พระอภิธรรมปิฎก ยมก · มูลยมก
อุทเทสวาร เล่ม ๓๘
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑–๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๒ ในมูลยมกมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก มูลยมก อุทเทสวาร (ฉบับหลวง เล่ม ๓๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๘)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๘ หน้า ๑–๑๕
พระไตรปิฎกภาษาไทย
พระบาลีอภิธรรมปิฎก
ยมก
[ปฐมภาค]
ฉบับเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ปี
พุทธศักราช ๒๕๔๙
มหาเถรสมาคม จัดพิมพ์
๓๘
พระบาลีอภิธรรมปิฎก
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาส้มพุทธเจ้าพระองค์นั้น
๑. มูลวารอุทเทส
๑. กุสลบท นยจตุกกะ
{๑} [๑] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดเป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล ?
[๒] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูลหรือ ?
- ๑คำว่า ยมก แปลว่า คู่ ในที่นี้เป็นชื่อคัมภีร์ที่ ๖ แห่งพระอภิธรรมปิฎก ๗ คัมภีร์ ซึ่งมีเนื้อหาที่แสดง สภาวธรรม ๑๐ หมวด คือ หมวดสภาวธรรมที่เป็นมูล หมวดขันธ์ หมวดอายตนะ หมวดธาตุ หมวดสัจจะ หมวดสังขาร หมวดอนุสัย หมวดจิต หมวดสภาวธรรมในกุสลติกะ และหมวดอินทรีย์ ด้วยวิธีการยมก คือ วิธีการแสดงสภาวธรรมเป็นคู่ ๆ โดยการตั้งคำถามแบบอนุโลม (ตามลำดับ หรือคล้อยตาม) ซึ่งเรียกว่า อนุโลมปุจฉา และคำถามแบบปฏิโลม (ทวนลำดับหรือย้อนกลับ) ซึ่ง เรียกว่า ปฏิโลมปุจฉา สลับกันไป พร้อมทั้งมีวิสัชนาที่ตอบคำถามทั้งสองแบบนั้น (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๒๗-๓๒๘) โดยสภาวธรรมทั้ง ๑๐ หมวดนั้นจัดเป็นยมกหนึ่ง ๆ ดังนั้น คัมภีร์นี้จึงประกอบด้วย เนื้อหา ๑๐ ยมก คือ (๑) มูลยมก (๒) ขันธยมก (๓) อายตนยมก (๔) ธาตุยมก (๕) สัจจยมก (๖) สังขารยมก (๗) อนุสยยมก (๘) จิตตยมก (๙) ธัมมยมก (๑๐) อินทริยยมก ซึ่งในแต่ละยมกแบ่งเป็น๒ ส่วน คือ (๑) ส่วนที่เป็นอุทเทส ส่วนที่ตั้งคำถามเป็นมาติกาไว้ (๒) ส่วนที่เป็นนิทเทส ส่วนที่ชี้แจงหรือตอบคำถาม โดยนำคำถามในอุทเทสมาตั้งแล้วตอบไปตามลำดับ และทั้ง ๒ ส่วน
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดเป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล ?
[๓] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดเป็นมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล ? (๑)
- นี้ยังแบ่งย่อยเป็น ๒ นัย คือ (๑) อนุโลมนัย นัยที่ใม่มีการปฏิเสธ (๒) ปัจจนีกนัย นัยที่ปฏิเสธด้วยคำว่าไม่มี (นนิบาต) โดยตั้แต่<*>ขันธยมกเป็นต้นไปยังได้แบ่งเป็นวารหรือวาระต่าง ๆ อีกตามสภาวะ ของแต่ละยมกซึ่งจะกล่าวต่อไป
- คัมภีร์ยมกนี้มีลักษณะโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกับคัมภีร์อื่นก็ตรงที่วิธีการแสดง สภาวธรรมด้วยวิธีการยมกที่ประกอบด้วยอนุโลปุจฉาและปฏิโลมปุจฉาทั้งนัยบอกเล่าและนัยปฏิเสธ ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการแห่งพุทธตรรกศาสตร์เพื่อให้เกิดความรอบรู้ในสภาวธรรมนั้น ๆ ตามลำดับแห่งปริญญา ๓ คือ (๑) ญาตปริญญา การกำหนดรู้ขั้นรู้จัก เช่น รู้จักขันธ์ ๕ ตามสภาวลักษณะด้วยการกำหนดรู้ว่านี้เรียกว่ารูป นี้เรียกว่าเวทนา (๒) ตีรณปริญญา การกำหนดรู้ขั้นพิจารณา เช่น พิจารณาขันธ์ ๕ ตามสภาวะที่เป็นจริงว่ารูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา (๓) ปหานปริญญา การ กำหนดรู้ขั้นละ เช่น ละนิจจสัญญาในขันธ์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศักยภาพของแต่ละบุคคลที่จะสามารถกำหนดรู้ได้ในแต่ละชั้น อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่สามารถเกิดความรอบรู้ตามหลักปริญญาดังกล่าวได้ ผู้ศึกษาที่อ่านคัมภีร์ยกมนี้ก็จะได้รับการเสริมสร้างเพิ่มพูนองค์ความรู้ทางพระอภิธรรมยิ่งขึ้นซึ่งจะเป็นอุปนิสสยปัจจัยให้แตกฉานในพระอภิธรรมต่อไป
