arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · ขันธวิภังค์

ปัญหาปุจฉกะ เล่ม ๓๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๔–๙๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๗ ในขันธวิภังค์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๓. ปญฺหาปุจฺฉก

๓. ปัญหาปุจฉกะ

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ ขันธวิภังค์ ปัญหาปุจฉกะ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๕)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๓๕ หน้า ๖๗–๗๖ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๓๕ หน้า ๙๘–๑๑๑

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ปญฺจกฺขนฺธา: รูปกฺขนฺโธ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ขันธ์ ๕ คือ

๑. รูปขันธ์

๒. เวทนาขันธ์

๓. สัญญาขันธ์

๔. สังขารขันธ์

๕. วิญญาณขันธ์

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ กติ กุสลา? กติ อกุสลา? กติ อพฺยากตา ฯเปฯ กติ สรณา? กติ อรณา?

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา

บรรดาขันธ์ ๕ ขันธ์เท่าไรเป็นกุศล เท่าไรเป็นอกุศล เท่าไรเป็น อัพยากฤต ฯลฯ เท่าไรเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ เท่าไรไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้

บาลี (มหาจุฬาฯ)

๑. ติก รูปกฺขนฺโธ อพฺยากโต. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา กุสลา, สิยา อกุสลา, สิยา อพฺยากตา. เทฺว ขนฺธา น วตฺตพฺพา “สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา”ติปิ, “ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา”ติปิ, “อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา”ติปิ. ตโย ขนฺธา สิยา สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา, สิยา ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา, สิยา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา. รูปกฺขนฺโธ เนววิปากนวิปากธมฺม-ธมฺโม. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา วิปากา, สิยา วิปากธมฺมธมฺมา, สิยา เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมา. รูปกฺขนฺโธ สิยา อุปาทินฺนุปาทานิโย, สิยา อนุปาทินฺนุปาทานิโย, จตฺตาโร ขนฺธา สิยา อุปาทินฺนุ- ปาทานิยา, สิยา อนุปาทินฺนุปาทานิยา, สิยา อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา.

รูปกฺขนฺโธ อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิโก. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา, สิยา อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา, สิยา อสงฺกิลิฏฺฐาสงฺกิเลสิกา. รูปกฺขนฺโธ อวิตกฺกอวิจาโร. ตโย ขนฺธา สิยา สวิตกฺกสวิจารา, สิยา อวิตกฺกวิจารมตฺตา, สิยา อวิตกฺกอวิจารา. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา สวิตกฺก-สวิจาโร, สิยา อวิตกฺกวิจารมตฺโต, สิยา อวิตกฺกอวิจาโร, สิยา น วตฺตพฺโพ “สวิตกฺกสวิจาโร”ติปิ, “อวิตกฺกวิจารมตฺโต”ติปิ, “อวิตกฺก- ------ อวิจาโร”ติปิ. รูปกฺขนฺโธ น วตฺตพฺโพ “ปืติสหคโต”ติปิ, “สุขสหคโต”ติปิ, “อุเปกฺขาสหคโต”ติปิ. เวทนากฺขนฺโธ สิยา ปืติสหคโต, น สุขสหคโต, น อุเปกฺขาสหคโต, สิยา น วตฺตพฺโพ “ปืติสหคโต”ติ. ตโย ขนฺธา สิยา ปืติสหคตา, สิยา สุขสหคตา, สิยา อุเปกฺขาสหคตา, สิยา น วตฺตพฺพา “ปืติสหคตา”ติปิ, “สุขสหคตา”ติปิ, “อุเปกฺขาสหคตา”ติปิ.

รูปกฺขนฺโธ เนว ทสฺสเนน น ภาวนาย ปหาตพฺโพ. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา ทสฺสเนน ปหาตพฺพา, สิยา ภาวนาย ปหาตพฺพา, สิยา เนว ทสฺสเนน น ภาวนาย ปหาตพฺพา. รูปกฺขนฺโธ เนว ทสฺสเนน น ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุโก. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา, สิยา ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา, สิยา เนว ทสฺสเนน น ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา. รูปกฺขนฺโธ เนวาจย- คามินาปจยคามี. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา อาจยคามิโน, สิยา อปจยคามิโน, สิยา เนวาจยคามินาปจย- คามิโน. รูปกฺขนฺโธ เนวเสกฺขนาเสกฺโข. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา เสกฺขา, สิยา อเสกฺขา, สิยา เนวเสกฺขนาเสกฺขา. รูปกฺขนฺโธ ปริตฺโต. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา ปริตฺตา, สิยา มหคฺคตา, สิยา อปฺปมาณา. รูปกฺขนฺโธ อนารมฺมโณ. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา ปริตฺตารมฺมณา, สิยา มหคฺคตารมฺมณา, สิยา อปฺปมาณารมฺมณา, สิยา น วตฺตพฺพา “ปริตฺตารมฺมณา”ติปิ, “มหคฺคตารมฺมณา”ติปิ, “อปฺปมาณารมฺมณา”ติปิ. รูปกฺขนฺโธ มชฺฌิโม. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา หีนา, สิยา มชฺฌิมา, สิยา ปณีตา. รูปกฺขนฺโธ อนิยโต. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา มิจฺฉตฺตนิยตา, สิยา สมฺมตฺตนิยตา, สิยา อนิยตา.

รูปกฺขนฺโธ อนารมฺมโณ. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา มคฺคารมฺมณา, สิยา มคฺคเหตุกา, สิยา มคฺคาธิปติโน, สิยา น วตฺตพฺพา “มคฺคารมฺมณา”ติปิ, “มคฺคเหตุกา”ติปิ, “มคฺคาธิปติโน”ติปิ. สิยา อุปฺปนฺนา, สิยา อนุปฺปนฺนา, สิยา อุปฺปาทิโน. สิยา อตีตา, สิยา อนาคตา, สิยา ปจฺจุปฺปนฺนา. รูปกฺขนฺโธ อนารมฺมโณ. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา อตีตารมฺมณา, สิยา อนาคตารมฺมณา, สิยา ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา, สิยา น วตฺตพฺพา “อตีตารมฺมณา”ติปิ, “อนาคตารมฺมณา”ติปิ, “ปจฺจุปฺปนฺนา-รมฺมณา”ติปิ. สิยา อชฺฌตฺตา, สิยา พหิทฺธา, สิยา อชฺฌตฺตพหิทฺธา. รูปกฺขนฺโธ อนารมฺมโณ. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา อชฺฌตฺตารมฺมณา, สิยา พหิทฺธารมฺมณา, สิยา อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณา, สิยา น วตฺตพฺพา “อชฺฌตฺตารมฺมณา”ติปิ, “พหิทฺธารมฺมณา”ติปิ, “อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณา”ติปิ. จตฺตาโร ขนฺธา อนิทสฺสนอปฺปฏิฆา. รูปกฺขนฺโธ สิยา สนิทสฺสนสปฺปฏิโฆ, สิยา อนิทสฺสนสปฺปฏิโฆ, สิยา อนิทสฺสนอปฺปฏิโฆ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๑. ติกมาติกาวิสัชนา

๑. กุสลติกวิสัชนา

รูปขันธ์เป็นอัพยากฤต ขันธ์ ๔ ที่เป็นกุศลก็มี ที่เป็นอกุศลก็มี ที่ เป็นอัพยากฤตก็มี

๒. เวทนาติกวิสัชนา

ขันธ์ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา หรือ สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ขันธ์ ๓ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี ที่สัมปยุตด้วย ทุกขเวทนาก็มี ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี

๓. วิปากติกวิสัชนา

รูปขันธ์ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก ขันธ์ ๔ ที่เป็นวิบากก็มี ที่ เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี ที่ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี

๔. อุปาทินนติกวิสัชนา

รูปขันธ์ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของ อุปาทานก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของ อุปาทานก็มี ขันธ์ ๔ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ ของอุปาทานก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของ อุปาทานก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของ อุปาทานก็มี

๕. สังกิลิฏฐติกวิสัชนา

รูปขันธ์กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส ขันธ์ ๔ ที่กิเลส ทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็น อารมณ์ของกิเลสก็มี ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี

๖. สวิตักกติกวิสัชนา

รูปขันธ์ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ขันธ์ ๓ ที่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ที่ไม่มีวิตกมี เพียงวิจารก็มี ที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี สังขารขันธ์ที่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ที่ไม่มี วิตกมีเพียงวิจารก็มี ที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีทั้งวิตกและวิจาร ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร หรือไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี

๗. ปีติติกวิสัชนา

รูปขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า สหรคตด้วยปีติ สหรคตด้วยสุข หรือสหรคตด้วยอุเบกขา เวทนาขันธ์ที่สหรคตด้วยปีติแต่ไม่สหรคตด้วยสุขและไม่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี ที่ กล่าวไม่ได้ว่า สหรคตด้วยปีติก็มี ขันธ์ ๓ ที่สหรคตด้วยปีติก็มี ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี แต่กล่าวไม่ได้ว่า สหรคตด้วยปีติ สหรคตด้วยสุข หรือ สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี

๘. ทัสสนติกวิสัชนา

รูปขันธ์ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ขันธ์ ๔ ที่ ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี ที่ ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี

๙. ทัสสนเหตุติกวิสัชนา

รูปขันธ์ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ขันธ์ ๔ ที่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี ที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี ที่ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี

๑๐. อาจยคามิติกวิสัชนา

รูปขันธ์ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพาน ขันธ์ ๔ ที่เป็นเหตุให้ถึง ปฏิสนธิและจุติก็มี ที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานก็มี ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และ นิพพานก็มี

๑๑. เสกขติกวิสัชนา

รูปขันธ์ไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคล ขันธ์ ๔ ที่เป็นของเสขบุคคลก็มี ที่เป็นของอเสขบุคคลก็มี ที่ไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคลก็มี

๑๒. ปริตตติกวิสัชนา

รูปขันธ์เป็นปริตตะ ขันธ์ ๔ ที่เป็นปริตตะก็มี ที่เป็นมหัคคตะก็มี ที่เป็น อัปปมาณะก็มี

๑๓. ปริตตารัมมณติกวิสัชนา

รูปขันธ์รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ขันธ์ ๔ ที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีมหัคคตะ เป็นอารมณ์ก็มี ที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีปริตตะเป็นอารมณ์ มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ หรือมีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี

๑๔. หีนติกวิสัชนา

รูปขันธ์เป็นชั้นกลาง ขันธ์ ๔ ที่เป็นชั้นต่ำก็มี ที่เป็นชั้นกลางก็มี ที่เป็นชั้น ประณีตก็มี

๑๕. มิจฉัตตติกวิสัชนา

รูปขันธ์เป็นธรรมชาติไม่แน่นอนโดยอาการทั้งสองนั้น ขันธ์ ๔ ที่มีสภาวะผิด และให้ผลแน่นอนก็มี ที่มีสภาวะชอบและให้ผลแน่นอนก็มี ที่เป็นธรรมชาติไม่แน่ นอนโดยอาการทั้งสองนั้นก็มี

๑๖. มัคคารัมมณติกวิสัชนา

รูปขันธ์รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ขันธ์ ๔ ที่มีมรรคเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีมรรคเป็นเหตุ ก็มี ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีมรรคเป็นอารมณ์ มีมรรคเป็นเหตุ หรือมีมรรคเป็นอธิบดีก็มี

๑๗. อุปปันนติกวิสัชนา

ขันธ์ ๕ ที่เกิดขึ้นก็มี ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี ที่จักเกิดขึ้นแน่นอนก็มี

๑๘. อตีตติกวิสัชนา

ขันธ์ ๕ ที่เป็นอดีตก็มี ที่เป็นอนาคตก็มี ที่เป็นปัจจุบันก็มี

๑๙. อตีตารัมมณติกวิสัชนา

รูปขันธ์รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ขันธ์ ๔ ที่มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีอนาคต ธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีอดีตธรรม เป็นอารมณ์ มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์ หรือมีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ก็มี

บาลี (มหาจุฬาฯ)

๒. ทุก จตฺตาโร ขนฺธา น เหตู. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา เหตุ, สิยา น เหตุ. รูปกฺขนฺโธ อเหตุโก. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา สเหตุกา, สิยา อเหตุกา. รูปกฺขนฺโธ เหตุวิปฺปยุตฺโต. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา เหตุสมฺปยุตฺตา, สิยา เหตุวิปฺปยุตฺตา. รูปกฺขนฺโธ น วตฺตพฺโพ “เหตุ เจว สเหตุโก จา”ติปิ, “สเหตุโก เจว น จ เหตู”ติปิ. ตโย ขนฺธา น วตฺตพฺพา “เหตู เจว สเหตุกา จา”ติ, สิยา สเหตุกา เจว น จ เหตู, สิยา น วตฺตพฺพา “สเหตุกา เจว น จ เหตู”ติ. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา เหตุ เจว สเหตุโก จ, สิยา สเหตุโก เจว น จ เหตุ, สิยา น วตฺตพฺโพ “เหตุ เจว สเหตุโก จา”ติปิ, “สเหตุโก เจว น จ เหตู”ติปิ. รูปกฺขนฺโธ น วตฺตพฺโพ

“เหตุ เจว เหตุสมฺปยุตฺโต จา”ติปิ, “เหตุสมฺปยุตฺโต เจว น จ เหตู”ติปิ. ตโย ขนฺธา น วตฺตพฺพา “เหตู เจว เหตุสมฺปยุตฺตา จา”ติ, สิยา เหตุสมฺปยุตฺตา เจว น จ เหตู, สิยา น วตฺตพฺพา “เหตุสมฺปยุตฺตา เจว น จ เหตู”ติ. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา เหตุ เจว เหตุสมฺปยุตฺโต จ, สิยา เหตุสมฺปยุตฺโต เจว น จ เหตุ, สิยา น วตฺตพฺโพ “เหตุ เจว เหตุสมฺปยุตฺโต จา”ติปิ, เหตุสมฺปยุตฺโต เจว น จ เหตู”ติปิ. รูปกฺขนฺโธ น เหตุ อเหตุโก. ตโย ขนฺธา สิยา น เหตู สเหตุกา, สิยา น เหตู อเหตุกา. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา น เหตุ สเหตุโก, สิยา น เหตุ อเหตุโก, สิยา น วตฺตพฺโพ “น เหตุ สเหตุโก”ติปิ, “น เหตุ อเหตุโก”ติปิ. (๑)

สปฺปจฺจยา, สงฺขตา.

