ชื่อว่าปัญญาที่แสดงเรื่องของวิญญาณ ๕ ตามความเป็นจริง

ญาณวัตถุหมวดละ ๑ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้

จบ เอกกนิทเทส

๒. ทุกนิทเทส

{๘๐๓} [๗๖๗] ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าโลกิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าโลกุตตรปัญญา

ปัญญาทั้งหมดชื่อว่าเกนจิวิญเญยยปัญญา (ปัญญาที่จิตบางดวงรู้ได้) เกนจินวิญเญยยปัญญา (ปัญญาที่จิตบางดวงรู้ไม่ได้)

ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าสาสวปัญญา (ปัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าอนาสวปัญญา (ปัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ)

ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าอาสววิปปยุตตสาสวปัญญา (ปัญญาที่วิปยุตจากอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะ) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าอาสววิปปยุตตอนาสวปัญญา (ปัญญาที่วิปปยุตจากอาสวะและไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ)ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าสัญโญชนิยปัญญา (ปัญญาที่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าอสัญโญชนิยปัญญา (ปัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์)

หน้า ๕๕๕

ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าสัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยปัญญา (ปัญญาที่วิปยุตจากสังโยชน์แต่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าสัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยปัญญา (ปัญญาที่วิปปยุตจากสังโยชน์และไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์)ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าคันถนิยปัญญา (ปัญญาที่เป็นอารมณ์ของคันถะ) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าอคันถนิยปัญญา (ปัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ)

ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าคันถวิปปยุตตคันถนิยปัญญา (ปัญญาที่วิปปยุตจากคันถะแต่เป็นอารมณ์ของคันถะ) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าคันถวิปปยุตตอคันถนิยปัญญา (ปัญญาที่วิปปยุตจากคันถะและไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ)ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าโอฆนิยปัญญา (ปัญญาที่เป็นอารมณ์ของโอฆะ) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าอโนฆนิยปัญญา (ปัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของโอฆะ)

ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าโอฆวิปปยุตตโอฆนิยปัญญา (ปัญญาที่วิปปยุตจากโอฆะแต่เป็นอารมณ์ของโอฆะ) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าโอฆวิปปยุตอโนฆนิยปัญญา (ปัญญาที่วิปปยุตจากโอฆะและไม่เป็นอารมณ์ของโอฆะ)ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าโยคนิยปัญญา (ปัญญาที่เป็นอารมณ์ของโยคะ) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าอโยคนิยปัญญา (ปัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของโยคะ)

ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าโยควิปปยุตตโยคนิยปัญญา (ปัญญาที่วิปปยุตจากโยคะแต่เป็นอารมณ์ของโยคะ) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าโยควิปปยุตตอโยคนิยปัญญา (ปัญญาที่วิปปยุตจากโยคะและไม่เป็นอารมณ์ของโยคะ)

หน้า ๕๕๖

ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่านีวรณิยปัญญา (ปัญญาที่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าอนีวรณิยปัญญา (ปัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์)

ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่านีวรณวิปปยุตตนีวรณิยปัญญา (ปัญญาที่วิปปยุตจากนิวรณ์แต่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่านีวรณวิปปยุตตอนีวรณิยปัญญา (ปัญญาที่วิปปยุตจากนิวรณ์และไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์)ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าปรามัฏฐปัญญา (ปัญญาที่เป็นอารมณ์ของปรามาส) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าอปรามัฏฐปัญญา (ปัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของปรามาส)

ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐปัญญา (ปัญญาที่วิปปยุตจากปรามาสแต่เป็นอารมณ์ของปรามาส) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าปรามาสวิปปยุตตอปรามัฏฐปัญญา (ปัญญาที่วิปปยุตจากปรามาสและไม่เป็นอารมณ์ของปรามาส)ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าอุปาทินนปัญญา (ปัญญาที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิยึดครอง) ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าอนุปาทินนปัญญา (ปัญญาที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึดครอง)ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าอุปาทานิยปัญญา (ปัญญาที่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าอนุปาทานิยปัญญา (ปัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน)

ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าอุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยปัญญา (ปัญญาที่วิปปยุตจากอุปาทานแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าอุปาทานวิปปยุตตอนุปาทานิยปัญญา (ปัญญาที่วิปปยุตจากอุปาทานและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน)

หน้า ๕๕๗

ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าสังกิเลสกปัญญา (ปัญญาที่เป็นอารมณ์ของกิเลส) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าอสังกิเลสิกปัญญา (ปัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส)

ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่ากิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกปัญญา (ปัญญาที่วิปปยุตจากกิเลสแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่ากิเลสวิปปยุตตอสังกิเสสิกปัญญา (ปัญญาที่วิปปยุตจากกิเลสและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส)ปัญญาอันสัมปยุตด้วยวิตก ชื่อว่าสวิตักกปัญญา ปัญญาอันปราศจากวิตกชื่อว่าอวิตักกปัญญา

