พระอภิธรรมปิฎก ยมก · ขันธยมก
ปริญญาวาร เล่ม ๓๘
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๗๓–๒๗๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๙ ในขันธยมกมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก ขันธยมก ปริญญาวาร (ฉบับหลวง เล่ม ๓๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๘)
ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่
ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๘๒ หน้า ๒๘๖–๓๐๒
ปริญญาวาระ
ปัจจุปปันนวาระ อนุโลม
รูปขันธมูล
รูปขันธมูละ เวทนาขันธมูลี :-
[๒๗๓] บุคคลใดกำลังรู้แจ้งรูปขันธ์, บุคคลนั้นก็กำลังรู้แจ้งเวทนาขันธ์ ใช่ไหม ?
ใช่.
ก็หรือว่า บุคคลใดกำลังรู้แจ้งเวทนาขันธ์, บุคคลนั้นก็กำลังรู้แจ้งรูปขันธ์ ใช่ไหม ?
ใช่.
จบ รูปขันธมูละ เวทนาขันธมูลี
รูปขันธมูล จบ
ปัจจุปปันนวาระ อนุโลม จบ
ปัจจุปปันนวาระ ปัจจนิก
รูปขันธมูล
รูปขันธมูละ เวทนาขันธมูลี :-
บุคคลใดไม่ใช่กำลังรู้แจ้งรูปขันธ์, บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังรู้แจ้งเวทนาขันธ์ ใช่ไหม ?
ใช่.
ก็หรือว่า บุคคลใดไม่ใช่กำลังรู้แจ้งเวทนาขันธ์, บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังรู้แจ้งรูปขันธ์ ใช่ไหม ?
ใช่.
จบ รูปขันธมูละ เวทนาขันธมูลี
รูปขันธมูล จบ
ปัจจุปปันนวาระ ปัจจนิก จบ
อตีตวาระ อนุโลม
รูปขันธมูล
รูปขันธมูละ เวทนาขันธมูลี :-
[๒๗๔] บุคคลใดเคยรู้แจ้งรูปขันธ์, บุคคลนั้นก็เคยรู้แจ้งเวทนาขันธ์ ใช่ไหม ?
ใช่.
ก็หรือว่า บุคคลใดเคยรู้แจ้งเวทนาขันธ์, บุคคลนั้นก็เคยรู้แจ้งรูปขันธ์ ใช่ไหม ?
ใช่.
จบ รูปขันธมูละ เวทนาขันธมูลี
รูปขันธมูล จบ
อตีตวาระอนุโลม จบ
อตีตวาระ อนุโลม
รูปขันธมูล
รูปขันธมูละ เวทนาขันธมูลี :-
บุคคลใดเคยรู้แจ้งรูปขันธ์, บุคคลนั้นก็เคยรู้แจ้งเวทนาขันธ์ ใช่ไหม ?
ใช่.
ก็หรือว่า บุคคลใดเคยรู้แจ้งเวทนาขันธ์, บุคคลนั้นก็เคยรู้แจ้งก้ไม่ใช่เคยรู้แจ้งรูปขันธ์ ใช่ไหม ?
ใช่.
จบ รูปขันธมูละ เวทนาขันธมูลี
รูปขันธมูล จบ
อตีตวาระ ปัจจนิก จบ
อนาคตวาระ อนุโลม
รูปขันธมูล
รูปขันธมูละ เวทนาขันธมูลี :-
[๒๗๕] บุคคลใดจักรู้แจ้งรูปขันธ์, บุคคลนั้นก็จักรู้แจ้งเวทนาขันธ์ ใช่ไหม ?
ใช่.
ก็หรือว่า บุคคลใดจักรู้แจ้งเวทนาขันธ์, บุคคลนั้นก็จักรู้แจ้งรูปขันธ์ ใช่ไหม ?
ใช่.
จบ รูปขันธมูละ เวทนาขันธมูลี
รูปขันธมูล จบ
อนาคตวาระ อนุโลม จบ
อนาคตวาระ ปัจจนิก
รูปขันธมูล
รูปขันธมูละ เวทนาขันธมูลี :-
บุคคลใดไม่ใช่จักรู้แจ้งรูปขันธ์, บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักรู้แจ้งเวทนาขันธ์ ใช่ไหม ?
ใช่.