จตฺตาโร ขนฺธา อนิทสฺสนา. รูปกฺขนฺโธ สิยา สนิทสฺสโน, สิยา อนิทสฺสโน. จตฺตาโร ขนฺธา อปฺปฏิฆา. รูปกฺขนฺโธ สิยา สปฺปฏิโฆ, สิยา อปฺปฏิโฆ. รูปกฺขนฺโธ รูปํ. จตฺตาโร ขนฺธา อรูปา. รูปกฺขนฺโธ โลกิโย. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา โลกิยา, สิยา โลกุตฺตรา. เกนจิ วิญฺเญยฺยา, เกนจิ น วิญฺเญยฺยา. (๒)

จตฺตาโร ขนฺธา โน อาสวา. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา อาสโว, สิยา โน อาสโว. รูปกฺขนฺโธ สาสโว. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา สาสวา, สิยา อนาสวา. รูปกฺขนฺโธ อาสววิปฺปยุตฺโต. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา อาสวสมฺปยุตฺตา, สิยา อาสววิปฺปยุตฺตา. รูปกฺขนฺโธ น วตฺตพฺโพ “อาสโว เจว สาสโว จา”ติ, สาสโว เจว โน จ อาสโว. ตโย ขนฺธา น วตฺตพฺพา “อาสวา เจว สาสวา จา”ติ, สิยา สาสวา เจว โน จ อาสวา, สิยา น วตฺตพฺพา “สาสวา เจว โน จ อาสวา”ติ. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา อาสโว เจว สาสโว จ, สิยา สาสโว เจว โน จ อาสโว, สิยา น วตฺตพฺโพ “อาสโว เจว สาสโว จา”ติปิ, “สาสโว เจว โน จ อาสโว”ติปิ. รูปกฺขนฺโธ น วตฺตพฺโพ “อาสโว เจว อาสวสมฺปยุตฺโต

จา”ติปิ, “อาสวสมฺปยุตฺโต เจว โน จ อาสโว”ติปิ. ตโย ขนฺธา น วตฺตพฺพา “อาสวา เจว อาสวสมฺปยุตฺตา จา”ติ, สิยา อาสวสมฺปยุตฺตา เจว โน จ อาสวา, สิยา น วตฺตพฺพา “อาสวสมฺปยุตฺตา เจว โน จ อาสวา”ติ. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา อาสโว เจว อาสวสมฺปยุตฺโต จ, สิยา อาสวสมฺปยุตฺโต เจว โน จ อาสโว, สิยา น วตฺตพฺโพ “อาสโว เจว อาสวสมฺปยุตฺโต จา”ติปิ, “อาสวสมฺปยุตฺโต เจว โน จ อาสโว”ติปิ. รูปกฺขนฺโธ อาสววิปฺปยุตฺตสาสโว. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา อาสววิปฺปยุตฺตสาสวา, สิยา อาสววิปฺปยุตฺตอนาสวา, สิยา น วตฺตพฺพา “อาสววิปฺปยุตฺตสาสวา”ติปิ, “อาสววิปฺปยุตฺตอนาสวา”ติปิ. (๓)

จตฺตาโร ขนฺธา โน สโยชนา. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา สญฺโญชนํ, สิยา โน สญฺโญชนํ. รูปกฺขนฺโธ สญฺโญชนิโย. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา สญฺโญชนิยา, สิยา อสญฺโญชนิยา. รูปกฺขนฺโธ สญฺโญชนวิปฺปยุตฺโต. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา สญฺโญชนสมฺปยุตฺตา, สิยา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตา. รูปกฺขนฺโธ น วตฺตพฺโพ “สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนิโย จา”ติ, สญฺโญชนิโย เจว โน จ สญฺโญชนํ. ตโย ขนฺธา น วตฺตพฺพา “สญฺโญชนา เจว สญฺโญชนิยา จาติ, สิยา สญฺโญชนิยา เจว โน จ สญฺโญชนา, สิยา น วตฺตพฺพา “สญฺโญชนิยา เจว โน จ สญฺโญชนา”ติ. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนิโย จ, สิยา สญฺโญชนิโย เจว โน จ สญฺโญชนํ, สิยา น วตฺตพฺโพ “สญฺโญชนญฺเจว

สญฺโญชนิโย จา”ติปิ, “สญฺโญชนิโย เจว โน จ สญฺโญชนนฺ”ติปิ. รูปกฺขนฺโธ น วตฺตพฺโพ “สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนสมฺปยุตฺโต จา”ติปิ, “สญฺโญชนสมฺปยุตฺโต เจว โน จ สญฺโญชนนฺ”ติปิ. ตโย ขนฺธา น วตฺตพฺพา “สญฺโญชนา เจว สญฺโญชนสมฺปยุตฺตา จา”ติ, สิยา สญฺโญชนสมฺปยุตฺตา เจว โน จ สญฺโญชนา, สิยา น วตฺตพฺพา “สญฺโญชนสมฺปยุตฺตา เจว โน จ สญฺโญชนา”ติ. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนสมฺปยุตฺโต จ, สิยา สญฺโญชน- สมฺปยุตฺโต เจว โน จ สญฺโญชนํ, สิยา น วตฺตพฺโพ “สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนสมฺปยุตฺโต จา”ติปิ, “สญฺโญชนสมฺปยุตฺโต เจว โน จ สญฺโญชนนฺ”ติปิ. รูปกฺขนฺโธ สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตสญฺโญชนิโย. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตสญฺโญชนิยา, สิยา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตอสญฺโญชนิยา, สิยา น วตฺตพฺพา “สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตสญฺโญชนิยา”ติปิ, “สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตอสญฺโญชนิยา”ติปิ. (๔)

จตฺตาโร ขนฺธา โน คนฺถา. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา คนฺโถ, สิยา โน คนฺโถ. รูปกฺขนฺโธ คนฺถนิโย. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา คนฺถนิยา, สิยา อคนฺถนิยา. รูปกฺขนฺโธ คนฺถวิปฺปยุตฺโต. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา คนฺถสมฺปยุตฺตา, สิยา คนฺถวิปฺปยุตฺตา. รูปกฺขนฺโธ น วตฺตพฺโพ “คนฺโถ เจว คนฺถนิโย จา”ติ, คนฺถนิโย เจว โน จ คนฺโถ. ตโย ขนฺธา น วตฺตพฺพา “คนฺถา เจว คนฺถนิยา จา”ติ, สิยา คนฺถนิยา เจว โน จ คนฺถา, สิยา น วตฺตพฺพา “คนฺถนิยา เจว โน จ คนฺถา”ติ. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา คนฺโถ เจว คนฺถนิโย จ, สิยา คนฺถนิโย เจว โน จ คนฺโถ, สิยา น วตฺตพฺโพ “คนฺโถ เจว คนฺถนิโย จา”ติปิ, “คนฺถนิโย เจว โน จ คนฺโถ”ติปิ. รูปกฺขนฺโธ

น วตฺตพฺโพ “คนฺโถ เจว คนฺถสมฺปยุตฺโต จา”ติปิ, “คนฺถสมฺปยุตฺโต เจว โน จ คนฺโถ”ติปิ. ตโย ขนฺธา น วตฺตพฺพา “คนฺถา เจว คนฺถสมฺปยุตฺตา จา”ติ, สิยา คนฺถสมฺปยุตฺตา เจว โน จ คนฺถา, สิยา น วตฺตพฺพา “คนฺถสมฺปยุตฺตา เจว โน จ คนฺถา”ติ. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา คนฺโถ เจว คนฺถสมฺปยุตฺโต จ, สิยา คนฺถสมฺปยุตฺโต เจว โน จ คนฺโถ, สิยา น วตฺตพฺโพ “คนฺโถ เจว คนฺถสมฺปยุตฺโต จา”ติปิ, “คนฺถสมฺปยุตฺโต เจว โน จ คนฺโถ”ติปิ. รูปกฺขนฺโธ คนฺถวิปฺปยุตฺตคนฺถนิโย. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา คนฺถวิปฺปยุตฺตคนฺถนิยา สิยา คนฺถวิปฺปยุตฺตอคนฺถนิยา, สิยา น วตฺตพฺพา “คนฺถวิปฺปยุตฺตคนฺถนิยา”ติปิ, “คนฺถวิปฺปยุตฺตอคนฺถนิยา”ติปิ. (๕)