ปัญญาอันสัมปยุตด้วยวิจาร ชื่อว่าสวิจารปัญญา ปัญญาอันปราศจากวิจาร ชื่อว่าอวิจารปัญญา

ปัญญาอันสัมปยุตด้วยปีติ ชื่อว่าสัปปีติกปัญญา ปัญญาอันปราศจากปีติ ชื่อว่าอัปปีติกปัญญา

ปัญญาอันสัมปยุตด้วยปีติชื่อว่าปีติสหคตปัญญา ปัญญาอันปราศจากปีติชื่อว่านปีติสหคตปัญญา

ปัญญาอันสัมปยุตด้วยสุข ชื่อว่าสุขสหคตปัญญา ปัญญาอันปราศจากสุข ชื่อว่านสุขสหคตปัญญา

ปัญญาอันสัมปยุตด้วยอุเบกขา ชื่อว่าอุเปกขาสหคตปัญญา ปัญญาอันปราศจากอุเบกขา ชื่อว่านอุเปกขาสหคตปัญญา

ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรมและกามาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่ากามาวจรปัญญา (ปัญญาที่เป็นกามาวจร) รูปาวจรปัญญา (ปัญญาที่เป็นรูปาวจร) อรูปาวจรปัญญา (ปัญญาที่เป็นอรูปาวจร) อปริยาปันนปัญญา (ปัญญาที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์) ชื่อว่านกามาวจรปัญญา

หน้า ๕๕๘

ปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรมและรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่ารูปาวจรปัญญา กามาวจรปัญญา อรูปาวจรปัญญา อปริยาปันนปัญญา ชื่อว่านรูปาวจรปัญญา

ปัญญาในอรูปาวจรกุศลธรรมและอรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่าอรูปาวจรปัญญา กามาวจรปัญญา รูปาวจรปัญญา อปริยาปันนปัญญา ชื่อว่านอรูปาวจรปัญญา

ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าปริยาปันนปัญญา (ปัญญาที่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าอปริยาปันนปัญญา (ปัญญาที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์)ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่านิยยานิกปัญญา (ปัญญาที่เป็นเหตุนำออกจากสังสารทุกข์) ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าอนิยยานิกปัญญา (ปัญญาที่ไม่เป็นเหตุนำออกจากสังสารทุกข์)ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่านิยตปัญญา (ปัญญาที่ให้ผลแน่นอน) ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าอนิยตปัญญา (ปัญญาที่ให้ผลไม่แน่นอน)ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าสอุตตรปัญญา (ปัญญาที่มีปัญญาอื่นยิ่งกว่า) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าอนุตตรปัญญา (ปัญญาที่ไม่มีปัญญาอื่นยิ่งกว่า)

ในปัญญาเหล่านั้น อัตถชาปิกปัญญา เป็นไฉน

ปัญญาที่เป็นกิริยาอัพยากฤตในกุศลธรรมในภูมิ ๔ ของพระอรหันต์ผู้กำลังยังอภิญญาให้เกิดขึ้น ผู้กำลังยังสมาบัติให้เกิดขึ้น ชื่อว่าอัตถชาปิกปัญญา

หน้า ๕๕๙

ปัญญาที่เป็นกิริยาอัพยากฤตในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ของพระอรหันต์ เมื่อขณะที่อภิญญาเกิดขึ้นแล้ว เมื่อขณะที่สมาบัติเกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่าชาปิตัตถปัญญา

ญาณวัตถุหมวดละ ๒ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้

จบ ทุกนิทเทส

๓. ติกนิทเทส

{๘๐๔} [๗๖๘] ในญาณวัตถุหมวดละ ๓ นั้น จินตามยปัญญา เป็นไฉน

ในการงานทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในศิลปะทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในวิชาทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี บุคคลมิได้ฟังจากผู้อื่นย่อมได้กัมมัสสกตาญาณหรือย่อมได้สัจจานุโลมิกญาณว่า ‘รูปไม่เที่ยง ... เวทนาไม่เที่ยง ... สัญญาไม่เที่ยง ... สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ... วิญญาณไม่เที่ยง’ ดังนี้บ้าง ย่อมได้ความสามารถรู้เห็น ความคิดเห็น ความประจักษ์แก่ใจ ความกระจ่าง ความเพ่งพินิจ และปัญญาที่สามารถไตร่ตรองสภาวธรรมอันเหมะสม ซึ่งมีลักษณะอย่างนั้น นี้เรียกว่าจินตามยปัญญาสุตมยปัญญา เป็นไฉน

ในการงานทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในศิลปะทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในวิชาทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี บุคคลได้ฟังจากผู้อื่นย่อมได้กัมมัสสกตาญาณหรือย่อมได้สัจจานุโลมิกญาณว่า ‘รูปไม่เที่ยง ... เวทนาไม่เที่ยง ... สัญญาไม่เที่ยง ... สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ... วิญญาณไม่เที่ยง’ ดังนี้บ้าง ย่อมได้ความสามารถรู้เห็น ความคิดเห็น ความประจักษ์แก่ใจ ความกระจ่าง ความ