ก็หรือว่า บุคคลใดไม่ใช่จักรู้แจ้งเวทนาขันธ์, บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักรู้แจ้งรูปขันธ์ ใช่ไหม ?
ใช่.
จบ รูปขันธมูละ เวทนาขันธมูลี
รูปขันธมูล จบ
อนาคตวาระปัจจนิก จบ
ปัจจุปปันนาตีตวาระ อนุโลม
รูปขันธมูล
รูปขันธมูละ เวทนาขันธมูลี :-
[๒๗๖] บุคคลใดกำลังรู้แจ้งรูปขันธ์, บุคคลนั้นก็เคยรู้แจ้งเวทนาขันธ์ ใช่ไหม ?
ไม่ใช่.
ก็หรือว่า บุคคลใดเคยรู้แจ้งเวทนาขันธ์, บุคคลนั้นก็กำลังรู้แจ้งรูปขันธ์ ใช่ไหม ?
ไม่ใช่.
จบ รูปขันธมูละ เวทนาขันธมูลี
รูปขันธมูล จบ
ปัจจุปปันนาตีตวาระ อนุโลม จบ
ปัจจุปปันนาตีตวาระ ปัจจนิก
รูปขันธมูล
รูปขันธมูละ เวทนาขันธมูลี :-
บุคคลใดไม่ใช่กำลังรู้แจ้งรูปขันธ์, บุคคลนั้นก็ไม่ใช่เคยรู้แจ้งเวทนาขันธ์ ใช่ไหม ?
พระอรหันต์ไม่ใช่กำลังรู้แจ้งรูปขันธ์ แต่เคยรู้แจ้งเวทนาขันธ์,เว้นบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยอรหัตมรรคก็ดี พระอรหันต์ก็ดี บุคคลที่เหลือไม่ใช่กำลังรู้แจ้งรูปขันธ์ และไม่ใช่เคยรู้แจ้งเวทนาขันธ์.
ก็หรือว่า บุคคลใดไม่ใช่เคยรู้แจ้งเวทนาขันธ์, บุคคลนั้นไม่ใช่กำลังรู้แจ้งรูปขันธ์ ใช่ไหม ?
บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยอรหัตมรรค ไม่ใช่เคยรู้แจ้งเวทนาขันธ์แต่กำลังรู้แจ้งรูปขันธ์, เว้นบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยอรหัตมรรคก็ดี พระ-อรหันต์ก็ดี บุคคลที่เหลือ ไม่ใช่เคยรู้แจ้งเวทนาขันธ์ และไม่ใช่กำลังรู้แจ้งรูปขันธ์.
จบ รูปขันธมูละ เวทนาขันธมูลี
รูปขันธมูล จบ
ปัจจุปปันนาตีตวาระ ปัจจนิก จบ
ปัจจุปปันนานาคตวาระ อนุโลม
รูปขันธมูล
รูปขันธมูละ เวทนาขันธมูลี :-
[๒๗๗] บุคคลใดกำลังรู้แจ้งรูปขันธ์, บุคคลนั้นก็จักรู้แจ้งเวทนาขันธ์ ใช่ไหม ?
ไม่ใช่.
ก็หรือว่า บุคคลใดจักรู้แจ้งเวทนาขันธ์, บุคคลนั้นก็กำลังรู้แจ้งรูปขันธ์ ใช่ไหม ?
ไม่ใช่.
จบ รูปขันธมูละ เวทนาขันธมูลี
รูปขันธมูล จบ
ปัจจุปปันนานาคตวาระ อนุโลม จบ
ปัจจุปปันนานาคตวาระ ปัจจนิก
รูปขันธมูล
รูปขันธมูละ เวทนาขันธมูลี :-
บุคคลใดไม่ใช่กำลังรู้แจ้งรูปขันธ์, บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักรู้แจ้งเวทนาขันธ์ ใช่ไหม ?
บุคคลเหล่าใดจักได้มรรค บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังรู้แจ้งรูป-ขันะ แต่จักรู้แจ้งเวทนาขันธ์, พระอรหันต์ก็ดี ปุถุชนเหล่าใดไม่ใช่จักได้มรรคก็ดี บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังรู้แจ้งรูปขันธ์ และไม่ใช่จักรู้แจ้งเวทนาขันธ์.
ก็หรือว่า บุคคลใดไม่ใช่จักรู้แจ้งเวทนาขันธ์, บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังรู้แจ้งรูปขันธ์ ใช่ไหม ?
บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยอรหัตมรรค ไม่ใช่จักรู้แจ้งเวทนาขันธ์ แต่กำลังรู้แจ้งรูปขันธ์, พระอรหันต์ก็ดี ปุถุชนเหล่าใด ไม่ใช่จักได้มรรคก็ดี บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักรู้แจ้งเวทนาขันธ์ และไม่ใช่กำลังรู้แจ้งรูปขันธ์.
จบ รูปขันธมูละ เวทนาขันธมูลี
รูปขันธมูล จบ
ปัจจุปปันนานาคตวาระ ปัจจนิก จบ
อตีตานาคตวาระ อนุโลม
รูปขันธมูล
รูปขันธมูละ เวทนาขันธมูลี :-
[๒๗๘] บุคคลใดเคยรู้แจ้งรูปขันธ์, บุคคลนั้นก็จักรู้แจ้งเวทนาขันธ์ ใช่ไหม ?
ไม่ใช่.
ก็หรือว่า บุคคลใดจักรู้แจ้งเวทนาขันธ์, บุคคลนั้นก็เคยรู้แจ้งรูปขันธ์ ใช่ไหม ?
ไม่ใช่.
จบ รูปขันธมูละ เวทนาขันธมูลี
รูปขันธมูล จบ
อตีตานาคตวาระ อนุโลม จบ
อตีตานาคตวาระ ปัจจนิก
รูปขันธมูล
รูปขันธมูละ เวทนาขันธมูลี :-
บุคคลใดไม่ใช่เคยรู้แจ้งรูปขันธ์, บุคคลเหล่านั้นก็ไม่ใช่จักรู้แจ้งเวทนาขันธ์ ใช่ไหม ?
บุคคลเหล่าใดจักได้มรรค บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่เคยรู้แจ้งรูป-ขันธ์ แต่จักรู้แจ้งเวทนาขันธ์, บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยอรหัตมรรคก็ดีปุถุชนเหล่าใดไม่ใช่จักได้มรรคก็ดี บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่เคยรู้แจ้งรูป-ขันธ์ และไม่ใช่จักรู้แจ้งเวทนาขันธ์.
ก็หรือว่า บุคคลใดไม่ใช่จักรู้แจ้งเวทนาขันธ์, บุคคลนั้นก็ไม่ใช่เคยรู้แจ้งรูปขันธ์ ใช่ไหม ?
พระอรหันต์ ไม่ใช่จักรู้แจ้งเวทนาขันธ์ แต่เคยรู้แจ้งรูปขันธ์,บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยอรหัตมรรคก็ดี ปุถุชนเหล่าใดไม่ใช่จักได้มรรคก็ดีบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักรู้แจ้งเวทนาขันธ์ และไม่ใช่เคยรู้แจ้งรูปขันธ์.
จบ รูปขันธมูละ เวทนาขันธมูลี
รูปขันธมูล จบ
อตีตานาคตวาระ ปัจจนิก จบ
ปริญญาวาระ จบ
ขันธยมก จบ
อรรถกถาปริญญาวาระ
แม้ในปริญญาวาระ อันมีในลำดับต่อจากปวัตติมหาวาระนั้น มีประเภทแห่งกาล ๖ อย่างเท่านั้น มีนัย ๒ อย่างโดยอนุโลมและปฏิโลมแต่ในวาระทั้ง ๓ คือ ปุคคลวาระ โอกาสวาระ ปุคคโลกาสวาระ ย่อมได้บุคคลวาระเท่านั้น ไม่ได้วาระนอกนี้.
ถามว่า เพราะเหตุไร ?
ตอบว่า เพราะมีคำวิสัชชนาอย่างเดียวกัน.