จตฺตาโร ขนฺธา โน โอฆา ฯเปฯ โน โยคา ฯเปฯ โน นีวรณา. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา นีวรณํ, สิยา โน นีวรณํ. รูปกฺขนฺโธ นีวรณิโย. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา นีวรณิยา, สิยา อนีวรณิยา. รูปกฺขนฺโธ นีวรณวิปฺปยุตฺโต. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา นีวรณสมฺปยุตฺตา, สิยา นีวรณวิปฺปยุตฺตา. รูปกฺขนฺโธ น วตฺตพฺโพ “นีวรณญฺเจว นีวรณิโย จา”ติ, นีวรณิโย เจว โน จ นีวรณํ. ตโย ขนฺธา น วตฺตพฺพา “นีวรณา เจว นีวรณิยา จา”ติ, สิยา นีวรณิยา เจว โน จ นีวรณา, สิยา น วตฺตพฺพา “นีวรณิยา เจว โน จ นีวรณา”ติ. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา นีวรณญฺเจว นีวรณิโย จ, สิยา นีวรณิโย เจว โน จ นีวรณํ, สิยา น วตฺตพฺโพ “นีวรณญฺเจว นีวรณิโย จา”ติปิ,

“นีวรณิโย เจว โน จ นีวรณนฺ”ติปิ. รูปกฺขนฺโธ น วตฺตพฺโพ “นีวรณญฺเจว นีวรณสมฺปยุตฺโต จา”ติปิ, “นีวรณสมฺปยุตฺโต เจว โน จ นีวรณนฺ”ติปิ. ตโย ขนฺธา น วตฺตพฺพา “นีวรณา เจว นีวรณสมฺปยุตฺตา จา”ติ, สิยา นีวรณสมฺปยุตฺตา เจว โน จ นีวรณา, สิยา น วตฺตพฺพา “นีวรณสมฺปยุตฺตา เจว โน จ นีวรณา”ติ. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา นีวรณญฺเจว นีวรณสมฺปยุตฺโต จ, สิยา นีวรณสมฺปยุตฺโต เจว โน จ นีวรณํ, สิยา น วตฺตพฺโพ “นีวรณญฺเจว นีวรณสมฺปยุตฺโต จา”ติปิ, “นีวรณสมฺปยุตฺโต เจว โน จ นีวรณนฺ”ติปิ. รูปกฺขนฺโธ นีวรณวิปฺปยุตฺตนีวรณิโย. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา นีวรณวิปฺปยุตฺตนีวรณิยา, สิยา นีวรณวิปฺปยุตฺตอนีวรณิยา, สิยา น วตฺตพฺพา “นีวรณวิปฺปยุตฺตนีวรณิยา”ติปิ, “นีวรณวิปฺปยุตฺต-อนีวรณิยา”ติปิ. (๘)

จตฺตาโร ขนฺธา โน ปรามาสา. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา ปรามาโส, สิยา โน ปรามาโส. รูปกฺขนฺโธ ปรามฏฺโฐ. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา ปรามฏฺฐา, สิยา อปรามฏฺฐา. รูปกฺขนฺโธ ปรามาส- วิปฺปยุตฺโต. ตโย ขนฺธา สิยา ปรามาสสมฺปยุตฺตา, สิยา ปรามาสวิปฺปยุตฺตา. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา ปรามาสสมฺปยุตฺโต, สิยา ปรามาสวิปฺปยุตฺโต, สิยา น วตฺตพฺโพ “ปรามาสสมฺปยุตฺโต”ติปิ, “ปรามาสวิปฺปยุตฺโต”ติปิ. รูปกฺขนฺโธ น วตฺตพฺโพ “ปรามาโส เจว ปรามฏฺโฐ จา”ติ, ปรามฏฺโฐ เจว โน จ ปรามาโส. ตโย ขนฺธา น วตฺตพฺพา “ปรามาสา เจว ปรามฏฺฐา จา”ติ, สิยา ปรามฏฺฐา เจว โน จ ปรามาสา, สิยา น วตฺตพฺพา “ปรามฏฺฐา เจว โน จ ปรามาสา”ติ. สงฺขารกฺขนฺโธ

สิยา ปรามาโส เจว ปรามฏฺโฐ จ, สิยา ปรามฏฺโฐ เจว โน จ ปรามาโส, สิยา น วตฺตพฺโพ “ปรามาโส เจว ปรามฏฺโฐ จา”ติปิ, “ปรามฏฺโฐ เจว โน จ ปรามาโส”ติปิ. รูปกฺขนฺโธ ปรามาสวิปฺปยุตฺต-ปรามฏฺโฐ. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา ปรามาสวิปฺปยุตฺตปรามฏฺฐา, สิยา ปรามาสวิปฺปยุตฺตอปรามฏฺฐา,สิยา น วตฺตพฺพา “ปรามาสวิปฺปยุตฺตปรามฏฺฐา”ติปิ, “ปรามาสวิปฺปยุตฺตอปรามฏฺฐา”ติปิ. (๙) รูปกฺขนฺโธ อนารมฺมโณ. จตฺตาโร ขนฺธา สารมฺมณา. วิญฺญาณกฺขนฺโธ จิตฺตํ. จตฺตาโร ขนฺธา โน จิตฺตา. ตโย ขนฺธา เจตสิกา. เทฺว ขนฺธา อเจตสิกา. ตโย ขนฺธา จิตฺตสมฺปยุตฺตา.รูปกฺขนฺโธ จิตฺตวิปฺปยุตฺโต. วิญฺญาณกฺขนฺโธ น วตฺตพฺโพ “จิตฺเตน

สมฺปยุตฺโต”ติปิ, “จิตฺเตน วิปฺปยุตฺโต”ติปิ. ตโย ขนฺธา จิตฺตสํสฏฺฐา. รูปกฺขนฺโธ จิตฺตวิสํสฏฺโฐ. วิญฺญาณกฺขนฺโธ น วตฺตพฺโพ “จิตฺเตน สํสฏฺโฐ”ติปิ, “จิตฺเตน วิสํสฏฺโฐ”ติปิ. ตโย ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานา. วิญฺญาณกฺขนฺโธ โน จิตฺตสมุฏฺฐาโน. รูปกฺขนฺโธ สิยา จิตฺตสมุฏฺฐาโน, สิยา โน จิตฺตสมุฏฺฐาโน. ตโย ขนฺธา จิตฺตสหภุโน. วิญฺญาณกฺขนฺโธ โน จิตฺตสหภู. รูปกฺขนฺโธ สิยา จิตฺตสหภู, สิยา โน จิตฺตสหภู. ตโย ขนฺธา จิตฺตานุปริวตฺติโน. วิญฺญาณกฺขนฺโธ โน จิตฺตานุปริวตฺติ. รูปกฺขนฺโธ สิยา จิตฺตานุปริวตฺติ, สิยา โน จิตฺตานุปริวตฺติ. ตโย ขนฺธา จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานา. เทฺว ขนฺธา โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานา. ตโย ขนฺธา จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานสหภุโน. เทฺว ขนฺธา โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานสหภุโน. ตโย ขนฺธา จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานานุปริวตฺติโน. เทฺว ขนฺธา โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานานุปริวตฺติโน. (๑๐)

วิญฺญาณกฺขนฺโธ อชฺฌตฺติโก. ตโย ขนฺธา พาหิรา. รูปกฺขนฺโธ สิยา อชฺฌตฺติโก, สิยา พาหิโร. จตฺตาโร ขนฺธา โน อุปาทา. รูปกฺขนฺโธ สิยา อุปาทา, สิยา โน อุปาทา, สิยา อุปาทินฺนา, สิยา อนุปาทินฺนา. จตฺตาโร ขนฺธา โน อุปาทานา. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา อุปาทานํ, สิยา โน อุปาทานํ. รูปกฺขนฺโธ อุปาทานิโย. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา อุปาทานิยา, สิยา อนุปาทานิยา. รูปกฺขนฺโธ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา อุปาทานสมฺปยุตฺตา, สิยา อุปาทานวิปฺปยุตฺตา. รูปกฺขนฺโธ น วตฺตพฺโพ “อุปาทานญฺเจว อุปาทานิโย จา”ติ, อุปาทานิโย เจว โน จ อุปาทานํ. ตโย ขนฺธา น วตฺตพฺพา “อุปาทานญฺเจว อุปาทานิยา จา”ติ,