หน้า ๕๖๐

เพ่งพินิจ และปัญญาที่สามารถไตร่ตรองสภาวธรรมอันเหมะสม ซึ่งมีลักษณะอย่างนั้น นี้เรียกว่าสุตมยปัญญาปัญญาของผู้เข้าสมาบัติแม้ทั้งหมด เรียกว่าภาวนามยปัญญา

{๘๐๕} [๗๖๙] ทานมยปัญญา เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ ปรารภทานเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ให้ทาน นี้เรียกว่าทานมยปัญญาสีลมยปัญญา เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ ปรารภศีลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้รักษาศีล นี้เรียกว่าสีลมยปัญญาปัญญาของผู้เข้าสมาบัติแม้ทั้งหมด เรียกว่าภาวนามยปัญญา

{๘๐๖} [๗๗๐] อธิสีลปัญญา เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ เกิดขึ้นแก่ผู้สำรวมด้วยปาติโมกขสังวรศีล นี้เรียกว่าอธิสีลปัญญาอธิจิตตปัญญา เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้เข้ารูปาวจรสมาบัติและอรูปาวจรสมาบัติ นี้เรียกว่าอธิจิตตปัญญาอธิปัญญาปัญญา เป็นไฉน

ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ นี้เรียกว่าอธิปัญญาปัญญา

{๘๐๗} [๗๗๑] ในปัญญาเหล่านั้น อายโกศล เป็นไฉน

บุคคลผู้มีปัญญาย่อมรู้ชัดว่า ‘เมื่อเราพิจารณาธรรมเหล่านี้ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดก็จะไม่เกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็จะละได้

หน้า ๕๖๑

หรือเมื่อเราพิจารณาธรรมเหล่านี้ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดก็จะเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็จะเป็นไปเพื่อความมียิ่งขึ้น เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์’ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิในความข้อนั้น นี้เรียกว่าอายโกศล

อปายโกศล เป็นไฉน

บุคคลผู้มีปัญญาย่อมรู้ชัดว่า ‘เมื่อเราพิจารณาธรรมเหล่านี้ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดก็จะไม่เกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็จะดับไป หรือเมื่อเราพิจารณาธรรมเหล่านี้ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดก็จะเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็จะเป็นไปเพื่อความมียิ่งขึ้น เพื่อความไพบูลย์’ ปัญญากิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิในความข้อนั้น นี้เรียกว่าอปายโกศลปัญญาแม้ทั้งหมดที่เป็นอุบายแก้ไขในกิจรีบด่วนหรือภัยที่เกิดขึ้นแล้วนั้น เรียกว่าอุปายโกศล

{๘๐๘} [๗๗๒] ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ชื่อว่าวิปากปัญญา (ปัญญาที่เป็นวิบาก) ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๔ ชื่อว่าวิปากธัมมธัมมปัญญา (ปัญญาที่ไม่เป็นเหตุให้เกิดวิปบาก) ปัญญาในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าเนววิปากนวิปากธัมมธัมมปัญญา (ปัญญาที่ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก){๘๐๙} [๗๗๓] ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าอุปาทินนุปาทานิยปัญญา (ปัญญาที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิยึดครองและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน) ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าอนุปาทินนุปาทานิยปัญญา (ปัญญาที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึดครองแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า

หน้า ๕๖๒

อนุปาทินนอนุปาทานิยปัญญา (ปัญญาที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึดครองและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน)

{๘๑๐} [๗๗๔] ปัญญาอันสัมปยุตด้วยวิตกวิจาร ชื่อว่าสวิตักกสวิจารปัญญา ปัญญาอันปราศจากวิตกแต่สัมปยุตด้วยวิจาร ชื่อว่าอวิตักกวิจารมัตตปัญญา ปัญญาอันปราศจากวิตกวิจาร ชื่อว่าอวิตักกอวิจารปัญญา

{๘๑๑} [๗๗๕] ปัญญาอันสัมปยุตด้วยปีติชื่อว่าปีติสหคตปัญญา ปัญญาอันสัมปยุตด้วยสุข ชื่อว่าสุขสหคตปัญญา ปัญญาอันสัมปยุตด้วยอุเบกขา ชื่อว่าอุเปกขาสหคตปัญญา

{๘๑๒} [๗๗๖] ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าอาจยคามินีปัญญา (ปัญญาที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติ) ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่าอปจยคามินีปัญญา (ปัญญาที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน) ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ในกริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าเนวาจยคามินาปจยคามินีปัญญา (ปัญญาที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติและไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน){๘๑๓} [๗๗๗] ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๓ ชื่อว่าเสกขปัญญา (ปัญญาที่เป็นของเสกขบุคคล) ปัญญาในอรหัตตผลอันเป็นส่วนเบื้องสูง ชื่อว่าอเสกขปัญญา (ปัญญาที่เป็นของอเสกขบุคคล) ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ในวิปากธรรมในภูมิ ๓ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าเนวเสกขานาเสกขปัญญา (ปัญญาที่ไม่เป็นของเสกขบุคคลและไม่เป็นของอเสกขบุคคล){๘๑๔} [๗๗๘] ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรมและกามาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่าปริตตปัญญา (ปัญญาที่เป็นปริตตะคือเล็กน้อย) ปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรม รูปาวจรอัพยากตธรรม อรูปาวจรกุศลธรรม และอรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่ามหัคคตปัญญา (ปัญญาที่เป็นมหัคคตะคือกว้างขวาง) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าอัปปมาณปัญญา (ปัญญาที่เป็นอัปปมาณะคือหาประมาณมิได้)

