arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · ฌานวิภังค์

กุศลฌาน จตุกกนัย เล่ม ๓๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๑๐–๗๓๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๔ ในฌานวิภังค์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ ฌานวิภังค์ กุศลฌาน จตุกกนัย (ฉบับหลวง เล่ม ๓๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๕ หน้า ๔๕๒–๔๖๑

หน้า ๔๕๒

{๗๐๗} [๖๒๐] คำว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ ได้แก่ ธรรมคือจิตและเจตสิกของผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ของผู้อุปบัติในเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ หรือของพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม{๗๐๘} [๖๒๑] คำว่า บรรลุ ได้แก่ ความได้เฉพาะ ความถึง ความถึงพร้อม ความถูกต้อง ความทำให้แจ้ง ความเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

{๗๐๙} [๖๒๒] คำว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ประพฤติเป็นไปอยู่ รักษาอยู่ เป็นไปอยู่ ให้เป็นไปอยู่ เที่ยวไปอยู่ พักอยู่ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าอยู่

จบ สุตตันตภาชนีย์

๒. อภิธัมมภาชนีย์

๑. รูปาวจรกุศล

จตุกกนัย

{๗๑๐} [๖๒๓] ฌาน ๔ คือ

๑. ปฐมฌาน ๒. ทุติยฌาน

๓. ตติยฌาน ๔. จตุตถฌาน

{๗๑๑} [๖๒๔] ในฌาน ๔ นั้น ปฐมฌาน เป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าปฐมฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน (๑)

หน้า ๔๕๓

{๗๑๒} ทุติยฌาน เป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะวิตกวิจารสงบไป ... บรรลุทุติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าทุติยฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน (๒){๗๑๓} ตติยฌาน เป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะปีติสิ้นไป ... บรรลุตติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ สุข เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าตติยฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน (๓){๗๑๔} จตุตถฌาน เป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุจตุตถฌาน ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขเพราะละสุข(ละทุกข์ได้) ... อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าจตุตถฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน (๔)

จบ หมวดที่ ๔

ปัญจกนัย

{๗๑๕} [๖๒๕] ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัด จากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าปฐมฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน (๑){๗๑๖} ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม ... บรรลุทุติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ไม่มีวิตก มีเพียงวิจาร มี

หน้า ๔๕๔

ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๔ คือ วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าทุติยฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน (๒)

{๗๑๗} ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะวิตกวิจารสงบไป ... บรรลุตติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิตมีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าตติยฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน (๓){๗๑๘} ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะปีติสิ้นไป ... บรรลุจตุตถฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ สุข เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าจตุตถฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน (๔){๗๑๙} ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุปัญจมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขเพราะละสุขละทุกข์ได้ ... อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าปัญจมฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน (๕)

จบ หมวดที่ ๕

๒. อรูปาวจรกุศล

{๗๒๐} [๖๒๖] ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงอรูปภพ เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง บรรลุจตุตถฌานอันสหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา เพราะละสุขละทุกข์ได้ ... อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าจตุตถฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน

หน้า ๔๕๕

๓. โลกุตตรกุศลฌาน

จตุกกนัย

{๗๒๑} [๖๒๗] ฌาน ๔ คือ

๑. ปฐมฌาน ๒. ทุติยฌาน

๓. ตติยฌาน ๔. จตุตถฌาน

{๗๒๒} [๖๒๘] ในฌาน ๔ นั้น ปฐมฌาน เป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญโลกุตตรฌานอันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาอยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าปฐมฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน (๑){๗๒๓} ทุติยฌาน เป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญโลกุตตรฌานอันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ เพราะวิตกวิจารสงบไป ... บรรลุทุติยฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาอยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าทุติยฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน (๒){๗๒๔} ตติยฌาน เป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญโลกุตตรฌานอันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ เพราะปีติสิ้นไป ... บรรลุตติยฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาอยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ สุข เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าตติยฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน (๓)

หน้า ๔๕๖

{๗๒๕} จตุตถฌาน เป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญโลกุตตรฌานอันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ บรรลุจตุตถฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา เพราะละสุขละทุกข์ได้ ... อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์๒ คือ อุเบกขา เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าจตุตถฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน (๔)

จบ หมวดที่ ๔

ปัญจกนัย

{๗๒๖} [๖๒๙] ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญโลกุตตรฌานอันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธภิญญา อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าปฐมฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน (๑){๗๒๗} ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญโลกกุตตรฌานอันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน เพื่อประทาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุทุติยฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทา ไม่มีวิตก มีเพียงวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๔ คือ วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าทุติยฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน (๒){๗๒๘} ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญโลกุตตรฌานอันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพานเพื่อประหาณทิฎฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ เพราะวิตกวิจารสงบไป ... บรรลุตติยฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าตติยฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน (๓)

หน้า ๔๕๗

{๗๒๙} ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญโลกุตตรฌานอันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ เพราะปีติสิ้นไป ... บรรลุจตุตถฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาอยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ สุขเอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าจตุตถฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน (๔){๗๓๐} ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญโลกุตตรฌานอันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ บรรลุปัญจมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ... เพราะละสุข(ละทุกข์)ได้ ... อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าปัญจมฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน (๕)