- คัมภีร์ยมกนี้ทางคณะสงฆ์ไทยจัดแบ่งเนื้อหาเป็น ๒ ภาคหรือ ๒ เล่มหนังสือ คือ พระบาลีอภิธรรมปิฎก ยมก ปฐมภาค (ภาคที่ ๑) จัดเป็นพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๘ และ พระบาลีอภิธรรมปิฎก ยมก ทุติยภาค (ภาคที่ ๒) จัดเป็นพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๙
- ๒มูลยมก ยมกที่ว่าด้วยหมวดสภาวธรรมที่เป็นมูล คำว่า มูล ในที่นี้เป็นไวพจน์ของคำว่า การณะ ซึ่ง หมายถึงเหตุที่เป็นรากเหง้าหรือฐานที่ตั้งแห่งสภาวธรรมทั้งหลาย มีคำที่เป็นไวพจน์อีก ๙ คำ คือ
- ๑. เหตุ สภาวะที่ก่อให้สำเร็จผล ๒. นิทาน สภาวะที่แสดงผล
- ๓. สมภพ สภาวะที่เป็นแดนเกิดผล ๔. ประภพ สภาวะที่บันดาลผล
- ๕. สมุฏฐาน สภาวะเป็นแหล่งหรือเป็นเหตุเกิดผล ๖. อาหาร สภาวะที่นำผลมา
- ๗. อารมณ์ สภาวะที่ถูกผลหน่วงไว้ (อาลัมพณะ) ๘. ปัจจัย สภาวะที่ผลอาศัยเป็นไป
- ๙. สมุทัย สภาวะที่เป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งผล
[๔] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีกุศลมูลเป็นมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีกุศลมูลเป็นมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล ?
[๕] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูลเป็นมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูลเป็นมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล ?
- ซึ่งทั้ง ๑๐ คำนี้เป็นส่วนย่อยแห่งวารหรือวาระใหญ่ ๒ วาระที่ปรากฏในมูลยมก คือ
- ๑. อุทเทสวาร วาระที่ยกประเด็นปัญหาขึ้นถาม
- ๒. นิทเทสวาร วาระที่นำประเด็นปัญหามาถาม-ตอบด้วยวิธีการยมก
- โดยทั้ง ๒ วารได้นำคำทั้ง ๑๐ มีคำว่า มูล เป็นต้นมาตั้งเป็นหัวข้อย่อยในการดำเนินเนื้อหา แต่ได้เน้นแสดงมูลวารเป็นตัวอย่าง เช่น มูลวารอุทเทส ก็ยกประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับสภาวธรรมที่เป็นมูล คือ กุศลมูล อกุศลมูล อัพยากตมูล และนามมูลขึ้นถาม ในขณะที่เมื่อถึง มูลวารนิทเทส ก็นำประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับสภาวธรรมที่เป็นมูลที่ตั้งไว้ในมูลวารอุทเทสมาถามเพื่อตอบ ตั้งแต่วารที่ ๒ คือ เหตุวาร ไปจนถึง วารที่ ๑๐ คือ สมุทยวาร ท่านแสดงไว้โดยย่อโดยมุ่งให้เทียบเคียงกับมูลวาร และด้วยการแสดงเช่นนี้ จึงเรียกยมกนี้ว่า มูลยมก
- ในมูลวารแห่งมูลยมกมีเนื้อหาว่าด้วยการแสดงสภาวธรรมที่เป็นมูล ๔ บท หรือ ๔ หมวด คือ
- ๑. กุสลบท ได้แก่ กุศลมูล หรือสภาวธรรมที่เป็นมูลแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศล ๓ คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ
- ๒.อกุสลบท ได้แก่ อกุศลมูล หรือสภาวธรรมที่เป็นมูลแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศล ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ
- ๓. อัพยากตบท ได้แก่ อัพยากตมูล หรือสภาวธรรมที่เป็นมูลแห่งสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต ๓ คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ
- ๔. นามบท ได้แก่ นามมูล หรือสภาวธรรมที่เป็นมูลแห่งนาม ๙ คือ กุศลมูล ๓ อกุศลมูล ๓ และอพยากตมูล ๓
- โดยในแต่ละบทนี้ประกอบด้วยนยะหรือนัย ๔ นัย ซึ่งเรียกว่า นยจตุกกะ คือ
[๖] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูลเป็นมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูลเป็นมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูลเป็นมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล ? (๒)
[๗] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีกุศลเป็นมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีกุศลเป็นมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล
- ๑. มูลนัย นัยที่ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นมูล เช่น เย เกจิ กุสลา ธมฺมา, สพฺเพ เตกุสลมูลา ? : สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลมูลหรือ ?