สิยา อุปาทานิยา เจว โน จ อุปาทานา, สิยา น วตฺตพฺพา “อุปาทานิยา เจว โน จ อุปาทานา”ติ. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา อุปาทานญฺเจว อุปาทานิโย จ, สิยา อุปาทานิโย เจว โน จ อุปาทานํ, สิยา น วตฺตพฺโพ “อุปาทานญฺเจว อุปาทานิโย จา”ติปิ, “อุปาทานิโย เจว โน จ อุปาทานนฺ”ติปิ. รูปกฺขนฺโธ น วตฺตพฺโพ “อุปาทานญฺเจว อุปาทานสมฺปยุตฺโต จา”ติปิ, “อุปาทานสมฺปยุตฺโต เจว โน จ อุปาทานนฺ”ติปิ. ตโย ขนฺธา น วตฺตพฺพา “อุปาทานา เจว อุปาทานสมฺปยุตฺตา จา”ติ, สิยา อุปาทานสมฺปยุตฺตา เจว โน จ อุปาทานา, สิยา น วตฺตพฺพา “อุปาทานสมฺปยุตฺตา เจว โน จ อุปาทานา”ติ. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา อุปาทานญฺเจว อุปาทานสมฺปยุตฺโต จ, สิยา อุปาทานสมฺปยุตฺโต เจว โน จ อุปาทานํ, สิยา น วตฺตพฺโพ “อุปาทานญฺเจว อุปาทานสมฺปยุตฺโต จา”ติปิ, “อุปาทานสมฺปยุตฺโต เจว โน จ อุปาทานนฺ”ติปิ. รูปกฺขนฺโธ อุปาทานวิปฺปยุตฺตอุปาทานิโย. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา อุปาทานวิปฺปยุตฺต- อุปาทานิยา, สิยา อุปาทานวิปฺปยุตฺตอนุปาทานิยา, สิยา น วตฺตพฺพา “อุปาทานวิปฺปยุตฺตอุปาทานิยา”ติปิ, “อุปาทานวิปฺปยุตฺตอนุปาทานิยา”ติปิ. (๑๑)

จตฺตาโร ขนฺธา โน กิเลสา. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา กิเลโส, สิยา โน กิเลโส. รูปกฺขนฺโธ สงฺกิเลสิโก. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา สงฺกิเลสิกา, สิยา อสงฺกิเลสิกา. รูปกฺขนฺโธ อสงฺกิลิฏฺโฐ. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา สงฺกิลิฏฺฐา, สิยา อสงฺกิลิฏฺฐา. รูปกฺขนฺโธ กิเลสวิปฺปยุตฺโต. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา กิเลสสมฺปยุตฺตา, สิยา กิเลสวิปฺปยุตฺตา. รูปกฺขนฺโธ น วตฺตพฺโพ “กิเลโส เจว สํกิเลสิโก จา”ติ, สงฺกิเลสิโก เจว โน จ กิเลโส. ตโย ขนฺธา น วตฺตพฺพา “กิเลสา เจว สํกิเลสิกา จา”ติ, สิยา สงฺกิเลสิกา เจว โน จ กิเลสา, สิยา น วตฺตพฺพา “สงฺกิเลสิกา เจว โน จ กิเลสา”ติ. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา กิเลโส เจว สงฺกิเลสิโก

จ, สิยา สงฺกิเลสิโก เจว โน จ กิเลโส”ติปิ. รูปกฺขนฺโธ น วตฺตพฺโพ “กิเลโส เจว สงฺกิลิฏฺโฐ จา”ติปิ, “สงฺกิลิฏฺโฐ เจว โน จ กิเลโส”ติปิ. ตโย ขนฺธา น วตฺตพฺพา “กิเลโส เจว สงฺกิลิฏฺฐา จา”ติ, สิยา สงฺกิลิฏฺฐา เจว โน จ กิเลสา, สิยา น วตฺตพฺพา “สํกิลิฏฺฐา เจว โน จ กิเลสา”ติ. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา กิเลโส เจว สงฺกิลิฏฺโฐ จ, สิยา สงฺกิลิฏฺโฐ เจว โน จ กิเลโส, สิยา น วตฺตพฺโพ “กิเลโส เจว สงฺกิลิฏฺโฐ จา”ติปิ, “สงฺกิลิฏฺโฐ เจว โน จ กิเลโส”ติปิ.

รูปกฺขนฺโธ น วตฺตพฺโพ “กิเลโส เจว กิเลสสมฺปยุตฺโต จา”ติปิ, “กิเลสสมฺปยุตฺโต เจว โน จ กิเลโส”ติปิ. ตโย ขนฺธา น วตฺตพฺพา “กิเลสา เจว กิเลสสมฺปยุตฺตา จา”ติ, สิยา กิเลสสมฺปยุตฺตา เจว โน จ กิเลสา, สิยา น วตฺตพฺพา “กิเลสสมฺปยุตฺตา เจว โน จ กิเลสา”ติ. สงฺขารกฺขนฺโธ สิยา กิเลโส เจว กิเลสสมฺปยุตฺโต จ, สิยา กิเลสสมฺปยุตฺโต เจว โน จ กิเลโส, สิยา น วตฺตพฺโพ “กิเลโส เจว กิเลสสมฺปยุตฺโต จา”ติปิ, “กิเลสสมฺปยุตฺโต เจว โน จ กิเลโส”ติปิ. รูปกฺขนฺโธ กิเลสวิปฺปยุตฺตสงฺกิเลสิโก. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา กิเลสวิปฺปยุตฺตสงฺกิเลสิกา, สิยา กิเลสวิปฺปยุตฺต-อสงฺกิเลสิกา, สิยา น วตฺตพฺพา “กิเลสวิปฺปยุตฺตสงฺกิเลสิกา”ติปิ, “กิเลสวิปฺปยุตฺตอสงฺกิเลสิกา”ติปิ. (๑๒)

รูปกฺขนฺโธ น ทสฺสเนน ปหาตพฺโพ. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา ทสฺสเนน ปหาตพฺพา, สิยา น ทสฺสเนน ปหาตพฺพา. รูปกฺขนฺโธ น ภาวนาย ปหาตพฺโพ. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา ภาวนาย ปหาตพฺพา, สิยา น ภาวนาย ปหาตพฺพา. รูปกฺขนฺโธ น ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุโก. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา, สิยา น ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา. รูปกฺขนฺโธ น ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุโก. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา, สิยา น ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา. รูปกฺขนฺโธ อวิตกฺโก. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา สวิตกฺกา, สิยา อวิตกฺกา. รูปกฺขนฺโธ อวิจาโร. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา สวิจารา, สิยา อวิจารา. รูปกฺขนฺโธ อปฺปืติโก, จตฺตาโร ขนฺธา สิยา สปฺปืติกา, สิยา อปฺปืติกา. รูปกฺขนฺโธ น ปืติสหคโต. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา ปืติสหคตา, สิยา น ปืติสหคตา. เทฺว ขนฺธา น สุขสหคตา. ตโย ขนฺธา สิยา สุขสหคตา, สิยา น สุขสหคตา. เทฺว ขนฺธา น อุเปกฺขาสหคตา. ตโย ขนฺธา สิยา อุเปกฺขาสหคตา, สิยา น อุเปกฺขาสหคตา.