๔. รูปาวจรวิบาก

{๗๓๑} [๖๓๐] ฌาน ๔ คือ

๑. ปฐมฌาน ๒. ทุติยฌาน

๓. ตติยฌาน ๔. จตุตถฌาน

{๗๓๒} [๖๓๑] ในฌาน ๔ นั้น ปฐมฌาน เป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล

ภิกษุสงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมนั้นแหละที่ได้ทำได้สั่งสมไว้แล้ว อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าปฐมฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน

หน้า ๔๕๘

ทุติยฌาน เป็นต้นเป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะวิตกวิจารสงบไป ... บรรลุทุติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล

เพราะวิตกวิจารสงบไป ... บรรลุทุติยฌาน ... บรรลุตติยฌาน ... บรรลุจตุตถฌาน ... บรรลุปฐมฌาน ... บรรลุปัญจมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมนั้นแหละที่ได้ทำได้สั่งสมไว้แล้ว อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าปัญจมฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน ...

๕. อรูปาวจรวิบาก

[๖๓๒] ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงอรูปภพ เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง บรรลุจตุตถฌานอันสหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา เพราะละสุข(ละทุกข์)ได้ ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศลเพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง ภิกษุจึงบรรลุจตุตถฌานอันสหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ... เพราะละสุข ... อันเป็นวิบาก เพราะอรูปาวจรกุศลกรรมนั้นแหละที่ได้ทำได้สั่งสมไว้แล้ว อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าจตุตถฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน

หน้า ๔๕๙

๖. โลกุตตรวิบาก

{๗๓๓} [๖๓๓] ฌาน ๔ คือ

๑. ปฐมฌาน ๒. ทุติยฌาน

๓. ตติยฌาน ๔. จตุตถฌาน

{๗๓๔} [๖๓๔] ในฌาน ๔ นั้น ปฐมฌาน เป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญโลกุตตรฌานอันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล

ภิกษุสงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อันเป็นสุญญตะ อันเป็นวิบาก เพราะโลกุตตรกุศลฌานนั้นแหละที่ได้ทำได้เจริญไว้แล้วนั้นแล อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าปฐมฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌานทุติยฌาน (เป็นต้น) เป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญโลกุตตรฌานอันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ เพราะวิตกวิจารสงบไป ... บรรลุทุติยฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศลเพราะวิตกวิจารสงบไป .... บรรลุทุติยฌาน ... บรรลุตติยฌาน ... บรรลุจตุตถฌาน ... บรรลุปฐมฌาน ... บรรลุปัญจมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อันเป็นวิบาก เพราะโลกุตตรกุศลฌานนั้นแหละที่ได้ทำได้เจริญไว้แล้ว อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าปัญจมฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน

หน้า ๔๖๐

๗. รูปารูปาวจรกิริยา

{๗๓๕} [๖๓๕] ฌาน ๔ คือ

๑. ปฐมฌาน ๒. ทุติยฌาน

๓. ตติยฌาน ๔. จตุตถฌาน

{๗๓๖} [๖๓๖] ในฌาน ๔ นั้น ปฐมฌาน เป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธรรมสุขวิหาร สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าปฐมฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌานทุติยฌาน เป็นต้นเป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธรรมสุขวิหาร เพราะวิตกวิจารสงบไป ... บรรลุทุติยฌาน ... บรรลุตติยฌาน ... บรรลุจตุตถฌาน ... บรรลุปฐมฌาน ... บรรลุปัญจมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าปัญจมฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน[๖๓๗] ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญอรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธรรมสุขวิหาร เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง บรรลุจตุตถฌานอันสหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา เพราะละสุข(ละทุกข์)ได้ ... อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าจตุตถฌาน สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน ด้วยประการฉะนี้

จบ อภิธัมมภาชนีย์

หน้า ๔๖๑

๓. ปัญหาปุจฉกะ

{๗๓๗} [๖๓๘] ฌาน ๔ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

๑. สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่

๒. บรรลุทุติยฌาน ที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารเพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่๓. มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ ดังนี้อยู่๔. บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาเพราะละสุขละทุกข์ได้และเพราะโสมนัสโทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่

ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา

[๖๓๙] บรรดาฌาน ๔ ฌานไหนเป็นกุศล ฌานไหนเป็นอกุศล ฌานไหนเป็นอัพยากฤต ... ฌานไหนที่เกิดกับกิเลสอันเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ ฌานไหนที่ไม่เกิดกับกิเลสอันเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้

๑. ติกมาติกาวิสัชนา

{๗๓๘} [๖๔๐] ฌาน ๔ ที่เป็นกุศลก็มี ที่เป็นอัพยากฤตก็มี

ฌาน ๓ เว้นสุขเวทนาที่เกิดขึ้นในฌานนี้เสีย สัมปยุตด้วยสุขเวทนา จตุตถฌาน เว้นอทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นในฌานนี้เสีย สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา

จบ กุศลฌาน จตุกกนัย