ก็ถ้าบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ย่อมรอบรู้รูปขันธ์ในที่ใดที่หนึ่งไซร้ก็ย่อมรอบรู้แม้เวทนาขันธ์ ถ้าว่าย่อมรอบรู้เวทนาขันธ์ไซร้ ก็ย่อมรอบรู้แม้รูปขันธ์ ถ้าว่าบุคคลใดไม่รอบรู้รูปขันธ์ไซร้ ก็ย่อมไม่รอบรู้แม้เวทนาขันธ์ ถ้าว่าไม่รอบรู้ซึ่งเวทนาขันธ์ ก็ย่อมไม่รอบรู้แม้รูปขันธ์เพราะฉะนั้น ในวาระแม้เหล่านั้น พึงทราบว่า ย่อมไม่ได้วาระ ๒เหล่านั้น ในปริญญาวาระนี้ เพราะมีคำวิสัชชนาเหมือนกันว่า บุคคลพึงทำการถามด้วยอำนาจคำถามเป็นต้นว่า ยตฺถ รูปกฺขนฺธํ ปริชานาติตตฺถ เวทนากฺขนฺธํ ปริชานาติ ดังนี้แล้ว พึงกระทำการวิสัชชนาว่าอามนฺตา -ใช่ นั้นแหละ.
อีกอย่างหนึ่ง ปุคคลวาระ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วในปริญญาวาระนี้ว่า ชื่อว่า ปริญญากิจ ย่อมมีแก่บุคคลเท่านั้นไม่มี
แก่โอกาสะ บุคคลเท่านั้นสามารถเพื่อการรอบรู้ ไม่ใช่โอกาสะ เพราะเหตุนั้น จึงไม่ทรงถือเอาโอกาสวาระ ก็เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงถือเอาโอกาสวาระนั้น ปุคคโลกาสวาระที่มีในลำดับแห่งโอกาส-วาระนั้น แม้ได้อยู่ ก็ไม่ทรงถือเอา ก็บุคคลวาระนี้ใดทรงถือเอาแล้วในปัจจุบันกาลยมกะ ๑๐ อย่าง ด้วยการถือเอาอีก ในอนุโลมโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังว่า ยมกที่มีรูปขันธ์เป็นมูล ๔ เวทนาขันธ์เป็นมูล๓ สัญญาขันธ์เป็นมูล ๒ สังขารขันธ์เป็นมูล ๑ ในปฏิโลมนัยอีก ๑๐จึงรวมเป็นยมก ๒๐ แม้ในกาลที่เหลือก็อย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้นพึงทราบการกำหนดพระบาลี ในปริญญาวาระนี้ว่า ยมก ๑๒๐ ปุจฉา๒๔๐ อรรถ ๔๘๐ ย่อมมีในกาลทั้ง ๖ เพราะกระทำกาลหนึ่ง ๆ ให้เป็น ๒๐.
ก็ในการวินิจฉัยเนื้อความในปริญญาวาระนี้ อัทธา ๓ คือ อดีตอนาคต ปัจจุบัน ย่อมไม่ได้ด้วยอำนาจจุติและปฏิสนธิ เหมือนกันกับปวัตติวาระ แต่ย่อมได้ด้วยอำนาจขณะแห่งจิตในปวัตติเท่านั้น เพราะเหตุนั้น ในปริญญาวาระนี้ ท่านจึงกระทำการวิสัชชนาว่า " ใช่ " ในคำถามทั้งหลาย เป็นต้นว่า บุคคลใดกำลังรอบรู้ซึ่งรูปขันธ์ บุคคลนั้นกำลังรอบรู้ซึ่งเวทนาขันธ์หรือ บุคคลรู้อยู่ซึ่งขันธ์ใดขันธ์หนึ่งในขันธ์ ๕ เพราะยังปริญญากิจให้สำเร็จด้วยกิจอันมีนิพพานเป็นอารมณ์ในโลกุตตรมรรค ย่อมกล่าวได้ว่า ย่อมรอบรู้แม้ขันธ์นอกนี้.
คำว่า ปริชานาติ = ย่อมรอบรู้ ในปริญญาวาระนี้ พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ใช่ เพราะทรงหมายเอาความพร้อม-เพรียงแห่งมรรคอันเลิศ ( อรหัตตมรรค ) อันถึงซึ่งที่สุดแห่งปริญญา-กิจ ในปัญหาทั้งหลายในอนุโลมนัย แต่ว่าในปฏิโลมนัย คำว่า นปริชานาติ =ไม่ใช่กำลังรอบรู้ ในปัญหาทั้งหลายพระมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ใช่ เพราะทั้งทรงหมายเอาบุคคลทั้งหลายมีปุถุชนเป็นต้น ส่วนในคำนี้ว่า ปริชานิตฺถ = เคยรอบรู้ ในอดีตกาล ได้แก่ บุคคลแม้ดำรงอยู่ในผลอันเลิศในลำดับแห่งมรรค ชื่อว่า รอบรู้แล้วนั่นเที่ยวเพราะสำเร็จปริญญากิจแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสถามซึ่งความพร้อมเพรียงแห่งมรรคอันเลิศด้วยปัญหาว่า บุคคลใดกำลังรอบรู้รูปขันธ์ บุคคลนั้นเคยรอบรู้ซึ่งเวทนาขันธ์หรือ ก็เพราะบุคคลนี้ชื่อว่ารู้อยู่ ( คือกำลังรู้) ซึ่งขันธ์ ๕ เท่านั้น ( ยังไม่เคยรอบรู้) เพราะปริญญากิจที่ตนยังไม่สำเร็จแล้วก่อน เหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงกระทำการปฏิเสธว่า โน = ไม่ใช่ ( หามิได้ ).