รูปกฺขนฺโธ กามาวจโร. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา กามาวจรา, สิยา น กามาวจรา. รูปกฺขนฺโธ น รูปาวจโร. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา รูปาวจรา, สิยา น รูปาวจรา. รูปกฺขนฺโธ น อรูปาวจโร. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา อรูปาวจรา, สิยา น อรูปาวจรา. รูปกฺขนฺโธ ปริยาปนฺโน. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา ปริยาปนฺนา. สิยา อปริยาปนฺนา. รูปกฺขนฺโธ อนิยฺยานิโก. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา นิยฺยานิกา, สิยา อนิยฺยานิกา. รูปกฺขนฺโธ อนิยโต. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา นิยตา, สิยา อนิยตา. รูปกฺขนฺโธ สอุตฺตโร. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา สอุตฺตรา, สิยา อนุตฺตรา. รูปกฺขนฺโธ อรโณ. จตฺตาโร ขนฺธา สิยา สรณา, สิยา อรณาติ. ปญฺหาปุจฺฉกํ. ขนฺธวิภงฺโค นิฏฺฐิโต.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๒๐. อัชฌัตตติกวิสัชนา

ขันธ์ ๕ ที่เป็นภายในตนก็มี ที่เป็นภายนอกตนก็มี ที่เป็นภายในตนและภาย นอกตนก็มี

๒๑. อัชฌัตตารัมมณติกวิสัชนา

รูปขันธ์รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ขันธ์ ๔ ที่มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีธรรม ภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ หรือมี ธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี

๒๒. สนิทัสสนติกวิสัชนา

ขันธ์ ๔ เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ รูปขันธ์ที่เห็นได้และกระทบได้ก็มี ที่เห็นไม่ ได้แต่กระทบได้ก็มี ที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ก็มี

๒. ทุกมาติกาวิสัชนา

๑. เหตุโคจฉกวิสัชนา

ขันธ์ ๔ ไม่เป็นเหตุ สังขารขันธ์ที่เป็นเหตุก็มี ที่ไม่เป็นเหตุก็มี

รูปขันธ์ไม่มีเหตุ ขันธ์ ๔ ที่มีเหตุก็มี ที่ไม่มีเหตุก็มี

รูปขันธ์วิปปยุตจากเหตุ ขันธ์ ๔ ที่สัมปยุตด้วยเหตุก็มี ที่วิปปยุตจากเหตุก็มี

รูปขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและมีเหตุ หรือมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ ขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและมีเหตุ ที่มีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีเหตุแต่ ไม่เป็นเหตุก็มี สังขารขันธ์ที่เป็นเหตุและมีเหตุก็มี ที่มีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี ที่กล่าว ไม่ได้ว่า เป็นเหตุและมีเหตุ หรือมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี

รูปขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ หรือสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่ เป็นเหตุ ขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ ที่สัมปยุตด้วยเหตุแต่ ไม่เป็นเหตุก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี สังขารขันธ์ที่เป็น เหตุและสัมปยุตด้วยเหตุก็มี ที่สัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ หรือสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มีรูปขันธ์ไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุ ขันธ์ ๓ ที่ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุก็มี ที่ไม่เป็น เหตุและไม่มีเหตุก็มี สังขารขันธ์ที่ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุก็มี ที่ไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุ ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ หรือไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุก็มี

๒. จูฬันตรทุกวิสัชนา

ขันธ์ ๕ มีปัจจัยปรุงแต่ง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง

ขันธ์ ๔ เห็นไม่ได้ รูปขันธ์ที่เห็นได้ก็มี ที่เห็นไม่ได้ก็มี

ขันธ์ ๔ กระทบไม่ได้ รูปขันธ์ที่กระทบได้ก็มี ที่กระทบไม่ได้ก็มี

รูปขันธ์เป็นรูป ขันธ์ ๔ ไม่เป็นรูป

รูปขันธ์เป็นโลกิยะ ขันธ์ ๔ ที่เป็นโลกิยะก็มี ที่เป็นโลกุตตระก็มี

ขันธ์ ๕ ที่จิตบางดวงรู้ได้ก็มี ที่จิตบางดวงรู้ไม่ได้ก็มี

๓. อาสวโคจฉกวิสัชนา

ขันธ์ ๔ ไม่เป็นอาสวะ สังขารขันธ์ที่เป็นอาสวะก็มี ที่ไม่เป็นอาสวะก็มี

รูปขันธ์เป็นอารมณ์ของอาสวะ ขันธ์ ๔ ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี ที่ไม่เป็น อารมณ์ของอาสวะก็มี

รูปขันธ์วิปปยุตจากอาสวะ ขันธ์ ๔ ที่สัมปยุตด้วยอาสวะก็มี ที่วิปปยุตจาก อาสวะก็มี

รูปขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือเป็นอารมณ์ ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ ขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของ อาสวะ ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอารมณ์ ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี สังขารขันธ์ที่เป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะ ก็มี ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและ เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือเป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มีรูปขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ หรือสัมปยุตด้วย อาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ ขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ

ที่ สัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่ เป็นอาสวะก็มี สังขารขันธ์ที่เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะก็มี ที่สัมปยุตด้วย อาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ หรือ สัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มีรูปขันธ์วิปปยุตจากอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ขันธ์ ๔ ที่วิปปยุตจาก อาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี ที่วิปปยุตจากอาสวะและไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือวิปปยุต จากอาสวะและไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี

๔. สัญโญชนโคจฉกวิสัชนา

ขันธ์ ๔ ไม่เป็นสังโยชน์ สังขารขันธ์ที่เป็นสังโยชน์ก็มี ที่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี

รูปขันธ์เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ขันธ์ ๔ ที่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ก็มี ที่ไม่ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ก็มี

รูปขันธ์วิปปยุตจากสังโยชน์ ขันธ์ ๔ ที่สัมปยุตด้วยสังโยชน์ก็มี ที่วิปปยุต จากสังโยชน์ก็มี

รูปขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังโยชน์และเป็นอารมณ์ของสังโยชน์ หรือเป็น อารมณ์ของสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ ขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังโยชน์และเป็น อารมณ์ของสังโยชน์ ที่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอารมณ์ของสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี สังขารขันธ์ที่เป็นสังโยชน์และเป็น อารมณ์ของสังโยชน์ก็มี ที่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี ที่กล่าว ไม่ได้ว่า เป็นสังโยชน์และเป็นอารมณ์ของสังโยชน์ หรือเป็นอารมณ์ของสังโยชน์แต่ ไม่เป็นสังโยชน์ก็มีรูปขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังโยชน์และสัมปยุตด้วยสังโยชน์ หรือสัมปยุตด้วย สังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์

ขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังโยชน์และสัมปยุตด้วย สังโยชน์ ที่สัมปยุตด้วยสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วย สังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี สังขารขันธ์ที่เป็นสังโยชน์และสัมปยุตด้วยสังโยชน์ก็มี ที่สัมปยุตด้วยสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังโยชน์และสัมปยุต ด้วยสังโยชน์ หรือสัมปยุตด้วยสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มีรูปขันธ์วิปปยุตจากสังโยชน์แต่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ขันธ์ ๔ ที่วิปปยุตจาก สังโยชน์แต่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ก็มี ที่วิปปยุตจากสังโยชน์และไม่เป็นอารมณ์ของ สังโยชน์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากสังโยชน์แต่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ หรือ วิปปยุตจากสังโยชน์และไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ก็มี

๕. คันถโคจฉกวิสัชนา

ขันธ์ ๔ ไม่เป็นคันถะ สังขารขันธ์ที่เป็นคันถะก็มี ที่ไม่เป็นคันถะก็มี

รูปขันธ์เป็นอารมณ์ของคันถะ ขันธ์ ๔ ที่เป็นอารมณ์ของคันถะก็มี ที่ไม่เป็น อารมณ์ของคันถะก็มี