- ๒. มูลมูลนัย นัยที่ว่าด้วยสภาวธรรมที่มีมูลเป็นมูล เช่น เย กจิ กุสลา ธมฺมา, สพฺเพ เต กุสลมูลมูลา ? : สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีกุศลมูลเป็นมูลหรือ ? (ข้อ ๔ ในเล่มนี้)
- ๓. มูลกนัย นัยที่ว่าด้วยสภาวธรรมที่มีมูล เช่น เย เกจิ กุสลา ธมฺมา, สพฺเพ เตกุสลมูลกา ? : สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีกุศลเป็นมูลหรือ ? (ข้อ ๗ ในเล่มนี้)
- ๔. มูลมูลกนัย นัยที่ว่าด้วยสภาวธรรมมีมูลที่เป็นมูล เช่น เย เกจิ กุสลา ธมฺมา, สพฺเพ เต กุสลมูลมูลกา ? : สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นกุศลมูลหรือ ? (ข้อ ๑๐ ในเล่มนี้)
- ในนยจตุกกะ (นัยทั้ง ๔ )นี้ ยังมีนัยที่ประกอบร่วมอยู่ด้วยอย่างละ ๒ นัย รวมเป็น ๘ นัย คือ
- ๑. มูลนัย ประกอบด้วย
- ๑) เอกมูลนัย นัยที่ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นมูลอย่างเดียวกัน เช่น เย เกจิ กุสลา ธมฺมา, สพฺเพ เต กุสลมูเลน เอกมูลา ? : สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูลหรือ ? (ข้อ ๒ ในเล่มนี้)
- ๒) อัญญมัญญมูลนัย นัยที่ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นมูลอาศัยกันและกัน เช่น เย เกจิ กุสลมูเลน เอกมูลา ธมฺมา, สพฺเพ เต กุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลา ? : สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นมูลอาศัยกันและกันโดย เป็นกุศลมูลหรือ ? (ข้อ ๓ ในเล่มนี้)
[๘] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล ?
- ๒. มูลมูลนัย ประกอบด้วย
- ๓) เอกมูลมูลนัย นัยที่ว่าด้วยสภาวธรรมที่มีมูลอย่างเดียวกันเป็นมูล เช่น เย เกจิ กุสลา ธมฺมา, สพฺเพ เต กุสลมูเลน เอกมูลมูลา ? : สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูลเป็นมูลหรือ ? (ข้อ ๕ ในเล่มนี้
- ๔) อัญญมัญญมูลมูลนัย นัยที่ว่าด้วยสภาวธรรมที่มีมูลอาศัยกันและกันเป็นมูล เช่น เย เกจิ กุสลมูเลน เอกมูลา ธมฺมา, สพฺเพ เต กุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลา ? : สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูลเป็นมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูลเป็นมูลหรือ ? (ข้อ ๖ ในเล่มนี้)
- ๓. มูลกนัย ประกอบด้วย
- ๕) เอกมูลกนัย นัยที่ว่าด้วยสภาวธรรมที่มีมูลอย่างเดียวกัน เช่น เย เกจิ กุสลา ธมฺมา, สพฺเพ เต กุสลมูเลน เอกมูลกา ? : สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูลหรือ ? (ข้อ ๘ ในเล่มนี้)
- ๖) อัญญมัญญมูลกนัย นัยที่ว่าด้วยสภาวธรรมที่มีอาศัยกันและกัน เช่น เย เกจิ กุสลมูเลน เอกมูลกา ธมฺมา, สพฺเพ เต กุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลกา ? : สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูลหรือ ? (ข้อ ๙ ในเล่มนี้)
- ๔. มูลมูลกนัย ประกอบด้วย
- ๗) เอกมูลมูลกนัย นัยที่ว่าด้วยสภาวธรรมที่มีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกัน เช่น เย เกจิ กุสลา ธมฺมา, สพฺเพ เต กุสลมูเลน เอกมูลมูลกา ? : สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูลหรือ ? (ข้อ ๑๑ ในเล่มนี้)
- ๘) อัญญมัญญมูลมูลกนัย นัยที่ว่าด้วยสภาวธรรมที่มีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกัน เช่น เย เกจิ กุสลมูเลน เอกมูลกา ธมฺมา, สพฺเพ เต กุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลกา ? : สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูลหรือ ? (ข้อ ๑๒ ในเล่มนี้)
- เมื่อนับรวมกับนยจตุกกะ เป็น ๑๒ นัย จึงสรุปได้ว่า ในมูลยมกนี้พระผู้มีพราะภาคเจ้าทรงเน้นการจำแนกสภาวธรรมที่เป็นมูลด้วยวิธีการยมกตามนัย ๑๒ นัย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๒๙-๓๓๐)
[๙] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล ? (๓)[๑๐] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นกุศลมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล ?