ส่วนในปัญหาที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสถามซึ่งพระ-อรหัตต์ว่า ปริชานิตฺถ = รอบรู้แล้วหรือ ก็เพราะปริญญากิจที่ท่านกระทำสำเร็จแล้วไม่มีอยู่ เหตุนั้นชื่อว่ากิจที่ควรกำหนดรู้จึงไม่มีแก่พระ-อรหันต์นั้น ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงกระทำการปฏิเสธว่า โน =ไม่ใช่ ในการวิสัชนาแห่งปฏิโลมนัยในทุติยปัญหานี้ว่า อรหา รูปกฺ-
ขนฺธํ ปริชานาติ = พระอรหันต์ไม่ใช่กำลังรอบรู้ซึ่งรูปขันธ์พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะความไม่มีเพื่อการรอบรู้ของพระ-อรหันต์ หลายบทว่า บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคอันเลิศ ( อร-หัตมรรค ) ไม่รอบรู้แล้วซึ่งเวทนาขันธ์ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะบุคคลผู้ดำรงอยู่ในอรหัตมรรค ยังไม่สำเร็จปริญญากิจอรหัตมรรคบุคคลนั้นย่อม (ยัง) ไม่เคยรอบรู้ซึ่งเวทนาขันธ์อย่างเดียวเท่านั้นก็หามิได้ แม้ธรรมอย่างหนึ่งก็ไม่เคยรอบรู้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำนี้ไว้ด้วยอำนาจคำถาม แม้คำนี้ว่า โน จ รูปกฺขนฺธํ พระ-องค์ก็ตรัสแล้วด้วยอำนาจคำถามนั่นแหละ ก็อรหัตมรรคบุคคลนั้นย่อมไม่รอบรู้ซึ่งขันธ์แม้อื่น.
ปัญหาว่า บุคคลใดกำลังรอบรู้ซึ่งรูปขันธ์ บุคคลนั้นก็จักรอบรู้ซึ่งเวทนาขันธ์หรือ อธิบายว่า เพราะบุคคลผู้ดำรงอยู่ในมรรคเป็นผู้มีขณะจิตเดียว ( คือมรรคจิตเกิดขณะเดียว ) ฉะนั้นบุคคลนั้นย่อมไม่ถึงซึ่งความนับว่า จักรอบรู้ เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสว่าโน = ไม่ใช่ หลายบทว่า เต รูปกฺขนฺธญฺจ น ปริชานิตฺถ =บุคคลเหล่านั้นไม่เคยรอบรู้ซึ่งรูปขันธ์ด้วย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยคำถามที่เสมอกัน อธิบายในปัญหานี้ว่า บุคคลทั้งหลายไม่รู้แล้ว(คือยังไม่รู้ ) บัณฑิตพึงทราบการวินิจฉัยเนื้อความในที่ทั้งปวงโดยอุบายนี้.
ปริญญาวาระ จบ
ขันธยมกะ จบ
อายตนยมกที่ ๓
ปัณณัตติวาระ
[๒๗๙] อายตนะ ๑๒ คือ :-
๑. จักขายตนะ
๒. โสตายตนะ
๓. ฆานายตนะ
๔. ชิวหายตนะ
๕. กายายตนะ
๖. รูปายตนะ
๗. สัททายตนะ
๘. คันธายตนะ
๙. รสายตนะ
๑๐. โผฏฐัพพายตนะ
๑๑. มนายตนะ
๑๒. ธัมมายนตนะ.
จบ ปริญญาวาร