หน้า ๕๖๓

{๘๑๕} [๗๗๙] ปริตตารัมมณปัญญา (ปัญญาที่มีอารมณ์เป็นปริตตะ) เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิปรารภปริตตธรรมเกิดขึ้น นี้เรียกว่าปริตตารัมมณปัญญา[๗๘๐] มหัคคตารัมมณปัญญา (ปัญญาที่มีอารมณ์เป็นมหัคคตะ) เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิปรารภมหัคคตธรรมเกิดขึ้น นี้เรียกว่ามหัคคตารัมมณปัญญา[๗๘๑] อัปปมาณารัมมณปัญญา (ปัญญาที่มีอารมณ์เป็นอัปปมาณะ) เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิปรารภอัปปมาณธรรมเกิดขึ้น นี้เรียกว่าอัปปมาณารัมมณปัญญา{๘๑๖} [๗๘๒] มัคคารัมมณปัญญา (ปัญญาที่มีมรรคเป็นอารมณ์) เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิปรารภอริยมรรคเกิดขึ้น นี้เรียกว่ามัคคารัมมณปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่ามัคคเหตุกปัญญา (ปัญญาที่มีมรรคเป็นเหตุ)

[๗๘๓] มัคคาธิปตินีปัญญา (ปัญญาที่มีมรรคเป็นอธิบดี) เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ ทำอริยมรรคให้เป็นอธิบดีเกิดขึ้น นี้เรียกว่ามีมรรคเป็นอธิบดีนีปัญญา{๘๑๗} [๗๘๔] ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ที่เป็นอุปปันนปัญญา (ปัญญาที่เกิดขึ้น) ก็มี ที่เป็นอุปปาทินีปัญญา (ปัญญาที่จักเกิดขึ้น) ก็มี แต่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอนุปปันนปัญญา (ปัญญาที่ยังไม่เกิดขึ้น) ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๔

หน้า ๕๖๔

ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ เป็นอุปปันนปัญญาก็มี เป็นอนุปปันนปัญญาก็มี แต่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอุปปาทินีปัญญา

{๘๑๘} [๗๘๕] ปัญญาทั้งหมดนั้นแลที่เป็นอตีตปัญญา (ปัญญาที่เป็นอดีต) ก็มี ที่เป็นอนาคตปัญญา (ปัญญาที่เป็นอนาคต) ก็มี ที่เป็นปัจจุปปันนปัญญา (ปัญญาที่เป็นปัจจุบัน) ก็มี{๘๑๙} [๗๘๖] อตีตารัมมณปัญญา (ปัญญาที่มีอารมณ์เป็นอดีต) เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ ปรารภธรรมอันเป็นอดีตเกิดขึ้น นี้เรียกว่าอตีตารัมมณปัญญา

[๗๘๗] อนาคตารัมมณปัญญา (ปัญญาที่มีอารมณ์เป็นอนาคต) เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ ปรารภธรรมอันเป็นอนาคตเกิดขึ้น นี้เรียกว่าอนาคตรัมมณปัญญา

[๗๘๘] ปัจจุปปันนารัมมณปัญญา (ปัญญาที่มีอารมณ์เป็นปัจจุบัน) เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ ปรารภธรรมอันเป็นปัจจุบันเกิดขึ้น นี้เรียกว่าปัจจุปปันนารัมมณปัญญา{๘๒๐} [๗๘๙] ปัญญาทั้งหมดนั้นแลที่เป็นอัชฌัตตปัญญา (ปัญญาที่เป็นภายในตน) ก็มี ที่เป็นพหิทธาปัญญา (ปัญญาที่เป็นภายนอกตน) ก็มี ที่เป็นอัชฌัตตพหิทธาปัญญา (ปัญญาที่เป็นภายในตนและภายนอกตน) ก็มี{๘๒๑} [๗๙๐] อัชฌัตตารัมมณปัญญา (ปัญญาที่มีอารมณ์เป็นภายในตน) เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ ปรารภธรรมอันเป็นไปภายในเกิดขึ้น นี้เรียกว่าอัชฌัตตารัมมณปัญญา

หน้า ๕๖๕

[๗๙๑] พหิทธารัมมณปัญญา (ปัญญาที่มีอารมณ์เป็นภายนอกตน) เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ ปรารภธรรมอันเป็นภายนอกเกิดขึ้น นี้เรียกว่าพหิทธารัมมณปัญญา