[๑๑] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล ?
[๑๒] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล ? (๔)
๒. อกุสลบท นยจตุกกะ
{๒} [๑๓] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดเป็นอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศล
[๑๔] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดเป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศล ?
[๑๕] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอกุศลมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดเป็นมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศล ? (๑)[๑๖] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นอกุศลมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศล ?
[๑๗] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศล ?
[๑๘] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศล ? (๒)[๑๙] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอกุศลสภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีอกุศลเป็นมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีอกุศลเป็นมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศล ?
[๒๐] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลมูล ?
[๒๑] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอกุศลมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศล ? (๓)[๒๒] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นอกุศลมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศล ?
[๒๓] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศล ?
[๒๔] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอกุศลมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศล ? (๔)
๓. อัพยากตบท นยจตุกกะ
{๓} [๒๕] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากตมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดเป็นอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤต ?
[๒๖] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดเป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤต ?
[๒๗] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอัพยากตมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดเป็นมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤต ? (๑)[๒๘] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีอัพยากตมูลเป็นมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีอัพยากตมูลเป็นมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤต ?
[๒๙] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤต ?
[๓๐] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤต ? (๒)[๓๑] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีอัพยากฤตเป็นมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีอัพยากฤตเป็นมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤต ?
[๓๒] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤต ?
[๓๓] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอัพยากตมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอัพยากตมูล สภาวธรรม เหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤต ? (๓)[๓๔] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นอัพยากตมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤต ?
[๓๕] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤต ?
[๓๖] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอัพยากตมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤต ? (๔)
๔. นามบท นยจตุกกะ
{๔} [๓๗] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดเป็นนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนาม ?
[๓๘] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดเป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนาม ?
[๓๙] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นนามมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดเป็นมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนาม ? (๑)[๔๐] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีนามมูลเป็นมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีนามมูลเป็นมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนาม ?
[๔๑] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนาม ?
[๔๒] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนาม ? (๒)[๔๓] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีนามเป็นมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีนามเป็นมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนาม ?
[๔๔] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนาม ?
[๔๕] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นนามมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนาม ? (๓)
[๔๖] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นนามมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนาม ?
[๔๗] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนาม ?
[๔๘] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นนามมูลหรือ ?
หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนาม ? (๔)
จบ มูลวารอุทเทส
๒-๑๐. เหตุวาราทิอุทเทส
{๕} [๔๙] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีกุศลเป็นเหตุ ... มีกุศลเป็นนิทาน ... มีกุศลเป็นสมภพ ... มีกุศลเป็นประภพ ... มีกุศลเป็นสมุฏฐาน ... มีกุศลเป็นอาหาร ... มีกุศลเป็นอารมณ์... มีกุศลเป็นปัจจัย ... มีกุศลเป็นสมุทัยหรือ ? ...
มูล เหตุ นิทาน สมภพ ประภพ สมุฏฐาน อาหาร อารมณ์ ปัจจัยและสมุทัยมีด้วยประการฉะนี้
จบ เหตุวาราทิอุทเทส
๑. มูลวารนิทเทส
๑. กุสลบท นยจตุกกะ
{๖} [๕๐] อนุโลมปุจฉา สกาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล สกาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลมูลหรือ ?
วิสัชนา กุศลมูลมี ๓ เท่านั้น สกาวธรรมที่เหลือนอกนั้นเป็นกุศล แต่ไม่เป็นกุศลมูล
ปฏิโลมปุจฉา หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดเป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล ?
วิสัชนา ถูกแล้ว
[๕๑] อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล สกาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูลหรือ ?
วิ. ถูกแล้ว
ปฏิ. หรือว่าสภาวธรรมเหล่าใดเป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล ?
วิ. รูปที่มีกุศลเป็นสมุฏฐานเป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล แต่ไมใช่กุศล กุศลเป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูลด้วย เป็นกุศลด้วย[๕๒] อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูลหรือ ?
วิ. มูลเหล่าใดที่เป็นกุศลมูลเกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นเป็นมูลอย่างเดียวกันด้วย เป็นมูลที่อาศัยกันและกันด้วย สภาวธรรมที่เกิดร่วมกันกับกุศลมูลที่เหลือนอกนั้นเป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล แต่ไม่ใช่เป็นมูลอาศัยกันและกัน
จบ อุทเทสวาร