รูปขันธ์วิปปยุตจากคันถะ ขันธ์ ๔ ที่สัมปยุตด้วยคันถะก็มี ที่วิปปยุตจาก คันถะก็มี

รูปขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถะและเป็นอารมณ์ของคันถะ หรือเป็นอารมณ์ ของคันถะแต่ไม่เป็นคันถะ ขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถะและเป็นอารมณ์ของคันถะ ที่เป็นอารมณ์ของคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอารมณ์ของคันถะแต่ ไม่เป็นคันถะก็มี สังขารขันธ์ที่เป็นคันถะและเป็นอารมณ์ของคันถะก็มี ที่เป็นอารมณ์ ของคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถะและเป็นอารมณ์ของคันถะ หรือเป็นอารมณ์ของคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มีรูปขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะ หรือสัมปยุตด้วยคันถะ แต่ไม่เป็นคันถะ ขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะ

ที่สัมปยุต ด้วยคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี สังขารขันธ์ที่เป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะก็มี ที่สัมปยุตด้วยคันถะแต่ไม่เป็น คันถะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะ หรือสัมปยุตด้วยคันถะ แต่ไม่เป็นคันถะก็มีรูปขันธ์วิปปยุตจากคันถะแต่เป็นอารมณ์ของคันถะ ขันธ์ ๔ ที่วิปปยุตจาก คันถะแต่เป็นอารมณ์ของคันถะก็มี ที่วิปปยุตจากคันถะ และไม่เป็นอารมณ์ของ คันถะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากคันถะแต่เป็นอารมณ์ของคันถะ หรือวิปปยุต จากคันถะและไม่เป็นอารมณ์ของคันถะก็มี

๖-๘. โอฆโคจฉกาทิวิสัชนา

ขันธ์ ๔ ไม่เป็นโอฆะ ฯลฯ ไม่เป็นโยคะ ฯลฯ ไม่เป็นนิวรณ์ สังขารขันธ์ที่ เป็นนิวรณ์ก็มี ที่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มีรูปขันธ์เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ ขันธ์ ๔ ที่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ก็มี ที่ไม่ เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ก็มี

รูปขันธ์วิปปยุตจากนิวรณ์ ขันธ์ ๔ ที่สัมปยุตด้วยนิวรณ์ก็มี ที่วิปปยุตจาก นิวรณ์ก็มี

รูปขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนิวรณ์และเป็นอารมณ์ของนิวรณ์ หรือเป็นอารมณ์ ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ ขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนิวรณ์และเป็นอารมณ์ของ นิวรณ์ ที่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอารมณ์ของ นิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี สังขารขันธ์ที่เป็นนิวรณ์และเป็นอารมณ์ของนิวรณ์ก็มี ที่ เป็นอารมณ์ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนิวรณ์และเป็นอารมณ์ ของนิวรณ์ หรือเป็นอารมณ์ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มีรูปขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์ หรือสัมปยุตด้วย นิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ ขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่า

เป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์ ที่ สัมปยุตด้วยนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยนิวรณ์แต่ไม่เป็น นิวรณ์ก็มี สังขารขันธ์ที่เป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์ก็มี ที่สัมปยุตด้วยนิวรณ์แต่ ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์ หรือสัมปยุตด้วย นิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มีรูปขันธ์วิปปยุตจากนิวรณ์แต่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ ขันธ์ ๔ ที่วิปปยุตจาก นิวรณ์แต่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ก็มี ที่วิปปยุตจากนิวรณ์และไม่เป็นอารมณ์ของ นิวรณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากนิวรณ์แต่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ หรือวิปปยุต จากนิวรณ์และไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ก็มี

๙. ปรามาสโคจฉกวิสัชนา

ขันธ์ ๔ ไม่เป็นปรามาส สังขารขันธ์ที่เป็นปรามาสก็มี ที่ไม่เป็นปรามาสก็มี

รูปขันธ์เป็นอารมณ์ของปรามาส ขันธ์ ๔ ที่เป็นอารมณ์ของปรามาสก็มี ที่ไม่ เป็นอารมณ์ของปรามาสก็มี

รูปขันธ์วิปปยุตจากปรามาส ขันธ์ ๓ ที่สัมปยุตด้วยปรามาสก็มี ที่วิปปยุต จากปรามาสก็มี สังขารขันธ์ที่สัมปยุตด้วยปรามาสก็มี ที่วิปปยุตจากปรามาสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยปรามาส หรือวิปปยุตจากปรามาสก็มีรูปขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามาสและเป็นอารมณ์ของปรามาส หรือเป็น อารมณ์ของปรามาสแต่ไม่เป็นปรามาส ขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามาสและ เป็นอารมณ์ของปรามาส ที่เป็นอารมณ์ของปรามาสแต่ไม่เป็นปรามาสก็มี ที่กล่าว ไม่ได้ว่า เป็นอารมณ์ของปรามาสแต่ไม่เป็นปรามาสก็มี สังขารขันธ์ที่เป็นปรามาส และเป็นอารมณ์ของปรามาสก็มี ที่เป็นอารมณ์ของปรามาสแต่ไม่เป็นปรามาสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามาสและเป็นอารมณ์ของปรามาส หรือเป็นอารมณ์ของ ปรามาสแต่ไม่เป็นปรามาสก็มีรูปขันธ์วิปปยุตจากปรามาสแต่เป็นอารมณ์ของปรามาส ขันธ์ ๔ ที่วิปปยุต จากปรามาสแต่เป็นอารมณ์ของปรามาสก็มี ที่วิปปยุตจากปรามาสและไม่เป็น อารมณ์ของปรามาสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากปรามาสแต่เป็นอารมณ์ของ ปรามาส หรือวิปปยุตจากปรามาสและไม่เป็นอารมณ์ของปรามาสก็มี

๑๐. ปิฏฐิทุกะ

รูปขันธ์รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ขันธ์ ๔ รับรู้อารมณ์ได้

วิญญาณขันธ์เป็นจิต ขันธ์ ๔ ไม่เป็นจิต

ขันธ์ ๓ เป็นเจตสิก ขันธ์ ๒ ไม่เป็นเจตสิก

ขันธ์ ๓ สัมปยุตด้วยจิต รูปขันธ์วิปปยุตจากจิต วิญญาณขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยจิต หรือวิปปยุตจากจิต

ขันธ์ ๓ ระคนกับจิต รูปขันธ์ไม่ระคนกับจิต วิญญาณขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า ระคนกับจิต หรือไม่ระคนกับจิต

ขันธ์ ๓ มีจิตเป็นสมุฏฐาน วิญญาณขันธ์ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน รูปขันธ์ที่มีจิต เป็นสมุฏฐานก็มี ที่ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐานก็มี

ขันธ์ ๓ เกิดพร้อมกับจิต วิญญาณขันธ์ไม่เกิดพร้อมกับจิต รูปขันธ์ที่เกิด พร้อมกับจิตก็มี ที่ไม่เกิดพร้อมกับจิตก็มี

ขันธ์ ๓ เป็นไปตามจิต วิญญาณขันธ์ไม่เป็นไปตามจิต รูปขันธ์ที่เป็นไปตามจิต ก็มี ที่ไม่เป็นไปตามจิตก็มีขันธ์ ๓ ระคนกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน ขันธ์ ๒ ไม่ระคนกับจิตและมีจิต เป็นสมุฏฐาน

ขันธ์ ๓ ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเกิดพร้อมกับจิต ขันธ์ ๒ ไม่ระคน กับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเกิดพร้อมกับจิต