[๗๙๒] อัชฌัตตพหิทธารัมมณปัญญา (ปัญญาที่มีอารมณ์เป็นภายในตนและภายนอกตน) เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ ปรารภธรรมทั้งภายในและภายนอกเกิดขึ้น นี้เริยกว่าอัชฌัตตพหิทธารัมมณปัญญา

ญาณวัตถุหมวดละ ๓ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้

จบ ติกนิทเทส

๔. จตุกกนิทเทส

{๘๒๒} [๗๙๓] ในญาณวัตถุหมวดละ ๔ นั้น กัมมัสสกตาญาณ เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ มีลักษณะรู้อย่างนี้ว่า ‘ทานที่ให้แล้วมีผล การบูชามีผล การเซ่นสรวงมีผล ผลวิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่วมีอยู่ โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามีคุณ บิดามีคุณ โอปปาติกสัตว์มี สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ผู้ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้มีอยู่ในโลก’ ดังนี้ นี้เรียกว่ากัมมัสสกตาญาณ เว้นสัจจานุโลมิกญาณ กุศลปัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะแม้ทั้งหมดชื่อว่ากัมมัสสกตาญาณสัจจานุโลกมิกญาณ เป็นไฉน

หน้า ๕๖๖

ความสามารถรู้เห็น ความคิดเห็น ความประจักษ์แก่ใจ ความกระจ่าง ความเพ่งพินิจ และปัญญาที่สามารถไตร่ตรองสภาวธรรมอันเหมาะสม ซึ่งมีลักษณะรู้อย่างนี้ว่า ‘รูปไม่เที่ยง ... เวทนาไม่เที่ยง ... สัญญาไม่เที่ยง ... สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ... วิญญาณไม่เที่ยง’ นี้เรียกว่าสัจจานุโลมิกญาณปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่ามัคคสมิงคิญาณ ปัญญาในผล ๔ ชื่อว่าผลสมังคิญาณ (๑)

{๘๒๓} [๗๙๔] มัคคสมังคิญาณ ได้แก่ ความรู้แม้ในทุกข์นี้ ความรู้แม้ในทุกข์สมุทัยนี้ ความรู้แม้ในทุกขนิโรธนี้ ความรู้แม้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้

ทุกขญาณ เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ ปรารภทุกข์เกิดขึ้น นี้เรียกว่าทุกขญาณ

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ ปรารภทุกขสมุทัยเกิดขึ้น นี้เรียกว่าทุกขสมุทยญาณ ... ปรารภทุกขนิโรธเกิดขึ้น นี้เรียกว่าทุกขนิโรธญาณ ... ปรารภทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเกิดขึ้น นี้เรียกว่าทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ (๒){๘๒๔} [๗๙๕] ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรมและกามาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่ากามาวจรปัญญา ปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรมและรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่ารูปาวจรปัญญา ปัญญาในอรูปาวจรกุศลธรรมและอรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่าอรูปาวจรปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าอปริยาปันนปัญญา (๓){๘๒๕} [๗๙๖] ธัมมญาณ เป็นไฉน

ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าธัมมญาณ

หน้า ๕๖๗

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงส่งนัยคือปัจจเวกขณญาณไปในอดีตและอนาคตด้วยธรรมนี้ที่พระองค์ทรงรู้แล้ว ทรงเห็นแล้ว ทรงบรรลุแล้ว ทรงรู้แจ้งแล้ว ทรงหยั่งถึงแล้วว่า ในอดีตกาล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งได้รู้ทุกข์แล้ว ได้รู้ทุกขสมุทัยแล้ว ได้รู้ทุกขนิโรธแล้ว ได้รู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็ได้รู้ทุกข์นี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็ได้รู้ทุกขสมุทัยนี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็ได้รู้ทุกขนิโรธนี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็ได้รู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้เอง ในอนาคตกาล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งจักรู้ทุกข์ จักรู้ทุกขสมุทัย จักรู้ทุกขนิโรธ จักรู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็จักรู้ทุกข์นี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็จักรู้ทุกขสมุทัยนี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็จักรู้ทุกขนิโรธนี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็จักรู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้เอง’ ปัญญากิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิในการส่งนัยคือปัจจเวกขณญาณไปนั้น นี้เรียกว่าอันวยญาณปริยญาณ เป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้กำหนดรู้จิตของสัตว์เหล่าอื่น ของบุคคลเหล่าอื่นด้วยจิต คือ จิตมีราคะก็รู้ชัดว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะก็รู้ชัดว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ชัดว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะก็รู้ชัดว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ชัดว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะก็รู้ชัดว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ชัดว่าจิตหดหู่ จิตฟุ้งซ่านก็รู้ชัดว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคคตะก็รู้ชัดว่าจิตเป็นมหัคคตะ หรือจิตไม่เป็นมหัคคตะก็รู้ชัดว่าจิตไม่เป็นมหัคคตะ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ชัดว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ชัดว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิก็รู้ชัดว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิก็รู้ชัดว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้นก็รู้ชัดว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้นก็รู้ชัดว่าจิตไม่หลุดพ้น ปัญญา

หน้า ๕๖๘

กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิในจิตของสัตว์เหล่าอื่นของบุคคลเหล่าอื่นนั้น นี้เรียกว่าปริยญาณเว้นธัมมญาณ อันวยญาณ ปริยญาณ ปัญญาที่เหลือ เรียกว่าสัมมติญาณ (๔)

{๘๒๖} [๗๙๗] อาจยโนอปจยปัญญา เป็นไฉน

ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรม ชื่อว่าอาจยโนอปจยปัญญา

ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่าอปจยโนอาจยปัญญา

ปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรมและอรูปาวจรกุศลธรรม ชื่อว่าอาจยอปจยปัญญา ปัญญาที่เหลือ ชื่อว่าเนวาจยโนอปจยปัญญา (๕){๘๒๗} [๗๙๘] นิพพิทาโนปฏิเวธปัญญา เป็นไฉน

บุคคลเป็นผู้ปราศจากความยินดีในกามทั้งหลายด้วยปัญญาใด แต่ไม่ได้แทงตลอดอภิญญาและสัจจธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่านิพพิทาโนปฏิเวธปัญญาบุคคลเป็นผู้ปราศจากความยินดีในกามทั้งหลายนั้นแลได้แทงตลอดอภิญญาด้วยปัญญา แต่ไม่ได้แทงตลอดสัจจธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่าปฏิเวธโนนิพพิทาปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่านิพพิทาปฏิเวธปัญญา

ปัญญาที่เหลือ ชื่อว่าเนวนิพพิทาโนปฏิเวธปัญญา (๖)

{๘๒๘} [๗๙๙] หานภาคินีปัญญา เป็นไฉน

โยคาวจรบุคคลผู้ได้ปฐมฌานเมื่อออกจากปฐมฌานนั้นแล้ว สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยกามย่อมฟุ้งขึ้น ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หานภาคินีปัญญา สติอันสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่น ชื่อว่าฐิติภาคินีปัญญา สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยฌานที่ไม่มีวิตกย่อมฟุ้งขึ้น ชื่อว่า

หน้า ๕๖๙

วิเสสภาคินีปัญญา สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ย่อมฟุ้งขึ้น ชื่อว่านิพเพธภาคินีปัญญา

โยคาวจรบุคคลผู้ได้ทุติยฌานเมื่อออกจากทุติยฌานนั้นแล้ว สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยวิตกย่อมฟุ้งขึ้น ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้นชื่อว่า หานภาคินีปัญญา สติอันสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่น ชื่อว่าฐิติภาคินีปัญญา สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอุเบกขาย่อมฟุ้งขึ้น ชื่อว่าวิเสสภาคินีปัญญา สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ย่อมฟุ้งขึ้น ชื่อว่านิพเพธภาคินีปัญญาโยคาวจรบุคคลผู้ได้ตติยฌานเมื่อออกจากตติยฌานนั้นแล้ว สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยปีติและสุขย่อมฟุ้งขึ้น ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้นชื่อว่าหานภาคินีปัญญา สติอันสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่น ชื่อว่าฐิติภาคินีปัญญา สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอทุกขมสุขเวทนาย่อมฟุ้งขึ้น

ชื่อว่าวิเสสภาคินีปัญญา สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะย่อมฟุ้งขึ้น ชื่อว่านิพเพธภาคินีปัญญาโยคาวจรบุคคลผู้ได้จตุตถฌานเมื่อออกจากจตุตถฌานนั้นแล้ว สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอุเบกขาย่อมฟุ้งขึ้น ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้นชื่อว่าหานภาคินีปัญญา สติอันสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่น ชื่อว่าฐิติภาคินีปัญญา สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอากาสานัญจายตนฌานย่อมฟุ้งขึ้น ชื่อว่าวิเสสภาคินีปัญญา สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ย่อมฟุ้งขึ้น ชื่อว่านิพเพธภาคินีปัญญาโยคาวจรบุคคลผู้ได้อากาสานัญจายตนฌานเมื่อออกจากอากาสานัญจายตนฌานนั้นแล้ว สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยรูปย่อมฟุ้งขึ้น ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่าหานภาคินีปัญญา สติอันสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่น ชื่อว่าฐิติภาคินีปัญญา สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยวิญญาณัญจายตนฌานย่อมฟุ้งขึ้น ชื่อว่าวิเสสภาคินีปัญญา

หน้า ๕๗๐

สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะย่อมฟุ้งขึ้น ชื่อว่านิพเพธภาคินีปัญญา