ขันธ์ ๓ ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเป็นไปตามจิต ขันธ์ ๒ ไม่ระคน กับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเป็นไปตามจิต

๑๑. อุปาทานโคจฉกะ

วิญญาณขันธ์เป็นภายใน ขันธ์ ๓ เป็นภายนอก รูปขันธ์ที่เป็นภายในก็มี ที่ เป็นภายนอกก็มี

ขันธ์ ๔ ไม่เป็นอุปาทายรูป รูปขันธ์ที่เป็นอุปาทายรูปก็มี ที่ไม่เป็นอุปาทายรูป ก็มี

ขันธ์ ๕ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือก็มี ที่กรรมอัน ประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือก็มี

ขันธ์ ๔ ไม่เป็นอุปาทาน สังขารขันธ์ที่เป็นอุปาทานก็มี ที่ไม่เป็นอุปาทานก็มี

รูปขันธ์เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ขันธ์ ๔ ที่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่ ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี

รูปขันธ์วิปปยุตจากอุปาทาน ขันธ์ ๔ ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานก็มี ที่วิปปยุต จากอุปาทานก็มี

รูปขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน หรือเป็น อารมณ์ของอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทาน ขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานและ เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ที่เป็นอารมณ์ของอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี ที่กล่าว ไม่ได้ว่า เป็นอารมณ์ของอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี สังขารขันธ์ที่เป็นอุปาทาน และเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่เป็นอารมณ์ของอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน หรือเป็นอารมณ์ของ อุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มีรูปขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทาน หรือสัมปยุตด้วย อุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทาน

ขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วย อุปาทาน ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วย อุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี สังขารขันธ์ที่เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทาน ก็มี ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานและ สัมปยุตด้วยอุปาทาน หรือสัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มีรูปขันธ์วิปปยุตจากอุปาทานแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ขันธ์ ๔ ที่วิปปยุต จากอุปาทานแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่วิปปยุตจากอุปาทานและไม่เป็น อารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากอุปาทานแต่เป็นอารมณ์ของ อุปาทาน หรือวิปปยุตจากอุปาทานและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี

๑๒. กิเลสโคจฉกะ

ขันธ์ ๔ ไม่เป็นกิเลส สังขารขันธ์ที่เป็นกิเลสก็มี ที่ไม่เป็นกิเลสก็มี

รูปขันธ์เป็นอารมณ์ของกิเลส ขันธ์ ๔ ที่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่ไม่เป็น อารมณ์ของกิเลสก็มี

รูปขันธ์กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมอง ขันธ์ ๔ ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองก็มี ที่กิเลส ไม่ทำให้เศร้าหมองก็มี

รูปขันธ์วิปปยุตจากกิเลส ขันธ์ ๔ ที่สัมปยุตด้วยกิเลสก็มี ที่วิปปยุตจาก กิเลสก็มี

รูปขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและเป็นอารมณ์ของกิเลส หรือเป็นอารมณ์ของ กิเลสแต่ไม่เป็นกิเลส ขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและเป็นอารมณ์ของกิเลส ที่ เป็นอารมณ์ของกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอารมณ์ของกิเลสแต่ไม่ เป็นกิเลสก็มี สังขารขันธ์ที่เป็นกิเลสและเป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่เป็นอารมณ์ ของกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและเป็นอารมณ์ของกิเลส หรือเป็นอารมณ์ของกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มีรูปขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและกิเลสทำให้เศร้าหมอง หรือกิเลสทำให้ เศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลส ขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและกิเลสทำให้เศร้าหมองที่กิเลสทำให้เศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า กิเลสทำให้เศร้าหมองแต่ ไม่เป็นกิเลสก็มี สังขารขันธ์ที่เป็นกิเลสและกิเลสทำให้เศร้าหมองก็มี ที่กิเลสทำให้ เศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและกิเลสทำให้เศร้าหมอง หรือกิเลสทำให้เศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี

รูปขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลส หรือสัมปยุตด้วยกิเลส แต่ไม่เป็นกิเลส ขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลส ที่สัมปยุต ด้วยกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี สังขารขันธ์ที่เป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลสก็มี ที่สัมปยุตด้วยกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลส ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลส หรือสัมปยุตด้วยกิเลสแต่ไม่ เป็นกิเลสก็มีรูปขันธ์วิปปยุตจากกิเลสแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส ขันธ์ ๔ ที่วิปปยุตจากกิเลส แต่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่วิปปยุตจากกิเลสและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่ กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากกิเลสแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส หรือวิปปยุตจากกิเลสและ ไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี

๑๓. มหันตรทุกวิสัชนา

รูปขันธ์ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค ขันธ์ ๔ ที่ต้องประหาณด้วย โสดาปัตติมรรคก็มี ที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี

รูปขันธ์ไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ขันธ์ ๔ ที่ต้องประหาณด้วย มรรคเบื้องบน ๓ ก็มี ที่ไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี

รูปขันธ์ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค ขันธ์ ๔ ที่มีเหตุต้อง ประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี ที่ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี

รูปขันธ์ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ขันธ์ ๔ ที่มีเหตุต้อง ประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี ที่ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี

รูปขันธ์ไม่มีวิตก ขันธ์ ๔ ที่มีวิตกก็มี ที่ไม่มีวิตกก็มี

รูปขันธ์ไม่มีวิจาร ขันธ์ ๔ ที่มีวิจารก็มี ที่ไม่มีวิจารก็มี

รูปขันธ์ไม่มีปีติ ขันธ์ ๔ ที่มีปีติก็มี ที่ไม่มีปีติก็มี

รูปขันธ์ไม่สหรคตด้วยปีติ ขันธ์ ๔ ที่สหรคตด้วยปีติก็มี ที่ไม่สหรคตด้วย ปีติก็มี

ขันธ์ ๒ ไม่สหรคตด้วยสุข ขันธ์ ๓ ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่ไม่สหรคตด้วย สุขก็มี

ขันธ์ ๒ ไม่สหรคตด้วยอุเบกขา ขันธ์ ๓ ที่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี ที่ไม่ สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี

รูปขันธ์เป็นกามาวจร ขันธ์ ๔ ที่เป็นกามาวจรก็มี ที่ไม่เป็นกามาวจรก็มี

รูปขันธ์ไม่เป็นรูปาวจร ขันธ์ ๔ ที่เป็นรูปาวจรก็มี ที่ไม่เป็นรูปาวจรก็มี

รูปขันธ์ไม่เป็นอรูปาวจร ขันธ์ ๔ ที่เป็นอรูปาวจรก็มี ที่ไม่เป็นอรูปาวจรก็มี

รูปขันธ์นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ ขันธ์ ๔ ที่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ก็มี ที่ไม่นับเนื่อง ในวัฏฏทุกข์ก็มี

รูปขันธ์ไม่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ ขันธ์ ๔ ที่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ ก็มี ที่ไม่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ก็มี

รูปขันธ์เป็นธรรมชาติไม่แน่นอน ขันธ์ ๔ ที่ให้ผลแน่นอนก็มี ที่ให้ผลไม่แน่นอน ก็มี

รูปขันธ์มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ขันธ์ ๔ ที่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าก็มี ที่ไม่มีธรรมอื่นยิ่ง กว่าก็มี

รูปขันธ์ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ ขันธ์ ๔ ที่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ก็มี ที่ไม่ เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ก็มี (๑๓)

ปัญหาปุจฉกะ จบ

ขันธวิภังค์ จบบริบูรณ์

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑คือเป็นธรรมชาติที่ไม่แน่นอนโดยการให้ผลหรือไม่ให้ผล

จบ ปัญหาปุจฉกะ