โยคาวจรบุคคลผู้ได้วิญญาณัญจายตนฌานเมื่อออกจากวิญญาณัญจายตนฌานนั้นแล้ว สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอากาสานัญจายตฌานย่อมฟุ้งขึ้น ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่าหานภาคินีปัญญา สติอันสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่น ชื่อว่าฐิติภาคินีปัญญา สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอากิญจัญญาายตนฌานย่อมฟุ้งขึ้น ชื่อว่าวิเสสภาคินีปัญญา สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ย่อมฟุ้งขึ้น ชื่อว่านิพเพธภาคินีปัญญาโยคาวจรบุคคลผู้ได้อากิญจัญญายตนฌานเมื่อออกจากอากิญจัญญายตนฌานนั้นแล้ว สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยวิญญาณัญจายตนฌานย่อมฟุ้งขึ้น ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่าหานภาคินีปัญญา สติอันสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่น ชื่อว่าฐิติภาคินีปัญญา สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌานย่อมฟุ้งขึ้น ชื่อว่าวิเสสภาคินีปัญญา สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ย่อมฟุ้งขึ้น ชื่อว่านิพเพธภาคินีปัญญา (๗){๘๒๙} [๘๐๐] ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นไฉน

ปฏิสัมภิทา ๔ คือ

๑. อัตถปฏิสัมภิทา ๒. ธัมมปฏิสัมภิทา

๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา ๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา

ความรู้แตกฉานในอรรถชื่อว่าอัตถปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในธรรมชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้นชื่อว่านิรุตติปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายชื่อว่าปฏิภาณปฏิสัมภิทา

เหล่านี้ชื่อว่าปฏิสัมภิทา ๔ (๘)

หน้า ๕๗๑

{๘๓๐} [๘๐๑] ปฏิปทา ๔ เป็นไฉน

๑. ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญาปัญญา

๒. ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญาปัญญา

๓. สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญาปัญญา

๔. สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญาปัญญา

ในปฏิปทาปัญญา ๔ นั้น ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญาปัญญา เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้ยังสมาธิให้เกิดขึ้นโดยยาก โดยลำบาก รู้ฐานะนั้นก็ช้า นี้เรียกว่าทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญาปัญญาทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญาปัญญา เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้ยังสมาธิให้เกิดขึ้นโดยยาก โดยลำบาก แต่รู้ฐานะนั้นเร็ว นี้เรียกว่าทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญาปัญญาสุขาปฏิปทา ทันธาภิญญาปัญญา เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้ยังสมาธิให้เกิดขึ้นโดยไม่ยาก โดยไม่ลำบาก แต่รู้ฐานะนั้นช้า นี้เรียกว่าสุขาปฏิปทา ทันธาภิญญาปัญญาสุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญาปัญญา เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้ยังสมาธิให้เกิดขึ้นโดยไม่ยาก โดยไม่ลำบาก ฐานะนั้นก็เร็ว นี้เรียกว่าสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาปัญญาเหล่านี้ชื่อว่าปฏิปทา ๔ (๙)

หน้า ๕๗๒

{๘๓๑} [๘๐๒] อารัมมณปัญญา ๔ เป็นไฉน

๑. ปริตตปริตตารัมมณปัญญา

๒. ปริตตอัปปมาณารัมมณปัญญา

๓. อัปปมาณปริตตารัมมณปัญญา

๔. อัปปมาณอัปปมาณารัมมณปัญญา

ในอารัมมณปัญญา ๔ นั้น ปริตตปริตตารัมมณปัญญา เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ...ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้ได้สมาธิยังไม่ชำนาญคล่องแคล่วแผ่อารมณ์ไปเล็กน้อย นี้เรียกว่าปริตตปริตตารัมมณปัญญาปริตตอัปปมาณารัมมณปัญญา เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้ได้สมาธิยังไม่ชำนาญคล่องแคล่วแผ่อารมณ์ไปหาประมาณมิได้ นี้เรียกว่าปริตตอัปปมาณารัมมณปัญญาอัปปมาณาปริตตรัมมณปัญญา เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้ได้สมาธิชำนาญคล่องแคล่วแผ่อารมณ์ไปเล็กน้อย นี้เรียกว่าอัปปมาณปริตตารัมมณปัญญาอัปปมาณอัปปมาณารัมมณปัญญา เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้ได้สมาธิชำนาญคล่องแคล่วแผ่อารมณ์ไปหาประมาณมิได้ นี้เรียกว่าอัปปมาณอัปปมาณารัมมณปัญญาเหล่านี้เรียกว่าอารัมมณปัญญา ๔ (๑๐)

หน้า ๕๗๓

{๘๓๒} มัคคสมังคิญาณ ได้แก่ ความรู้แม้ในชรามรณะนี้ ความรู้แม้ในชรามรณสมุทัยนี้ ความรู้แม้ในชรามรณนิโรธนี้ ความรู้แม้ในชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทานี้

ชรามรณญาณ เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ ปรารภชรามรณะเกิดขึ้น นี้เรียกว่าชรามรณญาณ

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ ปรารภชรามรณสมุทัยเกิดขึ้น นี้เรียกว่าชรามรณสมุทยญาณ

... ปรารภชรามรณนิโรธเกิดขึ้น นี้เรียกว่าชรามรณนิโรธญาณ

... ปรารภชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทาเกิดขึ้น นี้เรียกว่าชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ (๑๑)

[๘๐๓] มัคคสมังคิญาณ ได้แก่ ความรู้แม้ในชาตินี้ ... ความรู้แม้ในภพนี้ ... ความรู้แม้ในอุปาทานนี้ ... ความรู้แม้ในตัณหานี้ ... ความรู้แม้ในเวทนานี้ ... ความรู้แม้ในผัสสะนี้ ... ความรู้แม้ในสฬายตนะนี้ ... ความรู้แม้ในนามรูปนี้ ... ความรู้แม้ในวิญญาณนี้ ... ความรู้แม้ในสังขารนี้ ความรู้แม้ในสังขารสมุทัยนี้ ความรู้แม้ในสังขารนิโรธนี้ ความรู้แม้ในสังขารนิโรธคามินีปฏิปทานี้ (๑๒-๒๑)ในญาณเหล่านั้น สังขารญาณ เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ ปรารภสังขารทั้งหลายเกิดขึ้น นี้เรียกว่าสังขารญาณ

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ ปรารภสังขารสมุทัยเกิดขึ้น นี้เรียกว่าสังขารสมุทยญาณ

หน้า ๕๗๔

... ปรารภสังขารนิโรธเกิดขึ้น นี้เรียกว่าสังขารนิโรธญาณ

... ปรารภสังขารนิโรธคามินีปฏิปทาเกิดขึ้น นี้เรียกว่าสังขารนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ

ญาณวัตถุหมวดละ ๔ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้

จบ จตุกกนิทเทส

๕. ปัญจกนิทเทส

{๘๓๓} [๘๐๔] ในญาณวัตถุหมวดละ ๕ นั้น สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ เป็นไฉน

ปัญญาที่แผ่ปีติไป ปัญญาที่แผ่สุขไป ปัญญาที่แผ่จิตไป ปัญญาที่แผ่แสงสว่างไป ปัจจเวกขณนิมิต ปัญญาในฌาน ๒ ชื่อว่าปัญญาที่แผ่ปีติไป ปัญญาในฌาน ๓ ชื่อว่าปัญญาที่แผ่สุขไป ญาณกำหนดรู้จิตของผู้อื่นชื่อว่าปัญญาที่แผ่จิตไป ทิพยจักษุชื่อว่าปัญญาที่แผ่แสงสว่างไป ปัจจเวกขณญาณของโยคาวจรบุคคลผู้ออกจากสมาธินั้นๆ ชื่อว่าปัจจเวกขณนิมิต นี้เรียกว่าสัมมาสมาธิมีองค์ ๕

{๘๓๔} สัมมาสมาธิมีญาณ ๕ เป็นไฉน

ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้มีสุขในปัจจุบันด้วย มีสุขเป็นวิบากต่อไปด้วย ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่าสมาธินี้ไกลจากกิเลส หาอามิสมิได้ ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่าสมาธินี้อันบุรุษมีปัญญาทรามเสพไม่ได้ ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่าสมาธินี้สงบ ประณีต ได้ความสงบระงับได้ บรรลุแล้ว โดยความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น และไม่บรรลุโดยการข่มปัจจนีกธรรมห้ามกิเลสด้วยจิตที่เป็นสสังขาริก ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า ‘ก็เรานั้นแลมีสติเข้าสมาธินี้ มีสติออกจากสมาธินี้’ นี้เรียกว่าสัมมาสมาธิมีญาณ ๕

หน้า ๕๗๕

ญาณวัตถุหมวดละ ๕ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้

จบ ปัญจกนิทเทส

๖. ฉักกนิทเทส

{๘๓๕} [๘๐๕] ในญาณวัตถุหมวดละ ๖ นั้น ปัญญาในอภิญญา ๖ เป็นไฉน ปัญญาในอภิญญา ๖ คือ

๑. อิทธิวิธญาณ ๒. โสตธาตุวิสุทธิญาณ

๓. ปรจิตตญาณ ๔. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

๕. จุตูปปาตญาณ ๖. อาสวักขยญาณ

เหล่านี้ชื่อว่าปัญญาในอภิญญา ๖

ญาณวัตถุหมวดละ ๖ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้

๗. สัตตกนิทเทส

{๘๓๖} [๘๐๖] ในญาณวัตถุหมวดละ ๗ นั้น ญาณวัตถุ ๗๗ เป็นไฉน

ความรู้ว่าเพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ ความรู้ว่าเมื่อชาติไม่มี ชรามรณะก็ไม่มี ความรู้ว่าแม้ในอดีตกาล เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี ความรู้ว่าแม้ในอดีตกาล เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะก็ไม่มี ความรู้ว่าแม้ในอนาคตกาล เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี ความรู้ว่าแม้ในอนาคตกาล เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะก็ไม่มี ความรู้ว่าธัมมฐิติญาณของบุคคลนั้นมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา

จบ นิเทศ